ผู้เขียน: สฤณี อาชวานันทกุล
ในยุคที่อิทธิพลของสื่อมวลชนพุ่งสูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และต้นทุนในการผลิตสื่อและสื่อสารต่อสาธารณชนลดต่ำลงอย่างฮวบฮาบจนทำให้ทุกคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสามารถเป็น “สื่อปัจเจก” ได้โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก การตามหา “ความดังสิบห้านาที” ที่ แอนดี วาร์ฮอล ศิลปินป๊อบรุ่นบุกเบิกเคยกล่าวว่าจะมาเยือนคนทุกคนในอนาคต ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอโชคมาบันดาลอีกต่อไป
หมากัดคนไม่เป็นข่าว คนกัดหมาเป็นข่าว แต่สื่อปัจเจกในยุคนี้ไม่ต้องเรียกสื่อมวลชนมาทำข่าว แถมยังไม่ต้องลงทุนกัดหมา แค่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จำลองสถานการณ์ อัพโหลดวีดีโอบนยูทูบ เสียเวลาฟอร์เวิร์ดเมลอีกนิดหน่อย แค่นี้ก็ “ดัง” ได้แล้ว (แต่จะดังขนาดไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
ยิ่ง “ความดัง” สร้างง่าย และไม่จำเป็นต้องเกี่ยวอะไรเลยกับ “ความจริง” เพียงใด ระดับ “ความดัง” ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่สอดคล้องกับ “ระดับความดี” ของการกระทำเพียงนั้น
แต่กาลเวลาสอนเราว่า ระดับความดีสำคัญกว่าระดับความดัง เพราะระดับความดีเป็นเครื่องบ่งชี้คุณค่า เป็นครูที่สอนเราให้รู้ว่า สิ่งใดบ้างที่มีค่าควรแก่การจดจำ
เพราะสิ่งที่สื่อไม่นำเสนอ ใช่ว่าจะไม่มีจริง
สิ่งที่หนังสือประวัติศาสตร์ไม่บันทึก ใช่ว่าจะไม่ดีงาม
อ่านต่อ »
ผู้แปล: สฤณี อาชวานันทกุล
การเชิญคนมากล่าวสุนทรพจน์ให้กับบัณฑิตจบใหม่ในวันรับปริญญา เป็นประเพณีประจำมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาที่ทำกันมาช้านาน ผู้ที่ได้รับเชิญมากล่าวสุนทรพจน์มักเป็น “คนนอก” ผู้มีชื่อเสียงในหลากหลายวงการ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษา หรือไม่ก็เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย “คนใน” ผู้เป็นที่เคารพรักของนักเรียน
สุนทรพจน์วันรับปริญญาอาจเป็นทั้ง “ปัจฉิมกถา” ปิดท้ายชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย และเป็น “ปฐมกถา” ต้อนรับบัณฑิตใหม่เข้าสู่โลกภายนอก
สำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอเมริกัน วันรับปริญญาอาจมีความหมายพิเศษกว่าวันรับปริญญาในบางประเทศ เพราะมหาวิทยาลัยอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยดังๆ เป็นแหล่งรวบรวมนักเรียนจากทั่วทุกสารทิศในประเทศ และนักเรียนนานาชาติอีกจำนวนไม่น้อย
นักเรียนส่วนใหญ่หอบสัมภาระ เดินทางไกลจากบ้านนับพันนับหมื่นกิโล มาใช้ชีวิตไกลบ้านสี่ปี ต้องเรียนรู้ทั้งวิชา และนิสัยใจคอของคนต่างเชื้อชาติต่างภาษา หลังจากเรียนจบ นักเรียนเหล่านี้ก็จะแยกย้ายกันไปทำงาน ทางใครทางมัน จะกลับมาเจอกันก็นานๆ ครั้งในงานเลี้ยงรุ่นเท่านั้น
วันรับปริญญาจึงเป็นวันสุดท้ายที่นักศึกษาปีสี่จะได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นวันสุดท้ายของช่วงเวลาอันคุ้นเคย วันพรุ่งนี้จะเป็นวันเริ่มต้น “ชีวิตใหม่” อันเต็มไปด้วยคนแปลกหน้าอย่างแท้จริง
อ่านต่อ »
ผู้เขียน: วรพจน์ พันธุ์พงศ์
หมายเหตุแห่งทศวรรษ
ในอาชีพการงานคนทำสัมภาษณ์ มีคนเคยถามผมว่าจะรู้ได้ยังไงว่าผู้ให้สัมภาษณ์พูดความจริง
ส่วนใหญ่ผมหัวเราะ
เพราะรู้ว่าเขาถามเล่นๆ ไม่หวังคำตอบจริงจัง หรือไม่ก็ไม่มีเวลามากพอที่จะฟัง
ให้ตอบอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สำหรับผม นี่เป็นปริศนาธรรมระดับชาติ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากควรทำเป็นวิทยานิพนธ์ หรือรายงานถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี กระนั้นเลย
ความจริงของคุณคืออะไร
แค่นี้เราก็อาจต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญผ่าตัด ตีความ อธิบายหาความหมายร่วมกันให้ได้ก่อน เพื่อจะตอบคำถามได้ตรงประเด็น
ระหว่างนี้ ผมขออนุญาตตอบอย่างจริงใจไปก่อน—หากว่าคุณขี้เกียจรอขั้นตอนขึ้นโรงขึ้นศาลซึ่งท่านก็วุ่นวายอยู่หลายเรื่อง วุ่นวายและมีคนพยายามจะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
ย้อนไปสู่คำถาม—จะรู้ได้ยังไงว่าผู้ให้สัมภาษณ์พูดความจริง
ผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะครับ โธ่..
อ่านต่อ »
ผู้เขียน: วินทร์ เลียววาริณ และ ปราบดา หยุ่น
จดหมายน้อย จากหนึ่ง—วรพจน์ พันธุ์พงศ์
ไม่รู้ปราบดากับคุณวินทร์เห็นด้วยกับผมไหมว่าบ้านเมืองของเรา (โลกของเราด้วยก็ได้ครับ) อยู่ในวันเวลาที่ไม่สู้ดี
ไม่ดีไปหมด ไม่ว่าภาคสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต ส่วนการเมืองนั้นไปกันใหญ่ ทั้งผิดทิศผิดทาง อ่อนแอและนับวันยิ่งช่วยกันทำเรื่องน่าขยะแขยงมากที่สุด
ไพร่ฟ้าหน้าไม่ใส
ในน้ำไม่มีปลา ในนามีแต่หนี้
ไม่ใช่ทุกหน่วย ทุกคน หรือทุกตารางนิ้วนะครับ แต่ภาพกว้างๆ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความจริงเป็นเช่นนั้น
ย่นย่อลงมาและเปรียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมคิดว่าคนไทยในยุครัฐบาลนอมินีกำลังเดินอยู่ในทะเลทราย
แล้งครับ ร้อนครับ ลำบากครับ
อ่านต่อ »