การเมืองระบอบ "ลูกขุน/ลูกป๋าอุปถัมภ์" แบบประชาธิปไตย ?

หมายเหตุก่อนอ่าน: บทความนี้ประกอบด้วยสามส่วนใหญ่

ส่วนแรกคือบทความที่เป็นต้นฉบับที่เขียนขึ้นเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน เพื่อส่งไปตีพิมพ์ในวันที่ ๒๐ กันยายน

ส่วนที่สองเป็นภาพแสกนตัวบทความที่ตีพิมพ์จริงในวันที่ ๒๐ กันยายนในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ซึ่งเนื่องจากหนังสือพิมพ์มีสองกรอบคือเช้าและบ่าย ดังนั้นหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ ๒๐ นั้นจึงออกวางแผงตั้งแต่บ่ายวันอังคารที่ ๑๙ ก่อนที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งจะเห็นถึงตัวเน้นต่างๆ ที่ทางผู้ตีพิมพ์ได้เน้นขึ้นมาจากการตีความของผู้ตีพิมพ์ อันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการกำหนดของผู้เขียน

ส่วนที่สามคือส่วนที่ปรับปรุง แก้ไข และขยายความเพิ่มเติม ทั้งจากที่ตั้งใจเอาไว้เดิมและหลังจากที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใต้การปฏิรูปการปกครอง(โดยคณะทหาร)เพื่อประชาธิปไตยขึ้นครับ


ส่วนที่หนึ่ง: การเมืองระบอบ "ลูกขุน/ลูกป๋าอุปถัมภ์" แบบประชาธิปไตย

(ต้นฉบับเพื่อตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ หน้า ๔)

ถ้าลองย้อนไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยหลายสิบปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เราอาจต้องตั้งคำถามก็คือปรากฏการณ์ของการเชิดชูผู้นำการเมืองบางคนเป็นวีรบุรุษ เป็นอัศวิน เป็นผู้กู้วิกฤต ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เคยแสดงออกถึงความต้องการของพลเมืองในการเลือก "ผู้แทน" เท่ากับความต้องการเลือก "ผู้นำ" หรือ "ผู้อุปถัมภ์"

ถ้าเราลองแบ่งสภาวะการเผชิญหน้าทางการเมืองปัจจุบันออกเป็นบรรดาชาวบ้าน ๑๖ ล้านเสียงที่เลือกพรรคไทยรักไทย กับ บรรดาพันธมิตรประชาธิปไตยและบรรดานักวิชาการเชิดชูคุณธรรมและประชาธิปไตยทั้งหลายที่เดือดร้อนเรื่องบ้านเมือง เราจะพบว่าคนที่เราเรียกว่าเป็นชนชั้นกลางที่ไม่เอาทักษิณนั้นดูเหมือนจะมีอาการโหยหาผู้นำและโหยหาคุณธรรมมากกว่าบรรดาชาวบ้านที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถหูตาสว่างจากระบอบทักษิณและการเมืองประชานิยม และโหยหาผู้อุปถัมภ์

อาการโหยหาผู้นำคุณธรรมถึงขนาดร้องหา "นายกพระราชทาน" รวมทั้งการพยายามเข้าหาและแสดงตนว่าเป็นลูกป๋า และดีใจที่เกิดการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของบรรดา "ลูกขุน" ผ่านการพิพากษา (หมายถึงการตีความและการตัดสิน ไม่ใช่แค่การตัดสิน) ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ รวมทั้งเสนอชื่อ กกต. ใหม่นั้น ไม่ควรจะถูกตัดสินผ่านการแขวนป้ายว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนลักษณะการมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะประชาธิปไตยในความหมายของแต่ละกลุ่มอาจมีความแตกต่างกันไป

เอาเข้าจริง ประชาธิปไตยของไทยกลับต้องการ "ผู้อุปถัมภ์" พอๆ กัน ทั้งในเมืองและชนบท

หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ประชาธิปไตยนั้นอาจอยู่ได้และดำเนินไปด้วยปัจจัยที่เรานึกว่าเป็นปัจจัยนอกประชาธิปไตย ทั้งนี้เป็นผลมาจากสภาวะเฉพาะประการหนึ่งของประชาธิปไตย เมื่อเกิดขึ้นในสังคมที่ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ได้แก่การที่โดยหลักการและอุดมคติประชาธิปไตยนั้น มีสภาวะสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันและนำไปสู่แรงตึงเครียดทางการเมืองและอุดมการณ์ เมื่อระบอบประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งทำการปลดปล่อยผู้คนออกไปสู่พื้นที่ทางการเมืองภายใต้ความเชื่อที่ว่าทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน

สภาวะของการที่ทำให้ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากันนั้นเองที่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นกับการใช้ชีวิตของผู้คน เนื่องจากการที่บอกว่าทุกคนมีเสียงเดียวเท่ากันนั้นแม้ว่าจะเหมือนกับการบอกว่าทุกคนมีสิทธิในชุมชนทางการเมือง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเสียงเสียงเดียวนั้นตกอยู่ท่ามกล่างเสียงจำนวนมากกว่านั้น การบอกว่าเสียงเสียงเดียวมีอำนาจนั้นจึงกลายเป็นเรื่องการทำให้เสียงเดียวนั้นโดดเดี่ยวและรู้สึกว่าตนเป็นเสียงส่วนน้อยขึ้นมาทันที

การแสวงหาผู้อุปถัมภ์จึงดำเนินไปทั้งในเมืองและชนบท ในชนบทนั้นผู้อุปถัมภ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองประชาธิปไตยได้ ด้วยการเติมเต็มส่วนที่ชาวบ้านขาดไปในทางเศรษฐกิจ ผ่านการควบคุมกลไกรัฐที่หมกมุ่นกับการพัฒนาให้กระจายทรัพยากรและลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา ในขณะที่ในเมืองนั้น การแสวงหาผู้อุปถัมภ์ในทางคุณธรรมผ่านความเป็น "มืออาชีพ" ที่ไม่โกงกิน อาทิ ข้าราชการพลเรือนหรือทหาร นั้นก็มีขึ้นเพื่อคานอำนาจนักการเมืองอุปถัมภ์จากชนบทมาโดยตลอด เพื่อปกป้องความได้เปรียบในทางโครงสร้างของพวกเขาผ่านนโยบายการพัฒนาประเทศที่เอื้อประโยชน์ให้พวกเขาก่อนคนในชนบท อาทิการพัฒนาอุตสาหกรรมในเมือง การพัฒนาเมืองและปล่อยให้คนชนบทเข้ามาเป็นแรงงาน ดังนั้นเมื่อเขาต้องเผชิญกับปัญหาของการพยายามกระจายทรัพยากรและอำนาจลงสู่ชนบท พวกเขาจึงมองเห็นว่าสิ่งนั้นไม่สมเหตุสมผล เป็นการสร้างหนี้ให้กับพวกเขาเพิ่มขึ้น และวิธีเดียวก็คือการหาผู้นำที่เข้มแข็งที่จัดการทั้งนักการเมืองอุปถัมภ์ท้องถิ่นและนักธุรกิจขนาดใหญ่จากส่วนกลาง (คือใช้ "คนดี" มาจัดการคอร์รัปชั่น ไม่ได้ใช้ "กฏหมาย"มาจัดการคอร์รัปชั่น)

จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครศรัทธาในกฏหมายและการปกครองด้วยหลักกฏหมาย (rule of law) ในการแก้ปัญหาในสังคมประชาธิปไตยเท่ากับการแสวงหาผู้อุปถัมภ์มาค้ำยันการเมืองประชาธิปไตย ผ่านนโยบายหาเสียงแบบประชานิยมของพรรคการเมืองที่ทำให้รัฐเป็นผู้อุปถัมภ์ หรือการพยายามแสดงตัวเป็นลูกป๋า และชื่นชมการอุปถัมภ์จากคณะลูกขุน(มากกว่าเข้าใจเนื้อหาคำพิพากษาและความเข้าใจในระบบยุติธรรม) ...

