ลูกหนังสึก

ปราบดา ถึง วินทร์

กรุงเทพฯ 11 /7/ 49


ฤดูกาลแห่งความคึกคักของฟุตบอลโลกเพิ่งผ่านไปได้ประมาณหนึ่งวัน (อย่างน้อยผมก็รู้ว่าอิตาลีชนะ!) ที่น่าคิดคือเราสองคนไม่เคยเขียนถึงฟุตบอลกันเลยนะครับ ผมเพิ่งเอะใจไม่นานว่าในช่วงเวลาสี่ห้าปีที่เขียนจดหมายรักถึงกันไปมา เราน่าจะต้องผ่านความครึกครื้นของฟุตบอลโลกคราวก่อนเป็นแน่ แต่เนื้อความในจดหมายของเรากลับเงียบกริบเรื่องกีฬา ไม่แตะแม้กระทั่งชื่อนักฟุตบอลสักครั้ง

ซึ่งเป็นเหตุให้ผมสงสัยต่อไปว่า: หรือเราสองชายจะไม่ “แมน” เท่าที่ควร

ที่จริงผมสงสัยเรื่องทำนองนี้เกี่ยวกับตัวเองมาหลายที ตั้งแต่ตอนเด็กที่ไม่เคยสนใจจะเตะบอลกับเพื่อนฝูง จนเติบโตขึ้นก็ไม่ค่อยใส่ใจใคร่รู้เรื่องที่แมนทั้งหลายเขาสนใจกัน ตั้งแต่การเฝ้าดูการแข่งขันกีฬาทุกประเภท ไปจนถึงรุ่นรถยนต์

เท่าที่เห็นหน่วยก้านแล้ว ผมว่าคุณวินทร์ก็คงจะครือๆกันกับผม น่าเสียดาย เพราะถ้าคุณวินทร์เป็นแมนกว่าผมสักนิด วันหน้าฟ้าโปร่ง ที่ไหนจัดงานมอเตอร์โชว์ ผมจะได้ลองชวนคุณวินทร์เกี่ยวก้อยกันไปเที่ยวให้เห็นเป็นบุญตาสักหน ว่าหนุ่มๆเขาแห่ไปทำอะไรกันบ้าง

คงมีอยู่เรื่องเดียวที่ทำให้ผมโล่งอก ทำให้ผมยังเห็นความเป็นผู้ชายในตัวเองอยู่พอสมควร นั่นคือ ผมชอบผู้หญิงเป็นชีวิตจิตใจ และไม่เคยชอบเพศอะไรที่ต่างไปจากนั้น

(แปลว่า ถ้าเป็นการแข่งฟุตบอลหญิงล้วน ผมอาจจะสนใจดูขึ้นมามากกว่าเดิมเล็กน้อย)

ผมรู้มาตลอดว่ากีฬาฟุตบอลเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย ผมเรียนระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านการเล่นฟุตบอลที่สุดโรงเรียนหนึ่ง เด็กนักเรียนพร้อมใจกันลงสนามเตะบอลทุกจังหวะว่าง ไม่ว่าจะก่อนเข้าเรียน ระหว่างคาบเรียน พักกลางวัน หลังเลิกเรียน ใครๆก็ลงไปเตะบอล ยกเว้นผมกับเพื่อนอีกไม่กี่คนเท่านั้น และไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ถึงเวลาที่โรงเรียนจัดการแข่งขันฟุตบอลกับโรงเรียนอื่น ผมก็ต้องไปเชียร์ ไปแปรอักษร ทำตามที่อาจารย์หรือรุ่นพี่บอกให้ทำไปอย่างนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ จะว่าไป การ์ตูนญี่ปุ่นเกี่ยวกับฟุตบอลผมก็เคยติดงอมแงมเหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ ไม่น่าเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้ผมมีความสนใจฟุตบอลมากขึ้นเท่าไรเลย

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเดินทางจากเมืองไทยไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ช่องว่างระหว่างผมกับฟุตบอลยิ่งขยายขนาดขึ้น เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนอเมริกันไม่ประสีประสาเอาเสียเลย พวกเขาคลั่งไคล้กีฬาประจำชาติตัวเองอย่างอเมริกันฟุตบอล (ซึ่งจนป่านนี้ผมยังดูไม่รู้เรื่อง) เบสบอล (ซึ่งจนป่านนี้ผมไม่เคยทนดูจนจบเกมสักครั้ง) และบาสเก็ตบอล (ซึ่งจนป่านนี้ผมเคยดูมาไม่ถึงห้าเกมเป็นแน่แท้) และไม่มีความรู้สึกผูกพันเชื่อมโยงไปถึงความยิ่งใหญ่ของฟุตบอล (ซึ่งอเมริกันเรียกว่าซ็อกเกอร์) ที่ประเทศอื่นๆในโลกรู้สึกอย่างฝังลึกมาช้านาน

