นราวุธ ไชยชมภู เรื่อง
ปิยะ พิสุทธอานนท์ และ Annie Grant ภาพ
..........
ความมันสาดกระจาย
ความเมาโหมกระหน่ำ
ดวงไฟหลากแสงสีกระพริบพรายพร่าง เสียงดนตรีกระหึ่มเต็มสองหู ผู้คนมากมายขยับเขยื้อนอวัยวะตามจังหวะเร่งระรัว ควันบุหรี่พวยพุ่งกระจัดกระจายในอากาศ ของเหลวผสมแอลกอฮอล์รินไหลเข้าสู่ร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า
หลายสิ่งวนเวียนรอบตัวผมอย่างรวดเร็ว บางขณะชัดจ้า บางขณะพร่าเลือน
รอยยิ้ม/เสียงตะโกนพูดคุยข้างหู/อาการหัวเราะ/กลิ่นเหงื่อแฉะชื้น/ขวดชนขวด/แขนโบกโยกไปมา/ภาพนิ่งเคลื่อนที่บนผนัง/ตัวอักษรสว่างจ้าอ่านว่า TO THE BEAT OF THE BEST UK MUSIC
ทั้งๆ ที่ขาทั้งสองข้างยืนสงบนิ่ง แต่ความคึกคักอันอลหม่านยื่นมือออกมาชวนฉุดให้ร่างกายของผมเคลื่อนไหวไปตามบรรยากาศสนุกสนานใน Astra, RCA ท่ามกลางความเมาและมันของ Dude Sweet Party
บางเสียงกระแนะกระแหนว่า-นี่เป็นปาร์ตี้เด็กแนว
บางคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า-เบื่อไอ้พวกลูกคนรวยทำตัวการาจ แม่งก็จัดปาร์ตี้เพื่อให้พวกเพื่อนรวยๆ ของแม่งมาทำตัวอินดี้ด้วยกันนั่นล่ะวะ
บางความเห็นพิพากษาว่า-นี่คือการมั่วสุมอันไร้สาระ
ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง
ปาร์ตี้ที่ปราศจากการบงการของสินค้าทุกชนิดแห่งนี้เปิดประตูต้อนรับผู้มีหัวใจไม่คับแคบทุกคน
ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะก้าวเข้ามาเมาและมันและเต้นกับดนตรีในแสงสีของ Dude Sweet Party หรือไม่
1
ถึงประเทศไทยจะคับคั่งด้วยผับ บาร์ เธค และแหล่งเตร็ดเตร่ยามค่ำคืนจนนับไม่ไหว แต่สถานที่เฮฮาปาร์ตี้เหล่านี้กลับขาดแคลนความหลากหลายด้านดนตรี ขณะที่ทางเลือกที่พอมีก็จำกัดอยู่ในแวดวงของคนกลุ่มเล็กๆ ไม่ว่าปาร์ตี้ REHAP ของผู้หลงใหลมวลเสียงอิเล็กทรอนิกส์, มหกรรมดนตรีสดของชาว Noise Pop, คอนเสิร์ตของพลพรรคพั้งก์ และการแสดงดนตรีของสาวกเดธเมทัล
“ถ้าจะวัดว่าเมืองไหนซีนดนตรีดี ก็ต้องฟังเพลงที่เปิดในคลับว่าหลากหลายแค่ไหน” พงษ์สรวงตั้งข้อสังเกต
“ลองนึกถึงบาร์ในกรุงเทพฯสิ ผมนึกไม่ออกเลยว่าที่ไหนเล่นเพลงแนวไหน สปีดเปิดเพลงแนวไหน ผมก็ไม่รู้ เพราะมีหลายแนวเหลือเกิน บางกอกบาร์ก็เดี๋ยวป๊อบ เดี๋ยวเทคโน ผสมกันหมด ทุกที่เปิดเพลงแบบกลางๆ ตามกระแสเพื่อเอาใจคนเยอะๆ ไม่มีความชัดเจน”
เรานั่งคุยกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นเต้นระบำ ย่านคลองเคย ใกล้ๆ สำนักงาน slowmotion ที่พงษ์สรวงเป็น Project Manager ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นกำลังเต้นระบำอยู่บนโต๊ะ
“ตอนนี้กรุงเทพฯ น่าเบื่อจะตาย” พงษ์สรวงบ่นด้วยน้ำเสียงสุดเซ็ง “มีแต่ฮิพฮอพ ป๊อบ และบริทนีย์ สเปียร์”
โน้ต-พงษ์สรวง คุณประสพ เป็นคนเขียนหนังสือ ทำภาพประกอบ วาดการ์ตูน สไตลิสต์ออกแบบแพกเกจจิ้งซีดีเพลง จัดหน้าพ็อกเก็ตบุ้กและนิตยสาร
หลังจบจากภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาก็ทำงานที่นิตยสารสุดสัปดาห์, Lips และ MTV Trax
ตอนนี้พงษ์สรวงเป็นกำลังหลักของ SUPERSWEET แม็กกาซีนดนตรีที่กระหึ่มด้วยตัวหนังสืออันไพเราะและกวนตีน งานอดิเรกของเขาคือการจัด DUDE SWEET PARTY ซึ่งเป็นปาร์ตี้เคลื่อนที่ที่ได้รับความนิยมอย่างแน่นขนัดจากชาวร็อคอัลเตอร์
กว่าสองปีครึ่งที่ผ่านมา, ปาร์ตี้ DUDE SWEET อึกทึกคึกคักกันแล้วเกือบสามสิบครั้ง
“ผมกับเพื่อนๆ ลุกขึ้นมาจัดปาร์ตี้ เพราะผับทั้งกรุงเทพฯไม่เปิดเพลงที่เราอยากเต้นอีกแล้ว ไม่มี Suede อีกแล้ว อย่าง Blur ก็มีแต่ Song 2 แล้ว Charmless Man ล่ะ กูทนไม่ไหวแล้ว กูฝืนเต้นเพื่อมึงนะ ต้องรอตามโชคชะตา รอเต้นเพลงที่ชอบ ซึ่งจะเปิดต่อจากเพลงของบริทนีย์ สเปียร์”
แทนที่จะจัดปาร์ตี้ส่วนตัว เมามายกันในกลุ่มเพื่อน พงษ์สรวงคิดว่าปาร์ตี้ก็ไม่ต่างจากคอนเสิร์ต
ยิ่งมีคนเยอะเท่าไหร่ ยิ่งมันเท่านั้น
“ถ้ามีแต่เพื่อนในกลุ่ม พอมองไป อ้าว ไอ้ต่อ นั่น ไอ้ป๊อบ มันไม่ค่อยตื่นเต้น แต่หากมีคนไม่รู้จักด้วย จะมีการพูดคุยเกิดขึ้น เฮ้ย โต๊ะนั้น แม่งเอ็กซ์ว่ะ ก็สนุกดี”
“กินเบียร์ไหม” พงษ์สรวงชวนด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
กินเบียร์ตอนบ่ายสามในร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋น?
