เราจะมีพรรคการเมืองไปทำไมกัน?

ที่ทางของพรรคการเมืองในการเมืองไทยในปัจจุบันนั้นนับว่าน้อยลงไปทุกที เนื่องด้วยว่าเราไม่มีศรัทธาในพรรคการเมืองที่มีอยู่

อันเนื่องมาจาก "พฤติกรรม" ของพรรคการเมืองเหล่านั้น และอันเนื่องมาจาก "ความคาดหวัง" ที่เรามีต่อพรรคการเมือง

บ่อยครั้งที่ ความคาดหวังของเรา นำไปสู่การปรับเปลี่ยนกฏระเบียบในการกำหนดพฤติกรรมของพรรคการเมือง ที่นำไปสู่พฤติกรรมซับซ้อนพิสดารมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าพฤติกรรมพึงปรารถนาที่เราคาดหวังไว้ตั้งแต่แรก

เราพบว่าพฤติกรรมการต่อรองอำนาจของบรรดามุ้งต่างๆของพรรคยังมีให้เห็นอยู่ เรายังขาดแคลนนโยบายทางเลือกเหมือนกับที่นักวิชาการเกียรติคุณ(ขาประจำ)ของทีดีอาร์ไอได้ออกมากล่าวว่าทุกพรรคการเมืองนั้นนำเสนอนโยบายประชานิยมเหมือนกันหมด (1) นอกจากนั้นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ยังปรับระบบสมาชิกพรรคด้วยการแปรนโยบายให้กลายเป็นระบบอุปถัมน์ (2) พรรคการเมืองดั้งเดิมอยู่ได้ด้วยการที่หัวหน้าพรรคไม่อยากจะลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อแต่อยากลงพื้นที่ (แล้วยังจะอาสามานำการปฏิรูปการเมือง) และพรรคการเมืองพรรคเล็กถูกจ้างวานให้ลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

รวมทั้งการไม่มีพรรคการเมืองเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมานั้น

ดังนั้นเราจะมีพรรคการเมืองไปทำไมกัน? เพราะดูเหมือนว่ากลไกรัฐธรรมนูญประชาชนในปัจจุบันนั้นหากจะใช้ไปอย่างเต็มที่ เราคงผลิตได้แค่/แต่ "นักการเมืองที่ดี" ให้มาเป็น "คนดีปกครองบ้านเมือง"

ต่อให้มี กกต ระดับเปาบุ้นจิ้นกลับชาติมาเกิด กกต. ก็ทำหน้าที่ได้แค่การทำให้ "การเลือกตั้ง" นั้น "บริสุทธิ์ยุติธรรม" แต่ไม่สามารถจะมีกลไกรัฐธรรมนูญข้อใดสามารถทำให้เกิดพรรคการเมืองในอุดมคติที่มีทั้งอุดมการณ์และนโยบายได้เลย

ทั้งที่รัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมานั้นพยายามจะทำให้เกิดพรรคการเมืองในอุดมคติมาแล้วทั้งสิ้น (3) ทั้งส่งเสริมให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง ผ่านการกำหนดคุณสมบัติของนักการเมืองและการทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม และทำให้พรรคการเมืองนั้นมีขนาดใหญ่ เพราะเชื่อว่าพรรคขนาดใหญ่นั้นจะเป็นองค์กรทางการเมืองที่เข้มแข็งและนำไปสู่พัฒนาการทางการเมือง แทนที่สถาบันทางการเมืองในยุคโบราณ และแทนที่ระบบราชการ โดยการส่งเสริมให้นักการเมืองนั้นสังกัดพรรคการเมือง กำหนดให้แต่ละพรรคนั้นมีบัญชีรายชื่อเพื่อส่งสมาชิกลงสมัคร และการกำหนดจำนวนว่าจะต้องส่งสมาชิกจำนวนมากลงสมัคร รวมทั้งการใช้กลไกเงินสนับสนุนพรรคของ กกต ที่เกิดข้อสงสัยมาโดยตลอดว่าพรรคการเมืองเล็กๆนั้นจะโตได้ด้วยระบบสมาชิกพรรคและเงินสนับสนุนจริงหรือไม่

อย่างไรก็ดี พรรคการเมืองควรมีที่ทางในการเมืองไทยต่อไป แต่เราไม่ควรคาดหวังให้นักการเมืองเทวดามาสร้างพรรคการเมืองเทวดา หรือหมกมุ่นแต่จะใช้กลไกกฏหมายผ่านนักกฏหมายเทวดามาสร้างพรรคการเมืองเทวดา