หลายปีก่อนเราเคยพูดถึงคำว่า "ประชาสังคม" กันอย่างครึกโครม มาวันนี้เราสนใจแต่การหาผู้อุปถัมภ์เท่านั้นเอง


ส่วนที่สอง: การเมืองระบอบ "ลูกขุน/ลูกป๋าอุปถัมภ์" แบบประชาธิปไตย

(ฉบับตีพิมพ์จริงเมื่อบ่ายวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และ เช้าวันพุธที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙)


ส่วนที่สาม: การเมืองระบอบ "ลูกขุน/ลูกป๋าอุปถัมภ์" แบบประชาธิปไตย? (๑)

ถ้าลองย้อนไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยหลายสิบปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เราอาจต้องตั้งคำถามก็คือปรากฏการณ์ของการเชิดชูผู้นำการเมืองบางคนเป็นวีรบุรุษ เป็นอัศวิน เป็นผู้กู้วิกฤต ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เคยแสดงออกถึงความต้องการของพลเมืองในการเลือก "ผู้แทน" ของเขา มากเท่ากับความต้องการเลือก "ผู้นำ" หรือ "ผู้อุปถัมภ์" ที่จะมานำหรือมาอุปถัมภ์เขา

ถ้าเราลองแบ่งสภาวะการเผชิญหน้าทางการเมืองปัจจุบันออกเป็นด้านหนึ่งคือ บรรดาชาวบ้าน ๑๖ ล้านเสียงที่เลือกพรรคไทยรักไทย กับอีกด้านหนึ่งคือบรรดาพันธมิตรประชาธิปไตยและบรรดานักวิชาการเชิดชูคุณธรรมและประชาธิปไตยทั้งหลายที่เดือดร้อนเรื่องบ้านเมือง เราจะพบว่าคนที่เราเรียกว่าเป็นชนชั้นกลางที่ไม่เอาทักษิณนั้นดูเหมือนจะมีอาการโหยหาผู้นำและโหยหาคุณธรรมมากกว่าบรรดาชาวบ้านที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถหูตาสว่างจากระบอบทักษิณและการเมืองประชานิยม และโหยหาผู้อุปถัมภ์ (๒)

อาการโหยหาผู้นำที่มีคุณธรรมถึงขนาดร้องหา "นายกพระราชทาน" ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา รวมทั้งการพยายามเข้าหาและแสดงตนว่าเป็นลูกป๋า และดีใจที่เกิดการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของบรรดา "ลูกขุน" ผ่านการพิพากษา (หมายถึงการตีความและการตัดสิน ไม่ใช่แค่การตัดสิน) ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ รวมทั้งเสนอชื่อ กกต. ใหม่นั้น ไม่ควรจะถูกตัดสินผ่านการแขวนป้ายว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนลักษณะการมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยหรือไม่

เพราะประชาธิปไตยในความหมายของแต่ละกลุ่มอาจมีความแตกต่างกันไป

เอาเข้าจริง ประชาธิปไตยของไทยกลับต้องการ "ผู้อุปถัมภ์" พอๆ กัน ทั้งในเมืองและชนบท หรืออาจกล่าวได้ว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยของทุกฝ่ายนั้นความจริงแล้วเป็นเพียงการเรียกร้องผู้อุปถัมภ์มากกว่าการเรียกร้องตัวแทนของเขาที่สามารถถูกตรวจสอบได้และบังคับให้มีการรับผิดได้ (accountable)

หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า การจรรโลงประชาธิปไตย (democratization) ของไทยนั้นอาจอยู่ได้และดำเนินไปด้วยปัจจัยที่เราเคยนึกว่าเป็นปัจจัยนอกประชาธิปไตย

ทั้งนี้เป็นผลมาจากสภาวะเฉพาะประการหนึ่งของประชาธิปไตยเอง เมื่อเกิดขึ้นในสังคมที่ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ได้แก่การที่โดยหลักการและอุดมคติประชาธิปไตยนั้น มีสภาวะสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันและนำไปสู่แรงตึงเครียดทางการเมืองและอุดมการณ์ ในห้วงจังหวะที่ระบอบประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งทำการปลดปล่อยผู้คนออกไปสู่พื้นที่ทางการเมืองภายใต้ความเชื่อที่ว่าทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน

สภาวะของการที่ทำให้ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากันนั้นเองที่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นกับการดำรงชีวิตของผู้คน เนื่องจากการที่บอกว่าทุกคนมีเสียงเดียวเท่ากันนั้นแม้ว่าจะเหมือนกับการบอกว่าทุกคนมีสิทธิในชุมชนทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเสียงเสียงเดียวนั้นตกอยู่ท่ามกลางเสียงจำนวนมากกว่านั้น การบอกว่าเสียงเสียงเดียวมีอำนาจนั้นจึงกลายเป็นเรื่องการทำให้เสียงเดียวนั้นโดดเดี่ยวและรู้สึกว่าตนเป็นเสียงส่วนน้อยขึ้นมาทันที

การแสวงหาผู้อุปถัมภ์จึงดำเนินไปทั้งในเมืองและชนบท ในชนบทนั้นผู้อุปถัมภ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองประชาธิปไตยได้ ด้วยการเติมเต็มส่วนที่ชาวบ้านขาดไปในทางเศรษฐกิจ ผ่านการควบคุมกลไกรัฐที่หมกมุ่นกับการพัฒนาให้กระจายทรัพยากรและลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา

ในขณะที่ในเมืองนั้น การแสวงหาผู้อุปถัมภ์ในทางคุณธรรมผ่านความเป็น "มืออาชีพ" ที่ไม่โกงกิน อาทิ ข้าราชการพลเรือนหรือทหาร นั้นก็มีขึ้นเพื่อคานอำนาจนักการเมืองอุปถัมภ์จากชนบทมาโดยตลอด เพื่อปกป้องความได้เปรียบในทางโครงสร้างของพวกเขาผ่านนโยบายการพัฒนาประเทศที่เอื้อประโยชน์ให้พวกเขาก่อนคนในชนบท อาทิ การพัฒนาอุตสาหกรรมในเมือง การพัฒนาเมืองและปล่อยให้คนชนบทเข้ามาเป็นแรงงาน ดังนั้นเมื่อเขาต้องเผชิญกับปัญหาของการพยายามกระจายทรัพยากรและอำนาจลงสู่ชนบท พวกเขาจึงมองเห็นว่าสิ่งนั้นไม่สมเหตุสมผล เป็นการสร้างหนี้ให้กับพวกเขาเพิ่มขึ้น และวิธีเดียวก็คือการหาผู้นำที่เข้มแข็งที่จัดการทั้งนักการเมืองอุปถัมภ์ท้องถิ่นและนักธุรกิจขนาดใหญ่จากส่วนกลาง (คือใช้ "คนดี" มาจัดการคอร์รัปชั่น ไม่ได้ใช้ "กฏหมาย"มาจัดการคอร์รัปชั่น) (๓)

จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครศรัทธาในกฏหมายและการปกครองด้วยหลักกฏหมาย (rule of law) ในการแก้ปัญหาในสังคมประชาธิปไตยเท่ากับการแสวงหาผู้อุปถัมภ์มา "ค้ำยัน" การเมืองประชาธิปไตยในแบบของตนเอง ไม่ว่าจะผ่านนโยบายหาเสียงแบบประชานิยมของพรรคการเมืองที่ทำให้รัฐเป็นผู้อุปถัมภ์ หรือผ่านการพยายามแสดงตัวเป็นลูกป๋า และชื่นชมการอุปถัมภ์จากคณะลูกขุน (ในแง่ของความมั่นใจในการตัดสินใจผ่านการอ้างอิงคุณธรรมของลูกขุน มากกว่าเข้าใจเนื้อหาคำพิพากษาและความเข้าใจในการทำงานของระบบยุติธรรม) (๔)

หลายปีก่อนเราเคยพูดถึงคำว่า "ประชาสังคม" กันอย่างครึกโครมว่าเป็นแกนสำคัญในการจรรโลงประชาธิปไตย

มาวันนี้ทุกฝ่ายยังสนใจแต่การหาผู้อุปถัมภ์มาค้ำยันระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(ตามที่ฝ่ายตนจะกำหนดเนื้อหาเอาเอง) เท่านั้นเอง (๕)

------------------------------

เชิงอรรถขยายความ

(๑) งานเขียนชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านงานของอาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ที่แปลเป็นไทยว่า "การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" (Thak Chaloemtiarana. Thailand: The Politics of Despotic Paternalism. Bangkok: Social Science Association of Thailand, 1979. ฉบับภาษาไทยดูที่ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ. แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ และ ม.ร.ว.ประกายทอง สิริสุข. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2526.)