เคยถามตัวเองเล่นๆเหมือนกันว่า ถ้าไม่ได้ไปเรียนต่อ ถ้าเติบโตในสังคมไทยแบบครบถ้วนทุกกระบวนการแบบคนอื่น ผมจะถูกหล่อหลอมเป็นแฟนบอลที่ต้องซื้อหนังสือพิมพ์กีฬาอ่านเป็นประจำหรือไม่ (แม้ไม่เคยลองอ่านจริงๆจังๆ ผมคิดว่านักเขียนเกี่ยวกับกีฬาต้องน่าเลื่อมใสมาก เพราะขนาดเขียนเรื่องทั่วๆไป หลายครั้งผมยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี หากต้องเขียนบรรยายเกมกีฬาสักอย่าง คงไม่สามารถสรรหาเรื่องเขียนได้เกินสามสี่ประโยค เช่น อิตาลีเอาชนะฝรั่งเศสได้ด้วยการซัดลูกโทษ น่าเสียดายที่ซีดานโดนใบแดง แต่ต้องชื่นชมฝรั่งเศสที่เล่นได้ดีเกินคาด สนามแข่งสีเขียวสดดี...คนดูเยอะมาก...ลูกกลมๆไม่เข้าใครออกใคร...ตากล้องขอบสนามใช้ซูมเลนส์คล้ายๆกันไปหมด...จบ)

ตอบตัวเองได้ไม่ยากว่าการอยู่หรือไม่อยู่เมืองไทยคงไม่มีผลนัก เพราะตอนอยู่อเมริกา น่าจะถูกหล่อหลอมให้คลั่งไคล้บาสเก็ตบอลหรือเบสบอลบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็น สงสัยในร่างกายจะไม่มีฮอร์โมนกีฬาเสียมากกว่า

ความคลั่งไคล้การแข่งขันกีฬาอย่างฟุตบอลโลกเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจดี เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนสนใจจริงๆที่จะรู้จักชื่อนักฟุตบอลตัวเด่นๆในแต่ละทีม แต่ผมสงสัยว่าคนส่วนใหญ่จะรู้รายละเอียดเบื้องหลังการจัดเทศกาลกีฬาแบบนี้มากน้อยแค่ไหน หรือว่ารู้เท่าที่เห็น และถือมันเป็นความบันเทิงผ่อนคลายอย่างหนึ่ง มากกว่าจะสืบสาวเอาความกับเบื้องลึกของมัน

ผมเองนอกจากจะไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับการแข่งฟุตบอลโลก (ความทรงจำชัดๆอย่างเดียวที่มีมาตลอดคือภาพดีเอโก มาราโดนา ใช้มือแตะลูกเข้าโกล์แล้วบอกว่าเป็น “มือของพระเจ้า”) ยังไม่เข้าใจระบบองค์กร FIFA และไม่ประสีประสาวิธีพนันบอล (ที่ถึงแม้จะรณรงค์ห้ามปรามกันครึกโครม ก็ยังเล่นกันคึกคักทั่วเมืองในทุกระดับชนชั้น) พูดง่ายๆคือสภาวะสังคมช่วงฤดูบอลโลก เป็นสังคมที่แปลกหน้าแปลกตาสำหรับคนอย่างผมเหลือเกิน ผมไม่รู้ว่าคนเขาพูดถึงอะไรกัน ไม่เข้าใจศัพท์แสงที่คนเปรยตามสื่อ ไม่รู้ความแตกต่างระหว่างการเชียร์ทีมต่างๆ เห็นเสื้อผ้าสีสันสดใส ก็ไม่รู้ว่าสีไหนเป็นของทีมชาติไหน

โชคดีที่หนังสือ The New Yorker ซึ่งผมติดตามเป็นประจำ อุตส่าห์กรุณาเขียนบทความเกี่ยวกับฟุตบอลโลกให้ผมพอมีความรู้ประดับสมองย้วยๆ (เพราะไม่ค่อยเล่นกีฬา) ของผมบ้าง

จึงเพิ่งรู้ว่า FIFA ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1904 เป็นองค์กรต้นแบบขององค์กร NGO ต่างๆ ที่ไม่ขึ้นกับการปกครองของรัฐใดๆ และตามทฤษฎีแล้วมันเป็นองค์กรที่ปราศจากผลประโยชน์ทางการตลาด เพราะเป็น non-profit ใช้ระบบการลงคะแนนเสียงที่ให้สิทธิ์เสมอภาคเท่าเทียมกันทุกประเทศ โดยมีจุดประสงค์ให้เกมฟุตบอลเป็นกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาติ นำมาซึ่งสันติภาพระดับโลก

