เปาบุ้นจิ้นกับจัดจ์จูดี้บนดาวเคราะห์สีฟ้า

ละครเปาบุ้นจิ้นกลับมาโลดแล่นในจอแก้วของบ้านเราอีกครั้งหนึ่ง และเป็นที่มาของคอลัมน์ครั้งนี้ ...

เนื่องมาจากว่า กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ในดินแดนไกลโพ้นในจักรวาลบนดาวเคราะห์สีฟ้าดวงหนึ่ง ได้ปรากฏเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับผมอยู่เรื่องหนึ่ง

นั่นก็คือเรื่องคดีหมิ่นศาลนี่แหละครับ

ตามความเข้าใจของผม คดีหมิ่นศาลนั้นมีลักษณะต่างจากคดีหมิ่นอื่นๆตรงที่ว่า ศาลตัดสินเองว่าใครหมิ่นศาล ขณะที่คดีหมิ่นอื่นๆ (ทั้งที่ต่ำหรือสูงกว่าศาล) นั้นศาลไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกหมิ่นเสียเอง

ไอ้กระผมมันไม่ได้มีความรู้ทางกฏหมาย "มหาชน" ผมเลยไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่ ที่พอจะมี ก็มีแต่ความสงสัยอันมีรากฐานจากกฏหมาย "มหาซน" เสียมากกว่า

ผมรู้สึกประทับใจที่อาจารย์ธีรยุทธ บุญมีได้ออกมาตอกย้ำให้ความรู้กับประชาชนว่าการปกครองด้วยหลักนิติธรรม หรือ นิติรัฐ (rule of laws - การปกครองโดยหลักแห่งกฏหมาย) กับการปกครองด้วยการใช้ตัวบทกฏหมายในฐานะคำสั่งของรัฐ (rule by laws - การปกครองโดยเพียงแค่ใช้กฏหมาย) นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน (1)

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และทำให้เราไม่จำเป็นต้องไปกล่าวโทษถึงจิตเจตนาและความสามารถของตัวผู้พิพากษาเอง ซึ่งอาจทำให้เราเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางไปได้ง่ายๆ

แต่ทำให้เราต้องกลับมาสนใจว่า อะไรเล่าที่เรียกว่า "กฏหมาย" ?

ไอ้อะไรเล่าที่เรียกว่า "กฏหมาย" นี้แหละครับ เป็นรากฐานสำคัญของวิชานิติปรัชญา ... วิชาที่คนที่เรียกว่านักกฏหมายในบ้านเราไม่ค่อยชอบเรียนกันสักเท่าไหร่ (แต่ชอบนักหล่ะประเภทแบ่งแยกหลักรัฐศาสตร์กับหลักนิติศาสตร์ ... ฮ่าฮ่า)

ถ้าเราไม่ชัดเจนว่าอะไรเล่าที่เรียกว่ากฏหมาย เราก็จะสนใจแต่ rule by laws มากกว่า rule of laws และทำให้เราไม่เข้าใจคำว่า "กติกา" สักเท่าไหร่ เพราะ เราเข้าใจว่ากฏหมายคือ "คำสั่ง" ของรัฐเท่านั้นเอง

ถ้าเราสนใจแต่ว่า "การเคารพกฏหมายคือการเคารพอำนาจรัฐ" โดยไม่สนใจ เนื้อหาของกฏหมาย ไม่สนใจข้อถกเถียงว่าด้วยหลักการของกฏหมายในแต่ละข้อ ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องของการพูดถึง ความยุติธรรม (อาทิ ความยุติธรรมคือความเสมอภาคในด้านโอกาส หรือความยุติธรรมเป็นเรื่องของการให้หลักประกันในสิ่งที่จับต้องได้และจำเป็นขั้นพื้นฐาน หรือการพูดถึง ภาษี ว่าควรจะเก็บแบบไหน ระหว่างคนรวยเก็บมากกว่าคนจนในอัตราก้าวหน้า โทษประหารควรมีหรือไม่แม้กับนักโทษที่ฆ่าคนอื่น) เราก็จะมีเพียงการปกครองด้วยกฏหมายในฐานะคำสั่งของรัฐ มากกว่าการปกครองด้วยกฏหมายในฐานะระบบเหตุผลสาธารณะที่ประชาชนในฐานะพลเมืองนั้นเป็นทั้ง "ผู้ที่ออกกฏหมายและเคารพกฏหมาย" ซึ่งหมายถึงว่ากฏหมายนั้นสามารถ "ถกเถียงได้ เข้าถึงได้ และเปลี่ยนแปลงได้"