ข้อเท็จจริงทางการเมืองประการหนึ่งก็คือ เรามักพบว่าพรรคการเมืองที่เข้าสู่การเมืองได้นั้นมิใช่พรรคที่มีอุดมการณ์เฉพาะ (ยกเว้นเราจะยอมรับว่าทุกพรรคมีอุดมการณ์เฉพาะที่เหมือนกันหมด มากกว่ามองว่าแต่ละพรรคไม่มีอุดมการณ์) เพราะการเป็นรัฐบาลนั้นจำต้องสามารถสร้างฐานการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้างได้ (4)

ดังนั้นการจะทำให้เกิดพรรคที่มีอุดมการณ์และนโยบายนั้นจึงไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ แต่จะเป็นไปได้ด้วยการผลักดันนโยบายและอุดมการณ์ผ่านการต่อสู้ทางการเมืองด้วยตัวเราเองกับรัฐบาลและพรรคการเมืองที่มีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดข้อถกเถียงในสังคม จนทำให้นัก/พรรคการเมืองที่มีอยู่และเกิดใหม่หยิบฉวยไปขยายผลในวงกว้างอีกแรงหนึ่ง

ดังที่เราจะเห็นว่านโยบายประชานิยมยุคแรกของไทยรักไทยนั้นมาจากนโยบายก้าวหน้าที่กลุ่มพลังสังคมเรียกร้องมานานในสังคม ขณะที่ในปัจจุบันลดระดับเป็นการแจกแถมรายสัปดาห์เสียมากกว่า

นอกจากนั้น สิ่งสำคัญที่หลงลืมกันก็คือ เรามีพรรคการเมืองเพื่อให้เข้าใจว่าสังคมย่อมมีความแตกต่าง และต้องมีความอดทนในการอยู่กับความแตกต่างทางความคิดให้ได้

สิ่งนี้เป็นการ "เรียกร้องกับตัวเราเอง"ว่าจะอดทนที่จะอยู่ร่วมกับความแตกต่างทางความคิดและอุดมการณ์ได้หรือไม่

ไม่ใช่เอาแต่พร่ำหา อุดมการณ์ นโยบาย และนักการเมือง/พรรคการเมืองเทวดาหนึ่งเดียวสูงสุด ตลอดเวลา ...

-------------------------

เชิงอรรถขยายความ:

1. "'อัมมาร' เค้นต้นทุนนโยบายประชานิยม". โพสต์ทูเดย์. 20 สิงหาคม 2549. หน้า A4

2. William A. Callahan. The Discourse of Vote Buying and Political Reform in Thailand. Pacific Affairs. 78(1) (Spring 2005)

3. หนังสือของ ฮันติงตั้น (Samuel P Huntington. Political Order in Changing Societies. New Haven: Yale University Press. 1968.) มีอิทธิพลอย่างมากต่อความพยายามของนักรัฐศาสตร์ไทยในเรื่องของ "การพัฒนาทางการเมือง" โดยเฉพาะในยุคทศวรรษที่ 2520 โปรดดูตัวอย่างจาก แซมมวล พี ฮันติงตัน. พรรคกับเสถียรภาพทางการเมือง = Political order in changing societies. แปลโดย ปรัชญา เวสารัชช์. กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์, 2527. สุจิต บุญบงการ. การพัฒนาทางการเมืองของไทย: ปฏิสัมพันธ์ระหว่างทหาร สถาบันทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2531. สุจิต บุญบงการ และ ตุลยเทพ สุวรรณจินดา. การเมืองเปรียบเทียบ: ปัญหาและแนวความคิด. กรุงเทพฯ: คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2520.

4. ดูเพิ่มเติมจาก Theodore J. Lowi and Benjamin Ginsberg. American Government: Freedom and Power. 3rd Edition. New York: W.W.Norton & Company. Chapter 11: Political Parties. คำจำกัดความหนึ่งของพรรคการเมืองที่น่าสนใจก็คือ พรรคการเมืองนั้นมีจุดมุ่งหมายในการเป็นรัฐบาล แต่กลุ่มกดดันและกลุ่มผลประโยชน์นั้นมีจึดหมายที่จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล แม้ว่าคำอธิบายนี้อาจไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรามากนัก ด้วยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้มีกลุ่มพลังจำนวนหนึ่งที่สามารถยึดอำนาจรัฐได้โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง แต่คำจำกัดความนี้ก็มีความหมายในการที่ทำให้เรา "บีบและถาม" ว่าพรรคการเมืองนั้นมีความเข้าใจในบทบาทของตัวเองเช่นไร

-------------------------

ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ 23 สิงหาคม 2549 หน้า 4