ปราบดา ถึง วินทร์
8/10/49
ไม่รู้เพราะอะไร จากเด็กที่เคยต่อต้านและไม่สนใจวิชาวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย ทุกวันนี้ผมกลับกลายเป็นคนตามอ่านหนังสือและบทความด้านวิทยาศาสตร์อยู่เสมอ ตามทั้งที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรหรอกนะครับ อาจจะดัดจริตไปอย่างนั้นแหละ ผมรู้สึกกับวิทยาศาสตร์เหมือนที่รู้สึกกับคณิตศาสตร์ นั่นคือเสียดายและผิดหวังกับตัวเอง สมัยเรียนน่าจะพยายามทำความเข้าใจพื้นฐานต่างๆของมันบ้าง จะได้ไม่งงไม่โง่เหมือนที่เป็นอยู่ มีข้อสงสัยอะไรหรืออยากได้ความกระจ่างบางอย่าง ก็ไม่รู้จะไปถามใครแล้ว ทีตอนมีอาจารย์คอยตอบปัญหาให้ ก็ดันไม่อยากถาม เอาแต่นั่งมองนาฬิการอให้หมดเวลาเรียนอย่างเดียว...คนเรา
ผมเคยคิดว่าวิทยาศาสตร์เป็นการยึดติดกับความรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง และไม่เปิดใจให้กับจินตนาการหรือความจริงด้านอื่นๆ เช่นเรื่องเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา ศิลปะ หรืออะไรก็ตามที่ไม่สามารถวิเคราะห์ง่ายๆด้วยเหตุและผลจากการพิสูจน์ทดลอง แต่เมื่อได้อ่านงานดีๆและเข้าใจความคิดของนักวิทยาศาสตร์บางคน ผมเพิ่งเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ที่ผมเคยรู้จัก ก็คือมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยเปิดกว้าง ไม่ค่อยมีอิสระทางความคิด ไม่ต่างจากนักปรัชญาใจแคบ พวกคลั่งศาสนาอย่างไม่ลืมหูลืมตา หรือศิลปินที่ยัดเยียดหน้าที่บางอย่างให้ศิลปะและไม่ยอมรับสิ่งอื่น
นักวิทยาศาสตร์ที่สร้างความแตกต่างและมีอิทธิพลต่อความคิดมนุษย์จริงๆมักมีคุณสมบัติของความเป็นคนขี้สงสัยและช่างตั้งคำถาม ซึ่งจะว่าไป ก็ไม่ต่างจากศิลปินที่ดี มีความต้องการจะเรียนรู้และท้าทายตัวเองอยู่เสมอ วิทยาสตร์ที่ดีคงไม่ใช่การบอกแกมบังคับว่า “มันต้องเป็นอย่างนี้ และไม่มีประโยชน์ที่จะถกเถียงต่อต้าน” หากแต่ต้องมีความไม่แน่ใจ และสงสัยแม้กระทั่งการค้นพบของตัวเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่อาจพาให้พวกเขาไปสู่การค้นพบใหม่ๆที่ยิ่งใหญ่หรือน่าสนใจกว่าเก่า
ดูเหมือนว่าการยึดติดและเชื่อในความคิดของตัวเองมากเกินไป เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์พลาดโอกาสเข้าใกล้ “ความจริง” (หรือค้นพบว่า “ความจริง” ไม่มีอยู่จริง) อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในสายงานใดก็ตาม
ล่าสุด ผมพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับฟิสิกส์ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ มันเป็นการพยายามทำความเข้าใจของคนที่ไม่ค่อยมีความเข้าใจพื้นฐาน จึงต้องเรียกว่างูๆปลาๆ ชนิดที่งูกับปลายังอาจจะเข้าใจมากกว่าผมด้วยซ้ำ แต่ความเคลื่อนไหวทางฟิสิกส์เกี่ยวกับ “ซูเปอร์สตริง” (Superstring) หรือ “ทฤษฎีสตริง” (string theory) เป็นสิ่งที่สะกิดหัวผมอยู่ไม่น้อยในช่วงที่ผ่านมา
