จดหมายจากเวียดนาม

ที่ตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับนี้เพราะรู้ว่าคงอาจจะต้องอยู่ที่เวียดนามค่อนข้างนาน ก็เลยอยากเขียนบันทึกความจำของชีวิตในช่วงนี้เอาไว้อ่าน แต่ว่าจะให้เขียนเองอ่านเองก็กลัวว่าจะเขียนไปได้ไม่นาน ความขี้เกียจอาจเข้าจู่โจมหัวใจซะก่อน ก็เลยเอาเป็นว่า จะเขียนจดหมายเล่าเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ สภาพสังคม เศรษฐกิจ ของคนที่นี่ และเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยที่ได้ไปพบเห็นให้เพื่อนๆได้แชร์ประสบการณ์ร่วมกันก็แล้วกัน และถ้าใครที่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้วอยากเขียนตอบ หรือแสดงความเห็น ติติง หรือเพิ่มเติม ส่งทุกความเห็นมาได้ที่ tatumonewxxx@hotmail.com ผู้เขียนจะมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมถึงเลือก มาทำงานที่เวียดนาม เป็นคำถามที่ถูกถามจากหลายคนที่รู้ว่ากำลังจะตัดสินใจมาทำงานที่ โฮจิมินท์ ซึ่งก็เป็นคำถามที่ดูจะตอบยากเหมือนกันว่าทำไม่ถึงอยากจะมา........เพราะบางที่คนเราทำอะไรลงไปก็เพราะแค่อยาก แค่คันๆ อยากจะทำไม่ได้มีเหตุ มีผลเป็นเรื่องเป็นราวรองรับซักเท่าไหร่ เอาเป็นว่าจะขอเล่าสู่กันฟังว่าทำไมและเพราะอะไรถึงได้หักเหชีวิตเลือกมาอยู่ที่นี่ (ตอนนี้อยู่มาตั้ง14 วันแล้ว)

ในวันที่รู้ว่าบริษัทที่สมัครงานไว้ต้องการจะให้มาประจำที่ โฮจิมินซีตี้ จริง ๆ ลึก ๆ แล้วก็กังวลเหมือนกันว่าไปแล้วจะเป็นอย่างไง จะอยู่ได้ไหม ที่โน่นจะมีที่คล้ายๆ โรงหนังเมเจอร์ ลานโบว์ลิ่ง นวดแผนโบราณ เหมือนบ้านเราหรือป่าว แล้วจะมีร้านที่เหมือน Buddy Beer ให้ไปนั่งกินข้าว เล่นพูล อย่างที่เคยไหม แต่แค่คิดกังวลอย่างเดียวคงจะไม่มีประโยชน์ ก็เลยเริ่มมานั่งคิดทบทวนอย่างจริงจังว่า จริง ๆ แล้ว เรารู้อะไรเกี่ยวกับประเทศเวียดนามบ้าง หลังจากไตร่ตรองดูอย่างเป็นจริงเป็นจังแล้ว จึงได้รู้ว่า ถึงเวียดนามจะเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง (แต่ไม่มีอาณาเขตติดกัน เพราะมีประเทศลาวกับกัมพูชากั้นไว้) ของไทย แต่เรา (ผม)รู้ เกี่ยวกับประเทศเวียดนามน้อยมาก เท่าที่พอจะนึกออกได้โดยไม่ต้องค้าหาข้อมูล คือ รู้ว่าประเทศเวียดนามเคยมีสงครามกลางเมือง และยังเคยรบชนะอเมริกา มีเมืองชื่อ โฮจิมินท์ ตั้งตามชื่ออดีตมหาบุรุษ โฮจิมินท์ และมีเมืองชื่อฮานอย เวียดนามเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ถึงจะเปิดประเทศได้ไม่นานแต่ทางด้านการส่งออกข้าวแล้วเวียดนามไล่ตามประเทศไทยมาติด ๆ ที่สำคัญแหนมเนือง เส้นหมี่หมูอย่าง และกุ้งพันอ้อย เป็นของที่ไม่สั่งไม่ได้เวลาไปร้านอาหารเวียดนาม สำคัญที่สุดเพราะเพิ่งอ่านเจอไม่นานมานี้ว่า น้อยวงพรูพาคนรักมาแต่งงานที่เวียดนาม เพราะประทับใจในความโรแมนติกของเมือง เท่าที่พอจะรู้ก็มีเพียงแค่นี้ นอกจากนั้น แทบจะไม่รู้อะไรอีกเลย