วัตถุประสงค์ของการเขียนและตั้งชื่อบทความนั้นต้องการจะ "ยั่วล้อ" (ทำนอง parody) ชื่อภาษาไทยของหนังสืออาจารย์ทักษ์ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่บุคลากรฝ่ายตุลาการเข้ามามีบทบาททางการเมือง (ภายใต้การตีความตามกรอบรัฐธรรมนูญและได้รับการเรียกขานว่าเป็น "ตุลาการภิวัตน์") กับยุคสมัยที่ใครๆ ก็วิ่งหาป๋า รวมทั้งบรรดานักวิชาการทั้งหลายที่เข้าพบป๋า ก่อนหน้าการปฏิวัติไม่กี่วัน

การยั่วล้อนั้นอยู่ตรงที่คำว่าลูกขุนและลูกป๋า เพราะเราไปใช้คำที่ดูสมัยใหม่ว่า "ตุลาการ" ทั้งที่ผมคิดว่าการทำงานของคณะตุลาการนั้นมีลักษณะเหมือน "ลูกขุน" เสียมากกว่า ส่วนคำว่า "ลูกป๋า" ถ้าใครเติบโตมาในช่วงที่ป๋าเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นย่อมจะเข้าใจดีว่าป๋านั้นมีลูกอยู่สามกลุ่มใหญ่ คือนักวิชาการที่เป็นเทคโนแครตในหน่วยงานกำหนดนโยบายของรัฐหรือที่ปรึกษา ทหาร และสื่อมวลชนที่ป๋าชอบกล่าวว่า "กลับบ้านเถอะลูก"

นอกเหนือจากนั้น ผมยังอยากจะยั่วล้อบรรดานักวิชาการที่ "ติดหนวด" ให้ทักษิณเป็นประจำ โดยชอบเปรียบทักษิณกับจอมพลสฤษดิ์ (ทั้งจากงานเขียนประเภทที่อ้างสุนทรพจน์ของสฤษดิ์กับทักษิณ การอ้างพฤติกรรมการใช้อำนาจของทักษิณกับสฤษดิ์ หรือแม้กระทั่งการจัดงานเปิดตัวหนังสือของอาจารย์ทักษ์ฉบับพิมพ์ครั้งใหม่เมื่ออภิปรายเรื่องสฤษดิ์นิยม) ทั้งที่ผมกลับรู้สึกว่า เรื่องที่น่าสนใจก็คือการก่อตัวของระบอบใหม่ที่เปลี่ยนจาก "พ่อขุน" มาสู่ "ลูกขุนและลูกป๋า" ต่างหาก

ทีนี้คำสำคัญในท้ายชื่อบทความก็คือคำว่า "แบบประชาธิปไตย" ผมเองก็ตัดสินใจว่าจะเรียกว่าประชาธิปไตยดี หรือเผด็จการดี แต่เนื่องจากในช่วงที่เขียนนั้นเรายังมีกรอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยอยู่เป็นฐานในการต่อสู้ต่อรองทางการเมือง ผมจึงคิดว่าคำว่าประชาธิปไตยน่าจะเหมาะสมกว่า แล้วค่อยไปขยายความในตัวเนื้อหาแทนว่าคำว่า "ประชาธิปไตย" นั้นมีด้วยกันหลายความหมาย ซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างจากความหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ด้วยเหตุนี้ในการขยายความบทความนี้อีกครั้ง ผมจึงคิดว่าควรจะใส่เครื่องหมายคำถามเอาไว้จะดีกว่า เพราะการตั้งคำถามกับ "ความหมาย" ของการอ้างถึง "ประชาธิปไตย" นั้นมีความสำคัญกว่าการเที่ยวไป "ติดหนวดหรือแขวนป้าย" ว่าใครเป็นเผด็จการตั้งเยอะ ... อาทิเช่น เราควรจะตั้งคำถามกับ คปค. ว่าคำว่าประชาธิปไตยของท่านหมายถึงอะไรกันแน่ หรือความเข้าใจของประชาชนที่ออกมาสนับสนุนคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (หรือเขาแค่ออกมาสนับสนุน "การปฏิวัติของทหาร") เพราะจอมพลสฤษดิ์เองนั้นแม้ว่าจะเป็นทหาร หรือถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการ แต่ก็ยังพยายามให้ความหมายของประชาธิปไตยแบบไทยมากกว่าผู้นำทางการเมืองที่เป็นทหารอีกตั้งหลายคน

