ไทยไม่รักไทย(เอาเสียเลย)

วินทร์ ถึง ปราบดา

กรุงเทพฯ

7/3/2549


ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ในห้องปรับอากาศ อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส แต่ข้างนอกนั่นร้อน 'โคตรๆ' ทะลุจุดน้ำเดือด

ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนในประวัติศาสตร์ไทยที่เหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในเวลาอันสั้นนิดเดียว และสถานการณ์การเมืองพลิกผันทุกนาทีเช่นนี้ ผมไม่ค่อยอยากเชื่อสายตาเมื่อเห็นภาพผู้คนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอีกครั้งในพ.ศ.นี้ ทุกครั้งที่เห็นภาพนี้ รู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่

อุณหภูมิการเมืองดูไม่น่าจะร้อนขึ้นมาได้ขนาดนี้เมื่อแรกที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเดินสายสาวไส้รัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆที่เป็นเพียงเวทีสัญจร มีคนฟังครั้งแรกๆ ไม่กี่ร้อยคน และหลายคนเชื่อว่ามีวาระซ่อนเร้นอยู่ แต่เมื่อไส้ที่สาวยาวออกมาเรื่อยๆ จนกินเนสส์ บุ๊ค ออฟ เรคอร์ดชักสนใจ อุณหภูมิก็ระอุขึ้น เวลานั้นแทนที่นายกฯจะออกมารดน้ำเย็น กลับโยนคำพูดร้อนๆ เข้าใส่ เช่น หมามันเห่า, พวกขี้อิจฉา, รอไว้ชาติหน้า ฯลฯ (จัดเป็นความสามารถเฉพาะตัวจริงๆ ทำให้ขบวนการต่อต้านนายกฯขยายตัวขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งในและนอกประเทศ)

หลายเดือนนี้ผมพยายามติดตามข่าวสารการเมืองเท่าที่ทำได้ ทุกครั้งที่มีการสาวไส้รัฐบาลที ผมก็หวังว่าจะมีคนออกมาตอบ แต่ผมก็ผิดหวังที่ไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจจากนายกฯของเรา ตั้งแต่การคอร์รัปชั่น CTX การนำเครื่องบินราชการไปใช้ในการส่วนตัวของวงศาคณาญาติ การแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวกบริวาร ฯลฯ หลายเรื่องนายกฯ ก็ไม่ตอบ (ผมหวังว่าผมผิด นายกฯอาจจะตอบอย่างชัดเจนแล้ว แต่เป็นผมเองที่ตกข่าวเพราะไม่ได้อยู่เมืองไทย)

ผมเชื่อว่าหากนายกฯตอบคำถามเหล่านี้ทุกๆ คำถามอย่างชัดเจน โปร่งใส ไม่เล่นลิ้น และกล้าเอ่ยคำขอโทษหากทำผิดในบางเรื่องจริง ไม่มีทางเลยที่จะเกิดสถานการณ์อย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้

ฟางเส้นสุดท้ายของนิยายการเมืองเรื่องนี้คือการขายบริษัทของตัวให้ต่างชาติ ดังที่นักธุรกิจหลายคนยกนิ้วให้ว่า "เก่งว่ะ" เพราะเป็นการขายแบบ "at the right place, at the right price" แต่ไม่มีใครคาดว่ามันจะหักมุมเป็น "at the wrong time" เพราะเรื่องการเลี่ยงภาษี ซึ่งเป็นสิ่งที่นักธุกิจจำนวนมากทำอยู่แล้ว กลายเป็นประเด็นใหญ่ทันที ตามมาด้วยข้อหา 'ขายชาติ' เหตุผลเพราะคนทำคือนายกรัฐมนตรีของประเทศ และหน้าที่ของนายกฯคือรักษาผลประโยชน์ของชาติ อีกทั้งต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ฟางเส้นสุดท้ายของงานนี้คือคำว่า 'จริยธรรม' ที่หยุดไม่อยู่หลังจากที่นายกฯตอบคำถามเรื่องนี้ว่า "พวกเขาอิจฉาผม"

ความอิจฉายังไม่ทันจางหาย ความตื่นเต้นก็เกิดขึ้นอีกเมื่อท่านผู้นำเลือกวิธียุบสภา และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่แบบ 'ฟาสต์ฟู้ด' รวดเร็วชนิดที่ทำป้ายหาเสียงไม่ทัน

