"พรรคมั่นใจว่าไม่ได้กระทำผิด หากยุบพรรคต้องมีเหตุผล ไม่อย่างนั้นแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ"
ระยะหลัง เรามักจะได้ยินคำพูดของนักการเมืองหลายคนพูดจาด้วยความโอหัง ท้าตีท้าต่อยให้สังคมแตกแยก ไม่สนใจกติกาของบ้านเมืองอยู่บ่อยๆ
ทุกวันนี้เป็นที่รับทราบดีว่า ปัญหาละเอียดอ่อนที่สุดที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันแก้ไขอย่างเร่งด่วนก็คือ ปัญหาความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในสังคม
ตั้งแต่เรื่องของคนเหนือ คนอีสาน คนใต้ เรื่องของ "คนหัวเมือง" กับ "คนชนบท" เรื่องของ "คนจน" กับ "คนชั้นกลาง" และเรื่องของ "คนรักทักษิณ" กับ "คนชังทักษิณ"
ในอดีตที่ผ่านมามีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา มีเหตุการณ์หลายอย่างคล้ายกับสภาพที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน
จึงอยากยกมาเล่าไว้เป็นอุทาหรณ์
ระหว่างปี พ.ศ. 2404-2408 ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจและสร้างความแตกแยกของผู้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกัน มากกว่าการที่ทหารอเมริกันไปรบในสงครามเวียดนามหรือการส่งทหารไปรบในอิรักอย่างมิอาจเทียบได้
แม้เหตุการณ์จะผ่านไปร้อยกว่าปีแล้ว แต่ในบางพื้นที่ ความแตกแยกในจิตใจของอเมริกันชนก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่
สงครามกลางเมืองในครั้งนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างคนในรัฐทางภาคเหนือกับคนในรัฐทางภาคใต้
กล่าวคือ รัฐทางภาคเหนือมีฐานะค่อนข้างดีกว่า เพราะส่วนใหญ่มีรายได้จากภาคอุตสาหกรรม และมีประชากรมากถึง 22 ล้านคน แตกต่างจากรัฐทางภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่ทำการเกษตรมีฐานะด้อยกว่า ขณะที่ประชากรมีเพียง 9 ล้านคน
เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายยกเลิกทาส ปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ ด้วยเหตุผลทางด้านสิทธิมนุษยชน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาที่บัญญัติไว้ว่า "มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน" ความแตกแยกในสังคมก็เริ่มขึ้นอย่างรุนแรง
ในเวลานั้นบรรดาเจ้าของที่ดินทางภาคใต้มักนิยมซื้อทาส ซึ่งเป็นคนนิโกรที่ถูกจับจากทวีปแอฟริกา เพื่อใช้เป็นแรงงานทางการเกษตร คอยเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวพืชไร่ ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงสร้างความไม่พอใจให้กับคนทางภาคใต้เป็นจำนวนมาก
อันที่จริงรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2330 ก็ได้ระบุไว้ในบทเฉพาะกาลว่า "อเมริกาจะต้องเลิกการค้าทาสให้หมดไปภายในกำหนด 21 ปี"
ดังนั้น พอถึงปี พ.ศ. 2351 รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายเลิกทาส แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากประชาชนทางใต้ ที่ยังต้องการใช้แรงงานทาสในภาคการเกษตรอีกจำนวนมาก