การที่ประชาชนในฐานะพลเมืองนั้นจะต้อง "ได้รับการคุ้มครองด้วยกฏหมายและสามารถเปลี่ยนแปลงกฏหมายได้" นั้นเป็นหัวใจของระบอบนิติรัฐแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่การพูดถึงนิติรัฐด้วยการ "บรรทุก บรรจุ และ พร่ำสอน" ศีลธรรมเข้าไปในเนื้อหากฏหมายด้วยความดีงามราวกับกฏหมายนั้นคือ "อภิมหาคัมภีร์เทวดา"

การพูดถึงนิติรัฐแบบประชาธิปไตยนั้นจึงไม่ต้องเริ่มด้วยการพูดว่ากฏหมายที่ดีคืออะไรเสมอไป แต่อาจจะเริ่มด้วยการพูดถึงประชาชนในฐานะพลเมืองของระบบกฏหมายประชาธิปไตยที่ต้องได้รับการคุ้มครองและสามารถเปลี่ยนแปลงกฏหมายได้ต่างหาก

เรื่องนี้สำคัญ ตรงที่ว่า ถ้าเราไม่เข้าใจกฏหมายในฐานะของระบบเหตุผลสาธารณะ เราจะไม่เข้าใจว่ากฏหมายแต่ละอย่างนั้นล้วนมีเหตุผลเบื้องหลังที่เกิดขึ้นจากฐานคิดที่ถกเถียงกันได้ และเปลี่ยนแปลงไปได้ ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

ถ้าเราไม่เข้าใจว่าฐานคิดเหล่านี้เป็นระบบเหตุผลสาธารณะที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นเข้าถึงได้ เราจะสนใจแต่การเคารพกฏหมายในฐานะคำสั่งของรัฐจนไม่สามารถใช้เหตุใช้ผลกับระบบกฏหมายที่มีอยู่ได้แต่อย่างใด

เรื่องนี้มันสำคัญเพราะในชีวิตประจำวันนั้นมนุษย์สัมพันธ์กับระบบกฏหมายแตกต่างกันไป (2)โดยทั่วไปเรามักจะสัมพันธ์กับระบบกฏหมายในฐานะคำสั่งของผู้ปกครอง มากกว่าสัมพันธ์กับกฏหมายในระดับการใช้เหตุผล ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องของการออกกฏหมายและพิจารณาคดีแล้ว ประชาชนกี่คนในระบอบประชาธิปไตยจะมีโอกาสได้สัมผัสอย่างจริงจัง

มีคนกี่คนที่ออกฏหมายเอง หรือรับชมและติดตามการถ่ายทอดการประชุมสภาฯ หรือแม้กระทั่งมีการประชุมสภาสักกี่วันที่เกี่ยวข้องกับการออกกฏหมาย

มีคนกี่คนที่ติดตามการพิจารณาคดีในศาล

มีความขัดแย้งกี่กรณีที่ไปถึงศาล?

ในชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ของประชาชนในฐานะพลเมืองกับกฏหมายจึงไม่ได้อยู่ในลักษณะของการที่กฏหมายปกป้องพลเมือง และพลเมืองสามารถออกกฏหมายด้วยเหตุผลได้

แต่พลเมืองกลับอยู่ภายใต้กฏหมายผ่านการบังคับใช้กฏหมายของกลไกรัฐมากเข้าไปทุกที

ในอีกด้านหนึ่ง ประชาชนที่อยู่ในระบบนิติรัฐแบบประชาธิปไตยนั้น เขาอาจมิได้เป็นพลเมืองผู้มีความรู้ความเข้าใจในระบบนิติรัฐประชาธิปไตยแต่อย่างใด เขาอาจเป็น(หรือจินตนาการว่าเป็น)เพียงไพร่ฟ้าที่รอความเมตตาจากผู้อำนาจในการตัดสินคดีอย่างเฉียบขาด

พูดง่ายๆคือเขาไม่ได้สนใจถึงกฏหมายในฐานะระบบเหตุผลที่เขาเป็นผู้หนึ่งที่เข้าถึงได้ มากเท่ากับมองว่ากฏหมายนั้นเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และสนใจว่าความเฉียบขาดในการตัดสินกฏหมายของผู้มีอำนาจบางคนเสียมากกว่า

จึงไม่น่าแปลกใจว่าในดาวเคราะห์สีฟ้าดวงหนึ่ง จะมี "ตัวละคร" สองตัวที่สร้างความ "บันเทิง" ให้กับ "ผู้ชม" ได้มากขนาด "เปาบุ้นจิ้น" กับ "จัดจ์ จูดี้" ขวัญใจชาวบ้านร้านตลาดของไทยและเมืองมะกันหรอกครับ ...

ถ้าไม่ติดว่าเปาบุ้นจิ้นนั้น "ไม่เป็นไทย" ซะอย่าง ผมคิดว่าชายอ้วนดำท่านนี้ กับเครื่องประหารหัวสุนัข (และหัวอื่นๆ) คงจะเป็นสัญลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรมของเราไปซะแล้วนั่นแหละครับ

เราจึงพบเห็นเสมอว่าชาวบ้านร้านตลาดเรียกร้องเปาบุ้นจิ้นให้เข้ามา "พิพากษา" คดีต่างๆเมื่อสังคมไม่มีที่พึ่ง เพราะ "ท่านเปา" นั้นได้รับอาญาสิทธิ์จาก "องค์พระจักรพรรดิ์" ดังที่เห็นในละครนั่นแหละครับ

ในหลายๆตอนของเปาบุ้นจิ้น (น่าจะเรียกว่าการโหยหาความยุติธรรมของ "จีนสยาม" ซึ่งแตกต่างจากท้าวมลีวราช) เราจะพบว่าสิ่งที่ท่านเปาพวในการตัดสินคดีนั้นไม่ใช่อยู่ที่ความซับซ้อนของคดีในแง่การสืบสวน (เพราะจั่นเจา เจ้าแมวหลวงคอยช่วยเหลือ) แต่อยู่ที่ "การตัดสินคดี" มากกว่าเพราะคดีต่างๆนั้นผู้กระทำผิดมักมีเส้นสาย ที่ใหญ่โต ถึงขั้นเป็นราชบุตรเขา หรือใกล้ชิดกับไทเฮา ดังนั้นสิ่งที่เปาบุ้นจิ้นเจอนั้นจึงไม่ใช่ตัวผู้กระทำผิดเป็นรายบุคคล แต่เป็นเรื่องของความไม่ยุติธรรมอันเนื่อมาจากความเน่าเฟะของระบบราชการและระบบราชสำนัก

ยังดีที่เปาบุ้นจิ้นนั้นถืออาญาสิทธิ์จากองค์พระจักรพรรดิ์ และยังดีที่องค์จักรพรรดิ์นั้นมอบอำนาจการตัดสินให้กับเปาบุ้นจิ้น มิฉะนั้นเปาบุ้นจิ้นก็ไม่สามารถให้ความยุติธรรมกับคนอื่นได้

เราจึงพบว่า ความนิยมละครท่านเปา นั้นจะมาพร้อมกับ "โครงสร้างทางความรู้สึก" ของผู้คนที่มีต่อความอยุติธรรมที่มาจากการใช้อำนาจรัฐในทางที่ผิด อาทิช่วงรัฐบาลบุฟเฟ่คาบิเน็ตเมื่อสิบกว่าปีก่อน นั่นแหละครับ ที่เรารู้สึกอยากให้ท่านเปามีตัวตนจริงๆในบ้านเมืองของเรา และในปัจจุบัน

