วันครอบครัวเพิ่งจะผ่านมาไม่นาน เลยอยากจะนำเรื่องที่เกี่ยวโยงระหว่าง ครอบครัว ภาษา และการเมือง มาโม้ให้ฟังสักหน่อย
ครอบครัวกับการเมืองนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นแฟ้น นักสังคมวิทยาและนักรัฐศาสตร์ของเราก็พูดถึงเรื่องนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะเชื่อว่าครอบครัวนั้นเป็นสถาบันทางสังคมหน่วยหนึ่งในการทำหน้าที่กล่อมเกลาสมาชิกของสังคมให้มีพฤติกรรมทางสังคมและการเมืองในแบบหนึ่งๆ (1)
ขณะที่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งก็มองว่าครอบครัวนั้นเป็นหน่วยรองรับอุดมการณ์และค่านิยมจากกลไกทางอุดมการณ์ของรัฐ (ในฐานะโครงสร้างส่วนบน) ที่ทำหน้าที่อัดฉีดค่านิยมบางประการลงมาสู่สังคม โดยเฉพาะค่านิยมและอุดมการณ์ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของรัฐและการสะสมทุนในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (ในฐานะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนั้นเป็นโครงสร้างส่วนล่าง) (2)
อารัมภบทมาซะยาว ก็เพื่อจะเข้าเรื่องว่า ยังมีแนวคิดอื่นๆที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ครอบครัว ภาษา และการเมือง โดยเฉพาะในระดับที่เปิดโปงให้เห็น "กระบวนการ" ทำงานของปฏิบัติการทางภาษาที่ส่งผลถึงพฤติกรรมและการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งเชื่อมโยงกับครอบครัว
โดยที่เรากำลังพูดถึงครอบครัวทั้งในฐานะของ "สถานที่หรือหน่วย" ในการปฏิบัติการทางการเมืองและอุดมการณ์ (site of political and ideological struggle) และในฐานะของ "โครงเรื่อง" ในจินตนาการของปฏิบัติการทางการเมืองและอุดมการณ์นั้นๆ (trope)
ผมกำลังจะโม้ให้ฟังเรื่องงานชิ้นเล็กๆของ อาจารย์ จอร์จ เลคคอฟ (George Lakoff) ขวัญใจชาวมะกันหัวก้าวหน้า โดยเฉพาะพวกเดโมแครตและพวกที่ขยับมาทางซ้ายหน่อย อาทิพวกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (แต่ไม่ถึงขึ้นสายอนาธิปัตย์ หรือขั้นประชาธิปไตยแรงงาน)
"จารย์จ๊อด" เป็นศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์และศาสตร์แห่งการรับรู้ (Linguistics and Cognitive Science) ที่มหาลัยหมีน้อย และไม่กี่ปีมานี้เอง จารย์จ๊อด เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่ชาวมะกันหัวก้าวหน้า เพราะจารย์จ๊อดนั้นเป็นผู้เสนอทฤษฎีที่สามารถอธิบายความล้มเหลวของการเมืองแบบก้าวหน้าและการเมืองของพวกเดโมเครตที่พ่ายแพ้ เพลี่ยงพล้ำ และถอยกรูดออกจากการเมือง เมื่อเจอกับพวกอนุรักษ์นิยมในพรรครีพับรีกัน
จารย์จ๊อดนั้นไม่เหมือนกับลุงน่วม ชวมสกี้ ตรงที่ลุงน่วมเองนั้นเป็นนักวิพากษ์สังคมและเป็นนักวิชาการด้วย แต่จารย์จ๊อดเป็นนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องภาษากับการเมืองที่น่าจะใกล้เคียงกับบรรดาอาจารย์แห่งเทวาลัยใกล้สยามพาราก้อนของเรา ที่ออกมาถล่มนายกทักษิณเสียมากกว่า (และได้กลายเป็นทางเลือกในการต่อสู้ทางการเมืองจากนักรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และนักนิติศาสตร์ขาประจำทั้งหลาย)