มันก็แปลกดีเหมือนกัน ที่เรารับรู้เรื่องลอนดอน ห้าง Harrods เรื่อง นิวยอร์ก ดารา Hollywood เรื่องบุช เรื่องเกาหลี จากข่าวทีวี และ แดจังกึม แทบทุกวัน แต่เรา (ผม) ไม่รู้แม้แต่ว่าผู้นำประเทศเวียดนาม นี่มีตำแหน่งเป็นนายก หรือ ประธานาธิบดี ชื่ออะไร มาจากไหน มีนโยบายอย่างไร คนเวียดนามจริงๆ เขากินอยู่ และใช้ชีวิตกันอย่างไร ที่สำคัญ พวกเขาคิดอย่างไร พวกเขารู้สึกอย่างไรกับคนไทย แล้วการเปิดประเทศของเวียดนามมีนัยสำคัญอย่างไร ทั้งในด้านบวกและลบกับการเมืองเศรษฐกิจและสังคมของไทยอย่างไรในอนาคต

เมื่อรู้ตัวว่าแทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม ก็เลยไม่เป็นการยากอีกต่อไป ที่จะตัดสินใจแพคกระเป๋าออกเดินทางมาอยู่ มารู้ให้มันซึ้งๆ ไปเลยว่า อะไรเป็นอะไร ก็ขอขอบคุณและขอบใจในทุกความเป็นห่วง ถึงสวัสดิภาพความเป็นอยู่ ที่เพื่อนหลายๆ คน เป็นกังวลใจว่าความเหงาอาจเข้าครอบงำและทำให้เฉาตายได้ง่าย ๆ เพราะไม่มีเพื่อนๆ มาให้ มั่วสุมสนทนากันทุกวัน เหมือนยามอยู่เมืองไทย แต่ก็อยากจะแจ้ง ให้เป็นที่ทราบทั่วกันว่า ไม่ต้องห่วงเรา (กู) จนเกินไป เพราะบริษัทส่งมาทำงานไม่ได้มาติดคุก เขาจึงให้โอกาสกลับบ้านได้ทุกสามเดือน ถ้าพวกนาย (มึงทั้งหลาย) ไม่ตรอมใจตายเพราะติดตามข่าวการเมืองบ้านเรามากเกินไป เราคงได้มั่วสุมกับอีกในเร็ววัน หรือถ้าพวกนาย (มึงทั้งหลาย) รู้สึกไม่ค่อยสบายใจสบายกาย ไม่ว่าเป็นผลการการติดตามข่าว การบ้านหรือการเมือง ก็ให้ลองรวมทีมกันมาเที่ยวเวียดนาม และจัดกลุ่มมั่วสุมกันนอกสถานที่ก็คงดีไม่หยอก

เครื่องบินโดยสายการบินไทยขึ้นจากสนามบินดอนเมืองเวลา 8.50 ใช้เวลาแค่ 1.05 ชั่วโมงก็มาถึง สนามบิน Tan Son Nhat คนเวียดนามอ่านว่า ตัง ซัง ยั๊ก ณ กรุงโฮจิมิน ซิตี้ (HCMC) สนามบินไม่ใหญ่นัก แต่อยู่ในสภาพดีพอสมควร ตอนเขาคิวเช็คอิน ที่อิมมิเกรชั่นเจ้าหน้าที่ไม่ได้ถามอะไรมาก เพราะเขาถามเป็นภาษาเวียดนาม เราตอบเขาเป็นภาษาอังกฤษปนไทยต่างคนต่างไม่รู้เรื่อง แต่สรุปว่าโอเค หน้าไม่ผิดระเบียบ ผ่านได้ (เราเพิ่งจะรู้ภายหลังว่าหน้าเราเหมือนคนเวียดนาม คนที่นี่หลายคนบอกเราว่าอย่างนั้น)