ผ่านการยุบสภาไปได้ไม่กี่สิบชั่วโมง ก็มีการประท้วงของฝ่ายค้านโดยการไม่ลงสมัครเลือกตั้ง ตามมาด้วยการที่นายกฯ ออกมาง้อฝ่ายค้าน และการแก้เกมรวมพรรคเล็กพรรคน้อยที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนร่วมวงเลือกตั้ง จัดม็อบชนม็อบ เกณฑ์คนมาจากทั่วประเทศ (ในจำนวนที่มากกว่า) เพื่อปลอบขวัญนายกฯและเกทับฝ่ายตรงข้าม หลังจากนั้นฝ่ายประท้วงก็ออกมาประท้วงด้วยจำนวนคนที่เยอะกว่าเดิม ครั้นแล้วนายกฯก็ตะโกนขึ้นฟ้าว่า "ทนไม่ไหวแล้วโว้ย!" แล้วเสนอให้ชาวบ้านส่งไปรษณียบัตรมารับรองความชอบธรรมของตน เป็นเกมหมากรุกที่รุก-รับกันเป็นฉากๆ

โอย! พี่ปราบดาขา หนูเหนื่อยม้ากมากค่ะ วิ่งตามเกมเขาไม่ค่อยทัน

ภาพการเมืองตอนนี้ต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ หรือพฤษภาทมิฬ ตรงที่เสียงของประชาชนแตกออกเป็นสองขั้ว ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และพฤษภาทมิฬ เสียงของประชาชนดูเป็นทิศทางเดียวมากกว่า คือต้องการขับไล่เผด็จการทหาร แต่ครั้งนี้เป็นการขับไล่คนที่มาจากการเลือกตั้ง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจยิ่ง

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ กองเชียร์ของสองฝ่ายพอๆ กัน ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าฝ่ายพันธมิตรประชาชนฯมีวาระแฝงเร้น ทำไปเพราะเสียผลประโยชน์ อีกฝ่ายหนึ่งก็เชื่อว่าชาวนาได้รับเงินค่าจ้างให้มาปลอบขวัญนายกฯ ด้วยเหตุผลว่า ชาวนาจากต่างจังหวัดที่แต่ละรายมีหนี้สินท่วมตัว ต่อให้รักนายกฯเท่าไร คงไม่มีปัญญาพิมพ์ป้ายแบนเนอร์เชียร์นายกฯได้มากขนาดนั้น ป้ายแผ่นหนึ่งไม่ใช่บาทสองบาท ยังไม่รวมค่าเดินทาง ค่าเสียหายจากการไม่ทำงานสองสามวันอีก (เป็นภาพแปลกๆ นะครับ ที่ชาวนาซึ่งมีหนี้สินสี่หมื่นบาทต่อครัวเรือนเดินทางมาให้กำลังใจคนที่ถือเงินเจ็ดหมื่นล้านบาทในมือ)

ฝรั่งคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่เขียนจดหมายลงในหนังสือพิมพ์ The Nation วันนี้ว่า คนใช้ของเขาบอกว่าทุกคนในหมู่บ้านของเธอได้รับเงิน 200 บาทเพื่อไปฟังนายกฯพูด คนที่มียานพาหนะรับคนอื่นไปด้วยจะได้ 300 บาท เธอบอกว่าอยากให้เป็นอย่างนี้ทุกวัน เพราะจะได้มีเงินเก็บ นี่เป็นมุมมองหนึ่ง เพราะเราก็ต้องยอมรับว่ามีคนจำนวนมากที่ศรัทธานายกฯเช่นกัน และไม่น้อยที่มีการศึกษาสูง

สองสัปดาห์ก่อน ผมถกกับเพื่อนผู้ซึ่งเคยทำงานกับคุณทักษิณมาก่อน เขาไม่เชื่อว่าคุณทักษิณเป็นคนคอร์รัปชั่น แต่เชื่อว่าพรรคพวกบริวารของเขาต่างหากที่โกงกิน เขาบอกว่าประชาชนได้รับข้อมูลหลายส่วนไม่ชัดเจน อย่างเช่นกรณีการแก้กฎหมายโทรคมนาคมที่อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นจาก 25% เป็น 49% เพื่อให้การซื้อขายครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็นไปได้ เกิดมาจากความริเริ่มของบริษัทอื่นและพรรคการเมืองอื่น เป็นต้น

ผมบอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมนายกฯไม่พูด เขาบอกว่านายกฯพูดแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจฟัง เพราะเวลาคนไม่ชอบนายกฯ พูดอะไรก็ไม่อยากฟัง ผมว่างั้นผมยกประโยชน์ให้จำเลยในกรณีแก้กฏหมาย 25% เป็น 49% นี้ แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่นายกฯมีพฤติกรรมส่อไปในทางมิชอบ คิดหรือว่า คนที่เป็นถึงนายกฯ คุมสื่อและอำนาจในมือขนาดนี้จะยอมถอยหากตัวเองไม่ผิดจริง เขาคงเถียงสุดตัว

เพื่อนของผมบอกว่า แล้วรู้หรือเปล่าว่าสนธิออกมาเพราะเสียผลประโยชน์?