ผมกับพี่ช่างภาพมองหน้ากันแบบงงๆ
แล้วพงษ์สรวงกับผมก็เดินไปซื้อเบียร์ที่เซเว่นอีเลฟเว่นหน้าปากซอย
เขาเล่าว่าขาประจำของ DUDE SWEET PARTY ได้แก่คนในแวดวงดนตรี แฟชั่น นักศึกษาศิลปะ และเพื่อนของคนเหล่านี้ รวมถึงเพื่อนของเพื่อนของคนเหล่านี้ ที่กอดคอกันมาเมาๆ เต้นๆ ในงาน
“บางคนกระแนะกระแหนว่าเป็นปาร์ตี้เด็กแนว”
“โอ้ เด็กแนวอัพเปอร์” ชายหนุ่มตอบทันที “ไม่ใช่เด็กแนวกะโหลกกะลา”
“เด็กแนวอัพเปอร์” ผมทวนคำตอบช้าๆ
“คือเด็กแนวที่ดีกว่าเด็กแนวทั่วไป ผมก็เด็กแนวนะจะบอกให้ แต่ก่อนเคยเป็นเด็กอัลเตอร์ เด็กแนวก็เด็กแนว ไม่ใช่พวกลากแตะชอบของฟรีก็แล้วกัน พวกผมอายุยี่สิบขึ้นแล้ว มีเงินใช้หน่อยหนึ่ง มันต้องเรียกแบบนี้ เพราะดนตรีที่เราเปิดเรียกว่าดนตรีแนว แต่เราเป็นเด็กแนวลอนดอนนะครับ” ชายหนุ่มหัวเราะร่วน
“ผมกับเพื่อนๆ ฟังเพลงแบบนี้ตั้งนานแล้ว กระแสเด็กแนวเพิ่งเกิดขึ้น 2 ปีครึ่งเอง มันช่วยไม่ได้ เพราะทุกอย่างในประเทศไทยต้องโดนจัดหมวดใช่ไหม ไม่เป็นไรครับ เราแนว เราแนวอัพเปอร์”
2
ตัวหนังสือสีชมพูบนผนังปูนเปลือยเขียนว่า Club Astra
ฝุ่นลอยตลบอบอวลในอากาศ
ราวห้าโมงเย็น, ที่นี่ปราศจากลมหายใจของนักท่องปาร์ตี้
“Astra เหมือนนางแบบ” พงษ์สรวงบอกเหตุผลที่เลือกจัดงานที่นี่
“ตกแต่งยังไงก็เป็นแบบนั้น สามารถใส่คาแรกเตอร์ของ DUDE/SWEET เข้าไปได้ แถมเครื่องเสียงยังดีมากด้วย”
พนักงาน 3-4 ชีวิตกำลังช่วยกันปัดพื้น อีกกลุ่มหนึ่งวุ่นกับการจัดเตรียมเครื่องดื่มอยู่ภายในเคาน์เตอร์บาร์ ขณะที่บางคนสาละวนกับสายไฟและเครื่องเสียง
“บรรยากาศแบบ DUDE/SWEET จะดิบๆ ดูการาจร็อค ไม่เถื่อน ไม่สกปรก ไม่เละเทะ ถ้าเละก็ต้องล้มถึงจะสกปรก ไม่หรูหราหรือสะอาดเกินแบบ โอ้ เย Bed Supper Club และต้องไม่แพงด้วย จะ Do It Yourself มาก ถ้าให้เลือกระหว่างไฟเธครุ่นใหม่ยิงเลเซอร์ได้กับเครื่องปั่นควัน ผมเอาเครื่องปั่นควัน เสี่ยวดี ตลกดี ไม่อยากให้เป็นปาร์ตี้คนชั้นสูง ผมไม่เข้าใจว่าคนรวยฟังเพลงอะไร พวกเขาชอบดนตรีจริงๆ หรือเปล่า พวกเขาชอบไปไหน”
ของเหลวเอ่อนองบนพื้นบริเวณหน้าห้องน้ำ โต๊ะเก้าอี้กองระเกะระกะอยู่ที่มุมหนึ่ง
“ตอนเราเริ่มจัดปาร์ตี้ เราต้องการที่ที่เปิดเพลงดีๆ และมีเบียร์ถูก ยังอยากให้เป็นแบบนั้น ถ้าที่ไหนขายเบียร์เกิน 120 บาท เราคงไม่จัดงานที่นั่น “ ชายหนุ่มหัวเราะ “เราทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ละอายใจที่จะขอเงินจากพ่อแม่แล้ว ต่อไปถ้าชีวิตผมลงตัวกว่านี้ อาจชอบอะไรแปลกๆ ก็ได้ โอ้โหจะทำตัวเซอร์ตลอดคงไม่ใช่ชีวิต วงพั้งก์ดังๆ เซอร์ๆ ก็พักโรงแรมห้าดาวตลอด หากคนมีเงินมางานก็ต้องเจออะไรที่กลางๆ แบบนี้ เพราะเราไม่อยากเป็นปาร์ตี้ที่เอาใจคนรวย
“ปาร์ตี้แบบคนรวยไม่สนุกตรงไหน”
“เบียร์แพงมั้งครับ มันสนุกแบบพวกเขาไง ทุกอย่างปั้นแต่งให้ โอ้โห สวยงามเกินไป มันไม่ใช่ชีวิตน่ะ อย่าง Met Bar คือนิยามของความเพอร์เฟ็กซ์ ผมไม่ชอบอะไรที่สมบูรณ์แบบ เพราะมันไม่มีเสน่ห์ แล้วเพลงที่เราเปิดก็ไม่เหมาะจะอยู่ในที่ที่สะอาดมากๆ เนื่องจากดนตรีแบบนี้คือการกระโดด เมาหัวฟัดหัวเหวี่ยง ไม่ต้องห่วงว่ากระจกจะแตก ไม่ต้องพะวงว่ากระจกแตกต้องจ่ายเท่าไหร่ ไม่ใช่เข้าไปแล้ว ตายห่า มีแต่ไฮโซ ถ้าไปที่ที่เพอร์เฟกต์ เราก็ต้องเพอร์เฟ็กต์ด้วย แต่บรรยากาศสบายๆ แบบ DUDE/SWEET สร้างความเป็นกันเอง ไม่ต้องห่วงฟอร์ม ไม่ต้องเชิดหยิ่ง ทำลายเกราะตัวเองโดยอัตโนมัติ เพราะถ้ามีแต่คนไม่ฟอร์ม แล้วมึงดันวางมาด ก็จะกลายเป็นคนแปลกไปเลย”
พงษ์สรวงจะไปเลือกทำเลจัดงานตอนกลางคืน จะได้เห็นสภาพแสงของสถานที่ว่ามีกี่แบบ เพราะถ้าแสงนิ่งเกินไป จะไม่ชวนให้คนลุกขึ้นเต้น แสงสีของปาร์ตี้ควรจะสลับวับวิบไปเรื่อยๆ ถึงจะมัน
“ล่าสุดจัดที่ Spoon ซึ่งเป็นร้านที่คูลมากๆ เราเลยแต่งร้านให้ราคาถูกลงหน่อย ทำร้านให้รกที่สุด เอาลูกโป่งมาใส่ 1,700 ลูก จะได้เต้นแบบไม่เขิน พอปาร์ตี้เลิก ต้องทำความสะอาดร้าน 3 ชั่วโมง แล้วเจ้าของไม่ให้เราจัดงานอีก อะเบาต์คาเฟ่ก็ไม่ให้จัดเหมือนกัน หลายที่มากที่เราจัดครั้งเดียวแล้วไม่ให้จัดอีกต่อไป เพราะเราทำร้านพัง”
พอกวาดพื้นเสร็จ พนักงานช่วยกันจัดโต๊ะกับเก้าอี้ให้เข้าที่เข้าทาง
ฝุ่นที่เคยตลบอบอวลหายไปไหนสักแห่ง
“เราต้องต้อนรับคนที่มางานอย่างดี เชิดใส่ไม่ได้ ผมเกลียดพวกเจ้าของคลับใหญ่ๆในกรุงเทพฯ ฝรั่งพวกนี้หยิ่งผยองเหลือเกิน ดูถูกกูจัง ไม่ชอบบรรยากาศแบบนั้นเลย ถ้าชุดไม่สวยแล้วห้ามเข้า นี่จะไม่มีทางเกิดขึ้นในปาร์ตี้ที่ผมจัด เขามา เขาให้เกียรติเราขนาดนี้ ก็ให้เขาเมาๆ มันๆ แล้วกัน อยากให้สนุกที่สุด มีความเป็นส่วนตัว เอ็กคลูซีฟ ถ้าไปที่อื่นก็ไม่ได้แบบนี้”
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แช่เย็นเรียงรายอยู่ในตู้อย่างเป็นระเบียบแล้ว
3
กลาดเกลื่อนด้วยวงดนตรี
Suede, Blur, Plup, Weezer, Franz Ferdinand, Bloc Party, Yeah Yeah Yeahs, The Killers, The Stroke, Interpol, The Ordinary boy, The Cure, R.E.M
Rock, Punk, Indies, Brit Pop, Alternative & Experimental Tunes
ในวงกลม บนพื้นสีแดง มีตัวอักษรสีขาวเขียนว่า DUDE SWEET
ใต้ชื่อดังกล่าวมีตัวอักษรสีดำย้ำว่า This is it!
