เดอะ เจลลดไข้ โค้ด

ปราบดา ถึง วินทร์

มิถุนายน 2549

กรุงเทพฯ


อาจจะเชยหรือตกกระแสไปเสียแล้ว ถ้าผมจะคุยกับคุณวินทร์เรื่อง The Da Vinci Code หนังสือและหนังฮอลลีวูดอื้อฉาว เป็นเรื่องเป็นราวก่อนเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ (ตอนนี้แม้ว่าจะถูกพูดถึงหนักไปในทางลบ ทั้งโดยคนดูและนักวิจารณ์ แต่ผู้เกี่ยวข้องกับหนังคงไม่ต้องสนใจใคร เพราะมันกำลังโกยรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์อยู่อย่างง่ายดาย) หรือเรื่องแท่งเจลลดไข้จากสรวงสวรรค์ ที่ชาวไทยหลายคนปักธูปสักการบูชากันอย่างครึกครื้นอยู่ชั่วขณะ (และเกือบส่งไปให้องค์กรนาซาตรวจสอบ!)

กระแสข่าวเกิดเร็วตายเร็ว ถ้าเราอยากคุยกันให้ทันสถานการณ์กว่านี้ เห็นทีจะต้องใช้ระบบ SMS ยอดนิยมแทนอีเมลเสียแล้วครับ แต่คงต้องปรับโครงสร้างการเขียนให้เหลือแค่สองสามบรรทัด และต้องยอมสะกดคำผิดๆ เพื่อประหยัดทั้งเงินและเวลา เช่น ปราบดา: ดีคับคุนวิน ดู DVC มาคับ ไม่หนุกเลยคับ คุนวินว่าไงคับ

(DVC = Da Vinci Code นะครับ ไม่ใช่ศัพท์ไฮเทคหรูหราอะไร)

อย่าดีกว่า ใช่ไหมครับ

แม้จะตกกระแส แต่ผมรู้สึกว่าประเด็นทั้งสองมีสาระร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะไม่เคยล้าหลังหรือหล่นหายไปจากสังคมมนุษย์ นั่นคือความมหัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่า “ความเชื่อ” และการ “ยึดติด” ในความเชื่อที่ปราศจากการไตร่ตรองสืบสวนทบทวนใดๆทั้งสิ้น อาจเรียกได้ว่า “ความเชื่อบอด” หรือถ้าพูดถึงศาสนา อาจใช้คำว่า “ศรัทธาบอด” (blind faith) คือการทุ่มเทศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ศึกษาเหตุผล ไม่สนตรรกะ ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ฉันจะเชื่อว่าเจลลดไข้เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้า หรืออย่างน้อยก็เป็นหลักฐานว่ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก ถึงแม้จะหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำก็ตาม

The Da Vinci Code ของนายแดน บราวน์ เป็นนวนิยายแนว “หนังสือสนามบิน” ที่ขายดีเป็นประวัติการณ์เล่มหนึ่งของโลก มันได้ชื่อว่าเป็นหนังสือ “เล่มโปรด” ของนักอ่านสมัครเล่นจำนวนมาก อาจจะแพ้ก็แต่หนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์เท่านั้น (นักอ่านสมัครเล่นในความหมายที่ว่าอ่านเฉพาะหนังสือในกระแส ไม่ได้เป็นนักอ่านโดยนิสัยสันดาน)

ตอนที่มันโด่งดังใหม่ๆ ผมไม่ได้มีความรู้สึกนึกอยากอ่านกับเขาเลย จนกระทั่งมีแรงกระตุ้นจากกระแสต่อต้านในหมู่คริสต์ศาสนิกชนบางกลุ่ม จึงเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาว่าเขาโหวกเหวกโวยวายอะไรกัน

ความไม่สนใจจะอ่าน The Da Vinci Code ของผม ก็น่าจะจัดได้เป็น “ความเชื่อบอด” แบบหนึ่ง นั่นคือผมเชื่อของผมเองโดยไม่ได้พิสูจน์ ว่าหนังสือสนามบินแบบนี้เป็นสิ่งที่อ่านแล้วจะเสียดายเวลา เพราะเท่าที่เคยลองอ่านมาบ้าง ก็พอจับสูตรได้ว่าเป็นนวนิยายประเภทที่ผู้เขียนจงใจสร้างเรื่องด้วยกลยุทธ์ชี้นำหลอกล่อให้คนอ่านติดตามไปเรื่อยๆ แม้ว่าเนื้อหาของมันอาจจะไม่น่าเชื่อถือหรือไม่น่าสนใจ รวมทั้งสำนวนการประพันธ์ก็อาจจัดได้ว่าเข้าขั้นสะเพร่าผิวเผิน ถ้าเป็นอาหารก็เปรียบเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป บางยี่ห้ออาจจะอร่อยปาก คนนิยมซื้อติดบ้านไว้เสมอ (ยังไม่นับว่าราคาถูกมาก) แต่อย่าพูดถึงคำว่า “คุณภาพ” หรือ “คุณค่าทางโภชนาการ” ต่อให้ “ผสมชาเขียว” ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