ทฤษฎีของจารย์จ๊อดนั้นต่างจากบรรดานักวิชาการสังคมศาสตร์ทั่วไปที่สนใจศึกษาเรื่องอุดมการณ์ อำนาจ และชนชั้น ด้วยทฤษฎีของจารย์จ๊อดนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของ "คำเปรียบเปรย" (metaphor) และการสร้างและกำหนดกรอบ (framing) ในการใช้ภาษาซึ่งมีผลต่อการเมือง (อะแฮ่ม เขาเรียกว่าเกี่ยวข้องกับ "บทสนทนา" (discourse) ในมุมมองของนักภาษาศาสตร์ มากกว่าที่ปัญญาชนไทยใช้คำว่า "วาทกรรม" (discursive practice) ซึ่งเป็นแนวคิดของท่านอภิมหาศาสดาฟูโก้ นักวิชาการผู้ซึ่งมี "คนอ้างมากกว่าคนอ่าน" ในบ้านเรา ... หุหุ
จารย์จ๊อดเสนอทฤษฎีที่เรียกว่า "อย่ามัวแต่คิดถึงช้าง (Don't think of an elephant)" (ช้างคือสัญลักษณ์ของพรรครีพับลิกัน) ซึ่งยอกย้อนอยู่พิลึก เพราะจารย์จ๊อดเสนอว่าถ้าเราเอาแต่ "คิดถึง" ช้าง เราก็ยังติดอยู่กับกรอบของช้าง และเราก็ต้องเล่นเกมส์แบบช้างๆต่อไป ซึ่งเป็นการเสริมพลังให้กับช้าง (หมายความว่าเราคิดว่าเราจะสู้กับช้าง เราก็นึกถึงช้างตลอดเวลา และเชื่อว่าช้างมันตัวใหญ่ และต้องไล่ตามมันตลอด) เหมือนพวกเดโมแครตและพลังก้าวหน้าของสังคมอเมริกาที่พ่ายแพ้ฝ่ายอนุรกษ์นิยมมาหลายปี นับจากที่ประธานาธิบดี บิล คลินตั้นลงจากอำนาจ (3)
จารย์จ๊อดอธิบายว่าพวกเดโมเครตมักเชื่อว่าพวกที่เลือกช้างเป็นพวกโง่ และแก๊งค์ช้างเป็นพวกที่สามารถยึดกุมสื่อได้ ขณะที่พวกเดโมแครตและพวกที่ก้าวหน้ากว่านั้น เชื่อว่าตนเป็นพวกที่ยึดถือกับ "ความจริง" และเชื่อว่าถ้าสามารถ "พูด" ความจริงและข้อเท็จจริงได้ สังคมก็จะเลือกพวกเดโมเครตและพวกก้าวหน้าเป็นตัวแทนของพวกเขาเอง
จารย์จ๊อดบอกว่า ความพ่ายแพ้ของกอร์และแครี่ซึ่งเป็นผู้สมัครของเดโมแครตในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมาสองครั้งติดกันนั้นทำให้ต้องมาคิดกันมากขึ้น เพราะเอาเข้าจริงสิ่งที่พวกก้าวหน้านั้น "ล้าหลังยิ่ง" ก็คือ "ความสามารถในการสื่อสารในเรื่องของคุณค่าและศีลธรรม" (value and morality) ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นเป็นความสามารถพิเศษของพวกอนุรักษ์นิยม ที่พัฒนาขึ้นในช่วงหลังทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมาอย่างเป็นระบบ และมีการวิจัยและจัดตั้งสถาบันวิจัยอย่างจริงจัง เมื่อฝ่ายของตนเพลี่ยงพล้ำในการเมืองมะกันอยู่พักใหญ่
ข้อเสนอของจารย์จ๊อดก็คือ การตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนนั้นมิได้อยู่ที่เหตุผลและข้อมูล (ซึ่งบรรดาเดโมแครตภูมิใจหนักหนาว่าตนมี) หากแต่อยู่ที่ "ระบบคุณค่า" บางอย่าง รวมถึง "ภาษา" และ "การกำหนดกรอบความหมาย" บางประการ ซึ่งคำเปรียบเปรยนั้นทำงานสำคัญในการจูงใจคนเป็นอย่างมาก
สิ่งเหล่านี้มิใช่แค่ความสามารถในการใช้ภาษา แต่มันอยู่ที่เรื่องของการนำภาษามาใช้ "ถ่ายทอดความคิด" ของตนออกมาต่างหาก
ในแง่นี้ จารย์จ๊อดเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดมิใช้เพียงแค่เรื่องของความสามารถในการใช้ภาษา แต่เป็นเรื่องของเนื้อหาหรือรากฐานค่านิยมบางประการของพวกอนุรักษ์นิยมต่างหาก (ในแง่นี้การปรับเนื้อหา หรือการประนีประนอม จึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับการเข้าใจวิธีการสื่อสารเนื้อหาและรากฐานความเชื่อของเรา)