มิหนำซ้ำคนทางใต้ยังเพิ่มการนำเข้าทาสจากทวีปแอฟริกา และสนับสนุนให้ทาสมีลูกมากๆ เพื่อนายทาสจะได้มีแรงงานไว้เยอะๆ ทำให้ทาสในอเมริกาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากจำนวน 6 แสนคน เพิ่มเป็น 4 ล้านคน ในเวลาไม่นาน ทำให้สังคมอเมริกันชนเริ่มแตกแยก
คนทางเหนือผู้มีการศึกษาดีกว่า ได้วิพากษ์วิจารณ์คนทางใต้ว่าเป็นพวกป่าเถื่อนล้าหลัง ไม่มีมนุษยธรรม ไม่เห็นอกเห็นใจมนุษย์ด้วยกัน เพราะยังค้าทาส ขณะที่คนทางใต้ได้ออกโรงโต้ว่า ไม่เข้าใจปัญหาของการทำการเกษตรว่าจำเป็นต้องใช้แรงงานมากเพียงใด มีการเดินขบวนประท้วงและเกิดการจลาจลนองเลือดของคนอเมริกาที่เริ่มมีความคิดเห็นแตกแยก
นับวันรอยร้าวในสังคมระหว่างผู้คนทางเหนือและทางใต้ได้เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่จะประสานได้ และในที่สุดรัฐทางตอนใต้ 11 รัฐ อันประกอบด้วย รัฐเซาธ์แคโรไลนา มิสซิสซิปปี ฟลอริดา อลาบามา จอร์เจีย หลุยส์เซียนา เท็กซัส เวอร์จิเนีย อาร์คันซอ เทนเนสซี และนอร์ธแคโรไลนา ได้ประกาศเอกราชตั้งเป็นประเทศใหม่ขึ้นมา โดยมีนายเจฟเฟอร์สัน เดวิส เป็นประธานาธิบดี ไม่ขึ้นต่อรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา ที่มีอับราฮัม ลินคอล์น เป็นประธานาธิบดีคนที่ 16
รุ่งสางของวันที่ 12 เมษายน 2404 ทหารฝ่ายใต้ได้วางแผนก่อสงครามโดยการระดมยิงป้อมซัมเตอร์ของฝ่ายรัฐบาล จนเป็นชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โดยผู้ที่วางแผนก่อสงครามประเมินว่า สงครามจะไม่ยืดเยื้อและไม่รุนแรงเท่าใดนัก แต่เอาเข้าจริงแล้วสงครามได้ขยายตัวลุกลามไปทั่วประเทศ กลายเป็นสงครามที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ทหารของรัฐบาลหรือฝ่ายเหนือได้ระดมพล 30,000 คน เข้าโจมตีเมืองริชมอนด์ เมืองหลวงของฝ่ายใต้ เพื่อหมายเผด็จศึกในเวลาอันรวดเร็ว แต่แล้วทหารฝ่ายใต้ที่มีกำลังน้อยกว่า แต่มีนายพลผู้ชาญศึกได้นำการรบอย่างมีประสิทธิภาพ ตีโต้ทหารฝ่ายเหนือจนเพลี่ยงพล้ำและบุกเข้าไปจนเกือบยึดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เมืองหลวงของรัฐบาลได้ ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
ในที่สุดประธานาธิบดีลินคอล์นได้ประกาศเรียกระดมพลทหารทั่วประเทศ 2 ล้านคน และฝ่ายใต้ได้เรียกเกณฑ์ทหารได้ถึง 1 ล้านคน ทั้งสองฝ่ายได้เปิดศึกบนสมรภูมิรบต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นท้องทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ผู้บาดเจ็บล้มตายมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผมเคยไปเดินกลางสมรภูมิรบแห่งหนึ่งเป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่อยู่ในรัฐเวอร์จิเนีย ในเวลานั้นทหารฝ่ายเหนือได้กรีฑาทัพนับหมื่นคนมายึดเมืองทางใต้ บรรดานักเรียนโรงเรียนนายร้อยเวอร์จิเนียที่เป็นฝ่ายใต้จำนวน 200 คน ได้พร้อมใจละจากชั้นเรียน หยิบปืนแทนปากกาดินสอเข้าต่อสู้กับทหารฝ่ายเหนือที่มารุกราน