ฝรั่งเขาตั้งชื่อหนังสือแบบ The Da Vinci Code ว่า “หนังสือสนามบิน” เพราะส่วนใหญ่มันมีคุณค่าเพียงเท่านั้นจริงๆ คือไว้อ่านฆ่าเวลาระหว่างการเดินทางที่น่าเบื่อหน่ายอย่างการนั่งเครื่องบินนานๆ เหมือนซื้อขนมขบเคี้ยวไว้เคี้ยวขบแก้เหงาปาก (คำว่า “กิน” ยังใช้ไม่ได้กับขนมพวกนั้น) อ่านจบแล้วจะแกล้งลืมทิ้งไว้ที่เบาะนั่งหรือในห้องน้ำ ก็ไม่รู้สึกเสียดายของ

ปกติผมว่าตัวเองค่อนข้างปฏิเสธการแบ่งชั้นวรรณะทางศิลปะ ผมชอบทั้งสิ่งที่บางคนเรียกว่า high art (เช่นภาพวาดสีน้ำมันในพิพิธภัณฑ์) และชอบทั้งสิ่งที่บางคนประณามว่าเป็น low art (เช่นหนังสือการ์ตูน) แต่ความเชื่อบอดๆเกี่ยวกับหนังสือแนวสนามบินของผม เกิดจากการวัดค่าเฉลี่ยของประสบการณ์ตรง ผมอาจจะยังไม่ได้อ่าน The Da Vinci Code แต่หน้าตามันออกจะคล้ายๆ หนังสือของไมเคิล คริชตัน หรือของจอห์น กริชแฮม ซึ่งผมเคยหยิบจับมาบ้าง ทำให้คาดคะเนไปเองว่าคงจะครือๆกัน เช่นเดียวกับที่เคยดื่มโค้ก เคยดื่มเป๊ปซี่ ถ้ามีน้ำโซดารสโคลามาตั้งอยู่ตรงหน้าอีกยี่ห้อ ผมพอจะเดารสชาติมันได้ ถึงจะต่างกันบ้างเล็กน้อยก็ตาม

ในที่สุด ก่อนหนังลงโรงไม่กี่เดือน ผมก็หยิบ The Da Vinci Code มาอ่านตามกระแส และก็คงเหมือนคนอื่นที่ได้อ่าน ผมวางมันไม่ลง แม้จะรำคาญสำนวนการเขียนแบบสุกเอาเผากิน หงุดหงิดกับสูตรสำเร็จในการดำเนินเรื่องให้ระทึกขวัญ และนึกด่าตัวละครที่แบนราบไร้มิติ แต่ผมก็ถ่างตาอ่านมันจนจบ เพราะอยากรู้บทเฉลยของการผจญภัยในหนึ่งคืนที่แสนจะคึกคัก (แถมยังข้ามประเทศไปมาได้อย่างน่าอัศจรรย์) ของสองตัวละครเอกที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ากันและกันมาก่อน แต่กลับไว้เนื้อเชื่อใจกันได้สนิทแนบแน่นตั้งแต่แรกพบ เหมือนรักใคร่มาช้านานแต่ปางก่อน

คล้ายอาการหลังสวาปามฟาสต์ฟู้ดเกินขนาน หรือหลังมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนที่ไม่ได้รัก การอ่าน The Da Vinci Code จบลง ทำให้ผมรู้สึกพะอืดพะอมเล็กน้อย พานนึกว่าน่าจะได้อ่านมันบนเครื่องบิน อย่างน้อยคงไม่รู้สึกเสียดายเวลาเท่าไรนัก

ถ้าจำไม่ผิด แดน บราวน์ เขียนให้ตัวละครของเขาครุ่นคิดไว้ในหนังสือซูเปอร์เบสต์เซลเลอร์เล่มนี้ว่า everybody loves conspiracy theories (ใครๆก็ชอบทฤษฎีการสมคบคิดก่อการลับ) และจริงๆแล้ว มันก็คือเคล็ดลับในการเขียนหนังสือของเขาเอง

นั่นก็คือเหตุผลหลักๆที่ทำให้ผมวาง The Da Vinci Code ไม่ลง ไม่ใช่เพราะมันเป็นหนังสือที่เขียนได้ยอดเยี่ยม หรือเพราะความสนใจในเลโอนาร์โด ดา วินชี แต่เพราะผมหลุดเข้าไปในความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับทฤษฎีที่ว่าพระเยซูมีภรรยา และมีทายาทสืบสานมาถึงปัจจุบัน รวมไปถึงทฤษฎีเรื่ององค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อเก็บงำความลับใหญ่หลวงนี้—จริงหรือไม่ไม่สำคัญ พลังดึงดูดของมันอยู่ที่การเป็น “ความลับ”