ฟังดูดี น่าส่งเสริม แต่พออ่านๆไป บทความชิ้นเดียวกันนี้ (เขียนโดย James Surowiecki) เปิดเผยว่าฟุตบอลในปัจจุบันไม่ได้ต่างไปจากองค์กรใหญ่ๆ ที่แปดเปื้อนด้วยการใช้อำนาจผิดๆและการฉ้อฉลทางการเมืองและการเงิน ยุคนี้ใครๆก็คงรู้ว่าเกมกีฬามีเรื่องผลประโยชน์มหาศาลเกี่ยวข้องเสมอ นักกีฬาเมื่อลงสนาม อาจจะเล่นด้วยความสามารถและสปิริตของเกม แต่ก็มีอีกด้านที่ผัวพันอยู่กับเรื่องเงินๆทองๆเพียงอย่างเดียว มีการซื้อตัวกันข้ามชาติด้วยราคาสูงลิบลิ่ว (สูงถึงขั้นที่ทำให้เหล่าแฟนสาวกลายเป็นซูเปอร์มหาเศรษฐี อาศัยอยู่ในปราสาทใหญ่ ช้อปฯกระจายได้โดยไม่สนใจตัวเลขบนป้าย) และมีการตลาด การโฆษณา ผสมผสานอยู่แทบทุกรายละเอียดของการแข่งขัน ไม่เฉพาะแต่กับฟุตบอลเท่านั้น การแข่งขันกีฬาเกือบทุกประเภทก็อยู่ในกระบวนการคล้ายคลึงกันนี้ นักกีฬาที่โด่งดังขึ้นมาเป็นพิเศษ ก็มีสถานะไม่ต่างจากดารา หลายคนดังและร่ำรวยกว่าดาราใหญ่ๆด้วยซ้ำ

ผมเคยอ่านพบว่าไทเกอร์ วูดส์ มีรายได้ประมาณ 78 ล้านดอลลาร์ต่อปี นั่นคือมากกว่า 3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 6,000 บาทต่อวินาที—วินาทีนะครับคุณวินทร์ ผมใช้เวลาเขียนจดหมายฉบับนี้มาเกือบสองชั่วโมง ถ้าเป็นไทเกอร์ วูดส์ ป่านนี้ผมสามารถวิ่งออกไปซื้อบ้านหรูกลางเมืองได้ประมาณสองหลัง แล้วถ้าอยากได้รถอีกสักคัน ค่อยกลับมาเขียนต่อให้จบ เพราะภายในสองชั่วโมง ผมจะมีเงินมากกว่า 42 ล้านบาทให้ใช้เล่นเย็นใจ

แค่พิมพ์เครื่องหมาย “.” เสร็จ ผมก็ซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่มาใช้ได้แล้ว

มันช่างเป็นอาชีพที่น่าสนใจจริงๆ

เป็นเรื่องแปลกที่การได้ค่าตัวอย่างมหาศาลผิดมนุษย์มนาของนักกีฬา ไม่ค่อยสร้างความขัดข้องใจให้ใครสักเท่าไร ผิดกับอาชีพอื่นๆ ที่มักโดนหมั่นไส้กระแนะกระแหนในเรื่องเงินๆทองๆเสมอ เช่นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ถ้ามีการซื้อตัว มีการได้สปอนเซอร์ หรือมีการประชาสัมพันธ์หวือหวา เป็นต้องถูกกล่าวหาว่าขายตัวขายวิญญาณ กลายเป็นความไม่น่ายกย่องสรรเสริญ ถูกเหยียดหยามจากคนในแวดวงเดียวกัน ในขณะที่คนทุกแวดวงต่างก็สนใจติดตามการแข่งขันกีฬาและชื่นชอบนักกีฬา ไม่ยักมีใครบ่นด่าว่านักกีฬาขายตัวขายวิญญาณกันเท่าไรนัก คนที่ปกติเป็นนักวิจารณ์บ้านเมือง เป็นนักทฤษฎีหัวรุนแรงผู้ต่อต้านระบอบทุนนิยม รังเกียจสังคมบริโภคนิยม พอถึงเวลาเทศกาลกีฬา ต่างก็ดูก็เชียร์อย่างปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์ด้านลึกของมันโดยสิ้นเชิง

หรือคนเราแบ่งแยกว่าอาชีพใดไม่ต้องอยู่ภายใต้ความน่าจะเป็นของจริยธรรม ผมไม่ค่อยเคยเห็นใครหมั่นไส้หรือโกรธเกลียดนักกีฬาที่พวกเขาเป็นมหาเศรษฐี และไม่ค่อยมีใครสนใจจะตรวจสอบระบบการทำงานขององค์กรกีฬาสักเท่าไรนัก