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในคนไทยที่เชี่ยวชาญเรื่องเวียดนามมากที่สุดในบริษทเรา ให้ความรู้ไว้อย่างน่าฟังว่า คนเวียดนามเห็นคนไทยเป็นคู่แข่ง แต่ไม่ได้เป็นคู่แข่งแบบจงเกลียดจงชัง แถมคนเวียดนามยังค่อนข้างชื่นชมและนับถือคนไทย เขาเอาเราเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ คนเวียดนามมีความรู้สึกว่า เราเจริญกว่าเขาและค่อนข้างมีฐานะดีกว่า แต่ลึกลึกแล้วเขาไม่ได้เก่งแพ้เราเลย เขาจึงเอาเราเป็นที่ตั้ง เป็นจุดมุ่งหมาย เพื่อจะทำให้ดีเท่าเรา และดีกว่าให้ได้ ทัศนคติอย่างนี้เองที่สามารถนำพาประเทศญี่ปุ่นหลังจากบอบช้ำอย่างหนักจากสงคารมโลกครั้งที่2 ให้ทะยานขึ้นมามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจาก อเมริกา และ ทำให้เกาหลีใต้ซึ่งเมื่อ 30-40 ปีก่อนยังล้าหลังกว่าไทยมากเพราะพิษสงคราม แต่ปัจจุบัน เกาหลีใต้ขึ้นมายืนเคียงข้างญี่ปุ่นอย่างสง่างาม และสามารถชนะญี่ปุ่นได้ในบางปริมณฑลรบทางธุรกิจ (มูลค่าแบรนด์ของ Samsung ทะยานขึ้น ในขณะที่มูลค่าแบรนด์ของ Sony ลดต่ำลง และ Samsung ยังมียอดขายในบางผลิตภัณฑ์แซงหน้า Sony อีกด้วยรายงานจาก BusinessWeek เมื่อ 2-3 เดือนก่อน)

ก็อย่างที่ตำราพิชัยสงครามซุนวู กล่าวไว้ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ในเมื่อมันหลีกไม่พ้นอีกต่อไปแล้วที่เวียดนามทั้งวันนี้และในอนาคตข้างหน้า จะต้องเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้า สำคัญของไทย เราจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เรื่องของเขาทั้งในด้านลึกและด้านกว้าง เพื่อประโยชน์ของประเทศเราเอง

ผู้ใหญ่ท่านเดิมยังเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า คนเวียดนามเชื่อมั่นในสินค้าที่เป็นยี่ห้อของไทย เขามีความรู้สึกว่าของจากเมืองไทยเป็นของดีมีมาตรฐาน มีเรื่องเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งบริษัทของคนไทยแห่งหนึ่งได้ทดลองวางสินค้าที่เป็นยี่ห้อของไทย พิมพ์ฉลากเป็นภาษาไทย เหมือนที่วางขายในเมืองไทยทุกอย่าง เขาสู่ตลาดเวียดนาม ซึ่งสินค้าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเหนือความคาดหมายจากผู้บริโภค ทางบริษัทจึงมีความรู้สึกว่าถ้าต้องการขยายตลาดให้กว้างขึ้น น่าจะให้มีการแปลข้อความ ภาษาไทยบนฉลาก ให้เป็นภาษาเวียดนาม เพื่อความง่ายต่อความเข้าใจของคนท้องถิ่น เพราะเมื่อข้อความทุกอย่างบนฉลากแปลเป็นภาษาเวียดนามเเล้วคนเวียดนามย่อมได้ข้อมูลของสินค้าได้ครบถ้วนมากกว่าที่จะเป็นภาษาไทย ปรากฏว่าเมื่อสินค้าได้มีการเปลี่ยนฉลากให้เป็นภาษาเวียดนามเข้าสู่ตลาด ผลตอบรับกลับเป็นตรงกันข้าม และเหนือความคาดหมายอีกครั้ง ยอดขายกลับตกลงมากกว่า 90% ทั้งๆ ที่สินค้าเหมือนเดิมทุกอย่างยกเว้นแต่มีการแปลข้อความบนฉลากภาษาไทยให้เป็นภาษาเวียดนามเท่านั้น