ดูเหมือนมนุษย์เราจะนิยมฝักใฝ่ในความเชื่อที่ว่า “ทุกอย่างมีเบื้องหลังมากกว่าที่เห็น” อยู่เสมอ และพยายามสร้างทฤษฎีผสมจินตนาการให้กับปรากฏการณ์หรือวัตถุที่เรายังไม่มีคำตอบชัดเจน (เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจ หรือการศึกษาทดลอง เพียงพอจะคาดคะเนด้วยเหตุผลที่น่าเป็นไปได้ที่สุด) เช่น เมื่อเห็นความตื่นตาตื่นใจของปิรามิดในอียิปต์ แทนที่จะคิดว่ามนุษย์สมัยก่อนอาจเก่งกว่าที่เรารู้ ก็จินตนาการไปว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นผู้สร้างขึ้น

ฟังแล้วคล้ายๆปรากฏการณ์เจลลดไข้ในบ้านเมืองเราอยู่นะครับ อะไรที่หล่นมากจากฟ้าแล้วหน้าตาแปลกๆ ย่อมต้องเป็นสัตว์ประหลาดจากนอกโลก

หนังสือของแดน บราวน์ สะท้อนพฤติกรรมมนุษย์ที่ความพร้อมจะ “เชื่อ” ในทฤษฎีแบบ “ผิดจากความเชื่อตามประเพณี” ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะกับประเด็นใหญ่ๆอย่างประวัติพระเยซู

บ่อยครั้งที่คนเราพบปะสังสรรค์กัน เป็นต้อง “เม้าธ์” เรื่องชาวบ้านในลักษณะแต่งเติมเพิ่มสีสันอยู่เสมอ นับครั้งไม่ถ้วนที่ผมได้ฟังว่าดาราคนนั้นไปทำอย่างนี้ รัฐมนตรีท่านโน้นไปทำอย่างนู้นกับคนโน่น เด็กทารกของผู้หญิงชื่อดังคนนั้นที่จริงแล้วเป็นลูกของผู้ชายชื่อดังอีกคนหนึ่ง ฯลฯ บทสนทนาของคนเรามักผสมผสานไปด้วยทฤษฎีเรื่องลับๆ มากบ้างน้อยบ้าง จริงบ้างไม่จริงบ้าง และส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่สร้างความตื่นเต้นให้หมู่คณะมากกว่าประเด็นจริงจังน่าเบื่อที่ไม่มีความเย้ายวนจินตนาการแต่อย่างใด

สูตรการแต่งเรื่องทำนองนี้ทำไม่ยาก ลองเปลี่ยนรายละเอียดใน The Da Vinci Code เป็นอย่างอื่น แต่คงโครงสร้างการดำเนินเรื่องและตัวละครไว้ ก็จะได้ความบันเทิงที่ใกล้เคียงกัน ปริมาณความหวือหวามีเท่าไรขึ้นอยู่กับประเด็นของมัน เช่นเปลี่ยนจากประวัติพระเยซูเป็นประวัติพระพุทธเจ้า หรือเป็นประวัติพระเจ้าตากสิน อะไรก็ได้ที่มีการถกเถียงมานาน และมีคนนับถือศรัทธาในความเชื่อด้านใดด้านหนึ่งอย่างมั่นคงแข็งแรง เท่านี้ท่านก็จะได้หนังสืออื้อฉาวอีกเล่ม ที่อาจมีคนออกมาต่อต้าน โจมตี แต่ก็จะขายดิบขายดีขึ้นชั้นเบสต์เซลเลอร์ได้ด้วยเหมือนกัน ดังที่แดน บราวน์รู้ซึ้งแก่ใจ—อยากรวยบางทีก็ต้องยอมซวย

ฝ่ายที่โจมตีต่อต้าน ก็ต่อต้านด้วย “ความเชื่อ” ในด้านของตัวเอง หลายครั้งความเชื่อของพวกเขา แม้จะเป็นประเพณีสืบสานมานาน ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเกี่ยวกับเหตุการณ์โบราณโบร่ำ ปราศจากหลักฐานชัดเจน (ขนาดหลักฐาน “ชัดเจน” อย่างภาพถ่าย หรือวิดีโอ ก็ยังถูกสร้างขึ้นมาหลอกตาได้) เป็นเพียงหลักฐานแบบตำนานเล่าขานหรือบันทึกถ่ายทอดโดยคนนิรนามจำนวนมากเท่านั้น