อาจจะช้าไปสักนิด เพราะทฤษฎีสตริงที่ว่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องฮือฮาในแวดวงนักฟิสิกส์มานานพอสมควรแล้ว มันคือทฤษฎีที่พยายามจะตอบคำถามทุกอย่างในธรรมชาติและจักรวาล ถ้ามีการพิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้เป็นจริง นักฟิสิกส์ที่เชื่อในทฤษฎีสตริง จะบอกได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างไรและจะจบลงอย่างไร-หรือไม่ ฟังดูน่าตื่นเต้นดีนะครับ โดยเฉพาะสำหรับนักวิทยาศาสตร์ (เพราะสำหรับคนอื่น ทฤษฎีนี้จะจริงหรือไม่จริงอย่างไร ก็ต้องออกไปทำงานหาเงินเหมือนเดิมอยู่ดี) แต่ปัญหาคือว่ามันเป็นทฤษฎีที่ยังหาข้อพิสูจน์แน่นอนไม่ได้ แม้แต่ผู้ที่เชื่อมั่นกับมันอย่างแน่วแน่ ก็ไม่อาจค้นพบสมการหรือการทดลองอย่างเป็นรูปธรรมในลักษณะที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์” อย่างแท้จริง
พูดง่ายๆ ก็คือ ทฤษฎีสตริง เป็น “ไสยศาสตร์” ของวงการฟิสิกส์นั่นเอง เพราะมันยังเป็นเพียงความเชื่อและความหวังของคนบางกลุ่ม ที่ไม่อาจพิสูจน์หรือเห็นกันจะจะได้
กระทั่งในแวดวงนักฟิสิกส์ด้วยกันเองก็ไม่ได้เชื่อหรือเห็นด้วยกับทฤษฎีดังกล่าวไปทั้งหมด หลายคนตัดพ้อด้วยซ้ำว่าความสนใจในทฤษฎีสตริงมีมากเสียจนกลายเป็นความหมกมุ่น ไม่ต่างจากการคลั่งศาสนาโดยไม่สนใจเหตุและผล นักฟิสิกส์ที่พยายามผลักดันทฤษฎีสตริง ต่างก็คิดและเขียนแบบเข้าข้างอุดมคติของตัวเองบทความทางวิชาการและหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีสตริงได้รับการตีพิมพ์ออกมานับไม่ถ้วน ทั้งๆที่มันเป็นเพียงการคาดคะเนและยังอยู่ในสภาพที่ไม่มีตัวตน
สาเหตุหนึ่งที่นักฟิสิกส์หลายคนต้องการให้ทฤษฎีสตริงเป็นจริง ก็คือความงดงามยิ่งใหญ่ของมัน เปรียบเสมือนการ “บรรลุ” นั่นแหละครับ หากพวกเขาสามารถยืนยันความเป็นไปได้ทางฟิสิกส์ของทฤษฎีสตริง ก็แปลว่าพวกเขาสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับทุกอย่างได้เช่นกัน (บางคนจึงเรียกทฤษฎีนี้ว่า “ทฤษฎีเกี่ยวกับทุกอย่าง” หรือ Theory of Everything) และเมื่อนั้น ชีวิตอาจไม่ใช่เรื่องลึกลับที่ทำให้มนุษย์งุนงงอีกต่อไป
น่าสนใจที่มนุษย์เรามีอุดมคติของจุดหมายที่ “สุดยอด” และแก้ไข “ทุกอย่าง” ได้ ไม่ว่าจะในแวดวงใดก็ตาม ทางศาสนาเรามีการบรรลุธรรม นิพพาน ทางศิลปะเรามีการผลิตงานยิ่งใหญ่อมตะตลอดกาลที่สื่อเข้าถึงจิตวิญญาณ ในฟิสิกส์เรามีทฤษฎีสตริง และในการเมืองเรามีประชาธิปไตย
หลังจากเกิดรัฐประหารครั้งล่าสุดในเมืองไทย นักประชาธิปไตยจำนวนหนึ่งออกเสียงแสดงความผิดหวังและไม่เห็นด้วยต่อเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ ก็อย่างที่คุณวินทร์พูดนั่นแหละครับ โดยทฤษฎีแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นวิกฤติครั้งใหญ่อีกครั้งทางความมั่นคงและอนาคตของประเทศในแง่ความเป็นประชาธิปไตย เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามกติกา และที่แย่ไปกว่านั้น คือมันเกิดด้วยวิธีที่ขัดแย้งต่อระบอบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง หลายคนบ่นว่า อย่างนี้ประเทศไทยก็ไม่ไปไหนเสียที เพราะเราไม่มีสำนึกของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ยังพึ่งพิงอยู่กับการแก้ปัญหาด้วยพลังอำนาจและอิทธิพลเหนือกฎเกณฑ์ ไม่พยายามดำเนินไปตามกรอบอันดีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์และความยุติธรรมทัดเทียมกันของประชาชนทุกคน