โดยในทัศนะของจารย์จ๊อด พวกอนุรักษ์นิยมมีพื้นฐานมาจากครอบครัวพ่อเข้มงวด (strict father) มากกว่าพวกเดโมแครตที่มีพื้นฐานมาจากครอบครัวผู้ปกครองขี้ห่วง (nurturant parent family)
ครอบครัวพ่อเข้มงวด เชื่อว่าโลกภายนอกอันตราย มีแต่สิ่งไม่ดี โลกนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคเพราะเต็มไปด้วยการแข่งขัน ดังนั้นจึงมีผู้แพ้และผู้ชนะ นอกจากนี้โลกนี้ยังมีความถูกต้องและความเลวร้ายที่ชัดเจน ลูกๆของครอบครัวนั้นเกิดมาจะไม่รู้จักความต้องการที่เหมาะสมดีงาม แต่จะทำตามใจตัวเอง ดังนั้นพ่อจะต้องดูแลให้เกิดสิ่งดีงามกับโลก รวมถึงการลงโทษ โดยลูกจะต้องเชื่อฟังพ่อซึ่งเป็นผู้นำครอบครัว คนดีจะต้องเป็นคนที่มีวินัย ไม่พึ่งพาคนอื่น
โครงการช่วยเหลือคนอื่นโดยเฉพาะจากการเก็บภาษีจากคนรวยมาช่วยคนจน จึงมิใช่โครงการที่ถูกต้องในมุมมองของอนุรักษ์นิยม (แต่การช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์เป็นครั้งคราวสามารถทำได้) ผู้นำประเทศจึงต้องเป็นพ่อที่เข้มงวดและไม่ต้องสนใจทัศนะของชาวโลก แต่ต้องมีหน้าที่ต่อสู้กับมารร้ายเพื่อปกป้องครอบครัวของเขาในทุกวิถีทาง ด้วยความเฉียบขาด
ในอีกด้านหนึ่ง พวกผู้ปกครองขี้ห่วงนั้นเป็นพ่อหรือแม่ก็ได้ พวกนี้จะกังวลไปหมด อยากรู้ไปหมดว่าลูกร้องไห้ทำไม เมื่อไหร่ลูกจะหิว เมื่อไหร่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม เมื่อไหร่ฝันร้าย พวกผู้ปกครองขี้ห่วงนี้อยากคุยกับลูก อยากดูแลลูก ขณะเดียวกันพวกนี้ก็ต้องดูแลตัวเองด้วย ดังนั้นเมื่อเจอกับปัญหาเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย พวกผู้ปกครองขี้ห่วงก็เลยอธิบายจุดยืนของตัวเองได้ลำบาก เพราะใจหนึ่งก็อยากปกป้องลูก ปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่อีกด้านก็ไม่อยากใช้อำนาจแบบเข้มงวด
เรื่องที่ใหญ่กว่าแนวคิดเรื่องพื้นฐานครอบครัวก็คือ ความเชื่อของพวกเดโมแครตที่ว่าข้อเท็จจริงนั้นจะปลดปล่อยมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล และจะคิดได้เองเมื่อได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ขณะที่จารย์จ๊อดบอกว่ามนุษย์นั้นมิได้คิดเช่นนั้น แต่เขาคิดภายใต้กรอบบางอย่าง ซึ่งในความเห็นของจารย์จ๊อด ฝ่ายอนุรักษ์นิยมนั้นเก่งกว่าในการสร้างและกำหนดกรอบ ให้คนคิดโดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ภาษาที่ส่งเสริมแนวคิดอนุรักษ์นิยม
นอกจากนี้จารย์จ๊อดยังเสนอว่า ชาวมะกันนั้นมิได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตามผลประโยชน์ของตัวเอง แต่การลงคะแนนมีความหมายว่าเขา "เลือกที่จะเป็นใคร" โดยที่เขาเหล่านั้นเลือก "คุณค่า" บางอย่าง
ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่บรรดาชาวมะกันหัวก้าวหน้าจะต้องกล้าพูดและสื่อสารในเรื่องของคุณค่า และคุณธรรม ของพวกเขา มิใช่พูดแต่เรื่องข้อมูลและข้อเท็จจริง
การต่อสู้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงมิใช่การต่อต้าน แต่ต้องหมายถึง "การรู้ทันและการรุกกลับ" และการรุกกลับที่สำคัญคือการกล้าประกาศและสื่อสารเรื่องคุณค่าที่ตนยึดถือ เพราะคุณค่าที่ตนยึดถือนั้นอยู่ในเบื้องลึกของเราและจะเป็นฐานความคิดที่ดี ที่นำไปสู่การสร้างกรอบบางประการในการสื่อสารความคิดของเรา
ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ การยึดครองสื่อนั้นจึงไม่สำคัญเท่ากับความสามารถใน "การสื่อสารคุณค่า" ซึ่งสำคัญกว่า "การสื่อสารความจริง"
เพราะความจริงจะไม่มีความหมาย ถ้าเราไม่มี "กรอบ" ให้ความจริงนั้น "ถูกแปลค่า" ออกมา
ดังนั้นเราจะต้องสามารถสร้างกรอบบางอย่างให้ความจริงนั้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพให้มากขึ้น (4)
เราอาจลองเอาเรื่องของจารย์จ๊อดที่ผมโม้ให้ฟังนี้ มาคิดกับเรื่องบ้านเมืองของเรามากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เราเห็นได้มากขึ้นว่าฝ่ายรัฐและอนุรักษ์นิยมในอดีตนั้นมีความสามารถสูงในการใช้การสื่อสารคุณค่าบางอย่างในการ "ครองใจ" คน (5)
แต่ในปัจจุบันสิ่งที่น่าสนใจในบ้านเรากลับอยู่ที่ว่าบางทีเราอาจจะไปสนใจแต่เรื่องที่ดูเหมือนว่ามีแก่นแกนที่ชัดเจน อาทิการต่อสู้ของพันธมิตรที่อ้างอิงถึงพ่อ แต่ขณะเดียวกันก็กลับถูกฟ้องในข้อหาที่รุนแรงในการแตะต้องพ่อ
หรือรวมไปถึงสภาวะอึดอัดบางประการที่พวกก้าวหน้าเองจำต้องจำนนต่อสภาวะของการนำในหมู่พันธมิตร
พูดง่ายๆก็คือแนวคิดของอาจารย์จ๊อดนั้น ทำให้เราเห็นว่า พวกอนุรักษ์นิยมของแท้ของบ้านเรานั้นเขาไม่มีปัญหาในการสื่อสารความคิดเท่าไหร่
ขณะเดียวกันพวกนายทุนระดับชาติเองนั้น ในช่วงที่ผ่านมาก็สามารถใช้กรอบคิดที่หยิบยืมจากพวกอนุรักษ์นิยมในการถ่ายทอดความคิดของเขาเพื่อครองใจผู้คน ตราบเท่าที่กรอบคิดชาตินิยมยังสามารถครองใจผู้คนได้อยู่ และนั่นคือที่มาของความล้มเหลวในการยึดกุมจิตใจผู้คนเมื่อนายทุนระดับชาตินั้นเกิดกระทำการในระดับเนื้อหาที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ตนใช้ปลุกเร้าการสนับสนุนและครองใจผู้คน
สำหรับพวกก้าวหน้านั้น กลับไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องการสื่อสารความคิดของตัวเองเท่าไหร่ และ มักทำได้แต่วิจารณ์คนอื่น หรือเชื่อว่าตนนั้นสามารถยึดกุม เข้าถึงและเปิดโปงความจริงได้ ดังจะเห็นจากการตั้งธงอยู่ที่เรื่องของการโจมตีผู้ที่ยึดกุมอำนาจว่าแทรกแซงสื่อ ทั้งที่การแทรกแซงสื่อนั้นเป็นเพียงเรื่องเดียวของการประเด็นที่ท้าทายสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความสามารถในการสื่อสาร ซึ่งวิธีวิจารณ์ในแบบวิกฤติสื่อมวลชนที่โดนแทรกแซงนั้นไม่ได้คำตอบในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด
เรื่องนี้อาจจะไม่ได้จบที่เรื่องของการวิจารณ์ แต่อาจอยู่ที่การค้นหาหนทางในการสื่อสารความคิดของเราออกไปให้ชัดเจน มากกว่าการโหนกระแส หรืออึดอัดกับวิธีคิดในเรื่องการนำและช่วงชิงมวลชน
รวมถึงการปรับเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง เพราะประเด็นที่อาจารย์จ๊อดย้ำก็คือ ปัญหาสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนจุดยืน แต่อยู่ที่เรื่องของความสามารถในการสร้างกรอบและกำหนดความหมายในการสื่อสารเสียมากกว่า โดยที่ครอบครัวนั้นเป็นหนึ่งในอาณาบริเวณทางอำนาจในการต่อสู้ที่สำคัญ