ผมได้ดูสองสารคดีผลิตโดย National Geographic และ Discovery ว่าด้วยการตรวจสอบข้อมูล (ที่แดน บราวน์ อ้างว่าเป็นข้อมูลที่มีอยู่จริง) ที่ใช้เป็นพื้นฐานการแต่งเรื่อง The Da Vinci Code ปรากฏว่าข้อมูลส่วนมากเป็นเอกสารหรือเรื่องเล่าขานที่ถูกสร้างขึ้น ปลอมแปลงขึ้น หรือเป็นความเชื่อจากทัศนคติสมัยใหม่ที่ไม่สามารถใช้วิเคราะห์ทัศนคติของคนในยุคก่อนอย่างเลโอนาร์โด ดา วินชีได้ พูดง่ายๆคืออะไรก็ตามที่แดน บราวน์ ใช้เป็น “หลักฐาน” อ้างอิงความเชื่อของเขา ถ้าไม่ได้เป็นนิทาน เป็นของเก๊ ก็เป็นเพียง “สมมติฐาน” ที่ใครๆก็สามารถเดาไปได้ต่างๆนานา โดยไม่มีบทสรุป

หมายความว่า ระหว่างทฤษฎีน่าเบื่อที่เชื่อกันมานาน กับทฤษฎีแบบเปิดโปงความลับ ล้วนมีความเป็นไปได้พอๆกัน หากมันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถย้อนเวลาไปพิสูจน์ หรือไม่สามารถพิสูจน์จากหลักฐานที่มีอยู่

เลโอนาร์โด ดา วินชี อาจจะเป็นผู้เก็บงำความลับไว้มากมาย ทำให้ต้องเขียนหนังสือกลับหลัง หรือซ่อนคำใบ้ไว้ตามงานศิลปะของตัวเอง พอๆกับที่เขาอาจเป็นแค่คนถนัดมือซ้าย หรือเป็นศิลปินหลุดโลกที่ชอบทำอะไรแผลงๆเพื่อความสนุกส่วนตัวก็ได้เช่นกัน

คนเรามักเลือกที่จะสนใจทฤษฎีหวือหวามากกว่า (เช่น ผู้มีอำนาจหนึ่งเดียวในรัฐบาลทำการวางแผนและชักใยทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง) แต่สิ่งที่เรียบง่ายและน่าเบื่อกว่ามักจะเป็นความจริง (เช่น ผู้มีอำนาจในรัฐบาลไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น)

ผมไม่ได้คิดว่าความเชื่อตามระเบียบหรือความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์เป็นความเชื่อที่ถูกต้องกว่าความเชื่อแบบหวือหวา แต่ผมคิดว่าทั้งสองด้านนั้นก็เป็นแค่ความเชื่อพอๆกัน จนกว่าจะมีการยอมรับในลักษณะกฎธรรมชาติ ยอมรับจากประสบการณ์ เช่น ถ้ามีคนใช้ไม้เบสบอลกระทุ้งเข้าไปที่เป้ากางเกงของผมแรงๆ เชื่อว่าผมต้องเจ็บแปลบขึ้นมาถึงลิ้นปี่แน่นอน อันนี้ขอเชื่อ ไม่ต้องพิสูจน์ ไม่ต้องตรวจสอบ ไม่มีการปกปิดสมรู้ร่วมคิดอะไรซับซ้อน

แต่ปิรามิดถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร อันนี้ผมขอผ่าน มนุษย์อาจจะเคยเจริญรุ่งเรืองกว่าที่เราคิด แล้วถูกภัยธรรมชาติทำลายล้างไปหมดสิ้น หรือมนุษย์ต่างดาวอาจจะมาสร้างมันไว้โชว์ข่มมนุษย์โง่ๆให้ทึ่งเล่น ก็ว่ากันไป แต่ใครจะรู้

บางทีในกระเป๋ามีเงินเกินมาสิบบาท ยังไม่รู้เลยว่ามันมาจากไหน (หรือหายไปสิบบาท ก็ไม่รู้ว่าใครเอาไป)

จึงแปลกที่หลายคนยังยืนยันจะทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือต้องชนะให้ได้สักฝ่ายหนึ่ง กับประเด็นที่ล้วนเป็นเพียง “ความเชื่อ” ทั้งหลาย

ถ้าเมืองไทยเป็นเกาะเล็กๆ ห่างไกลจากความเจริญ จู่ๆมีเจลลดไข้ตกลงมาสร้างความตื่นเต้นให้เราอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้น แล้วเรานำมันไปตั้งบูชาด้วยธูปเทียนและดอกไม้ กราบไหว้มันทุกวัน เชื่อว่ามันคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้า

ไม่นานเราคงสร้างวัดให้มัน ปั้นหินเป็นรูปมัน มอบมันให้กันและกันเพื่อความเป็นสิริมงคล

แล้วเราก็จะเรียกตัวเองว่า ผู้นับถือลัทธิอะไรสักอย่าง ที่สำหรับผู้รู้จริง ก็จะแปลว่าเราคือผู้นับถือเจลลดไข้

น่าคิดไหมครับว่า ที่ผ่านมาในอดีต และกระทั่งในวันนี้ มีอะไรบ้างที่เราเชื่อ มีอะไรบ้างที่เรานับถือ

ที่ความจริงแล้วเป็นแค่เจลลดไข้เท่านั้นเอง

....................