ผมบอกว่า ผมเห็นด้วยกับการที่คุณสนธิออกมาสาวไส้รัฐบาล ผมไม่แคร์หรอกว่าเขาจะมี 'hidden agenda' หรือไม่ ในเวลาที่ไฟไหม้บ้านของเรา เราจะตรวจสอบประวัติของคนที่มาบอกข่าวว่า เขาเป็นคนดีหรือคนเลวหรือ? ประเด็นคือไฟไหม้บ้านเราจริงหรือไม่ต่างหาก

บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ในที่สุดแล้วเราทุกคนต้องเลือกฝ่าย ผมไม่อยากเชื่อว่าทางเลือกมีแค่ 'เอาทักษิณ' กับ 'ไม่เอาทักษิณ' เรารู้ได้อย่างไรว่า หากเลือกฟาก 'ไม่เอาทักษิณ' หรือหากคุณทักษิณลาออกไปในวันนี้ เราจะไม่ได้คุณทักษิณเวอร์ชั่นโคลนนิ่งอีกคนหนึ่งมาแทน

หนังสือพิมพ์ The Nation เมื่อสามสี่วันก่อนสัมภาษณ์ชาวนาที่ไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวงเมื่ออาทิตย์ก่อน ส่วนใหญ่บอกว่า ไม่รู้เรื่องซุกหุ้นอะไรเลย ไม่อยากรู้ และไม่ต้องเสียเวลาอธิบายด้วย เพราะไม่เข้าใจ

ถามจริงๆ เถอะ พวกเราที่มีการศึกษา จบปริญญาคนละใบสองใบ สามารถถามตัวเองได้ไหมว่า เรามีอะไรดีกว่าชาวนาเหล่านั้น? ทำไมคนกรุงเทพฯที่จัดว่ามีการศึกษาสูงที่สุดในประเทศ ถึงเลือกส.ส.ของคุณทักษิณถึง 32 จาก 37 ที่นั่งในกรุงเทพฯ?

ทางเลือกของการผ่าทางตันในวันนี้คือข้อเสนอให้หาคนกลางมาเป็นนายกฯและผ่าตัดรัฐธรรมนูญอีกรอบ ขณะที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญที่เรามีตอนนี้ไม่ใช่ฉบับขี้เหร่แม้แต่น้อย (เราจ่ายราคาด้วยเลือดเนื้อและน้ำตา) บางทีปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ตัวรัฐธรรมนูญ แต่คือเราเอง บางทีปัญหาไม่ได้เกิดจากคุณทักษิณ เราเป็นคนสร้าง 'คนอย่างทักษิณ' คนนี้ขึ้นมาเอง ทั้งที่กระบวนการทางรัฐธรรมนูญสามารถสะกัดกั้นเขาไม่ให้เข้าสู่วงการเมืองได้ตั้งแต่วันแรกที่เรารู้ว่า คนใช้ของคุณทักษิณกลายเป็นคนใช้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก!

เพียงเพื่อการขับไล่คนคนเดียว เราต้องระวังไม่ให้เสียอะไรต่ออะไรที่เรามองไม่เห็น เช่นที่ครั้งหนึ่ง เมื่อเราไม่ต้องการให้ทหารเป็นนายกฯ เราก็รณรงค์ต่อสู้เพื่อให้ "นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง" และติดกับตัวเอง (?) เมื่อวันนี้เราต้องการคนกลางมาเป็นนายกฯ

แปลกแต่จริง การเมืองร้อนๆ ยังลามไปถึงครอบครัวต่างๆ พ่อลูกทะเลาะกันเพราะมีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน

ในช่วงเวลานี้ บางทีเราอาจต้องถอยมาตั้งหลัก ตั้งสติ พิจารณาดูใหม่อีกสักครั้งว่า เกิดอะไรขึ้น ลดทิฐิลงสักนิด ลืมอารมณ์โกรธแค้นชั่วคราว ลืมคำว่า แพ้-ชนะไปก่อน ลืมเรื่องโพล เรื่องไปรษณียบัตรเชียร์นายกฯ ลืมเรื่องการเกณฑ์พลมาประกวดว่าใครมีคนสนับสนุนเยอะกว่า ลืมก่อนว่าใครมี 19 ล้านเสียง เพราะคะแนนเสียงซื้อได้ โพลซื้อได้ โพลที่ทำขณะที่คนกำลังมีอารมณ์ก็คลาดเคลื่อนได้ กำลังพลเชลียร์ซื้อได้ ไปรษณียบัตรเชลียร์ก็ซื้อได้ ลูกเล่นเชยๆเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรเลย ให้ตายเถอะ เปลืองเงินภาษีของเราเปล่าๆ