หรือว่าบางทีตัวแบบของครอบครัวของเราอาจจะยังไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ ว่าเรามี "พ่อ" หรือ "ผู้ปกครอง" อยู่กี่แบบ ? แต่เท่าที่เห็นอยู่ เราพยายามอยากให้พ่อดูแลเราในทุกๆเรื่อง โดยที่ไม่กล้าคิดว่าในความเป็นจริงแล้วเรามีครอบครัวตั้งหลายแบบในสังคมไทย
และบางทีเรื่องเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของพ่อ และการต่อสู้ทางการเมืองของแนวคิดที่แตกต่างกันนั้น เราอาจจะเริ่มพูดคุยกันได้ ผ่านการพิจารณาการเลี้ยงลูกของคนในสังคมก็อาจจะเป็นได้ ซึ่งก็แปลว่า การพูดคุยเรื่องดังกล่าว อาจพูดคุยกันได้ และไม่ต้องถูกจำกัดประเด็นการพูดคุยไว้ในวงการนักวิชาการทางด้านการเมือง และนักกฏหมาย "มหาซน" ก็ได้นะครับรัฐศาสตร์
......................................
เชิงอรรถขยายความ:
1. แนวคิดเช่นนี้สามารถหาได้ตามตำราพื้นฐานทางสังคมวิทยาทั่วไป อาทิ สุพัตรา สุภาพ. 2514. สังคมวิทยา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. และ ตำรารัฐศาสตร์ทางด้านการเมืองเปรียบเทียบ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของวัฒนธรรมทางการเมือง กับ การกล่อมเกลาทางการเมือง อาทิ พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว และ พลศักดิ์ จินไกรศิริ. บก. 2526. วัฒนธรรมทางการเมือง. กรุงเทพฯ: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย. และ พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว และ สายทิพย์ สุคติพันธ์. 2526. การเมืองของเด็ก: กระบวนการสังคมประกิตทางการเมือง. กรุงเทพฯ. เจ้าพระยาการพิมพ์.
2. หลุยซ์ อัลธูแซร์. เขียน. 2529. อุดมการและกลไกทางอุดมการของรัฐ. กาญจนา แก้วเทพ แปล. กรุงเทพฯ: โครงการหนังสือเล่มสถาบันวิจัยสังคม. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
3. George Lakoff. 2004. Don't Think of An Elephant!: Know Your Values and Frame the Debate: The Essential Guide for Progressive. White River Junction, Vermont: Chelsea Green.
4. ผู้ที่สนใจแนวคิดของจารย์จ๊อดเพิ่มเติม นอกเหนือจากจะสามารถอ่านจากหนังสือเล่มอื่นๆแล้ว ยังสามารถลองค้นหาเว็บไซด์ Rockridge Center ที่ http://www.rockridgeinstitute.org/
5. งานเขียนที่น่าสนใจก็คืองานมานุษยวิทยาที่ทำการศึกษาการอบรมลูกเสือชาวบ้านในยุคของการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะการผสมผสานพิธีกรรมการอบรมเข้ากับการถ่ายทอดอุดมการณ์ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ (Katherine A. Bowie. 1997. Rituals of National Loyalty: An Anthropology of the State and the Village Scout Movement in Thailand. New York: Columbia University Press.) และงานที่ว่าด้วยการสถาปนาลัทธิพ่อขุนอุปถัมน์แบบเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ (Thak Chaloemtiarana. 1979. Thailand: The Politics of Despotic Paternalism. Bangkok: Social Science Association of Thailand)
..................................................
หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก โดย เพี้ยน นักเรียนนอก. เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 15 ฉบับที่ 725 วันศุกร์ที่ 21 เมษายน 2549.