วินทร์ ตอบ ปราบดา

9 มิถุนายน 2549


ผมอ่าน The Da Vinci Code มานานก่อนที่มันถูกสร้างเป็นหนัง และได้รับคำถามเสมอว่า คิดอย่างไรกับการที่นายแดน บราวน์ เอาเรื่องจริงมาผสมกับเรื่องแต่ง มันเกินบทบาทของนักเขียนหรือเปล่าที่อาจทำให้คนอ่านเขว และจดจำประวัติศาสตร์ไปผิดๆ ?

เรื่องนี้ถามถูกคนครับ เพราะผมเองคลุกคลีกับการเอาเรื่องจริงกับเรื่องอำมายำรวมกันมานานแล้ว แฮ่ม! ประสบการณ์การอำคนเล่นคงติดตัวล้างไม่ออก เพราะบางทีเมื่อผม ‘ปล่อยไก่’ ในงานบางชิ้น คนอ่านบางคนกลับคิดว่าผมอำเล่น เป็นงั้นไป

หลายปีก่อนที่ปราบดาย้ายนิวาสถานกลับมาอยู่เมืองไทย นวนิยายเรื่องหนึ่งของผมชื่อ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ได้รับรางวัลซีไรต์ ซึ่งคุณก็คงซาบซึ้งดีว่า บางครั้งมันก็คือทุกขลาภดีๆนี่เอง

นวนิยายเรื่องนี้เป็นการจำลองประวัติศาสตร์การเมืองของไทยขึ้นมาใหม่ จับเนื้อความตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึง พ.ศ. 2535 กินระยะเวลาหกสิบปีของการเมืองแบบไทยๆ หนังสือเล่มนี้ออกวางตลาดมาสองสามปีโดยไม่มีใครวิจารณ์ (หรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่ค่อยมีใครอ่าน)

วันดีคืนดีเมื่อมันได้รับรางวัลซีไรต์ ก็มีคำวิพากษ์คล้ายๆ อย่างที่นายแดน บราวน์ได้รับตอนเขียน The Da Vinci Code นั่นคือประเด็นบิดเบือนประวัติศาสตร์ ช่วงนั้นนักประวัติศาสตร์หลายท่านเรียงหน้ามาพูดถึงเรื่องนี้ จนเมื่อหมดเทศกาลซีไรต์ เรื่องก็เงียบไป ไม่มีใครสนใจมันอีก ซึ่งคุณก็คงซาบซึ้งดีว่า มันเป็นสีสันของรางวัลซีไรต์ วูบวาบแค่พักเดียว

เวลานั้นถ้าผมเป็นพันธุ์ขี้ใจน้อย คงเลิกเขียนหนังสือไปนานแล้ว เพราะข้อหาทั้ง ‘บิดเบือนประวัติศาสตร์’ และ ‘อาชญากรทางปัญญา’ ที่ได้รับออกจะหนักหนาสาหัสเอาการสำหรับคนเขียนหนังสือที่เพิ่งริเขียนนวนิยายเป็นเรื่องแรก และพาดหน้าปกหนังสือว่าเป็นตระกูล 'นวนิยาย'

ผมอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์มาแต่เด็ก จึงไม่รู้สึกลำบากในการแยกแยะความจริงกับนิยายออกจากกัน เวลาอ่านนิยายก็อ่านเอามันกับเผือก ไม่เคยคิดจะหาความจริงอะไร เพราะเวลานั้นยังไม่สนใจประเด็นทางประวัติศาสตร์ อยากรู้อย่างเดียวว่า ตอนจบนางเอกจะตกเป็นของพระเอกหรือเปล่าเท่านั้น

ดังนั้นเมื่ออ่านนวนิยายเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ของปรมาจารย์ ยาขอบ ก็ไม่เคยสงสัยว่าเมืองตองอู เมืองแปร เมืองหงสาวดีที่ท่านยาขอบบรรยายมาตรงกับความจริงหรือไม่ เพราะมัวแต่เคลิ้มไปกับบทบรรยายฉากรักของจะเด็ดกับตะละแม่แต่ละนาง มารู้ทีหลังว่าส่วนใหญ่ในเรื่องเป็นจินตนาการ ก็ไม่ว่ากัน

เช่นเดียวกัน ผมก็อ่านหนังสืออมตะนิรันดร์กาลอย่าง สามก๊ก แบบเอาเพลินมากกว่าสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์การเมือง ผมเชื่อว่าสามก๊กน่าจะมีจินตนาการผสมเข้าไปมากกว่าผงชูรสในร้านอาหารปากซอยบ้านผมเสียอีก ผมไม่เชื่อหรอกว่า นักประวัติศาสตร์หลายพันปีก่อนจะบันทึกชีวิตด้านดีของเล่าปี่ ความลับ(ที่ไม่มีใครเห็น)ของโจโฉ ความกวนของซุนกวน คำสบถของเตียวหุย ฉากถุยน้ำลายรดฟ้าของจิวยี่ หรือบรรยายสัดส่วนของนางเตียวเสี้ยนจาก ‘ความจริง’ ได้ละเอียดลออขนาดนั้น