และไม่น่าแปลกใจว่าทำไมในงิ้วของพันธมิตรนั้น พล็อตเรื่องท่านเปาจึงกลับมาสร้างความสะใจและบันเทิงให้กับบรรดาผู้ชุมนุมได้ขนาดนั้น

ซึ่งความสะใจในเรื่องของความเฉียบขาดของผู้พิพากษานั้น เราอาจเทียบเคียงได้กับกรณีของ จัดจ์ จูดี้ (Judge Judy) ซึ่งกลายเป็นรายการยามบ่ายที่ที่ได้รับความนิยมรายการหนึ่งของเมืองมะกัน (3)

ป้าจูดี้นั้นเป็นอดีตผู้พิพากษาคดีเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว ซึ่งเคยทำงานในนิวยอร์คมาก่อน ป้าจูดี้ออกจากราชการมาทำรายการของตัวเอง ซึ่งเป็นรายการโชว์ที่เน้นความฉับไวของการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว ประเภท คนมีชู้ ลูกไม่เคารพพ่อแม่ รายการป้าจูดี้นั้นท่านสามารถเสนอคดีเข้าไปได้ หรือให้ความเห็นกับการตัดสินคดีได้ด้วย

จุดเด่นของป้าจูดี้นั้นมิได้อยู่ที่การเป็นบุคคลในตำนานเหมือนเปาบุ้นจิ้น และไม่มีเครื่องประหารหัวสุนัขเพื่อตัดคอใคร หากแต่ป้าจูดี้นั้นสร้าง "โลกจำลอง" ของความยุติธรรมผ่านการเป็น "หญิงเหล็ก" ที่ตัดสินอย่างเฉียบขาด พร้อมทั้งสั่งสอนคนเลวในแต่ละกรณี ผ่าน "ความยุติธรรมสำเร็จรูป" ที่สิ้นสุดภายในรายการแต่ละสัปดาห์ ไม่มีทนายและอัยการมาโต้แย้ง ไม่มีคณะลูกขุนมาตัดสิน (4)

ผมไม่แน่ใจว่าผู้คนในดาวเคราะห์สีฟ้าแห่งหนึ่งนั้นจะสนใจเรื่องกฏหมายในฐานะระบบเหตุผลสาธารณะ เท่ากับสนใจความเฉียบขาดและเด็ดขาดของศาลไคฟงและจัดจ์ จูดี้

ยังดีที่เปาบุ้นจิ้น กับ จัดจ์ จูดี้นั้น แม้ว่าจะเด็ดขาดและเฉียบขาดจริง แต่ทั้งชายอ้วน(หน้า)ดำและหญิงเหล็ก ก็มีเมตตาพอที่ไม่จับใครเข้าคุกข้อหาละเมิดศาลไคฟงกับศาลป้าจูดี้หล่ะครับ ... แหะ แหะ

---------------------------

เชิงอรรถขยายความ:

1. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก "ตุลาการภิวัตน์ 2: ข้อเสนอ 'ธีรยุทธ บุญมี' ปฏิรูปการเมือง". มติชนรายวัน. 3 สิงหาคม 2549. หน้า 2,15.

2. Lawrence M. Friedman. The Day Before Trials Vanished. Journal of Empirical Legal Studies. Vol.1 Issue 3: 689-703, November 2004.

3. http://www.judgejudy.com/

4. ดูบทวิเคราะห์เพิ่มเติมในเรื่อง Judge Judy จาก Friedman (อ้างแล้ว) และ Stephen Stockwell. Reconsidering the Fourth Estate: The Functions of Infortainment. Paper presented to the Australian Political Studies Association, University of Adelaide. 29 September - 1 October 2004. และ Christina R. Foust. A Return to Feminine Public Virtue: Judge Judy and teh Myth of the Tough Mother. Women's Studies in Communication. 27 (3) (Fall 2004): 269 (25).

---------------------

หมายเหตุ: ปรับปรุงขึ้นจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 740 วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2549