ความโดดเดี่ยวและเปราะบางของกกต.ต่อความเชี่ยวกรากทางการเมือง

แรงกดดันที่รุมเร้าต่อ กกต. นั้นอาจมิได้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างพรรครัฐบาลกับ กกต. หรืออาการตั้งใจจะหมกเม็ดแอบซ่อนเทคนิคต่างๆให้เกิดการเข้าข้างรัฐบาลอย่างน่าเกลียดและไม่ชอบธรรม ตามที่ถูกกล่าวหามาโดยตลอด

ผมกลับคิดว่าความโดดเดี่ยวและเปราะบางของ กกต. นั้นเกิดขึ้นเพราะปัญหาในระดับโครงสร้างของการดำรงอยู่ของกกต.เองที่ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ "ฉบับโคตรเซียน" รวมทั้งความคาดหวังของสังคมที่มีต่อกกต. ต่อรัฐ และต่อการเมืองไทยในภาพรวม

ที่อภิปรายเช่นนี้มิได้หมายความว่าใครผิดกว่ากันระหว่างโครงสร้างของกกต. และตัวผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรที่ชื่อว่ากกต. หรือการระบุว่าตกลงปัญหาอยู่ที่ "โครงสร้าง" หรือ "ตัวบุคคล" อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเกิดขึ้นจาก "ทั้งสองฝ่าย"

สิ่งที่น่าสนใจกลับอยู่ที่ว่าโครงสร้างกับตัวบุคคลนั้นมันปะทะและประสานกันกันอย่างไร และก่อให้เกิดแบบแผนปฏิบัติอย่างไร ในฐานะที่โครงสร้างนั้นมีพลวัตรและมีที่ทางให้คนปรับเปลี่ยนโครงสร้างเหล่านั้นได้

ความโดดเดี่ยวและเปราะบางของกกต.นั้นสะท้อนให้เห็นว่า กกต.นั้นมีอำนาจมหาศาลตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน แต่ทว่าการใช้อำนาจของ กกต. ที่ผ่านมากลับทำลายฐานความเชื่อมั่นที่ประชาชนควรจะมีให้ (เรียกว่า "ความชอบธรรม" น่าจะได้อยู่) และในขณะเดียวกันประชาชนก็มีความคาดหวังต่อ กกต. และองค์กรอิสระในแบบที่ "น่าตั้งคำถาม" เช่นกัน

บทเรียนจากการเผชิญหน้าทางการเมืองในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ความถูกต้องในการใช้อำนาจทางการเมืองนั้นส่วนหนึ่งมาจากการต้องมีฐานความเชื่อมั่นจากประชาชนผู้ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องยินยอมให้เกิดการใช้อำนาจเหล่านั้นได้

นอกจากนี้ประชาชนรวมทั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญยังมีความคาดหวังว่า กกต.ควรจะเป็นองค์กรที่แก้ปัญหาได้ในทุกๆเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ในฐานะที่เป็น "องค์กรอิสระ" ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางสถาบันทางการเมืองในรัฐธรรมนูญฉบับ "โคตรเซียน"

แต่ทั้งนี้ปรากฏการณ์วิกฤติศรัทธาและภาวะการล้มละลายทางการเมืองของกกต.ที่เป็นอยู่ ได้สะท้อนให้เห็นว่า การเป็นองค์กรที่ผูกขาดการใช้อำนาจและมีสิทธิขาดในการตัดสินใจและบังคับใช้กฏหมายของกกต.นั้น ไม่ได้ทำให้กกต.นั้นเป็นสถาบันที่ประชาชนเชื่อถือศรัทธา และในขณะเดียวกันก็มิได้ทำให้ประชาธิปไตยนั้นมีความยั่งยืนแต่อย่างใด