ดังนั้นเมื่อเห็นคนอ่าน 'อิน' กับเรื่อง The Da Vinci Code ถึงกับประกาศว่า เรื่องจริงต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็อดยิ้มไม่ได้ ว่าก็ว่าเถอะ ผมยังสงสัยว่าประวัติศาสตร์ที่โลกเราบันทึกกันมาแต่โบร่ำโบราณจะเป็นความจริงได้สักครึ่งหนึ่งไหม แหม! ก็รู้ๆกันอยู่ว่าประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะสงครามกับคนถืออาวุธ

ลองตามข่าวเหตุการณ์บ้านเมืองในยุคนี้ ก็ยังโกหกปลิ้นปล้อนกันทุกๆ วัน แล้วจะให้ผมเชื่อความจริงของประวัติศาสตร์ได้ยังไง ผมว่าการอ่านประวัติศาสตร์ก็ต้องอ่านระหว่างบรรทัดเช่นกัน ต่อให้สลักไว้บนแผ่นหินก็ตามเถอะ เช่นเดียวกับคัมภีร์ศาสนา สำหรับผมไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการเรียนวิชาประวัติศาสตร์โดยการท่องจำอีกแล้ว

ดังนั้นผมจึงไม่ได้แปลกใจแต่อย่างไรต่อการถูกด่าของนายแดน บราวน์ ผมได้แต่อิจฉาว่า ทำไมมันเขียนเรื่องแบบนี้แล้วรวยได้

ด้วยความอิจฉาตาร้อนผ่าว ผมจึงนำทั้งเรื่อง The Da Vinci Code กับคนเขียนคือนายแดน บราวน์ ไปล้อเลียนเสียให้เข็ดในนวนิยายเรื่องล่าสุดคือ ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85 หรือชื่อเดิม นิทานอีแสบ เมื่อครั้งที่เป็นซีรีส์อยู่ในนิตยสาร Open House (คนละเรื่องกับนิทานอีสปที่รัฐมนตรีบางท่านไม่แนะนำให้เด็กนักเรียนอ่าน)

ความสำเร็จของ The Da Vinci Code คงมาจากคำๆ เดียวคือ ความอยากรู้อยากเห็น หรือที่ภาษาชาวบ้านว่า tiger-ก

ความ tiger-ก ของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นจุดอ่อนที่นักเขียนนำมาหากินนักต่อนักแล้ว มีหนังสือแนวนี้ในตลาดมากมาย ทั้งอยู่ในรูปของนิยายและคอลัมน์นินทาคนดัง ความเชื่อง่ายแบบนี้กระมังที่ทำให้สินค้าฟอกหน้าขาวเกร่อท่วมตลาด ยาลดความอ้วนและยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรคขายดิบขายดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกอิจฉาฝรั่งก็คืออิสรภาพในการเขียนได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องละเอียดอ่อนอย่างศาสนา ผมนึกไม่ออกว่านักเขียนไทยจะโดนข้อหาอะไรหากเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธองค์ในเชิงที่เป็น มนุษย์เดินดินจริงๆ หรือเขียนตีความพระธรรมของพระองค์ในมุมมองที่ต่างไปจากบทเรียนในวิชาศีลธรรม

ครับ โลกเราไม่เคยขาดเรื่องแบบนี้...

ในยุค 1960-70 มีความเชื่อและ conspitracy theory มากมายให้ติดตามไม่เว้นแต่ละวัน อย่างเช่นเรื่องคำสาปฟาโรห์ เรื่องนี้ขายดีมากจนถึงทุกวันนี้ อ่านไปขนลุกไป เมื่อหนังสือพิมพ์ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงของนักโบราณคดีที่เข้าไปขุดสมบัติในพีระมิดพากันล้มตายไปทีละคนจนหมด

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ในมหาสมุทรแอตแลนติก ก็เป็นเรื่องขายดีอีกเรื่องหนึ่ง สามเหลี่ยมนี้เป็นบริเวณที่เครื่องบินและเรือหายไปอย่างลึกลับ อันเชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับพลังลูกแก้วของทวีปแอตแลนติสที่ยังจมอยู่ใต้สมุทร ไม่ก็ต้องเป็นจุดเชื่อมมิติต่างๆ เป็นสถานีเชื่อมโลกเรากับโลกของมนุษย์ต่างดาว บางทฤษฎีก็ว่าเป็นการทดลองทางทหารของเพนตากอน