สำหรับผม ผู้อาจจะเป็นคนมองโลกแบบไม่หวังสูง และมีทัศนคติไม่ค่อยดีต่อนิสัยและสันดานของมนุษย์ (และของตัวเอง) ผมเห็นประชาธิปไตยเป็นคล้ายๆทฤษฎีสตริง คือเป็นอุดมคติอันงดงามที่หากมีจริงก็จะทำให้สังคมบรรลุถึงจุดสุดยอดทางการปกครอง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เหมือนกับการยึดติดที่จะพุ่งไปยังจุดนั้นโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยและความเป็นจริงอื่นๆของชีวิต ที่จริงชีวิตและความเป็นอยู่ในสังคมไม่ได้มีเพียงเรื่องระบบการปกครอง แน่นอนว่าสังคมที่เปิดกว้างและให้สิทธิ์ให้เสียงกับประชาชนโดยเท่าเทียมกัน น่าจะเป็นสังคมที่ทุกคนต้องการ แต่มันก็เป็นกรอบที่ถูกคิดและขีดขึ้นโดยกลุ่มคนบางกลุ่ม บางประเภท บางรูปแบบการศึกษา และบางพื้นฐานทางวัฒนธรรมและความคิด ที่ต้องยอมรับว่าไม่ได้เป็นเสียงแทนมนุษย์ทุกคนในสังคมหรือบนโลกด้วยซ้ำ
ชีวิตประจำวันของมนุษย์มีรายละเอียดละเอียดมากมาย ทั้งที่เกิดจากตัวเองและที่เป็นผลพวงจากสถานการณ์ในสังคม นักวิชาการและนักทฤษฎีต่างๆมักพยายามยึดตามกรอบที่ตนเชื่อว่าดีที่สุดโดยไม่เผื่อที่ไว้สำหรับความเปลี่ยนแปลงหรือการค้นพบใหม่ๆ เหมือนนักฟิสิกส์ที่พยายามมุ่งหน้าไปหา “ทฤษฎีเกี่ยวกับทุกอย่าง” โดยไม่เอะใจคิดว่าพวกเขาอาจจะกำลังไปผิดทาง หรืออาจจะมองข้ามข้อมูลใกล้ตัวง่ายๆที่เห็นอยู่ทุกวี่วัน การค้นพบใหญ่ๆทางวิทยาสตร์มักเกิดจากการสังเกตและศึกษาสิ่งที่มีและเป็นอยู่แล้วในธรรมชาติทั้งสิ้น และจะว่าไป ธรรมชาตินั่นเองที่นำพาเราไปสู่การพ้นคบและความเข้าใจเหล่านั้น ธรรมชาติของความขี้สงสัยของมนุษย์ทำให้เรามีวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติของความหวาดกลัวและต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวของมนุษย์ทำให้เรามีศาสนา ธรรมชาติของความชิงดีชิงเด่น ต้องการเอาชนะของมนุษย์ ทำให้เรามีสงคราม ทุกอย่างถูกกำหนดและดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็น ไม่ว่าเราจะรู้คำตอบเกี่ยวกับ “ทุกอย่าง” หรือไม่ เราก็ยังต้องดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติอยู่ดี และเรามักเรียนรู้และเข้าใจหลังจากที่เกิดเหตุแล้วทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่มีอะไรให้เห็น ไม่มีอะไรให้ศึกษา เราก็ไม่มีเหตุให้ต้องรู้ ก็เท่านั้น
ผมว่าการเมืองและการปกครองก็เหมือนกัน มันก็เป็นไปตามธรรมชาติและสภาวการณ์แต่ละช่วงของสังคมและของมนุษย์ ผมไม่ได้ต่อต้านว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ไม่ดีหรือเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็เหมือนกับสิ่งสุดยอดอื่นๆที่มนุษย์ต้องการ เช่น ความสุข ความเสมอภาค ความดี ฯลฯ ผมไม่ได้คิดว่าคนเราไม่ควรพยายามเดินทางไปถึงจุดหมายเหล่านั้น แต่หลายๆอย่างเป็นนามธรรมและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้นเพียงแค่ทุกคนทำตามกรอบบังคับที่เรากำหนดขึ้นเอง คำว่า “สังคม” หรือ “ประชาชน” เป็นศัพท์เหมารวมที่ไม่มองรายละเอียดและความเป็นจริง บางครั้งสังคมก็ไม่ได้ต้องการสังคม บางครั้งประชาชนก็เกลียดกันเองและไม่ได้ต้องการความเสมอภาค บางครั้งสังคมก็ไม่ได้ต้องการถูกปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย บางครั้งสังคมก็ไม่ได้ต้องการคนดี แต่ในที่สุด ทุกอย่างจะดำเนินหรือคลี่คลายไปตามที่มันต้องเป็น ไม่ใช่ตามอุดมคติหรือตามกรอบกำหนดของมนุษย์บางกลุ่มบางคนที่สำคัญว่าตนเห็นทาง “บรรลุ” แล้ว