แต่ทุกๆ วิกฤติก็มีโอกาส มองในแง่ดีคือ บางทีนี่อาจเป็นโอกาสอันดีของชาวไทยที่หันมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

หลายปีนี้ ทุกคนทุกหน่วยงานล้วนขานรับคำว่า 'เศรษฐกิจพอเพียง' ของในหลวงของเรา

แต่ผมเห็นศูนย์การค้าใหม่ๆ ผุดขึ้นทุกวัน หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประเทศของเราเดินหน้าไปสู่ทิศทางของโลกาภิวัตน์และบริโภคนิยมเต็มตัว เราบูชาเงินมากขึ้น เรามองทุกอย่างเป็นตัวเลข วัดความก้าวหน้ากันที่กำไร วัดความสุขของมวลชนที่ตัวเลข GDP

บางทีอาจเป็นโอกาสอันดีที่เราเบนทิศของเราสักเล็กน้อยไปในทิศทางของเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่ได้ พูดแค่ลมปาก? หากเราต้องการมันจริงๆ!

วันนี้ทั้งสองขั้วต่างพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่ออุดช่องโหว่ต่างๆที่ถูกคนประเภทศรีธนนไชย 'เจาะ' จนทะลุเละมานาน ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้

ซึ่งถ้าหากคำสัญญาของนายกฯที่จะแก้รัฐธรรมนูญในวันนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเกมต่อชีวิตทางการเมือง บางทีทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ คุณทักษิณควรก้าวลงจากเวทีอำนาจ ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ต่อแรงกดดัน แต่เพื่อแผ้วทางของชาติไปในทิศทางที่ดีขึ้น และเพราะเราไม่ได้ต้องการผลแพ้-ชนะ เราต้องการประเทศที่น่าอยู่ขึ้น

รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งในคืนนี้ อาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้ร่วมร่าง 'mission' ของพรรคไทยรักไทยบอกว่า เหตุที่การปฏิรูปการเมืองทำได้ยากมาก เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ ทั้งนักการเมืองธุรกิจและนักธุรกิจการเมืองไม่เคยมีความจริงใจในการปฏิรูปการเมือง

ปราบดา ผมไม่รู้ว่าการเมืองไทยต่อแต่นี้จะเป็นอย่างไร ผมรู้แต่ว่า อยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310 ไม่ใช่เพราะฝีมือพม่า หากแต่จากมือคนไทยเรานี่เอง

.......................................

ปราบดา ตอบ วินทร์

10/3/2549

กรุงเทพฯ


เมื่อเที่ยงวันนี้เอง ผมเห็นข่าวเพื่อนฝูงฆ่ากันตายเพราะถกเถียงประเด็นการเมืองในวงเหล้า คนหนึ่งสนับสนุนนายกทักษิณ ในขณะที่คนอื่นอยากให้นายกฯ “ออกไป” จนในที่สุดผู้สนับสนุนนายกฯก็ถูกเพื่อนรุมกระทืบแล้วปาดคอสิ้นลมหายใจ

หลายวันแล้วที่ผมได้ฟังความเห็นจากคนขับแท็กซี่ คนหนึ่งก่นด่าผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาล บอกว่าไม่รู้จะหาเรื่องกันทำไมให้วุ่นวาย ทำให้มีผลกระทบถึงเศรษฐกิจ ทำให้รถติด เขาตั้งคำถามว่าคนเป็นนายกฯต้องดีเลิศขนาดไหนถึงจะพอใจ อีกหน่อยใครจะมารับตำแหน่งนี้มิต้องห่มผ้าเหลืองด้วยหรือ (ผมเกือบแซวว่าสมัยนี้ห่มผ้าเหลืองก็ใช่ว่าจะรับประกันความดี) ไม่ว่าใครที่เข้าไปอยู่ในแวดวงการเมืองก็โกงกินกันทั้งนั้น สำคัญที่ว่านายกฯโกงกินแล้วประชาชนสบายหรือเปล่า ถ้าสบายก็ปล่อยให้ท่านๆกินกันไปเถิด อย่าไปโวยวายให้บ้านเมืองเดือดร้อนดีกว่า