สังเกตว่าทฤษฎียิ่งฟังดูเหลวไหล เรื่องยิ่งขายดี

สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์ก็เป็นเรื่องฮิตอีกเรื่อง เจ้าเนสสีตัวนี้ผลุบๆ โผล่ๆ แถวทะเลสาบในอังกฤษมานานหลายสิบปี (มีรูปถ่ายยืนยันด้วย) เชื่อกันว่าเป็นไดโนเสาร์ซึ่งสูญพันธุ์ไปในยุค Cretaceous เหลือตัวนี้รอดมาได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ยังไม่หมด ยังมีเส้นสายกราฟิกมากมายที่ขีดไขว้ขวางไปมาบนที่ราบนาซกา แถบทะเลทรายอะทาคามา ประเทศเปรู เส้นสายพวกนี้ยุ่งเหยิงน้อยกว่าเส้นสายคอร์รัปชั่นในบ้านเรา และดูคล้ายสัญลักษณ์ของบางสิ่ง เชื่อกันว่าเป็นจุดร่อนลงจอดของยานอวกาศจากต่างดาว

ยังไม่หมดคร้าบ ยังไม่หมด ปราบดาเคยไปเยือน สโตน เฮนจ์ ในอังกฤษไหมครับ นี่ก็ถูกโยงว่าเป็นผลงานของมนุษย์ต่างดาวว่างงานเช่นกัน

conspitracy theory จำนวนไม่น้อยเกี่ยวพันกับความลับของรัฐบาลอเมริกัน อย่างเช่นตำนาน Area 51 ที่เชื่อกันว่าทหารอเมริกันจับมนุษย์ต่างดาวไปผ่าควักไส้พุงมาดูเล่นในปี 1947 เรื่องนี้เราก็เคยคุยกันมาแล้วในจดหมายฉบับแรกๆ

และอีกสารพัดเรื่องแปลกๆ

สมัยผมยังหนุ่มกว่านี้ ผม ‘อิน’ กับเรื่องตระกูลนี้มาก จนต้องไปหาฉบับอังกฤษมาอ่าน เช่น Chariots of the Gods ของ เอริค ฟอน ดาร์นิเกน ยุคนั้นเป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์เหมือน The Da Vinci Code เล่นเรื่องเทพแห่งศาสนาเหมือนกัน แต่อ่านเพลินกว่า)

นายดาร์นิเกนเสนอทฤษฎีว่า 'พระเจ้า' ที่ชาวโลกนับถือนั้นที่แท้ก็ครือมนุษย์อวกาศจากต่างดาวขับยานมาเยือนโลกตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์นั่นเอง นายดาร์นิเกนอ้าง ‘หลักฐาน’ ของคัมภีร์และตำนานปรัมปราของแทบทุกชนชาติ ที่ล้วนเล่าเรื่องของเทพที่มาจากท้องฟ้าพร้อมลูกไฟดวงใหญ่ (เห็นไหมว่า อ้างอิงตำนานโบราณกับการเขียนแบบจริงผสมแต่งนี้ นายแดน บราวน์ ต้องเรียนมาจากนายดาร์นิเกนแน่ๆ)

นายดาร์นิเกนฟันธงเลยว่า พีระมิดในอียิปต์เป็นผลงานของมนุษย์ต่างดาว เพื่อใช้เป็นสถานีเชื่อมระหว่างโลกกับมนุษย์ต่างดาว เขาสรุปว่า มนุษยชาติสายพันธุ์ โฮโม ซาเปียนส์ อย่างเราๆ นี้ที่แท้ก็เกิดจากการผสมพันธุ์ของมนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นกับคนท้องถิ่น มิเช่นนั้นคนเราจะฉลาดกว่าวานรได้อย่างไร

อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ค คงอ่านเรื่องของนายดาร์นิเกนจนเวียนหัว ทนไม่ไหว วันดีคืนดีก็ออกมาบอกว่า ขอโทษทีนะ น้องดาร์นิเกน น้องคิดมากไปอ๊ะเปล่า ทฤษฎีของน้องนี่มันห่วยแตกจริงๆ (เอ้อ! ประโยคหลังนี้คลาร์คไม่ได้พูด ผมพูดเองตามนิสัยชอบอำ)

เขาว่า บางทีคนเราก็พยายามเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ยากเข้าไว้ หาคำอธิบายยากๆ จะได้ขลัง

ผ่านไปหลายสิบปี ข้อมูลและวิทยาการใหม่ๆ ได้พิสูจน์ว่าตำนานความเชื่อและ conspiracy theory หลายเรื่องเป็นสิ่งเหลวไหล ในบางกรณีคนที่เกี่ยวข้องก็ออกมาสารภาพเอง อย่างเช่นคนที่ถ่ายรูปสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์บอกว่าภาพถ่ายที่นำมาโชว์จนดังไปทั่วโลกเป็นของปลอม