พงษ์สรวงกับกราฟฟิกดีไซน์หนุ่มแห่ง GOOD CITIZEN กำลังช่วยกันเช็คความเรียบร้อยของใบปลิวปาร์ตี้ที่ติดอยู่บนจอคอมพิวเตอร์
“โลโก้คือทุกอย่าง สำหรับปาร์ตี้หมุนเวียน” พงษ์สรวงพูด พลางมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ “จริงๆ แล้วปาร์ตี้ไม่มีตัวตน เป็นคำเฉยๆ ไม่ใช่แก้วหรือขวด ยิ่งเป็นปาร์ตี้หมุนเวียนด้วย มันไม่มีตึก หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้นึกถึง อย่างสปีด จับต้องได้ว่าอยู่สีลมซอยสี่ รูท66 อยู่ RCA มันเห็นภาพร้าน แต่ DUDE/SWEET คืออะไรล่ะ พอไม่มีตึก คนก็จะนึกถึงโลโก้ หรือโปสเตอร์ ดังนั้นผมจะเรื่องมากกับอาร์ตไดเร็กชั่นของสื่อสิ่งพิมพ์พวกนี้ ไม่ยอมให้ใครออกแบบนอกจากทีม GOOD CITIZEN เทคนิคของการจัดปาร์ตี้แบบนี้คือใบปลิวสวยไว้ก่อน มีผลเยอะ”
ตั้งแต่ปาร์ตี้ครั้งแรกจนถึงครั้งล่า พงษ์สรวงปลีกเวลางานมาเดินแจกใบปลิวด้วยตัวเอง เพราะถ้าให้คนอื่นทำแทน ก็ไม่แน่ใจว่าจะกระจายใบปลิวถูกคนหรือเปล่า
ใครควรแจก ใครห้ามแจกนั้นพงษ์สรวงดูจาก เอ่อ รองเท้า
“ถึงใส่ท่อนบนดีแค่ไหน แต่ถ้าใส่รองเท้าแตะก็ไม่แจกครับ ผมไม่เข้าใจผู้ชายลากแตะว่าคิดอะไรของมันวะ ขนหน้าแข้งบึ้มขนาดนั้น ผมชอบรองเท้า ชอบดูว่ารองเท้ารุ่นไหนออกใหม่ คู่นี้เดิ้นเว้ย รองเท้าสะท้อนทุกอย่าง”
“แจกคนที่ใส่รองเท้าแบบไหนบ้าง”
“คอนเวิร์สโอเคครับ เป็นแบรนด์ที่ดี อยู่คู่กับนักดนตรีร็อคมาตลอด อาดิดาสก็ได้ แล้วก็ดูการแต่งตัว ไลฟ์สไตล์ คนนี้ไม่ใช่แนวเราแน่ๆ แต่ก่อนดูทรงผมที่เหมือน The Stroke หลังๆ ทรงผมตัดสินอะไรไม่ได้ เด็กช่างก็ไว้ทรงนี้ บางทีเด็กช่างใส่คอนเวิร์สด้วย ตัดสินด้วยความรู้สึกครับ ต้องเข้าใจด้วยว่าใบปลิวหนึ่งใบ ถ่ายเอกสารแผ่นละบาท ครึ่งเอสี่ก็ 50 สตางค์ แจกไปแล้วก็ต้องการผลกลับมา ถึงเขาไม่ไป ได้อ่านก็ยังดี หรือบอกเพื่อนว่ามีปาร์ตี้ จะได้รู้จัก DUDE/SWEET”
นอกจากใบปลิว, DUDE/SWEET ชักชวนคนรักดนตรีให้มามันกันด้วยโปสเตอร์, นิตยสาร SUPERSWEET, อีเมล และ www.dudesweet.org
“ไม่อยากโปรโมตมาก เดี๋ยวคนมาเยอะ” เขาพูดกึ่งเล่นกึ่งจริง
“อีเมลการันตีว่าคนจะมางานได้ดีที่สุด เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุด วู้ ชอบเทคโนโลยีมาก ควรส่งอีเมลบอกล่วงหน้าไม่เกินสามวัน แล้วเวลาโปรโมตไม่ควรเกินสองอาทิตย์ ถ้านานกว่านั้นคนจะเบื่อ เพราะระหว่างสองอาทิตย์นั้นก็เกิดอะไรขึ้นมากมายในกรุงเทพฯ เผยไต๋หมดแล้ว เดี๋ยวคนต้องเลียนแบบแน่ๆ” เขายิ้มกว้าง ก่อนจะเผยไต๋ต่อ “อย่างน้อยควรจัดปาร์ตี้เดือนละครั้ง ถ้าจัดทุกครึ่งเดือนมันจะบ่อยเกิน พอถี่ๆแล้วมันไม่พิเศษ ใครจะขยันเที่ยวขนาดนั้น หรือคนอื่นขยันเที่ยวกันวะ ผมเอาตัวเองกับไอ้นัทเป็นหลักครับว่าว่างเมื่อไหร่ จัดวันศุกร์จะดีกว่าวันเสาร์ แล้วถ้าจัดอาทิตย์ที่หนึ่งกับสองจะดี เพราะอาทิตย์ที่สามกับสี่ คนจะไม่อยากเที่ยว เพราะเงินเดือนใกล้หมดแล้ว”
เพลงของบางวงดนตรีบนใบปลิวกระจายเสียงไปทั่วออฟฟิศ slowmotion
“จัดงานทั้งทีก็อยากให้ชัวร์ๆ ถึงจะจัดปาร์ตี้มาสองปีกว่าแล้ว ผมก็ไม่เคยมั่นใจว่าคนจะติดแบรนด์นี้ถึงขนาดจัดเมื่อไหร่ก็มา มันคงไม่เกิดขึ้นตอนนี้ เพราะเราทำแบบขี้เกียจๆ ทุกวันนี้ก็ยังกลัวว่าคนจะโบ๋หรือเปล่าวะ ถ้าจัดปาร์ตี้แล้วไม่มีคน นี่คือโศกนาฏกรรม” “เคยเจอโศกนาฏกรรมหรือเปล่า”
“ไม่เคยครับ ตอนนี้อยู่ตัวแล้ว เราต้องการคนเยอะสุดแค่ 500 เกินกว่านี้รับมือไม่ไหว มา 150 คนก็พอแล้ว แฮปปี้ เยอะกว่านี้ได้ แต่อย่าเยอะมาก”
4
“เอาเบียร์ไหม” พงษ์สรวงตะโกนแข่งกับเสียงอื้ออึง
ยังไม่ทันที่ผมและพี่ช่างภาพจะพูดอะไร เขาก็บอกว่า “คนละขวดก่อนแล้วกัน”
ชายหนุ่มเดินไปสั่งไฮเนเก้นที่เคาน์เตอร์บาร์ พลางควักเงินออกมาเลี้ยง
ผมรีบหยิบเงินออกมาสบทบ แต่เขาส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเอาเบียร์ของเรามาแลกก็ได้ ทุกครั้งที่จัดงาน ผมจะบอกเจ้าของร้านว่าขอเบียร์ให้ทีมงานสักสามลังได้ไหม จากนั้นเราก็ไปซื้อเหมาจากโลตัส ทีมงานจะได้กินเบียร์ตลอด แล้วก็เมาตอนจบ ผมก็จะเต้นๆ อยู่หลังบาร์ครับ ข้างๆ ดีเจไอ้นัท”
ได้เบียร์แล้ว เราช่วยกันถือมาที่โต๊ะ
“วันนี้ไอ้นัทไม่มานะครับ” เขาบอกด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ “เพิ่งมีแฟนใหม่ๆ ก็เลยไปเที่ยวทะเลด้วยกัน”
นัท-ชณัฎฐ์ หวังบุญเกิด คือหนึ่งในสองกำลังสำคัญในการจัดปาร์ตี้นี้ โดยจะรับผิดชอบด้านดนตรีเป็นหลัก
“แล้วใครจะเปิดเพลงคืนนี้”
พงษ์สรวงชี้ไปที่พงษ์สรวง
“แล้วผมก็ชวนเพื่อนอีกคนมาช่วยด้วย” เขาหันไปทางฝรั่งที่กำลังเปิดเพลงอยู่ที่บูธดีเจ
“วันนี้วุ่นรอบเมืองเลย” พงษ์สรวงคุยไปด้วย กินเบียร์ไปด้วย “ต้องไปหาสายแจ็กมาต่อกับโปรเจ็กเตอร์ คืนนี้จะโชว์ภาพเคลื่อนไหวของกรกฤช (เจียรพินิจนันท์) ด้วย บริติชเคาน์ซิลมีโปรเจ็กเตอร์ให้ยืมฟรี เราเลยให้กรกฤชทำงานมาโชว์ เขาดังอยู่แล้วแต่อยากให้คนได้ดูงานแปลกๆ ของเขาบ้าง เพราะส่วนใหญ่จะเห็นแต่ภาพนิ่ง”
เว็บไซต์ของบริติชเคาท์ซิลอย่าง www.clubtuktuk.com ร่วมสนับสนุนงานคืนนี้ด้วย
ปาร์ตี้อาจหมายถึงความสนุก แต่เบื้องหลังความสุขนั้นมีรายละเอียดให้ต้องจัดเตรียมมากมาย ตั้งแต่เดินแจกใบปลิว ตะลอนแปะโปสเตอร์ หาสายแจ๊กมาต่อโปรเจ๊กเตอร์ และอื่นๆ อีกเยอะ
กว่าจะพร้อมเปิดประตูต้อนรับแฟนๆ คนจัดงานคงมีเรื่องให้ปวดหัวพอสมควร
“ถ้าอยากกินเบียร์บอกเลยนะ มีเบียร์ฟรี” พงษ์สรวงยิ้ม ก่อนจะหันหลังเดินไปทำนั่นทำนี่ที่บูธดีเจ