ในแง่หนึ่ง ผมคิดว่าผมมีคุณสมบัติของความเป็นนักวิทยาศาสตร์ตรงที่ผมสนใจการกระทำของธรรมชาติมากกว่าการกระทำของมนุษย์ ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นก็คือสิ่งที่เป็น ถึงแม้ว่าหลายครั้งดูเหมือนว่ามันจะไร้เหตุผล โหดร้าย หรือน่าผิดหวังเหลือเกินก็ตาม
..............................
วินทร์ ตอบ ปราบดา
9-10-06
ผมชอบจังครับกับการที่คุณโยงเรื่องประชาธิปไตยกับทฤษฎีสตริง ผมว่าหากนักทฤษฎีฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงของโลกได้มาเยือนเมืองไทยในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อสองสามอาทิตย์นี้ อาจสามารถบรรลุความคิด เข้าใจทฤษฎีสตริงอย่างทะลุปรุโปร่งคราวนี้เอง!
มีอย่างที่ไหน การทำรัฐประหารที่รวมเอาสัญลักษณ์ความรุนแรง (รถถัง) กับความอ่อนโยน (ดอกไม้) มาไว้ด้วยกัน เหมือนอิเล็กตรอนที่วิ่งคู่กับโปรตอนยังไงยังงั้น
ช่วงหลายอาทิตย์นี้ ยังมีคนแสดงความเห็นต่อเนื่องในเรื่องความไม่เหมาะสมของการทำรัฐประหาร ซึ่งนับว่าแปลกเหมือนกัน เพราะรัฐประหารสมัยก่อน และในหลายประเทศไม่อนุญาตให้ชาวบ้านแสดงความคิดเห็น
หลังจากกระแสดอกไม้แด่รถถังจางหายไป ตำราเรียนของโลกว่าด้วย "ประชาธิปไตย" อาจต้องปรับปรุงใหม่บ้าง เพราะพจนานุกรมฝรั่งหลายฉบับอธิบายคำว่า รัฐประหาร (coup d'etat) ว่าหมายถึง "การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างผิดกฎหมาย และด้วยความรุนแรง"
บางทีโลกเรายังมีโลกทัศน์หลายๆ อย่างที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ผมเองอ่านเรื่องทฤษฎีสตริงมานานหลายปีแล้ว แต่อ่านเท่าไรก็ไม่อาจเข้าใจ ดังนั้นปราบดาไม่ต้องรู้สึกว่า 'หัวไม่ถึง' ผมเชื่อว่าคนที่เข้าใจทฤษฎีสตริงจริงๆ ทั่วโลกอาจมีไม่กี่คน เชื่อมั่นว่าผู้คนส่วนใหญ่สนใจทฤษฎี จี-สตริง มากกว่าแน่ๆ ! (ดูจากยอดขาย G-string หรือ สายเดี่ยวที่คาดส่วนล่าง ที่ใหญ่มาก ไม่น่าเชื่อว่าการตลาดสามารถปลุกจี-สตริงให้เป็นสินค้ายอดฮิตได้ ทั้งที่มันปรากฏในโลกนี้มากว่า 75,000 ปีแล้ว เริ่มที่แอฟริกา ชาวญี่ปุ่นก็ใช้มันมาสองพันปีแล้ว)
อย่างไรก็ตาม หนังสือแนว pop science ที่วางขายตามร้านหนังสือทั่วไปในต่างประเทศ ก็ออกจะมีกระแสแบบหนังสือนิยายรักเกาหลีเหมือนกัน เช่น ช่วงหนึ่งงานของ สตีเฟน ฮอว์คิง ดังมาก ขายดิบขายดี ใครไม่อ่านอาจถูกหาว่าเชยพอๆ กับการไม่รู้จักแดจังกึม หรือ AF เวลาขึ้นรถไฟฟ้า ก็ต้องหันปก A Brief History of Time ให้ชาวบ้านดู
เรื่องฟิสิกส์ในตลาดหนังสือมักมีอะไรใหม่ออกมาเสมอ เดี๋ยวก็ฮือฮาเรื่องนิวตริโนที่พุ่งทะลุโลก เดี๋ยวก็เรื่องรูหนอน เดี๋ยวก็เรื่องจักรวาลหลายมิติ ในฐานะคนที่เขียนนิยาย เรื่องพวกนี้ไม่ว่าจะเหลวไหลเพียงไร ก็ต้องรับฟังเอาไว้ เพราะเป็นเครื่องมือหากิน!