และในขณะเดียวกัน ก่อนที่เราจะคิดและฝันไปว่าถ้ากกต.นั้นแก้ปัญหาไม่ได้ และเราควรจะให้สถาบันอื่นมาทำหน้าที่แทน หรือเราควรจะเปลี่ยนคนเข้าไปทำหน้าที่แทน กกต. ผมอยากจะเชิญชวนท่านผู้อ่านย้อนกลับไปดูถึงที่มาทางประวัติศาส์ของกกต.สักหน่อย

ก่อนที่จะมี กกต. นั้นเรามีองค์กรที่ทำหน้าที่คล้ายกับ กกต. อยู่สององค์กร องค์แรกก็คือกระทรวงมหาดไทย และองค์กรที่สองก็คือบรรดาเครือข่ายอาสาสมัครพลังประชาชนในการติดตามตรวจสอบพฤติกรรมการลงสมัครและหาเสียง ซึ่งในอดีตอันไกลโพ้น สมัยก่อนปี 2500 และสมัยหลัง 2516 พลังนิสิตและนักศึกษาจะเป็นแกนนำในการ "สังเกตการณ์" การเลือกตั้ง

ประสบการณ์การเลือกตั้งจากอดีตเป็นต้นมาทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนพบว่ากระทรวงมหาดไทยไม่มีความเป็นกลางเพราะโดยโครงสร้างทางการเมืองแล้ว เลขาพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลย่อมจะดำรงตำแหน่ง "มท.1" และจะมีบทบาทและอิทธิพลต่อการจัดการเลือกตั้งผ่านเครือข่ายกระทรวงมหาดไทยที่คุมทั้งกรมการปกครองและกรมตำรวจ(ในสมัยนั้น)

ในขั้นแรกเราพยายามสถาปนาองค์กรสอดส่องดูแลการเลือกตั้งขึ้นมาในสมัยของนายกอานันท์หลังการรัฐประหารของรสช.ในชื่อ "องค์กรกลาง" แต่สิ่งที่สังคมเรียกร้องก็คือ องค์กรกลางควรจะมี "อำนาจ" เพราะองค์กรกลางเป็นเพียงเสือกระดาษ ไม่มีเขี้ยวเล็บ

กกต. จึงถูกสถาปนาขึ้นมาให้กลายเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้งจัดการเลือกตั้ง สอดส่องกำกับดูแล และลงโทษ โดยได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งแบบเทวดา(อีกที)

สังคมที่หมกมุ่นกับการแสวงหาการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และถูกต้อง โดยเชื่อว่าจะโยนอำนาจไปให้องค์กรใดองค์กรเดียวในกรณีของกกต. ทำให้เกิดการแยกขาด กกต. จากประชาสังคมซึ่งเป็นที่มาและฐานการใช้อำนาจให้เกิดความชอบธรรมของกกต. ทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ

กกต.ในปัจจุบันจึงกลายสภาพไปเน้นบทบาทของการเป็น ตำรวจตวจการเลือกตั้ง และเป็นผู้สั่งการในนามของการรณรงค์ให้ผู้เลือกตั้งมีจิตสำนึก และรอรับเรื่องราวการร้องเรียน รวมทั้งตัดสินข้อร้องเรียนในการเลือกตั้ง มากกว่าเป็นแกนนำและผู้ประสานเครือข่ายประชาชนในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้งในนามของสังคม

กกต.จึงเป็นระบบราชการ เป็นรัฐซ้อนรัฐ และเป็นศาลมากกว่าเป็นตัวแทนประชาสังคม

ในแง่นี้ กกต.อาจจะไม่ได้ผิด แต่กกต.นั้นเปราะบางและโดดเดี่ยว เพราะวิกฤติทางการเมืองในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องของวิกฤติความชอบธรรมของรัฐและระบอบการเมือง ดังนั้นเมื่อกกต.จำต้องดำเนินการให้เกิดการเลือกตั้งภายใต้วิกฤติศรัทธาของประชาชน กกต.จึงสุ่มเสี่ยงที่จะถูกมองว่าทำงานเพื่อรองรับความชอบธรรมของรัฐบาล