ทรงผมใหม่—ผมสั้นๆ ของเขาได้รับการไถจนเกรียนลงอีก เหลือแต่ตรงกลางหัวไว้มัดจุก
ชายหนุ่มคงตัดผมทรงใหม่เพื่อปาร์ตี้คืนนี้โดยเฉพาะ
เกือบสามทุ่ม, เหล่าผู้รักดนตรีและการเมาทยอยเข้ามาใน DUDE SWEET PARTY แล้ว
5
เพลงของ Suede หายไปแล้ว
พงษ์สรวงยื่นแฟ้มอะไรสักอย่างให้ดู แล้วเดินไปที่เครื่องเสียง
ผมเปิดแฟ้มดูทีละหน้า
ใบปลิว โปสเตอร์ ภาพถ่าย ข่าวที่เคยลงตามสื่อ จดหมาย และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปาร์ตี้บรรจุไว้ในนี้อย่างเป็นระเบียบ ท่วงทำนองใน Guevo อัลบั้มล่าสุดของ Beck กระจัดกระจายในก้อนอากาศของสำนักงาน slowmotion
สำหรับมนุษย์บางสายพันธุ์ สิ่งที่หายใจเข้าไปในร่างกายไม่มีเพียงออกซิเจน
“โดยส่วนใหญ่ ปาร์ตี้มักเป็นการจัดงานเปิดตัวสินค้า ตอนผมไปคุยกับเจ้าของร้าน เขาจะไม่เข้าใจ ผมก็เอาแฟ้มให้ดู ปาร์ตี้แบบนี้ครับ เคยลงหนังสือเยอะเลย ผมการันตีว่าคนต้องมาเกิน 150 พี่ขายเบียร์เอาเงิน ส่วนผมไม่เอาอะไร ขอจัดปาร์ตี้อย่างเดียว บางร้านก็บอกว่าเอาสิ ถ้าคนมาเยอะจริง เอาไปเลย 10%”
พงษ์สรวงบอกว่าเคยได้ส่วนแบ่งจากเบียร์เยอะที่สุดเก้าพันบาท ส่วนอีกสามครั้งที่ได้ก็ราวๆ สามพันบาท
“สมมติเมื่อคืนได้เงินเก้าพัน วันนี้เราก็ไปกินอาหารดีๆ กินเหล้าดีๆ จะไม่กินข้าวปากซอย แต่จะสั่งพิซซ่ามาที่บ้าน แล้วเงินก็หมดภายใน 4 วัน” ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดัง
โดยทั่วไปแล้ว DUDE/SWEET ไม่มีส่วนแบ่งรายได้จากการขายเครื่องดื่มของร้าน จะได้เงินจากค่าเข้าเท่านั้น
“พอเราสร้างวัฒนธรรมเก็บค่าเข้า คิดว่าลอนดอนทำได้ กรุงเทพฯก็ต้องทำได้ จริงๆ ทำไม่ได้ การเก็บค่าเข้าโดยไม่มีดริงค์ไม่ใช่พฤติกรรมคนไทย คนจะบ่น ไม่เข้าใจ วัฒนธรรมนี้แข็งแรงมาก แต่ที่ลอนดอน จ่ายค่าเข้าสิบปอนด์แล้วไม่ได้เหี้ยอะไรเลย ต้องควักสองปอนด์ห้าสิบซื้อเบียร์อีก ต่อไปผมเลยจะเก็บค่าเข้า 150 บาท แล้วให้ร้านชาร์ตเบียร์ขวดแรกจากตั๋ว 50 บาท ได้ค่าเข้าเท่ากัน คนก็รู้สึกดี โง่อยู่ตั้งนาน”
เบียร์ที่ซื้อมาตอนแรกหมดแล้ว เราก็เลยไปซื้อมาเพิ่มอีก
เขา พี่ช่างภาพ และผม คงเริ่มมึนๆ กันบ้างแล้ว
“ก่อนอื่น เราควรลงทุนจ้างคนเก็บเงิน” พงษ์สรวงเล่าต่อ “อีกอย่างที่ทำให้การเก็บค่าเข้าไม่เวิร์กคือเราเมา ก็เลยไม่ค่อยได้เงิน แล้วพอมาปาร์ตี้บ่อยๆ ก็จะมีเพื่อนเยอะขึ้นๆ บางทีอยู่บนรถไฟฟ้าก็มีคนทักว่าเมื่อไหร่จะจัดปาร์ตี้อีก คนนี้ไปนี่หว่า ยังไม่รู้จักชื่อเลย พอคุยๆ ก็กลายเป็นเพื่อนกัน ตอนนั่งหน้าประตู เฮ้ย ลำบากใจแล้ว นราเข้าเลยแล้วกัน แต่เพื่อนๆ ที่มางานจะยอมจ่าย เพราะรู้ว่างานไอ้โน้ต รู้ว่าผมต้องทำอะไรบ้าง รู้ว่าหนัก แต่ผมไม่อยากได้เงินเพื่อน เลยทำบัตรวีไอพีแจก อย่างวงฟุทอน อพาร์ตเมนคุณป้า ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเข้า พร้อมกับกินเหล้าฟรี”
นอกจากไม่ต้องการเก็บเงินเพื่อน เขายังอยากให้เพื่อนที่จัดงานด้วยกันได้ค่าตอบแทนบ้าง
“ตอนนี้เพื่อนๆ เริ่มกระจัดกระจาย จากที่เคยมี 15 คน ตอนทำโปสเตอร์ ตอนนี้เหลือ 6-7 คน ก็ต้องทำงานกันหนักขึ้น เพื่อนก็ทำด้วยใจล้วนๆ โอ้โห แมน ถ้ามีค่าเหนื่อยให้เพื่อนด้วยก็น่าจะดี ผมเลยคิดระบบว่าทำยังไงถึงจะได้เงินบ้าง โดยที่ปาร์ตี้ยังดีๆ อยู่ ไม่ใช่ของแมสๆ”
ก่อนหน้านี้ พงษ์สรวงเคยเขียนจดหมายขอเงินสปอนเซอร์ ถึงวันนี้ เขาก็ยังไม่ได้ส่งจดหมายฉบับนั้น
“ไอ้นัทบอกว่าไม่ต้องขอ จะเป็นแบบนั้นเหรอ”
“เป็นแบบไหน” ผมถาม
“พอขอสปอนเซอร์ปุ๊บจะมีชื่อนำหน้า ห่านฟ้า DUDE SWEET PARTY” เขาพูดช้า เน้นทีละคำ “แล้วสินค้าก็จะเรียกสื่อมา ตอนนี้ห่านฟ้ากำลังโปรโมตดนตรี มีนักข่าวมาถ่ายรูปตรงนั้นตรงนี้ อุ๊ย ตายห่า ใหญ่เกินไปเว้ย ไม่เอา
“มีอะไรไม่รู้มานำหน้าชื่อคุณน่ะ ไม่รู้ว่ะ มันไม่ใช่ เราไม่ชอบสปอนเซอร์กันเลย” เขาหยุดนิดหนึ่ง “เฮ้ย อย่าไปเขียนแบบนั้น เราชอบสปอนเซอร์ ใครบ้างไม่ชอบเงิน ทุกปัญหาในโลกเกิดจากเงินทั้งนั้น ตอนนี้เป็นปาร์ตี้เล็กๆ เลยไม่จำเป็นต้องมีสปอนเซอร์ เมื่อไหร่ที่จัดเทศกาลดนตรีใหญ่ ๆ อยากได้สปอนเซอร์มาก เชิญสปอนเซอร์มาเลย รักด้วยซ้ำ อีกอย่าง ถ้ามีพริตตี้เดินในงาน มันไม่เข้า บรรยากาศออกจะอินดี้ หรือมีพริตตี้ก็ได้ แต่ขอออกแบบชุดเอง ทำสไตลิ่งเอง อย่าเข้าใจผิดนะครับ สปอนเซอร์เชิญครับ”
เบียร์ในแก้วหมดอีกแล้ว พงษ์สรวงเดินไปเอาไฮเนเก้นที่แช่ในตู้เย็นออกมากินต่อ
เขาเดินไปมาโดยไม่เซสักนิด แต่ผมกลับรู้สึกว่าหัวตัวเองเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ
“ผมต้องการให้ DUDE SWEET PARTY มันคูล มันเฉพาะกลุ่ม คนที่มางานคือคนที่ชอบดนตรีแบบนี้จริงๆ ตอนนี้ทุกงานที่เราไปมีสปอนเซอร์หมด จะจัดแต่ละครั้ง ก็คิดก่อนเลยว่าจะเอาสินค้าอะไรเป็นสปอนเซอร์ มีสปอนเซอร์ก็เท่เหมือนกัน ใครได้ไฮเนเก้นโคตรเท่ แต่ผมอยากจัดปาร์ตี้ที่ไม่มีสินค้ามายุ่งเกี่ยว ทุกคนมาเพราะเพลงล้วนๆ พอมีสปอนเซอร์ปุ๊บ ปาร์ตี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าทันที บ้าเหรอ พ่อผมไม่ได้ขายยากันยุง
“ถ้าจะจัดปาร์ตี้ให้คนมาเยอะๆ มันทำไม่ยาก หาสปอนเซอร์เยอะๆ แล้วไปหาเอ็มทีวี แชนแนลวีให้โปรโมต จะทำก็ทำได้ แต่ไม่ควรทำ เราอยากจัดงานที่มีคนคล้ายๆ เรามา ถ้าจัดใหญ่ๆ ปุ๊บ พอมากันเยอะๆ มันจะมีคนที่ตามกระแสมาด้วย แล้วคนที่เราชอบก็คงรู้สึกว่า นี่มันงานอะไร กลับดีกว่า ผมได้เพื่อนใหม่จากปาร์ตี้เยอะมาก เลยพยายามให้งานอยู่ในสเกลเล็กๆ”
แม้ DUDE SWEET PARTY จะไม่รับการอุปถัมภ์จากสินค้าใดๆ แต่งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรวัฒนธรรมอย่างบริติชเคาท์ซิลและสมาคมฝรั่งเศส
“วัฒนธรรมไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่เข้าไปในปาร์ตี้แล้วจะเจอเบียร์ยี่ห้อบริติชเคาท์ซิลสักหน่อย หน้าที่ขององค์กรเหล่านี้คือเผยแพร่วัฒนธรรม จัดนิทรรศการศิลปะ ทำเทศกาลหนัง ก็คล้ายๆ การจัดงานของเรา เข้าทางพอดี เราเปิดเพลงอังกฤษอยู่ แล้วดนตรีก็ต้องการการสนับสนุน เราไม่มีปัญญาจัดเฟสติวัลด้วยตัวเอง ก็ได้ความช่วยเหลือจากสมาคมฝรั่งเศส แล้วหน่วยงานเหล่านี้ก็เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ไม่อยากผูกพันกับสินค้ามาก คิดคล้ายๆ กัน
“ถ้าจะหาเงิน เราก็ทำได้ แต่เราไม่ควรทำแบบนั้น คนมางานเพราะรู้ว่าเราไม่ใช่ปาร์ตี้ที่โฆษณาสินค้า นี่แหละ ปาร์ตี้ที่เน้นเพลงจริงๆ งานครั้งไหนจัดเอาเงิน ผมก็จะบอกตรงๆ อย่างบีเอ็มจีจ้างเราให้จัดปาร์ตี้เปิดตัวอัลบั้มของ The Stroke ผมก็บอกว่าคราวนี้คือธุรกิจ เราจะเอาเงินกัน ไม่มีอ้อมค้อมว่าวงนี้ดีมาก เราถึงจัดงานให้”
ดูเหมือนทุกวันนี้ ผู้คนจะนิยมขยับขยายอาณาจักรของตัวเองให้กว้างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงโน้มถ่วงของโลกทุนนิยม แต่ DUDE SWEET PARTY กลับเลือกที่จะเมามันกันแบบเล็กๆ
เล็กและอบอุ่น
“ผมทำงานหนังสือ ผมรู้ว่านิตยสารทุกฉบับในไทยคือเวอร์ชั่นหนึ่งของแคตตาล็อก ทุกคอลัมน์เป็น Advertorial ไฮโซมาล่ะ ดิฉันทานก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ทุกวัน เทรนดี้ เข้ากับไลฟ์สไตล์ดิฉันมาก เปิดหน้าต่อไป วันไหนผมทำงานหนักๆ ผมชอบเข้ายิมที่นี่ ผ่อนคลายมากครับ อ๊ะ วันไหนที่ดิฉันเครียดๆ ดิฉันจะไป DUDE SWEET PARTY ค่ะ” พงษ์สรวงหัวเราะสะใจ
“มันก็เป็นแบบนี้ จนตอนนี้รู้สึกว่าทุกอย่างกลายเป็นสินค้า ชีวิตผูกติดอยู่กับสินค้าตลอดเวลา เพราะฉะนั้นไปปาร์ตี้ อย่าหวังของฟรีมากได้ไหม อย่าหวังว่าทุกที่จะมีเบียร์ฟรีให้กินตลอด มันจะไม่มีคุณค่า มึงซื้อเหล้าบ้างสิ กูก็เสียเวลาทำงานหนักเหมือนกัน ก็เจ๊ากันไป มีนิสัยเที่ยวแบบจ่ายเงินกันบ้าง จะได้แชร์กันในกลุ่มเพื่อน เกิดมิตรภาพ ปาร์ตี้คือบรรยากาศ การเต้น และการเมา ไม่ใช่สินค้า”
6
มองเพียงสองแวบ ผมก็รู้แล้วว่าน่าจะเป็นเขา-ชณัฎฐ์ หวังบุญเกิด
รองเท้าคอนเวิร์ส กางเกงยีนส์ เสื้อยืด แจ๊กเก็ตแขนยาว และตุ้มหูเหล็ก
คงมีขาร็อกไม่กี่คนที่จะมาเดินใต้อาคารโอ่โถงสูงหลายสิบชั้น ริมถนนรัชดาภิเษก
นอกจากจะเป็นดีเจประจำปาร์ตี้ DUDE/SWEET และเจ้าของร้าน Lullabar ที่คอกวัว งานประจำของเขาคือเว็บดีไซเนอร์ ของบริษัทรับออกแบบเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่บนชั้นใดชั้นหนึ่งของตึกนี้
ชณัฎฐ์จบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก่อนหน้านั้นชายหนุ่มเรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป์ ลาดกระบัง ซึ่งเพื่อนร่วมแก๊งของเขาที่นี่ คือเพื่อนร่วมก๊วนของพงษ์สรวงในมหาวิทยาลัยศิลปากร
ทั้งสองเลยได้รู้จักกันในวงเหล้า และซี้ปึ้กกันเรื่อยมา
สิ่งหนึ่งที่ทำให้สองคนนี้คุยกันถูกหูก็คือดนตรี-ดนตรีแบบที่เปิดในปาร์ตี้ DUDE/SWEET
“เลือกเพลงมาเปิดอย่างไร”
“หนึ่ง-เพลงที่ผมชอบ สอง-เพลงที่ผมชอบ” เขาขำคำตอบตัวเอง “ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่ผมกับเพื่อนๆชอบ เราไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากงานนี้ ก็ไม่รู้จะเปิดเพลงตลาดๆ ที่เราไม่ชอบทำไม เซ็งเปล่าๆ ดังนั้นเราจึงเอาความมันเป็นที่ตั้ง”
ไม่ต้องเตรียมล่วงหน้า แค่เอาซีดีไปให้พร้อม แล้วดีเจนัทจะเปิดเพลงแบบสดๆ จะได้เข้ากับบรรยากาศรอบตัวมากที่สุด
“ช่วงหัวค่ำจะเปิดเพลงเนิบๆ ก่อน คนยังไม่เมา เลยยังเขินๆ เป็นธรรมดา ก็จะดูคนข้างหน้าว่าสนุกหรือยัง ถ้ายังก็บิวต์ไปเรื่อยๆ บางทีไฟอาจสว่างเกิน ก็ต้องหรี่ไฟลงหน่อย ถ้าเริ่มมันแล้วก็อัดอีก ถ้าโดดบ้าคลั่งแล้วก็อัดเต็มที่ จนกว่าร้านที่จัดบอกว่าปิดเถอะ ตำรวจจะมาจับแล้ว ค่อยหยุด”
ขณะที่ฮิพฮอพมาแรง drum ‘n’ bass กำลังมา (หรือมาแล้วก็ไม่รู้) แต่ท่วงทำนองอินเทรนด์เหล่านี้ไม่เคยได้โผล่หัวใน DUDE SWEET PARTY
“เราประทับใจเพลงยุค 90 เพราะเคยฟังตอนวัยรุ่น เคยสนุกกับเพื่อนตอนฟังเพลงพวกนี้ เราเลยผูกพันกับมันมากหน่อย หลายๆ วงก็โตขึ้นพร้อมเราด้วย ก็ตามฟังเรื่อยๆ คนที่ฟังเพลงแบบนี้คือคนที่อยู่เจเนอเรชั่นเดียวกับผม”
ชณัฎฐ์มองว่าคนส่วนใหญ่ที่มาปาร์ตี้ต่างเป็นคนที่ไม่มีทางออก อยากสนุกกับเพลงที่ตัวเองชอบจริงๆ แต่ไม่รู้จะไปที่ไหน เพราะสังคมไทยไม่มีที่ทางที่กว้างขวางด้านดนตรี
“บ้านเรารับแต่สื่อจากอเมริกา ซึ่งมีฮิพฮอพเยอะ คนเลยรับข่าวสารเกี่ยวกับเพลงแนวนี้เยอะ วัยรุ่นก็เลียนแบบทีวี ยึดเป็น reference ตัวเอง ร้านขายเสื้อผ้าก็เทไปขายแบบนั้น บางคนไม่ฟังฮิพฮอพ พอเดินเข้าร้านเสื้อผ้า ก็ซื้อชุดมาใส่กลายเป็นฮิพฮอพไปเลย โดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วฮิพฮอพเป็นยังไง จะว่าเขาก็ไม่ได้ อย่างผมชอบเรดิโอเฮด จะบอกคนที่ไม่เคยฟังวงนี้ว่า คุณแม่งเสียชาติเกิด มันก็ไม่ใช่ไง แต่ถ้าได้เห็นอะไรที่หลากหลายขึ้น ก็อาจมีแรงบันดาลใจไปทำอะไรดีๆ วงดนตรีไทยอาจพัฒนามากกว่านี้ อาจมีความคิดที่กว้างขึ้น อาจทำอะไรได้สร้างสรรค์ขึ้น
“เราต้องอยู่ในประเทศที่มีทางเลือกน้อยๆ แบบนี้ต่อไป ก็ไม่รู้จะทำยังไง นอกจากจัดปาร์ตี้ DUDE/SWEET เฮฮาของเราเอง” ชณัฎฐ์บอกว่าสิ่งดีๆ ที่ได้จากปาร์ตี้คือ--เพื่อน