หลังจากนั้นก็ไม่มีนักเรียนรุ่นนั้นได้กลับเข้าห้องเรียนอีกเลยสักคนเดียว และต่อมาท้องทุ่งแห่งนั้นมีดอกไม้ชนิดหนึ่งออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่งเต็มทุ่งหญ้า ชาวบ้านเชื่อกันว่าดอกไม้ชนิดนี้เกิดจากเลือดที่ไหลนองไปทั่วทุ่งหญ้าจากการรบในวันนั้น
นักประวัติศาสตร์เรียกสงครามครั้งนั้นว่า "เป็นสงครามที่พี่น้องฆ่ากันเอง" เพราะเป็นสงครามครั้งแรกที่บรรดาพี่น้องญาติสนิทมิตรสหายต่างหันปากกระบอกปืนเข้าห้ำหั่นกันเอง นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทั้งสองฝ่ายที่เกิดในรัฐเคนตักกีด้วยกัน ประธานาธิบดีลินคอล์นที่อยู่ฝ่ายเหนือก็มีพี่เขย 4 คน เป็นทหารฝ่ายใต้ และนายทหารที่จบการศึกษาจากนักเรียนนายร้อยเวสปอยต์ 1 ใน 4 คน จะเป็นทหารฝ่ายใต้
ครอบครัวจำนวนมากมีพ่อเป็นทหารฝ่ายใต้ ขณะที่ลูกชายเป็นทหารฝ่ายเหนือ หรือบางครอบครัวมีแม่ยายสนับสนุนฝ่ายใต้ แต่ลูกสาวสนับสนุนฝ่ายเหนือ
ทั้งสองฝ่ายที่หลายคนมาจากตระกูลเดียวกันต้องสู้รบกันเองตลอดเวลา 4 ปี มีการรบกันแทบทุกวันนับจำนวนได้สองพันกว่าครั้ง แต่การรบรุนแรงที่สุดเกิดที่สมรภูมิเกเตสเบิร์ก ทหารฝ่ายเหนือประสบชัยชนะ มีคนตายและบาดเจ็บครั้งเดียวถึง 40,322 คน จนประธานาธิบดีลินคอล์นได้ฝ่าดงกระสุนปืนเดินทางมาเยี่ยมทหารทั้งสองฝ่ายด้วยความสลดใจ และได้กล่าวสุนทรพจน์อันเป็นอมตะว่า
"...ทหารทั้งหลายที่เสียชีวิตนี้ จะไม่ตายโดยไร้ค่า เพราะประเทศชาตินี้ได้ก่อกำเนิดเสรีภาพครั้งใหม่ และรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จะไม่สูญสลายไปจากโลก"
หลังจากนั้นไม่นานด้วยพลังทางเศรษฐกิจที่เข็มแข็งกว่า ทหารฝ่ายเหนือก็เอาชนะทหารฝ่ายใต้ได้เด็ดขาด แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศย่อยยับ ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตประมาณ 620,000 คน มากกว่าทหารสหรัฐที่เสียชีวิตในสงครามทุกสมรภูมิบนพื้นโลกนี้รวมกันจนถึงปัจจุบัน ไม่รวมความเสียหายคิดเป็นเงินในเวลานั้นได้ 5 แสนล้านบาท และความสูญเสียทางจิตใจที่ต้องใช้เวลาเยียวยาอีกหลายสิบปี
บทเรียนสงครามกลางเมืองครั้งนี้คงพอเตือนสติบรรดานักการเมืองซาดิสม์ทั้งรุ่นใหม่และวัยหงอกทั้งหลายที่ชอบพูดปลุกระดมให้คนไทยออกมาฆ่ากันเอง
อารมณ์ของฝูงชนเมื่อถูกปลุกให้เกลียดชังอะไรก็ไม่ต่างอะไรกับไฟไหม้ป่า เกิดขึ้นยาก แต่เมื่อติดแล้วจะลุกลามใหญ่โตวอดวายไปทั้งป่า แม้เมื่อไฟมอดแล้วก็ยังคุระอุพร้อมจะลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
สงครามกลางเมืองในบ้านเราคงเกิดไม่ง่าย แต่หากสถานการณ์บ้านเมืองยังมีแนวโน้มที่ผู้มีอำนาจในสังคมยังนิยมเปลี่ยน "กติกา" เป็น "กติกู" และไม่เคารพการตัดสินของศาลไปเรื่อยๆ
เห็นทีจะต้องชิงเผาป่าก่อนจะเกิดไฟไหม้ป่าจริงๆ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน 2549