ความจริงก็คือทฤษฎีทางฟิสิกส์ทั้งหลาย แม้จะดูมั่นคงเหมือนรัฐบาลที่ได้ 19 ล้านคะแนนเสียง ก็ถูกล้มล้างได้ตลอดเวลา ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยจะตื่นเต้นนักเวลามีทฤษฎีใหม่ๆ ออกมา แต่ผมยังคงชอบที่จะอ่าน มันกระตุ้นต่อมคิดในสมองดี
อย่างที่คุณรู้ ผม 'อิน' กับเรื่องดาราศาสตร์ จักรวาลวิทยามาหลายปีแล้ว ไม่แยแสว่าใครจะหาว่าเรียนรู้ไปทำไม บางทีก็ดัดจริตไปคุยกับอาจารย์ฟิสิกส์หลายท่าน แต่ก็ไม่สามารถลงลึกได้สักที จนสรุปได้ว่า ตนเองอยากรู้เรื่องเหล่านี้ในเชิงปรัชญามากกว่าวิทยาศาสตร์จริงๆ
สมัยที่ผมเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ไม่ว่าสายเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ผมเรียนแค่ให้สอบผ่านเท่านั้น ผมมาสนใจวิชาเหล่านี้ในวัยกลางคน และเรียนเองด้วยการหาหนังสือมาอ่าน คราวนี้เรียนด้วยใจใฝ่รู้จริงๆ ที่ไม่อยากเชื่อก็คือ ผมรู้สึกว่าวิชาเหล่านี้สนุกมาก ทำให้สรุปว่าการที่เรียนไม่สนุกในสมัยเด็ก ก็เพราะเราไม่ได้รับการบอกเล่าว่า มันเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตของเรา
แต่เมื่อเราเปลี่ยนมุมมอง เช่นว่า ฟิสิกส์นั้นเกี่ยวข้องกับจักรวาลวิทยา เกี่ยวกับการกำเนิดโลก เราทุกคนเป็นส่วนประกอบของอนุภาคที่แตกสลายมาจากซากดวงดาว ถ้าการรวมตัวของธาตุต่างๆ แตกต่างจากที่เป็นมา เราก็อาจไม่ได้เกิดมาในโลกนี้ ในกายภาพแบบนี้ โลกเราก็อาจไม่ได้มีสภาพอย่างนี้ เมื่อนั้นแหละที่วิชาที่เราเรียนไม่สนุกในวัยเด็กกลับสนุกขึ้นมาทันที
ขณะที่ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ พื้นที่หลายจังหวัดของเรากำลังจมอยู่ใต้น้ำ คนตายไปหลายสิบคน ชาวบ้านหลายจังหวัดเดือดร้อนหนัก ที่ตลกไม่ออกก็คือ พื้นที่จังหวัดอยุธยาถูกน้ำท่วมหนักมาก เพียงเพื่อเป็นการ เสียสละ ให้กรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี รอดจากน้ำท่วม ราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง!
ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ สมัยผมยังเด็ก ไม่ค่อยได้ยินข่าวภัยธรรมชาติบ่อยเหมือนตอนนี้ ดูเหมือนว่าเราจะประสบน้ำท่วมบ่อยขึ้น เดี๋ยวก็เกิดพายุไต้ฝุ่น เฮอร์ริเคน เดี๋ยวก็เกิดน้ำท่วม วิปริตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า นี่เป็นผลจากการที่มนุษย์ทำลายธรรมชาติหรือเปล่า
อาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสดูหนังเรื่อง An Inconvenient Truth ซึ่งคาดว่าปราบดาคงจะได้ดูแล้ว หรืออาจอยากดู แต่หาดูตามโรงหนังไม่ได้ เพราะหนังเรื่องนี้ทั้งเมืองบางกอกมีฉายอยู่โรงเดียว
เป็นหนังสารคดีที่นำเสนอโดย อัล กอร์ ผู้เกือบได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2000 (เขาชอบล้อตัวเองโดยบอกว่า "I was the next president of the United States of America.")
ที่ผมเพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ก็คือ อัล กอร์ ทำงานในแวดวงสิ่งแวดล้อมมานานตั้งแต่เขายังไม่ได้เป็นรองประธานาธิบดียุคคลินตัน
An Inconvenient Truth เป็นสารคดีที่แสดงปัญหาวิกฤตการณ์โลกร้อน หนังชี้ให้เราเห็นว่า หายนะที่ใกล้ตัวเราคือการที่เรารุกรานธรรมชาติจนแทบพัง พิบัติภัยต่างๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา พายุ น้ำท่วม ฯลฯ ล้วนเกิดมาจากการที่มนุษย์ทำลายชั้นบรรยากาศ จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ปฏิกิริยาเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ส่วนหนึ่งเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่วนหนึ่งเพราะความโลภ
ความจริงปฏิกิริยาเรือนกระจกไม่ใช่เรื่องใหม่ เรารู้ความคงอยู่ของมันมานานแล้ว
หลัก (หรือทฤษฎี?) ของ Greenhouse Effect คือ เมื่อแสงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลก ความร้อนส่วนใหญ่จะถูกสะท้อนกลับออกไป แต่เมื่อชั้นบรรยากาศหนาทึบขึ้นด้วยก๊าซจากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ความร้อนถูกดักไว้เหนือโลก เมื่อร้อนมากขึ้น มันก็ละลายน้ำแข็งตามขั้วโลก และยอดเขาสูง
ชั้นบรรยากาศของโลกเรานั้นบางนิดเดียว หากเทียบโลกเป็นลูกบิลเลียด ผิวสีบางๆ ที่เคลือบลูกก็คือชั้นบรรยากาศ การทำลายก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือเพิ่มปริมาณก๊าซบางชนิดเข้าไป ก๊าซเหล่านี้มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ไฟป่า ฯลฯ ประเทศที่ส่งก๊าซ GHG (Greenhouse gases) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ จีน อินเดีย
ก็กลับที่มาคำว่า "ทฤษฎี" อีกครั้ง หลายคนออกมาตั้งคำถามว่า ปฏิกิริยาเรือนกระจกอาจเป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่จริง แต่หลักฐานต่างๆ ชี้ไปในทางค่อนข้างชัดเจนว่า มันเป็นจริง
เมื่อเราดูหลักฐานไม่ว่าจากรูปถ่าย หรือจากการสำรวจชั้นดินของหลายๆ พื้นที่ เราก็พบว่า น้ำแข็งในหลายๆ พื้นที่ เช่นน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกา ขั้วโลกเหนือ เกาะกรีนแลนด์ ยอดเขาสูงต่างๆ ที่ละลายมากอย่างเห็นได้ชัด กราฟความหายนะนี้พุ่งสูงขึ้นมากในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
แล้วโลกเราจะไม่ทำอะไรกับมันหรือ?