ปราบดาคงเคยอ่านตัวอย่างการสื่อสารคลาสสิกของ ออร์สัน เวลล์ส กับประโยคที่ว่า "มนุษย์ดาวอังคารได้มาเยือนโลกเราแล้ว แต่โปรดอย่าได้ตื่นตระหนก" ซึ่งโด่งดังมากในอเมริกาหลายสิบปีก่อน นายออร์สัน เวลล์ส นึกอย่างไรไม่รู้ วันดีคืนดีก็นำเสนอนวนิยายเรื่อง War of the Worlds ของ เอช. จี. เวลส์ ในลักษณะ 'แนวทดลอง' สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ เพราะประชาชนเชื่อว่ามนุษย์ดาวอังคารมาเยือนโลกจริงๆ แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันไม่ได้งมงายน้อยกว่าเราเลย

การออกรายการวิทยุของ ออร์สัน เวลล์ส ครั้งนั้นเป็นตัวอย่างของการแหกตาหน้าด้านๆ แต่ได้ผลที่สุด พิสูจน์ว่าคำโกหกยิ่งโต คนยิ่งเชื่อง่าย เรื่องนี้นักการเมืองบ้านเราเก่งมาก เชื่อว่าหาก ออร์สัน เวลล์ส มีโอกาสเจอนักการเมืองบ้านเรา คงต้องเรียกพี่แน่ๆ

แต่ที่น่าตลกก็คือ จะหาว่าคนเราเชื่อง่ายก็ไม่ใช่อีก ในขณะที่คนจำนวนมากเชื่อเรื่องไม่จริงอย่างง่ายดาย พวกเขากลับไม่เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้! บางคนไม่เชื่อด้วยซ้ำไปว่าโลกกลม (หากนายแดน บราวน์ เขียนนิยายบอกว่าโลกแบนมาตลอด โดยอ้างตำนานโบราณสักสองสามเรื่อง เชื่อว่าคงจะขายดี)

กรณีที่หัวเราะไม่ออกที่สุดน่าจะเป็นการที่ยานอพอลโล 11 พามนุษย์อวกาศไปเหยียบดวงจันทร์จริงๆ กลับมีคนไม่น้อยไม่เชื่อ หาว่าเป็นเรื่องแหกตา พวกเขาตั้งคำถามน่าฉงนเช่น ทำไมภาพถ่ายดวงจันทร์จึงไม่เห็นดาวบนฟ้าที่ดำสนิท หรือทำไมธงที่ปักจึงไหวได้ ในเมื่อดวงจันทร์ไม่มีอากาศ หรือหินที่นำมาจากดวงจันทร์เป็นหินปลอม เป็นต้น แล้วสรุปว่า นี่ต้องเป็นการแหกตาครั้งใหญ่ของรัฐบาลอเมริกา การส่งนักบินอวกาศไปลงดวงจันทร์เป็นเพียงการจัดฉากเพื่อเขวความสนใจของผู้คนจากสงครามเวียดนาม

(อ้อ! เรื่องนี้ไม่รวมภาพถ่ายวิดีโอวงจรปิดของบางห้องในกระทรวงกลาโหมของเรานะครับ)

ความจริงเหล่านี้มีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ หาอ่านได้ แต่ไม่ค่อยมีคนไปอ่าน

แต่เรื่องนี้จะโทษประชาชนเดินดินก็ไม่ได้ บางเรื่องจริงดูไม่น่าจริงและสวนทางกับสามัญสำนึกอย่างยิ่ง เช่น วัตถุที่หนักและเบาตกถึงพื้นพร้อมกัน หรือหากโลกหมุนรอบตัวเองจริง ทำไมเราบนโลกไม่ถูกเหวี่ยงปลิวหายออกไป

ในสมัยเด็กผมชอบดูการเล่นกล กลหนึ่งที่ผมทึ่งเป็นพิเศษก็คือการเสกกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นธนบัตร ตอนนั้นผมก็ไม่เคยสงสัยว่า หากคนเล่นกลสามารถทำอย่างนั้นได้ เขายังต้องมาเล่นกลให้เหนื่อยอีกทำไม หรือทำไมไม่เสกเป็นแบงก์ดอลลาร์ แทนที่จะเป็นเงินสกุลไทย

ความจริงก็คือ คนเราชอบถูกแหกตา เราชอบถูกหลอก ตั้งแต่หนังผีที่เกลื่อนตลาดไปจนนักการเมืองผีๆ

พูดก็พูดเถอะ พวกฝรั่งที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าเราก็มีเรื่องแหกตาในนิตยสารแทบลอยด์เสมอๆ วันดีคืนดีก็มีไดอารี (ปลอม) ของฮิตเลอร์โผล่ออกมา ข่าวว่า เอลวิส เพรสลีย์ จอห์น เอฟ. เคนเนดี ยังไม่ตาย (ไอ้คนที่ถูกยิงตายนั่นมันตัวปลอม) ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ผมเชื่ออยู่ข่าวเดียวคือ เอลวิส เพรสลีย์ ยังไม่ตาย เขายังไม่ตายจริงๆ

ผมเห็นเขาร้องเพลงอยู่แถวพัฒน์พงษ์ พูดไทยได้ด้วยค่ะ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนกรกฏาคม 2549