“พอคนกลุ่มน้อยมาเจอกันก็ดีใจ มันแสดงว่าเราไม่ได้ฟังเพลงแบบนี้อยู่คนเดียว รู้สึกว่าทุกคนเป็นพวกเดียวกัน ผมได้เพื่อนสนิทจากงานนี้เยอะ คุยกันถูกคอ เพราะเป็นคนประเภทเดียวกัน รับสื่อเหมือนกัน อยู่ในประเทศเดียวกัน และต้องการสิ่งที่ประเทศนี้ไม่มีเหมือนกัน”
7
…oh, here they come, the beautiful ones, the beautiful ones, la la la la…
Beautiful Ones ของ Suede เพลงประจำปาร์ตี้ DUDE/SWEET สาดกระหน่ำทั่วทุกพื้นที่ของ Astra
ไม่รู้ว่าชาว DUDE SWEET PARTY มาจากไหนบ้าง ทว่าพวกเขาพากันทะลักทะลายเข้ามาในงาน คล้ายมวลเสียงกระหึ่มก้องกำลังกระจัดกระจายร่ายมนต์วิเศษดึงดูดมนุษย์บางสายพันธุ์ให้มารวมตัวที่นี่-ตอนนี้
หนุ่มฝรั่งผมสั้นกำลังเต้นกับสาวญี่ปุ่นผมยาว กึ่งหนุ่มกึ่งสาวคนนั้นเฮฮาในวงล้อมของเพื่อนๆ ศิลปินคนโน้นกระดกเหล้าเข้าปากพลางโยกหัว นางเอกสาวสะบัดเรือนร่างเพรียวบางตามจังหวะเพลง บรรดานักดนตรีร็อกถือขวดเบียร์กระโดดโลดเต้นสุดเหวี่ยง
ชาว DUDE SWEET PARTY กำลังอ่านภาษาสากลของดนตรีด้วยความมัน
เอ่อ หลายคนอาจอ่านด้วยความความเมา
“ดนตรีคือแรงบันดาลใจของทุกอย่าง” พงษ์สรวงบอกความรู้สึก “มันสนุก พอสนุก สมองก็ปลอดโปร่ง พอปลอดโปร่ง ก็คิดอะไรๆ ได้ไงครับ
“รัฐสภาน่าจะมีห้องคาราโอเกะไว้ให้นักการเมือง เผื่อจะอารมณ์ดี แล้วคิดอะไรดีๆ บ้าง เมืองไทยถ้าเอานักการเมืองออกไปครึ่งหนึ่งประเทศก็ยังอยู่ได้ ตอนดูประชุมรัฐสภา กล้องจะแพนไปที่นักการเมืองต่างๆ แต่ละคนหน้าตาเหมือนเสี่ยตามคาราโอเกะ นี่หรือคนที่บริหารประเทศ”
“คิดยังไงที่ผู้ใหญ่บางคนมักมองว่าปาร์ตี้ไร้สาระ”
“นั่นล่ะครับ จุดประสงค์ของปาร์ตี้คือความไร้สาระ ต้องมีสาระด้วยเหรอ โห ผมต้องจัดมุมหนังสือให้คนหยิบไปอ่านสักหน่อยแล้ว ไม่ต้องมีสาระครับ ดนตรีที่เราเปิดกันอยู่นี่แหละคือสาระ ปาร์ตี้คือการผ่อนคลาย จะเอาสาระอะไร ไม่ใช่ห้องสอบ มีสาระน่าเบื่อ แต่ละวันเรามีสาระตลอดเวลา ให้สัมภาษณ์ก็คือสาระ ทำงานก็มีสาระ ทุกอย่างมีสาระหมด ปาร์ตี้ไม่ต้องมีสาระครับ เอาสนุกเฉยๆ
“ผมไม่เคยหวั่นไหว เวลาคนบอกว่าปาร์ตี้ไร้สาระ ชอบ” เขายิ้มกว้าง “ถ้าผมจะทำสิ่งที่มีสาระก็คงเอาคำว่าสาระตั้ง แล้วเริ่มจากตรงนั้น แต่สำหรับปาร์ตี้ ผมเอาดนตรีที่ชอบตั้ง แล้วพัฒนาเป็นอะไรของมันไป สาระของผมคือการฟังเพลงแบบนี้ ซึ่งไม่มีที่ไหนในบ้านเราเปิดแล้ว”
เพลง Love so strong ดังขึ้น
จีน-ฟุทอนรับหน้าที่เปิดเพลงชั่วคราว ดีเจ Bad news from Buffalo brick เลยได้ออกมาวาดลวดลายกับเพื่อนๆ
“สิ่งสำคัญที่สุดของคนเราก็คือความเป็นตัวของตัวเอง เราควรจะมีทางเลือกที่หลากหลาย
ถ้าได้เจอสิ่งที่ชอบ ได้เจอคนที่เหมือนๆ กัน แลกเปลี่ยนเพลง แลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ มันก็จะเกิดสังคมของคนที่เป็นแบบนี้ ถ้าพั้งก์ไปอยู่งานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ มันไม่เกิดแรงบันดาลใจ พอเจอพวกเดียวกัน ก็อาจรวมกลุ่มไปทำสิ่งดีๆ ให้ประเทศได้
“เราคงไม่อยากเห็นวัยรุ่นแต่งตัวเหมือนเด็กสยามซอยสามทุกคน ความหลากหลายทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ถ้าเป็นมนุษย์โคลนนิ่ง คิดเหมือนกันหมด มันก็ไม่มีอะไรพัฒนาแล้ว แต่ผมไม่สนใจว่าคนที่มาปาร์ตี้จะฉลาดหรือโง่ลง หรือมันจะส่งผลอะไรกับสังคม ผมอยากให้คนที่ชอบเพลงแบบนี้มาเต้นด้วยกันเฉยๆ เปิดเพลงไหนก็เฮ ใต้โลโก้ DUDE/SWEET ถึงมีคำว่า This is it!”
ท่ามกลางความสนุกสนานอันอลหม่านของปาร์ตี้
สองคนนั้นกำลังจะ
8
แช็ก แช็ก แช็ก—พงษ์สรวงพยายามจุดไฟแช็ก แต่ความร้อนที่ควรจะคุกลับยังไม่โชนแม้แต่น้อย
ผมควานหาอุปกรณ์จุดไฟในกระเป๋า แล้วยื่นให้เขา
ชายหนุ่มยิ้มขอบคุณ
เขาเอนหลังพิงกับความนุ่มสบายของโซฟา พร้อมกับสูบบุหรี่
พงษ์สรวงบอกว่าปาร์ตี้ไม่ใช่โรงเรียน ดังนั้นจึงไม่มีฝ่ายปกครองคอยควบคุมความประพฤติ แต่ระหว่างการเมามันด้วยกันก็มีบางกิจกรรมที่ควรงดเว้น
หนึ่ง-ห้ามเสพยา เคยมีคนเสพยาอี แล้วสารภาพกับเขาภายหลังว่าปาร์ตี้ DUDE/SWEET เสพยาไม่มัน เนื่องจากปริมาณความหลอนระรัวในดนตรีไม่เพียงพอ
“คนส่วนใหญ่ที่มาปาร์ตี้จะแอนตี้ยาเสพติด ไม่นับกัญชานะครับ จะไม่มีใครเล่นยาในงานเลย เมาเหล้าเมาเบียร์อย่างเดียว อะไรผิดกฎหมายจะไม่ทำ ขี้เกียจครับ ประกันตัวนี่ผมยังไม่เคยทำเลย”
สอง-ผู้ชายไม่ควรสวมรองเท้าแตะ นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการกระโดดโลดเต้นแล้ว ยังเป็นสไตล์การแต่งตัวที่คนจัดงานเห็นแล้วรำคาญ มันไม่มีดีไซน์ และดูดิบเถื่อนเกินไป แถมยังผิดกาลเทศะ ยกเว้นจะคีบแตะปราด้า
“ถ้ามาตีนเปล่าผมโอเคนะ อย่าใส่แตะมาแล้วถอดในงานก็แล้วกัน มันไม่เก๋าจริง”
สาม-ห้ามล่วงเกินสุภาพสตรี
“โมโมโกะ-ฟุทอน เคยโดนผู้ชายงับแก้ม ทีมงานผมก็ตามหาว่าใครงับ แล้วก็อัปเปหิผู้ชายคนนั้นออกไป เด็กๆ เลยเพิ่งยี่สิบ เมาแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้ คงอยากเล่นด้วย แต่น้องเล่นไม่เป็น”
สี่ เอ่อ เรื่องทะเลาะวิวาทยกเท้าสัมผัสปากกันนั้น ไม่รู้จะห้ามทำไม เพราะทุกคนที่มางานมองว่ามันเป็นเรื่องปัญญาอ่อนอยู่แล้ว
“โอ้ย คนฟังดนตรีแบบนี้ไม่ใช่คนที่จะตีกัน คอนเสิร์ตเมทัล พั้งก์ ก็ไม่ตีกันครับ เพลงเป็นเรื่องของรสนิยม ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรม คนที่มาก็อายุเกินยี่สิบ คงจบปริญญาตรีหมดแล้ว มีวุฒิภาวะ เข้าใจว่าการกระแทกกันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น เหยียบเท้าได้ไม่มีปัญหา คนที่ตีกันคงเป็นพวกลูกนักการเมือง พวกแตะต้องไม่ได้ อีโก้เยอะ แหม ที่แคบขนาดนั้น มันจะไม่เบียดกันได้ยังไง ผมไปเที่ยวก็ไม่ค่อยเจอ น่าจะเชยแล้ว ถ้าอยากตีกันไปรัชดาซอยสี่ดีกว่าไหม เราเป็นเด็กแนวอัฟเปอร์ครับ”