อีกคนหนึ่งพูดคล้ายๆกัน บอกว่าถึงนายกทักษิณจะมีความไม่ดีอยู่บ้างอย่างไม่ต้องสงสัย แต่อย่างน้อยก็ให้ความสนใจกับประชาชน โดยเฉพาะคนอยากคนจน แวะไปพบปะชาวบ้านในแต่ละจังหวัดสม่ำเสมอ เขาถามว่านายกฯคนก่อนๆทำกันบ้างไหม ทักษิณทำให้บ้านเมืองมีความตื่นตัว มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เห็นผลทันตา ก็น่าจะดีแล้ว ส่วนที่ว่าจะโกงกิน จะมีพฤติกรรมน่าเกลียดอะไร ก็ช่างท่าน ฐานะท่านก็ร่ำรวยจนไม่รู้จะรวยยังไง คงไม่ต้องการเงินเพิ่มมากมายขนาดนั้นหรอก ขอแค่ประชาชนมีกินไปด้วยก็พอแล้ว

อีกคนก็ชอบรัฐบาลนี้ เขาบ่นแค่เรื่องวันเลือกตั้ง อยากให้เลื่อนไปใกล้ช่วงหยุดสงกรานต์ เพราะสำหรับคนต่างจังหวัดที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ จะกลับบ้านบ่อยๆก็ไม่ไหว ถ้าเป็นช่วงเดียวกับสงกรานต์ จะได้กลับบ้านทีเดียว ได้ไปเลือกตั้งด้วย

สิ่งที่ผมเห็นด้วยตัวเอง จากการพบเจอกับผู้คนต่างรูปแบบในแต่ละวัน ทำให้เชื่อว่าประชาชนที่ชื่นชอบนายกทักษิณมีอยู่มากจริง ไม่ใช่เป็นเพียงการคุยโวโอ้อวดของนายกฯ คุณทักษิณเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในหมู่ชาวบ้านยากจนและคนใช้แรงงาน ซึ่งต้องถือว่าเป็นคน “หมู่มาก” ของประเทศไทย

ถูกต้อง ชาวบ้านจำนวนมากที่ออกเสียงและปรากฏตัวสนับสนุนนายกทักษิณคงจะได้รับเงินอย่างที่ข่าวรายงานจริง แต่ผมว่าพวกเขาอาจจะไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องผิด ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเงิน “ค่าจ้าง” หรือเป็นการติดสินบน พวกเขาอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องดี เป็นค่าแรง ค่าน้ำใจเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ได้จากคนอื่น อาจจะทำให้พวกเขายิ่งศรัทธาและเชื่อมั่นในผู้นำรัฐบาลชุดนี้ยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ

ผมแสดงความเห็นบ่อยครั้งมาหลายปีแล้วว่าไม่ชอบวิธีคิดและวิธีทำงานของนายกทักษิณ ผมไม่ชอบความไม่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรม และการบิดเบือนให้ทุกอย่าง “ดูดี” โดยการเล่นกับผิวเปลือก ภาพลักษณ์ และกิเลสของคน ผมไม่ชอบที่รายชื่อ “หนังสือดี” ของนายกฯล้วนเป็นหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ เกี่ยวกับความทะเยอทะยานทางสถานภาพในสังคม แทนที่จะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางความคิด ทางจิตใจ ที่จะทำให้คนเราเกิดความ “เข้าใจ” ในชีวิตมากขึ้น ผมไม่ชอบการพยายามอย่างยิ่งที่จะ “สร้างภาพ” ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นเมืองหรูหราที่ “พัฒนาแล้ว” เพื่อดึงเงินจากการท่องเที่ยวให้ได้มากๆ โดยไม่สนใจว่าบุคลากรและมาตรฐานหลายๆอย่างของเรายังไม่พร้อมจะไปถึงจุดนั้น ทำให้ในที่สุดทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างจอมปลอมและพังทลายลงอย่างน่าอับอาย ผมไม่ชอบวิธีกำจัดยาเสพติดโดยการฆ่าตัดตอน ซึ่งก็คือการจัดแยกมนุษย์ออกเป็นหมวดหมู่เหมือนจัดแบ่งประเภทของวัตถุ โดยไม่สนใจว่าแต่ละคนย่อมมีเหตุผลและเงื่อนไขเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน (ลองถ้ามีนโยบายฆ่าตัดตอนมนุษย์ทุกคนที่มีใบหน้าเหลี่ยมขึ้นมา นายกฯของเราจะรอดไหม) ยาเสพติดคือยาพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและสังคม แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนค้าหรือคนเสพเป็นคนเลวทรามต่ำช้าไปทั้งหมด และถึงที่สุดแล้ว ทุกวันนี้ผู้ที่มีอิทธิพลในโลกของยาเสพติดจริงๆก็มิได้สะทกสะท้าน ยาเสพติดไม่ได้หมดไป ลูกท่านหลานเธอทั้งหลายก็ยังสามารถซื้อหามาเสพในงานปาร์ตี้ไฮโซได้อย่างง่ายดาย กระทั่งคนสนิทชิดเชื้อกับนายกฯ เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนคงใช้ยาเสพติดเป็นกิจวัตร เหตุใดพวกเขาจึงยังหา “ของ” มา “เล่น” กันได้อย่างสบายๆอยู่เล่า หรือคนมีเงินอยู่เหนือกฎระเบียบบ้านเมืองจริงอย่างที่เขาร่ำลือกัน—ยังไม่นับการจัดการกับสถานการณ์ภาคใต้ (ทั้งเหตุการณ์ท์ซึนามิและความขัดแย้งรุนแรงที่ยังเกิดขึ้นทุกวี่วัน) ที่ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ทั้งที่โอ้อวดมาตลอดว่ารู้เบื้องลึกเบื้องหลัง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตน ตนจัดการได้