ทำครับ ในช่วงทศวรรษ 1990 โลกรวมพลังในการแก้ไขเรื่องนี้ เป็นที่มาของ The Kyoto Protocol
The Kyoto Protocol เป็นข้อตกลงที่จัดการโดยองค์การสหประชาชาติ (the United Nations Framework Convention on Climate Change) เป้าหมายเพื่อให้ชาติต่างๆ ช่วยกันลดก๊าซ greenhouse เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องปฏิกิริยาเรือนกระจก กำหนดว่าภายในปี 2008-2012 160 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมและเซ็นรับรอง จะลดก๊าซต้นเหตุนี้ลงราว 5% เมื่อเทียบกับระดับในปี 1990
มีสองชาติในโลกเท่านั้นที่ไม่ยอมเซ็นรับรอง หนึ่งคือสหรัฐอเมริกา อีกหนึ่งคือออสเตรเลีย (พูดง่ายๆ คือ สนใจแต่ไม่เซ็น หรืออยากแต่งงานด้วยแต่ไม่จดทะเบียน!)
แน่นอน ผู้ใหญ่ในวอชิงตันอาจไม่อยากดูหนังเรื่องนี้
มีผู้วิเคราะห์ว่า สาเหตุหนึ่งที่บุชไม่ยอมเซ็นรับรอง เพราะเขามีความสัมพันธ์อย่างดีกับบริษัทผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซ
ทั้งอเมริกาและออสเตรเลียต่างก็มีข้ออ้าง เช่นว่า การเซ็นข้อตกลงนี้จะทำให้คนตกงาน เป็นต้น
แปลกดีนะ ทีทำสงครามละก็ เซ็นง่ายจัง!
สองสามวันนี้มีข่าวเกาหลีเหนือทดลองอาวุธนิวเคลียร์ (อีกครั้ง) บิ๊กๆ ทั้งหลายก็ออกมาประนามเช่นเคย
ดูเหมือนว่านักการเมืองระดับบิ๊กๆ ในโลกเรามัวแต่คุยกันถึงผลกระทบของสงคราม อาวุธร้ายแรง การก่อการร้าย เรากลับก่อการร้ายกับบ้านของเราอย่างไม่ยั้งมือ
เหมือนกับว่า มารยาทของโลกเรามีข้อห้ามหลายข้อ ที่มักกำหนดโดยลูกพี่อเมริกาและสหาย เช่น
1 ห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์ (โดยไม่ได้รับอนุญาตจากลูกพี่ก่อน)
2 ห้ามกระทำรัฐประหาร (โดยไม่ได้รับอนุญาตจากลูกพี่ก่อน)
3 ห้ามทดลองเรื่อง สเตม เซลล์ (โดยไม่ได้รับอนุญาตจากลูกพี่ก่อน)
ฯลฯ
จดหมายหลายฉบับที่ผมเขียนถึงปราบดาในรอบสองสามปีที่ผ่านมา ดูเผินๆ เหมือนว่าผมมีอคติกับอเมริกา ความจริงแล้วเป็นเฉพาะบางเรื่องเท่านั้นครับ ผมเคยไปเรียนและทำงานในอเมริกา เรียนรู้หลายๆ สิ่ง มุมมองใหม่ๆ เคยคลุกคลีกับชีวิตผู้คนที่นั่นและชอบอัธยาศัยน้ำใจของหลายๆ คนที่นั่น และอเมริกาก็ยังคงเป็นประเทศที่ผมชอบและมีความผูกพัน แต่หลายๆ เรื่องก็รับไม่ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะระบอบของนายพุ่มไม้ที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วโลก
อัล กอร์ บอกไว้ในหนังว่า เมื่อเรามองโลกเราจากที่ไกลออกไป จะเห็นมันเป็นเพียงจุดสีน้ำเงินจางๆ จุดหนึ่ง (A Pale Blue Dot ซึ่งเป็นชื่อหนังสือดีเล่มหนึ่งของ คาร์ล ซาแกน นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงผู้ล่วงลับไปแล้ว)
มันเป็นจุดที่มองไม่เห็นเส้นพรมแดน ความแตกต่างทางการเมือง วัฒนธรรม มันคือโลกของมนุษย์ เป็นบ้านของผองเรา
นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเราบอกว่า จะพยายามนำพาประเทศไปในทิศทางของ "ความพอเพียง"
เช่นเดียวกับจุดสีน้ำเงินจางๆ จุดหนึ่งที่กำลังย่ำแย่จากความโลภของมนุษย์ ผมเชื่อว่าประเทศไทยของเรายังมีอนาคต หากเราเริ่มแก้ไขเสียแต่วันนี้ เปลี่ยนความโลภให้เป็นความสันโดษ
อาจจะเริ่มช้าไป แต่ยังไม่สายเกินไป
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2549