“ที่ผ่านมาเคยมีปัญหาไหม” พี่ช่างภาพถาม
“ไม่เคย เพราะเราทำตามกฎหมาย ไม่อยากปวดหัว พอปวดหัวแล้วจะใจเสีย พอใจเสีย แล้วจะขี้เกียจจัด”
9
ควันสีเทาล่องลอยเอื่อยเฉื่อย ปลิวพัดพลิ้วเวียนวนเคว้งคว้างในความว่างเปล่าที่ไม่ว่าง ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา “DUDE/SWEET เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อนมากๆ” พงษ์สรวงกำบุหรี่มวนใหม่ไว้ในมือ “แต่ก่อนผมเช่าบ้านแถวปิ่นเกล้า ที่นี่เป็นเหมือนชมรมนักศึกษา มีเพื่อนคณะจิตรกรรม มีเพื่อนตกงาน ไม่มีที่ไปก็มาบ้านผม มาอยู่คนละหลายๆ วัน บ้านหลังกระจิริด มีคนอยู่สิบคน ใส่กางเกงในตัวเดียวเดินไปเดินมา บางวันก็นั่งล้อมวงกันเมา ปุ๊นกัญชา แต่ไม่ได้ติดยานะครับ”
กิจกรรมที่พงษ์สรวงกับเพื่อนๆ ชอบทำสม่ำเสมอตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยคือการไปดื่มกินแถวถนนข้าวสาร นอกจากจะใกล้ที่เรียนแบบโบกตุ๊กตุ๊กไปได้ ยังราคาไม่แพงอีกต่างหาก
บาร์ที่พวกเขาชอบไปชื่อซูซี่
“ตอนทำ thesis คอมพ์ 4 กิ๊กจะช้ามาก เพื่อนทำอนิเมชั่น แลนเดอร์ 3 ชั่วโมงได้ 10 วินาที ระหว่างแลนเดอร์ เราก็จะไปซูซี่ ซึ่งห้าปีที่แล้วไม่มีคนเลย เปิดเพลงดีกว่าตอนนี้มาก เป็นผับเพลงอัลเทอร์เนทีฟที่ดีแห่งหนึ่ง ไปบ่อยจนสนิทกับดีเจ พอเราไปถึง ดีเจจะเปิดเพลง Beautiful Ones ให้ทุกครั้ง เป็นเกียรติกับเรามาก ซึ่งทำให้เพลงนี้เป็นเพลงประจำปาร์ตี้ DUDE/SWEET”
พงษ์สรวงเล่าว่าจู่ๆ ถนนข้าวสารก็ได้รับความนิยมถล่มทลาย ทั้งคนไทยคนฝรั่งต่างไปเยือนชนิดล้นหลาม ประกอบกับเข้าสู่ยุคโรยราของดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ ทำให้ผับที่โปรดปรานเปลี่ยนไป พวกเขาจึงย้ายกันไปดื่มกินที่บางกอกบาร์ เนื่องจากยังเปิดเพลงที่ชอบบ้าง ถึงสิบเพลงจะหลุดมาเพลงหนึ่ง พงษ์สรวงกับเพื่อนๆ ก็เต้นด้วยความดีใจ
“ช่วงนั้น ผมได้ไปอังกฤษ ซึ่งที่โน้นมีผับที่ชัดเจนมาก เปิดเพลงแบบนี้ กลุ่มคนแบบนี้ ผมก็จะไปผับเพลงอัลเทอร์เนทีฟชื่อ Pop Star รู้จักเพราะตอนเด็กๆ เคยอ่านสัมภาษณ์ใน THE FACE ว่าพวกแบรด แอนเดอร์สัน พวก Blur ไปแฮงเอาท์กันที่นี่ เพื่อนที่อังกฤษเล่าให้ฟังว่าบาร์พวกนี้ไม่เหมือนสปีดที่สิบปีก็อยู่ที่เดิม แต่จะย้ายไปเรื่อยๆ เช่าที่เฉพาะคืนวันเสาร์ตลอดปี แล้วก็จัดเฉพาะคืนนั้น ที่อังกฤษมีแบบนี้เยอะมาก เฮ้ย ทำแบบนี้ได้ด้วย”
ขณะสังสรรค์กันที่บางกอกบาร์แบบเซ็งๆ พงษ์สรวงเอาไอเดียนี้มาปรึกษาเพื่อน
“จำได้ว่าคืนวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ก็คุยกับเพื่อนๆ ว่า เฮ้ย จัดปาร์ตี้กันดีกว่า ไปเช่าที่ มีซีดี มีป้ายก็พอ เมืองไทยจะได้มีผับแบบนี้บ้าง มีคนคล้ายๆ กันมา ตอนต่อคิวเข้าห้องน้ำ หันซ้ายขวา ก็รู้สึกว่าเป็นเพื่อนกันได้หมด”
เพื่อนๆ ต่างเห็นว่าความคิดนี้-เข้าท่า
อืมม์ แล้วปาร์ตี้นี้จะชื่อว่าอะไร
10“บ้านผมมีวีดีโอหนังเรื่อง Dude where is my car ? ใครมาใหม่ก็จะดูเรื่องนี้ อ้าว ฉากรถหายอีกแล้ว พอดูมากๆ ก็มีการเอาประโยคในหนังมาพูดขำๆ กัน เป็นมุขในกลุ่มเพื่อน ตอนคิดชื่อ หนังก็เปิดๆ อยู่ เอา DUDE/SWEET นี่แหละ ถึงนักวิจารณ์จะบอกว่าห่วย เราก็ไม่สน ใครจะเกลียดก็เกลียดไป แต่เราชอบ เพลิน ตลก สบายใจ ผมขี้เกียจคิดชื่อหรูหราที่เท่มาก เอาชื่อใกล้ตัวที่เพื่อนรู้จักก่อน เพราะเรากะจะชวนเพื่อนในมหาวิทยาลัยมาก็พอ ไม่คิดว่าปาร์ตี้จะอยู่ยาวขนาดนี้ กะทำสักทีสองทีก็เลิกแล้ว เพราะมันใช้เงินเยอะ แล้วตอนนั้นตกงาน ไม่มีเงินกันเลย”
นอกจากพงษ์สรวงกับชณัฎฐ์แล้ว สมาชิก DUDE/SWEET ประกอบด้วยชลธิดา เภกะนันท์(นักข่าว), วสันต์ พึ่งพาญาติ (อินทีเรียร์ดีไซเนอร์), อาคม สมบัติธรรม (ปฏิมากร), ยุทธภูมิ ตั้งสิริสัมฤทธิ์ (นักเขียนการ์ตูน), วิชชุกร โชคดีทวีอนันต์ (แฟชั่นดีไซเนอร์), วีรภัฏ โชคดีทวีอนันต์ (สถาปนิก), พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์ (ช่างภาพแฟชั่น), จีรวัฒน์ ศรีเลื่อนสร้อย (แฟชั่นสไตลิสต์), นันทพร ทองแหวน (โปรดักท์ดีไซเนอร์), สิริธิดา ฝาเงิน (ดีไซเนอร์), นุติ์ นิ่มสมบูรณ์ (กราฟฟิกดีไซเนอร์), ป็อบไลท์ (นักเรียนอายุ 26 ปี) และกรกฤช เจียรพินิจนันท์ (ช่างภาพ)
DUDE/SWEET ออกเงินกันคนละสองพันบาทเป็นค่าเช่าสถานที่ ไฟ และเครื่องเสียง โดยจะหาเงินคืนด้วยการขายเบียร์ 15 ลัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากดีไซเนอร์แห่งโซดา กบ-ดวงตา นันทขว้าง ผู้มีดนตรีเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานเช่นเดียวกับพวกเขา
“เราได้เทคนิคโปรโมตด้วยใบปลิวจากลอนดอน ไอ้นัทก็บอกว่า มึงทำไปเถอะ กูไม่เคยไปอังกฤษ ใบปลิวก็ซีรอกต์เอา ส่วนโปสเตอร์ก็สกรีนมือ ซึ่งเป็นงานรวมพล เพื่อนๆ จะมาช่วยกันทำที่บ้านเยอะมาก เหมือนทำกิจกรรมมหา’ลัย บางคนไม่ทำก็นั่งดูหรือเล่นเกม”
คืนหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2545, DUDE SWEET PARTY ก็ระเบิดความมันขึ้นครั้งแรกที่ชั้นสองของผับบายน ถนนข้าวสาร