มีอีกหลายพฤติกรรมและการกระทำของนายกทักษิณที่ผมไม่ชอบ โดยรวมๆแล้วคือความเสแสร้งและความไร้รสนิยม ความกร่างแบบคนรวยที่น่ารังเกียจ คนรวยแต่รสนิยมแย่นี่เห็นแล้วรู้สึกเสียดายครับ เสียดายเงิน เพราะความรวยไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากสามารถนำเงินไปใช้ในทางที่ดี ก็จะสร้างสรรค์เรื่องงามๆได้มากมายนับไม่ถ้วน หรือถ้าอยากจะเอาเงินฟาดหัวใคร ก็น่าจะเลือกฟาดคนที่หัวดีๆหน่อย หรือฟาดแบบมีศิลปะหน่อย จะได้เกิดประโยชน์บ้าง

ยังมีรายละเอียดจุกจิกเล็กๆน้อยๆที่น่ารำคาญ เช่น พูดจาเลอะเทอะด้วยความกร่าง (แถมพูดภาษาไทยไม่ชัดอีกต่างหาก) เอะอะก็พูดถึงเงิน เงิน เงิน (“ผมรวย” “ผมรวย” “ผมรวย” “ใครเป็นโรคไข้หวัดนกผมให้สองล้าน” ฯลฯ) แต่นั่นล้วนเป็นเรื่องที่ให้อภัยได้ หากด้านอื่นดีจริง

ผมคงหัวโบราณที่เห็นคล้อยกับเมธีกรีกโซเครติสว่าผู้นำที่ดีควรจะเป็นปราชญ์ ผมไม่เห็นความเป็นปราชญ์ในตัวนายกทักษิณแม้แต่น้อย ท่านเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจหรือเปล่าผมไม่รู้ เพราะผมไม่สนใจความเก่งแบบนักธุรกิจ แต่เท่าที่เห็น ผมว่านายกทักษิณไม่ใช่คน “หยั่งรู้” อะไรนัก

จะว่าไป คงไม่มีปราชญ์จริงๆที่ไหนลงเล่นการเมืองในยุคสมัยนี้กระมังครับ ความหวังที่จะมี “ผู้นำดีๆ” น่าจะริบหรี่เสียแล้ว

จากความรู้สึกของผมทั้งหมด ย่อมเดาไม่ยากว่าผมอยากให้นายกทักษิณจัดการกับปัญหาขัดแย้งขณะนี้อย่างไร

ผมคิดว่านายกทักษิณจะยังพอมีความเป็นสุภาพบุรุษ มีความหยั่งรู้ และมีความน่าเลื่อมใสอยู่บ้าง หากท่านยอมลาออกในเร็ววัน ไม่ใช่ลาออกเพราะถูก “กรรโชก” อย่างที่ท่านเพิ่งกล่าวไปหยกๆ และไม่ใช่เพราะเป็นการแสดงว่าพ่ายแพ้ต่อแกนนำกลุ่มเครือข่ายพันธมิตร แต่ลาออกเพราะสถานการณ์บ่งชี้อย่างชัดเจนว่านั่นคือทางออกที่จะทำให้ทุกอย่างผ่อนคลายลง การลาออกของนายกทักษิณจะแสดงถึงความเสียสละเพื่อความสามัคคี เพื่อความสงบสุขของชาติอย่างที่สุด