(๒) มาถึงบรรทัดนี้ ข้อผิดพลาดในข้อเสนอของผมก็คือ ผมมองไม่เห็นว่าเรามีฝ่ายที่สามอยู่ในการเผลิญหน้าด้วย นั่นก็คือบรรดากลุ่มพลังที่กลายตัวเป็นผู้อุปถัมภ์เสียเอง ที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดความรุนแรงของสองฝ่ายแรก

(๓) อนึ่ง หากเราลองพิจารณาเรื่องของคนดีที่มีคุณธรรมในการจัดการกับบรรดานักธุรกิจและตัวธุรกิจนั้น เราจะพบกับปัญหาของเส้นแบ่งอันบางเบามากระหว่างความเป็นผู้นำมือสะอาดที่ควบคุมนักธุรกิจได้ กับการรับตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทขนาดใหญ่สักแห่งหรือหลายแห่ง เมื่อผู้นำที่เป็นคนดีมีคุณธรรมเหล่านั้นก้าวลงจากตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นทางการ แต่ยังคงสถานภาพของการมีอิทธิพลอยู่กับเครือข่ายกลไกรัฐที่มีอยู่เดิม

(๔) การปกครองด้วยหลักแห่งกฏหมาย (rule of law) กับการปกครองด้วยกฏหมาย (rule by law) นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสียทีเดียว ดังที่อาจารย์ ธีรยุทธ บุญมีได้เสนอเอาไว้ (โปรดดู “ตุลาการภิวัตน์ 2: ข้อเสนอ ‘ธีรยุทธ บุญมี’ ปฏิรูปการเมือง”. มติชนรายวัน. 3 สิงหาคม 2549. หน้า 2,15.)

(๕) (เพิ่มเติม) ดังนั้น แทนที่จะจบบทความนี้ด้วยคำถามคาใจของสื่อมวลชนต่างชาติในแง่ที่ว่า การปฏิรูปการปกครอง(โดยคณะทหาร)ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นจะตอบปัญหาการสนับสนุนระบอบทักษิณถึง ๑๖ ล้านเสียงได้อย่างไร (ไม่ว่าระบอบทักษิณนั้นจะมาด้วยการซื้อเสียงหรือด้วยการแจกของก็ตาม) ผมก็จะขอลองอธิบายว่าการปฏิรูปการปกครอง(ด้วยคณะทหาร)ในครั้งนี้นั้นได้กระทำการอย่างสำคัญประการหนึ่งในทางอุดมการณ์ที่แตกต่างไปจากการกระทำที่ผ่านมาทุกครั้ง และสามารถที่จะก้าวพ้นปัญหาที่จะต้องเผชิญกับกรอบคิดเรื่องรัฐกับประชาสังคมที่กำกับกระบวนการจรรโลงประชาธิปไตยไปได้ โดยการเข้าไป "ก่อร่าง-เน้นย้ำ" และเผชิญหน้ากับระบอบทักษิณอย่างเต็มตัวในคืนวันที่มีการปฏิรูปการปกครอง(โดยคณะทหาร) นอกเหนือจากการเปิดเพลงเฉลิมพระเกียรติแทนเพลงมาร์ชรักชาติทั่วไป และยังฉายสารคดีเฉลิมพระเกียรติให้เห็นถึงโครงการพัฒนาต่างๆ อันเกิดมาจากพระราชดำริ ซึ่งสารคดีจำนวนมากนั้นเป็นสารคดีที่ได้มีการนำออกมาฉายในช่วงการเฉลิมฉลองการครองราชย์อันยาวนานขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (รวมถึงก่อนหน้านั้นด้วย)

ความสำคัญของการถ่ายทอดสารคดีเฉลิมพระเกียรติสลับกับเพลงเฉลิมพระเกียรติและการประกาศข่าวการปฏิรูปการครอง(ด้วยคณะทหาร)ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้นจึงมีความสำคัญในการกำหนดคำนิยามว่าระบอบประชานิยมที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ระบอบประชานิยมของทักษิณผ่านนโยบายของพรรคไทยรักไทย แต่เป็นภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายให้กับพสกนิกรของท่านมาโดยตลอดโดยมิได้หวังสิ่งตอบแทน