ผลสรุปของทีมการตลาดของบริษัทแห่งนั้นสรุปว่าคนเวียดนามมีความเชื่อว่า ถ้าเป็นสินค้าจากเมืองไทยและเป็นของแท้ มีคุณภาพต้องมีฉลากเป็นภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษเท่านั้น ผู้บริหารบริษัทนั้นจำต้องเรียกเก็บสินค้าล็อตนั้น กลับมาเปลี่ยนกลับฉลากภาษาไทยเหมือนเดิมทั้งหมด

เราจะเห็นได้ว่า Perception ของคนเวียดนามต่อสินค้าของไทยนั้น เป็นบวกอย่างมาก ถ้ารัฐบาลไทยร่วมมือกับภาคเอกชนวางยุทธศาสตร์การค้าอย่างเป็นระบบ ต่อประเทศในภูมิภาคนี้แล้ว เวียดนามย่อมไม่เพียงแต่จะเป็นคู่แข่ง แต่ยังสามารถเป็นตลาดคู่ค้าสำคัญของไทย ซึ่งจะเอื้อประโยชน์มหาศาลต่อประเทศไทยในอนาคต และการที่เราสามารถเพิ่มน้ำหนักการค้ากับประเทศในแถบภูมิภาคเดียวกันให้มากขึ้น ยังจะส่งผลช่วยให้ไทยสามารถลดแรงกดดันต่อการพึ่งพาตลาดส่งออกหลักแต่เพียงประเทศในแถบยุโรปและอเมริกา อีกด้วย

ถ้าวันหน้างานไม่ยุ่งจนเกินไป และพอจะมีโอกาส ยังมีอีกหลายเรื่องอยากจะเขียนมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ครับ

1. ค่าครองชีพกับรายได้ของคนเวียดนาม ( จะเกี่ยวกับอาชีพว่าคนเวียดนามส่วนใหญ่ทำอาชีพอะไรบ้าง อาชีพอะไรเป็นที่นิยม เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน อาชีพอะไรรายได้ดี อันไหนแย่ มีรายได้ประมาณเท่าไร เรียนสายไหนถึงจะมีอนาคตที่ดีเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เปรียบเที่ยบรายได้กับค่าครองชีพของคน แล้วอาจจะเอามาเปรียบเที่ยบกับ ประเทศไทยหรือ ประเทศในยุโรปว่า แนวโน้มตลาดแรงงานกับค่าครองชีพ โดยรวมแล้วเป็นอย่างไร )

2. ประธานาธิบดี เหนือ นายก ใต้ ( จะเขียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับ ว่าทำไมนายกเวียดนาม ถึงต้องเป็นคนใต้ และ ประธานาธบดีต้องเป็นคนเหนือ เป็นอย่างนี้มาหลายสมัยแล้ว เขามีการสืบทอดตำแหน่งกันอย่างไร ใครเป็นใคร ในเวทีการเมืองที่นี่ จะกล่าวถึงความแตกต่างของ เวียดนามเหนือเวียดนามใต้ ความเป็นอดีตเสรีนิยม ที่เอื้อต่อการเจริญของทางใต้)