นาทีนี้ท่านนายกฯยังยืนกรานว่าไม่ลาออก (ท่านย้ำว่าจะไม่ยอมให้มีการ “ฉีก” รัฐธรรมนูญ—คำว่า “รัฐธรรมนูญ” กำลังถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างให้เกิดการถกเถียงที่โค่นกันไม่ลง นี่คือปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ที่ยึดติดกับ “สัญลักษณ์” จนไม่สามารถเผชิญความจริงง่ายๆของชีวิตที่ว่าทุกอย่างล้วนต้องถูกปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์) แต่ท่านก็ยังพอมีเวลาเหลือที่จะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษอยู่บ้าง ผมยังไม่กล้าตัดสินว่าท่านจะลาออกหรือไม่ เอาเป็นว่าผมยังพอมีความหวังว่าในที่สุด ผมจะได้เจอความดีบางอย่างในตัวนายกทักษิณที่ผมพยายามมองหามานานนม

แสดงความเห็นมาทั้งหมดข้างต้นแล้ว ผมต้องอธิบายด้วยครับว่าผมไม่ได้ไปร่วมชุมนุมตามลานกว้างหรือร่วมเดินขบวนไปยังสถานสำคัญใดๆกับใครเขาเลย ผมมีความเห็นของผมเกี่ยวกับนายกทักษิณฯ แต่เมื่อได้ฟังความเห็นของฝ่ายสนับสนุนนายกฯ (ที่ชอบนายกฯจากใจจริง) ผมก็ไม่ได้เกิดอาการกระฟัดกระเฟียด ครั่นเนื้อครั่นตัวจนต้องทะเลาะเบาะแว้ง ผมฟังได้ และผมคิดว่าบางส่วนผมก็เข้าใจได้ด้วยว่าทำไมชาวบ้านจำนวนมากจึงชอบการทำงานของนายกทักษิณ

ผมรู้ตัวดีว่ามุมมองของผมเป็นมุมมองของคนที่มีชีวิตสบายกว่าหลายๆคนในประเทศนี้ ผมอ้างอิงถึงโซเครติสได้ก็เพราะผมมีโอกาสได้รับการศึกษาค่อนข้างสูง ผมให้ความสำคัญกับเรื่องวัฒนธรรม เรื่องศิลปะ เรื่องรสนิยมได้ ก็เพราะผมมีความพร้อมพอที่จะสนใจเรื่องจรรโลงใจพวกนั้น ผมรู้สึกได้ว่านายกทักษิณสร้างภาพ เสแสร้ง และปกครองประเทศด้วยวิธีผักชีโรยหน้า (คงต้องเปลี่ยนใหม่เป็น “บัญชีโรยหน้า”) ด้วยการใช้เงินซื้อคน ซื้อของ ซื้อชื่อเสียง ก็เพราะผมไม่ต้องอยู่ในสภาวะอับเฉาจนต้องรอคอยความช่วยเหลือจากท่านนายกฯ ท่านจะทำอะไรก็ทำไป ผมก็ได้แต่วิจารณ์ ผมเบื่อความแออัดของกรุงเทพฯผมก็เดินทางไปเที่ยวแก้เซ็งได้บ้าง ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินกลับบ้านไปเลือกตั้ง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผมบอกตัวเองเสมอว่า บางทีความเห็นของผมอาจจะไม่ใช่ตัวแทนของความเห็นคนส่วนใหญ่ บางทีผมอาจจะไม่รู้ซึ้งถึงชีวิตของชาวบ้านที่การได้ข้าวตกถึงท้องอาจสำคัญกว่าการมีผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริต—ใช่ เรารู้ว่าในระยะยาว เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด และการมีเงินไม่ได้แปลว่าชีวิตจะมีความสุข แต่คนยากจนกี่คนจะคิดได้อย่างนี้ จนกว่าจะได้ลิ้มลองความทุกข์ที่มาพร้อมกับเงินเสียก่อน

ในแง่ทฤษฎีและทัศนคติ ผมเห็นด้วยกับหลายๆคนที่ต่อต้านการทำงานของนายกทักษิณ แต่ผมเจียมตัวเสมอว่าทัศนคติและปรัชญาชีวิตแบบที่ผมสนใจเป็นทัศนคติของชนกลุ่มน้อยจริงๆ ผมไม่เคยอยากจะโน้มน้าวคนส่วนใหญ่ให้มาคิดแบบผม เพราะผมคิดว่ารูปแบบชีวิตของคนเรามีผลอย่างมากต่อการสร้างทัศนคติ คนทุกคนไม่ได้มีรูปแบบชีวิตเหมือนกัน จะให้เชื่อเหมือนกันไปเสียหมดคงไม่ได้ และคงไม่ดี