สิ่งนี้ก็คือการช่วงชิงการกำหนดนิยามในสิ่งที่ Chatterjee เรียกว่าการเมืองของผู้ถูกปกครอง (the politics of the governed) ที่ความจริงแล้วประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนในประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นมาก่อนนั้น เขาไม่ได้สัมพันธ์กับรัฐในลักษณะของปักเจกบุคคล (อันเป็นพื้นฐานของกรอบคิดแบบประชาสังคม) หากแต่เขาสัมพันธ์กับรัฐผ่านโครงการทางการปกครองของรัฐที่เกิดขึ้นมาก่อน และเป็นโครงการที่ทำการปกครองพวกเขาผ่านทั้งการหยิบยื่นสิ่งต่างๆ ให้ และผ่านการจัดประเภทพวกเขาเพื่อควบคุมพวกเขาในรูปแบบอันสลับซับซ้อน นับตั้งแต่ยุคอาณานิคมมาจนถึงยุคพัฒนา อาทิ การกำหนดพวกเขาให้เป็นประชากร มีโครงการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ แต่ทั้งนี้แม้ว่าจะมีความพยายามในการปกครองผ่านการให้สวัสดิการกับคนผ่านการพัฒนาอย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่พอเพียงกับคนในสังคม โดยเฉพาะคนยากคนจน

ดังนั้น สิ่งที่จะสามารถสื่อสารกับสังคมได้ก็คือความแตกต่างของการใช้นโยบายประชานิยมแบบระบอบทักษิณที่แสดงออกอย่างชัดแจ้งถึงความพยายามในการแลกเปลี่ยนสวัสดิการกับความจงรักภักดีผ่านการเลือกตั้ง กับการดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นหนึ่งในพระกรณียกิจที่สถาบันกษัตริย์ของไทยได้กระทำสืบต่อกันมาในการพัฒนาประเทศให้เป็นสมัยใหม่ ตั้งแต่การปฏิรูปการปกครองนับเนื่องไปถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ทั้งการสถาปนาการปกครองส่วนภูมิภาคที่เกิดรากฐานของจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน อันเป็น "รากฐาน" และ "หน่วย" ของโครงการพัฒนา ในยุคถัดมาเมื่อมีการพัฒนาสมัยการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และการพัฒนาในยุคประชานิยมที่ยังใช้โครงสร้างเดิมเป็นหน่วยและฐานรากในการกระจายสวัสดิการต่างๆ ที่จะต้องได้มาจากการร้องขอ มิใช่การเลือกผู้แทนที่พร้อมจะโกงกินและหาประโยชน์เข้าตัวเอง

ดังนั้น การต่อสู้ที่เกิดขึ้นในทางอุดมการณ์ในคืนวันที่ ๑๙ จึงเป็นการต่อสู้ผ่านปริมณฑลที่ Chatterjee เรียกว่า political society มากกว่า civil society (ดูที่ Partha Chatterjee. The Politics of the Governed: Reflections on Popular Politics in Most of the World. New York: Columbia University Press.) ซึ่งทำให้การกล่าวหาทักษิณในเรื่องของการคอร์รัปชั่น การสร้างความแตกแยกให้สังคมและ การหมิ่นเบื้องสูงตามที่ฝ่ายพันธมิตรนั้นเรียกร้องและเน้นย้ำมาโดยตลอด ดูจะไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับ "แถลงการณ์ที่ไม่ได้อ่านโดยผู้นำและโฆษกของคณะปฏิรูปการเมือง" ที่นำเสนอมาตลอดคืนวันที่ ๑๙ และเช้าวันที่ ๒๐ นั่นเอง หรือไม่ใช่เรื่องที่สื่อมวลชนฝรั่งเข้าใจว่าการปฏิรุปการปกครอง(โดยคณะทหาร)นั้นเป็นเรื่องของการยึดอำนาจด้วยรถถังดังที่สื่อต่างชาติเข้าใจผ่านการพยายามถ่ายภาพรถถังที่วิ่งอยู่บนท้องถนนหรือตามสถานที่ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หรือมองว่ามีการปิดกั้นข่าวสารตลอดทั้งคืน โดยลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญนั้นมิได้อยู่ที่คำแถลงการณ์เท่ากับอยู่ที่สารคดีเฉลิมพระเกียรติและเพลงเทิดพระเกียรติต่างๆต่างหาก