“ตอนแรกกะว่าคนคงมาสัก 90 เพราะเพื่อนมึงเพื่อนกูก็ประมาณนี้ แต่วันจริงประมาณ 200-300 คน มีฝรั่ง มีเด็กใส่สายเดี่ยวเต้นหน้าลำโพงหินตาหินยาย เหมือนสักการะอะไรสักอย่าง ตามสัญชาตญาณดิบของพวกเธอ สนุก ผมเลยโทรหาพี่กบ คนมาเต็มเลย ขอบคุณมากพี่ โน้ตมันอยู่ตรงไหน เดี๋ยวพี่ไป โอ้ย พี่อย่ามาเลย มันรกมาก สุดท้ายพี่กบก็มากับพี่ณัฐ ประกอบสันติสุข ตกใจตายห่า ทำยังไงดีวะ ก็แหวกๆ คนหาที่นั่งให้ โน้ตไม่เป็นไรๆ แล้วปาร์ตี้ก็จบแบบคลาสสิก ตำรวจสั่งปิดตอนตีสอง มาด้วยมาดแบบว่า เฮ้ย สนุกกันพอแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จ นี่ยังเป็นปาร์ตี้ครั้งที่ผมประทับใจที่สุด”
11
เต้นบนพื้นมันสนุกไม่พอ
ประชากรหลายชีวิตของ DUDE SWEET PARTY ก้าวขึ้นไปเต้นบนที่สูง คงเพราะเก็บกดความเมาและมันเอาไว้ไม่ไหว จึงต้องระบายออกมาให้มากที่สุด
เกือบตีสอง, ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าปาร์ตี้นี้จะจบลงตอนไหน
“ถึงวันนี้ก็ยังมันอยู่ครับ ถ้าไม่มันเลิกนานแล้ว เหตุผลเดียวที่จัดปาร์ตี้คือ ไม่ไหวแล้ว คัน จัดปาร์ตี้ดีกว่า เท่านั้นเอง คงจะจัดไปเรื่อยๆ จนคนโบ๋” พงษ์สรวงหัวเราะสะใจ “โดนด่า หรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เราก็ชินแล้ว ไม่มีอะไรให้เสียอีกต่อไป ต่อให้ไม่มีคนมาก็ไม่เป็นไร มันเริ่มจากไม่มีอะไร ถ้าจะจบลงโดยไม่มีอะไร ก็ไม่เป็นไร”
“ถามว่าการจัดปาร์ตี้ DUDE/SWEET ส่งผลอะไรต่อคนทำบ้าง” พงษ์สรวงถามตัวเอง
“การจัดปาร์ตี้ทำให้เห็นตัวเองชัดขึ้น รู้ว่าไม่ชอบอะไร และชอบอะไร ก็เริ่มทำเว็บไซต์ ทำนิตยสาร ทุกอย่างเป็นผลพวงจากปาร์ตี้ อย่างไอ้นัท ด้วยความเป็นลูกคนรวย มีบ้านหลังหนึ่งไม่ได้ใช้ ก็เปิดเป็นร้าน Lullabar เป็น DUDE/SWEET เวอร์ชั่นชิลเอาท์ ต่างคนต่างมีทางไป
สำคัญที่สุดคือมันทำให้คิดโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ อยากทำโน่นทำนี่เต็มไปหมด ถ้าไม่ได้จัดปาร์ตี้ ก็คงใช้ชีวิตแบบทำงาน ส่งลูกค้า จบแล้ว ไม่มีความหลากหลาย”
คงไม่ใช่แค่ภายในรั้วสถาบันการศึกษาเท่านั้นที่เป็นแหล่งค้นหาความรู้และประสบการณ์ เราสามารถเรียนรู้ชีวิตได้จากทุกแห่งหนบนโลก ไม่ว่าป่าเขา โรงรับจำนำ ร้านขายเพชร ท้องไร่ทุ่งนา วัดวาอาราม ธนาคาร รัฐสภา หรือแม้แต่ผับบาร์ใน RCA
ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรู้จักเก็บเกี่ยวอะไรมาใส่ลมหายใจตัวเอง
“สิ่งที่อยากทำตอนนี้คือค่ายเพลง ทำเพลงร็อกตลกๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านการทำเรื่องงี่เง่าๆ หรือไร้สาระได้ดี จริงๆ อยากทำเทศกาลดนตรีใหญ่ๆ ถ้ามีเงิน ได้เป็นลูกหลานนายกฯ มีปัญหาอะไรใช้เงินแก้ เครื่องเสียงไม่ดีใช่ไหม สองแสนพอไหม เอาไปย้ายตู้ ถ้าไม่พออีก เอาไปสองล้าน สิ่งที่ผมจะทำในอนาคตก็คงเกี่ยวกับดนตรี เป็นสิ่งที่ผมเข้าใจ และทำได้ดี เพราะการจัดปาร์ตี้สอนว่าอะไรที่ไม่เข้าใจ อย่าเพิ่งไปยุ่ง”
พงษ์สรวงบอกว่าเหตุผลที่จะเลิกจัดปาร์ตี้คือไม่อยากเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเบื่อ
“มีผู้ใหญ่ประเภทหนึ่ง ที่พอรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นรุ่นใหญ่แล้ว ก็จะคิดว่า สิ่งที่มึงทำน่ะ กูทำมาทุกอย่างแล้ว ผูกพันอยู่แต่กับความสำเร็จเก่าๆ ของตัวเอง
“ขึ้นอยู่กับนัทด้วยว่าเขาจะเลิกตอนไหน ต้องจัดด้วยกัน อีกสักพักความรู้สึกว่า เฮ้ย จัดปาร์ตี้เถอะว่ะ คงจางลง จะจบก็จบ ผมก็ไม่อยากอยู่กับมันจนอมตะ ทำนานทำไม จะบ้าเหรอ อีกอย่างผมไม่เปิดผับอยู่แล้ว คงเลิกภายใน 3-4 ปีข้างหน้า เพราะตอนนี้ชีวิตผมเริ่มวุ่นวายแล้ว เริ่มเป็นผู้ใหญ่ เริ่มต้องการความเป็นทางการ ต้องการการพูดจาที่น่าเชื่อถือ พอเป็นแบบนี้ ความซุกซน คึกคะนอง ก็คงลดลง อย่างตอนนี้เต้นมาก ผมก็เริ่มเหนื่อยแล้ว”
ดีเจ Bad news from Buffalo brick ปีนจากบูธเปิดเพลงขึ้นไปเต้นกับแฟนๆ DUDE/ SWEET
12
ดนตรีระห่ำห่ามเงียบเสียงลงแล้ว
หลายคนส่งเสียงวิงวอนรอบแล้วรอบเล่าให้ปาร์ตี้ดำเนินต่อไป เพราะกำลังมันและเมาเต็มที่ แต่พอรู้ชัดแล้วว่างานคืนนี้ต้องเลิกราแล้ว บางส่วนก็ยังยืนจับกลุ่มอยู่ภายใน Astra ขณะที่อีกบางส่วนเดินขาลากทยอยออกไปข้างนอกแล้ว
เสียงพูดคุยโขมงโฉงเฉงดังขึ้นทั่วบริเวณ
“ปาร์ตี้ห่วยๆ คือปาร์ตี้ที่คนจัดคิดว่าตัวเองเท่มากที่ได้จัดงานนั้นๆ คนจัดดูถูกคนมางาน พอคนไม่เต้นก็หาว่ารสนิยมไม่ถึง แต่ความผิดอยู่ที่มัน คนไม่เต้นก็ควรจะเปลี่ยนเพลง เพราะคนมางานเป็นคนหมู่มาก ถ้ามาแล้วเดินออก คือการฟ้องชัดเจนว่าปาร์ตี้ห่วย”
ดวงไฟสาดซัดความสว่างจ้าไปทั่ว
แต่ละคนดูอ่อนล้า ทว่าแววตาของพวกเขาเปี่ยมล้นด้วยประกายสนุก
ดูเหมือนการมีชีวิตอยู่จะประกอบด้วยความหม่นหมองมหาศาล เราจึงมีเวลาไม่มากนักสำหรับการสนุกสุดเหวี่ยง
ได้ยิ้ม หัวเราะ ผ่อนคลาย โดยไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องใดๆ
ความสนุกไม่เคยอยู่กับเรานาน
“ผมไม่คิดว่าตัวเองมีบทบาทอะไร ผมก็ทำของผมไป อยากให้มีความหลากหลายขึ้น พยายามส่งเสริมด้วยกำลังเงินและแรงงานเท่าที่ทำได้ ถ้ามันดี มันก็ดีครับ จริงๆ มันเป็นเรื่องสนุก แล้วความสนุกก็นำไปสู่หลายๆ อย่าง ผมคงไม่ได้จะเปลี่ยนโลกด้วย DUDE/SWEET ให้มันเป็นไปครับ ต่อไปคงมีคนใหม่ๆ มาจัดปาร์ตี้แบบเรา ตอนนี้อาจกำลังเรียนมัธยมฯ พอโตขึ้น วันหนึ่งเกิดรู้สึกว่า คันว่ะ จัดปาร์ตี้ดีกว่า ผมไม่พลาดงานนี้เด็ดขาด จะไปเต้นแถวหน้าเลย”
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว
ความมันซากระจาย
ความเมายิ่งโหมกระหน่ำ
หลากแสงสียังคงกระพริบพร่างพรายวูบวาบไหววนเวียนอยู่ในหัว
ในประกายเจิดจ้าของแสงสี-ผมเห็นบางสิ่งงดงาม
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ Feature นิตยสาร Mars ฉบับเดือนสิงหาคม 2548