การส่งเสริมความเข้มแข็ง ความยั่งยืน และการมีความชอบธรรมบนศรัทธาของประชาชนของ กกต. นั้นจึงไม่ใช่การสรรหาเทวดามาเป็นกกต. หรือย้ายอำนาจของกกต.ไปให้องค์กรเทวดาองค์กรอื่น

แต่ต้องทำให้กกต.นั้นเชื่อมโยงกับการเมืองภาคประชาชนเพื่อสร้างเครือข่ายประชาสังคมที่เข้มแข็งเป็นฐานในการใช้อำนาจของกกต. มากกว่าเชื่อมั่นในอำนาจและความเป็นอิสระของตนเองโดยไม่ยึดเกี่ยวกับสังคม (1)

บทเรียนของวิกฤติศรัทธาและสภาวะการล้มละลายทางการเมืองของกกต.ทำให้เราต้องหันมามองกันว่า ถึงเวลาที่จะต้องเข้าใจเรื่องของอำนาจและความเป็นอิสระขององค์กรทางการเมืองเสียใหม่แล้วครับ ก่อนที่องค์กรอิสระอื่นๆจะโดดเดี่ยวและเปราะบางตามกกต.ไปด้วยในอนาคต เพียงเพราะเราเรียกร้องให้มีองค์กรที่มีอำนาจมหาศาลเข้ามาจัดการทุกๆเรื่องเช่นเคย

มาทำให้กกต.เป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของพลเมือง มากกว่าเป็นเทวดาไม่ดีกว่าหรือครับ ประชาธิปไตยจะได้เติบโตและเป็นของประชาชนในฐานะพลเมืองกันสักที ...

---------------------------

เชิงอรรถขยายความ:

1. งานวิจัยของ บิล คาลาแฮน แห่งมหาวิทยาลัย Durham เสนอประเด็นที่น่าสนใจในการศึกษาพัฒนาการของบทบาทองค์กรกลางในสังคมไทยก่อนที่จะเกิด กกต. ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ความสำเร็จขององค์กรกลางภายใต้ขีดจำกัดของการที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือก็คือ องค์กรกลางกลับทำหน้าที่ร่วมกับสื่อมวลชนเป็นพลังสำคัญในการเสริมอำนาจแก่ประชาชนในการติดตามตรวจสอบการเลือกตั้ง และรณรงค์ให้ประชาชนมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของผู้แทน โดยทำหน้าที่ในการสร้างพลเมืองที่มีความรู้ เข้าใจ ห่วงใย และมีส่วนร่วมทางการเมือง (concerned citizen) มากกว่าการวิ่งไล่จับผู้สมัครที่ซื้อเสียง (William A. Callahan. 2000. Pollwatching, Elections and Civil Society in Southeast Asia. Leeds Studies in Democratization. Aldershot: Ashgate)

ดังนั้นการแยกองค์กรกลางออกเป็น กกต. ซึ่งมีกฏหมายรองรับและให้อำนาจ กับการปล่อยให้ พีเน็ต ทำหน้าที่รณรงค์การเลือกตั้งอย่างโดดเดี่ยว ในช่วงตั้งแต่การมีรัฐธรรมนูญฉบับ "โคตรเซียน" เป็นต้นมา จึงเป็นเรื่องที่เราต้องมาตั้งคำถามใหม่ว่าการได้มาซึ่งอำนาจรัฐการกำกับดูแลการเลือกตั้งนั้นอาจไม่ใช่ทางออกเดียวในการต่อสู้-ต่อรองกับการเลือกตั้ง และการสอดส่องการเลือกตั้งนั้นสามารถกระทำได้ผ่านการประสานร่วมมือและตรวจสอบกันจากหลายองค์กร ในฐานะเครือข่าย มากกว่าการทำงานในลักษณะของการบัญชาการแบบลำดับขั้น

---------------------------

หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพูธที่ 3 พฤษภาคม 2549 หน้า 4