อย่างมากผมทำเพียงแสดงความเห็นออกมาด้วยตัวหนังสือ หรือด้วยคำพูด แต่ทำโดยเคารพและเข้าใจเสมอว่าคนอื่นอาจไม่คล้อยตาม ที่ทำอยู่ก็ไม่ใช่เพราะว่าหน้าด้าน (แต่นั่นก็อาจเป็นส่วนผสมเล็กๆน้อยๆ) แต่อาจเพื่อให้คนที่คิดคล้ายๆกันที่บังเอิญโคจรมาเจอ ได้อุ่นใจว่าตนไม่ใช่ตัวประหลาด ยังมีสหายทางความคิดและความรู้สึกสิงสถิตอยู่บ้างในโลกนี้ มันเป็นความรู้สึกดีๆที่ผมเคยได้จากคนอื่นมาก่อน โดยเฉพาะจากการเสพศิลปะ จึงอยากหยิบยื่นส่งต่อให้คนอื่นๆบ้าง ตามโอกาสอำนวย

ผมไม่เคยอยากร่วมกลุ่มประท้วง ต่อต้าน หรือทำการขบถใดๆ เพราะมันมาพร้อมความต้องการเอาชนะ ผมไม่เคยอยากเอาชนะใคร อย่างมากก็ขอเพียงความเข้าใจในความแตกต่างเท่านั้น

ครั้งหนึ่งผมเคยนั่งดูสารคดีเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจีน ช่วงที่จีนอยู่ภายใต้การปกครองของประธานเหมา ผมนั่งดูอยู่กับเพื่อน พอถึงตอนที่หน้าจอเต็มไปด้วยคนเดินขบวนพร้อมเพรียงกันนับพันๆชีวิต น้ำตาผมก็ไหลออกมาดื้อๆ โดยที่ผมเองยังประหลาดใจ เพื่อนแซวว่าจะประทับใจอะไรเพียงนั้น ผมบอกว่าเปล่า ผมไม่ได้ประทับใจที่เห็นคนมากมายออกมาร่วมกันแสดงอุดมการณ์ ความรู้สึกของผมคือสะเทือนใจ สะเทือนใจที่คนเหล่านั้นทำอะไรเหมือนกันไปหมดเหมือนถูกมนต์สะกด ยิ่งถ้ามีการโบกธงด้วยแล้ว ยิ่งเศร้าเข้าไปใหญ่ เศร้าที่เห็นคนให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์มากมายขนาดนั้น

ผมไม่ชอบการยกยอสัญลักษณ์และสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ไม่ชอบเห็นสติ๊กเกอร์สนับสนุนอะไรต่างๆที่คนนิยมติดหลังรถ ไม่ชอบสายคาดหัว “กู้ชาติ” ไม่ชอบเห็นคนใช้ลีลาท่าทางโหวกเหวกโวยวายบนเวทีอภิปราย—เหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างกระแสที่ไม่ต่างจากวิธีการของรัฐบาล ผมไม่คิดว่าการทำเรื่อง “เว่อๆ” เป็นสิ่งจำเป็นในการทำสิ่งที่ถูกต้อง

การเมืองแบ่งแยกผู้คนและนิยมการตราหน้าว่ากล่าวเสมอ ไม่ไปเลือกตั้งก็ว่าไม่รักชาติ ไม่ไปประท้วงขับไล่นายกฯก็ว่าไม่สนใจความเป็นไปของบ้านเมือง

สรุปได้ว่าถ้าอยู่ในสังคมแล้วไม่คล้อยไปกับกระแสใดกระแสหนึ่ง แปลว่าไม่รักชาติและไม่สนใจบ้านเมืองทั้งนั้น

เมื่อจดหมายฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ เราอาจรู้แล้วว่าสถานการณ์ “เกลียดทักษิณ” ลงเอยอย่างไร

อาจจะจบอย่างสงบสุขปรองดอง อาจจะสิ้นสุดด้วยความรุนแรงและการนองเลือด

ไม่ว่าจะจบในรูปแบบไหน ผมเห็นว่าสิ่งที่จริงที่สุดคือเนื้อหาในพระราชโอวาทของในหลวงเกี่ยวกับพฤษภาทมิฬเมื่อสิบสามปีกว่าๆมาแล้ว

นั่นคือ สุดท้ายไม่มีใครชนะ

มีแต่ผู้แพ้เท่านั้น


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนเมษายน 2549