ว่าง่ายๆ ว่าในอนาคตนั้น การเมืองแบบประชานิยมจะยังดำเนินต่อไปผ่านการดำรงอยู่ของ political society มากกว่า civil society ที่นักวิชาการหอคอยช่างฝันนำมาขายในช่วงที่ผ่านมา ด้วยว่าแนวคิด civil society นั้นมองไม่เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมือง และความสัมพันธ์ของเทคนิควิธีการปกครองที่ซับซ้อนและควบคุมจิตใจของผู้คนได้ (governmentality) ที่รัฐมีให้กับ พสกนิกร (subject หรือพลเมืองในฐานะ subject มิใช่ citizen) ของเขา ในลักษณะของการทั้งคุ้มครองและหยิบยื่นสิ่งต่างๆ ให้ที่มีมาโดยตลอดนั่นเอง

ย้ำให้ชัดอีกทีก็คือ สิ่งที่ทักษิณทำลายนั้นไม่ใช่รัฐธรรมนูญ แต่ทักษิณทำลาย "ภูมิคุ้มกันรัฐธรรมนูญ" ที่สำคัญที่สุดก็คือประชาสังคม ผ่านนโยบายประชานิยมที่ทำให้เกิดการสร้างพันธมิตรระหว่างทุนระดับชาติ ทุนภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ทุนท้องถิ่นกับชนบท และทำให้กลไกรัญธรรมนูญไม่สามารถทำงาน และทำให้เกิดความเปราะบางของประชาสังคมที่ไม่สามารถเป็นพลังกดดันให้เกิดการทำงานของกลไกรัฐธรรมนูญได้ กล่าวคือ จุดเปราะบางที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมิได้อยู่ที่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ หากแต่อยู่ที่การปล่อยให้รัฐธรรมนูญนั้นอยู่ในมือของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อมีการประกาศใช้ไปแล้วนั่นเอง นั่นคือที่มาที่ทักษิณบอกเสมอว่าทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะพวกเขาไม่ได้ร่าง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของตัวแทนฝ่ายประชาสังคมที่ให้ความชอบธรรมกับการทำรัฐประหารในฐานะที่เป็นทางเลือกสุดท้าย จึงสะท้อนความอ่อนแอของประชาสังคมเอง ที่ถูกทำลายลงในยุคระบอบทักษิณ อาทิ การเกิดการฆ่าตัดตอน การเกิดการปราบปรามอย่างรุนแรงด้วยกลไกของรัฐ นี่คือสิ่งที่เราสามารถเห็นได้ว่าทักษิณไม่ได้ทำลาย "กฏหมายรัฐธรรมนูญ" แต่ทำลาย "บรรยากาศ" และ "สถาบัน" ที่จะทำให้รัฐธรรมนูญนั้นทำงานได้ นั่นก็คือทำลายประชาสังคมนั่นเอง จนทำให้เกิดการฉีกรัฐธรรมนูญโดยทหาร และการที่ประชาสังคมนั้นยอมรับคณะรัฐประหาร (คือทหารที่กลายสภาพจากกลไกรัฐมาเป็นรัฐเสียเอง) ในฐานะผู้อุปถัมภ์ของประชาสังคมในท้ายที่สุด

นั่นหมายความว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดในอนาคตภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นถูกทำลาย คือการล่มสลายของประชาสังคม และการเมืองภายภาคหน้าจะเป็นเรื่องของการเมืองใน political society มากกว่า civil society

และด้วยการวิเคราะห์เช่นนี้เองที่ทำให้เรา "เห็น" ในสิ่งที่เราคิดว่าเรา "มองไม่เห็น" ทั้งที่สิ่งนั้นปรากฏอยู่ตรงหน้าเราตลอดเวลา

มากกว่าสนใจวิเคราะห์การปฏิรูปการปกครอง(โดยคณะทหาร)ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผ่านข้อมูลใหม่และข้อมูลลับตลอดเวลา