3. บั๋นหมี่ กับ ขนมปังฝรั่งเศส ( เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินที่ตกทอดมากจากการเป็นอดีตอาณานิคม ของฝรั่งเศส ผ่านมุมมองของรถเข็นขายแซนวิช ที่เรียกกันว่า บั๋นหมี่ กับปังฝรั่งเศส ที่อยู่เป็นพันๆ แห่งในกรุง โฮจิมิน มีภาพประกอบเพื่อความเข้าใจด้วย)

4. ข้อดี ข้อด้อย ของประเทศเวียดนาม เปรียบเทียบกับไทย (อันนี้จะเขียนเกี่ยวกับว่า อะไรที่เป็นข้อดี ข้อด้อยของประเทศเวียดนาม เปรียบเทียบกับไทย จุดอ่อนจุดแข็ง วิธีไหนที่จะเปลี่ยนจากคู่แข่งให้เป็นคู่ค้าได้)

5. ผู้หญิง ผู้หญิง ผู้หญิง (อยากเล่าถึง ผู้หญิงเวียดนามในแง่งาม ด้านความคิด การศึกษาและทัศนะคติ ในเรื่องต่าง ต่าง ทั้งทางด้านการศึกษา ความรัก การเลือกคู่ครอง อันนี้อยากให้เป็นบทความเบา ๆ แต่ ยิ้มได้ครับไม่รู้จะทำได้หรือป่าว)

6. ทุนเวียดนาม oversea ( อันนี้อยากจะพูดถึงความสำคัญของทุนเวียดนาม oversea ที่เป็นหนึ่งในกำลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และมุมมองความคิดของคนเวียดนาม ชนชั้นต่าง ๆ ต่อ เวียดนาม oversea และมุมมองของเวียดนาม oversea ต่อประเทศตัวเอง และ ต่างประเทศ)

7. ยอดนักขับรถต้องคนเวียดนาม ( การจราจรในเมืองโฮจิมิน วิธีการขับรถ และ การซื้อรถ การได้ใบอนุญาตขับขี่ เกี่ยวกับพาหนะยอดฮิตของคนเวียนนาม และ อัตราการเกิดอุบัติเหตุ กฎหมายจราจร เพราะที่นี่ สัญญาณไฟจราจรมีความสำคัญน้อยกว่าสัญญาณใจ ใครใจถึงกว่าก็จะได้ไปก่อน จริงๆ นะจะบอกให้ )

8. กินข้างมื้อละแสน ไม่รวม wine (จะเขียนเกี่ยวกับความสนุกสนานของค่าเงินดอง ที่กินข้าวมื้อหนึ่ง อาจเช็คบิลมาเป็นแสน รายละเอียดเกี่ยวกับแบงค์ที่นี่เขาใช้แบงค์อะไรกัน เล็กสุดเท่าไหร่ใหญ่สุดเท่าไหร่ นับกันไม่หวาดไม่ไหว คนไม่เคยมากินข้าวเรียกเช็คบิลที่แทบ ช็อค ยิ่งพวกที่เคยจ่ายเป็น ปอนด์ หรือ ดอลล์ล่า ด้วยแล้ว เคยจ่ายที่ละ 5-10 ปอนด์ ต่อมื้อมาเจอ มื้อละแสนห้า งงไปเหมือนกัน เพราะ 1 บาท เท่ากับ ประมาณ 400 ดอง)

9. นักร้อง ศิลปิน สุดฮิตของเวียดนามเป็นใคร ดังแค่ไหน นักการตลาดใช้ประโยชน์ศิลปินเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ในการสร้าง แบรนด์

10. ฟุตบอล ความคลั่งไคล้ในเกมกีฬาชนิดนี้ รายได้ของนักฟุตบอลต่างชาติที่มาค้าแข้งในลีกที่นี่มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร


- ตั้ม -