เหมือนกับว่า กีฬาคือการแข่งขันในสนามเท่านั้น นอกเหนือไปจากที่ได้เชียร์ได้ลุ้นที่ขอบสนามหรือหน้าจอทีวี ด้านอื่นๆของมันก็ได้รับการอนุโลมให้เป็นอย่างไรก็ได้

บทความเกี่ยวกับองค์กร FIFA ยังเล่าว่าความที่เป็นองค์กรอิสระ โครงสร้างของมันจึงไม่ต้องอิงกับระบบอะไรมากนัก และในเมื่อความเคลื่อนไหวภายในขององค์กรไม่มีผลกระทบต่อความต้องการของแฟนบอล เพราะพวกเขาต้องการเพียงได้ดูการแข่งขัน องค์กรจึงมีอำนาจในลักษณะที่ไม่มีใครแตะต้อง ประมาณเป็นมาเฟียอิสระได้สบายๆ ตราบใดที่ยังเอาใจแฟนๆฟุตบอลตามปกติ

นี่ไงครับ ตัวอย่างไม่ดีของคนที่ดูอะไรเอาความบันเทิงอย่างเดียวไม่ค่อยได้ เขาให้ดูเหตุการณ์ในสนาม ก็ดันทะลึ่งไขประตูออฟฟิศไปรื้อดูตู้เอกสารเขาเสียนี่

อันที่จริงเรื่องทำนองนี้เป็นอยู่ในทุกสังคม หลายครั้งแม้แต่คนที่ช่างวิพากษ์วิจารณ์ ช่างวิเคราะห์ที่สุด ก็มีบางอย่างที่เขาหรือเธอเลือกที่จะปล่อยผ่านไปจากการตรวจสอบ เพราะมันให้ความผ่อนคลาย ให้ความบันเทิง หรือให้ประโยชน์ และถูกจัดประเภทเป็นกิจกรรมพิเศษที่ไม่กระทบกระเทือนสังคมเท่าไรนัก

แต่ไม่มีอะไรหรอกกระมังครับที่ไม่กระทบกระเทือนสังคม

ซึ่งก็เป็นอุทาหรณ์ว่า มุมมองของทุกคนล้วนมีข้อบกพร่อง มีการมองข้ามละเลย และมีอคติ ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะอ้างอุดมการณ์อะไรก็ตาม

และก็เป็นอุทาหรณ์ว่า ผมควรจะเริ่มลบทัศนคติเดิมๆ แล้วหัดตีกอล์ฟให้เป็นเสียที (ขำ)

.....................

วินทร์ ตอบ ปราบดา

เข้าพรรษา 2549


ถ้าการเล่นฟุตบอลเป็น ‘แมน’ ผมก็คงเป็นแมนเป็นแม่นมั่น เพราะสมัยเด็กๆ ผมลงไปหวดแข้ง (ภาษาฟุตบอล) ในสนามฟุตบอลเล็กๆ ที่โรงเรียนเสมอๆ ลูกบอลที่เราเตะเป็นพลาสติกราคาลูกละบาทเดียว ราคาไม่ถูกนะครับ เพราะบาทเดียวในสมัยนั้นซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ครึ่งชาม ขึ้นรถเมล์ได้สี่เที่ยว

ที่แปลกก็คือผมไม่เข้าใจว่า ทำไมระดับฮอร์โมนความอยากเตะบอลของตัวเองจึงลดลงเรื่อยๆ

มาวิเคราะห์เอาตอนโต ก็สรุปว่าน่าจะต้องโทษหนังสืออย่างเดียว ผมเลิกเตะบอลหลังจากพบ ‘สนามเตะ’ แห่งใหม่คือห้องสมุด ยามเพื่อนๆ ไปเตะบอล ผมก็นั่งอ่านนิยายรัก (เห็นไหม ส่อแววโรแมนติคแต่เด็กเชียว)

ฤดูกาลฟุตบอลโลกครานี้ บางคนบอกผม “อ้าว! ไม่ดูบอลหรือ? เห็นคุณสนใจเรื่องฟุตบอล”

ผมงงเป็นอันมาก “ผมน่ะหรือสนใจเรื่องฟุตบอล? ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“อ้าว! ก็เห็นคุณเขียนหนังสือเรื่อง ‘ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล’ ไง”

ความจริงถึงผมจะไม่เอาดีด้านกีฬา (น่าจะเป็น เอาดีทางด้านกีฬาไม่ได้มากกว่า!) กระนั้นนิสัยอยากเตะก็ไม่ได้หายไป กล่าวคือยังอยากเตะปากนักการเมืองปากหมาอยู่เสมอๆ คงไม่ใช่เป็นเพราะพ่อแม่เลี้ยงดูมาไม่ดีใช่ไหม

การที่คุณกับผมไม่ได้คลั่งไคล้กีฬาโดยพร้อมเพรียงกัน ไม่ได้เป็นมาตรวัดว่าพวกนักเขียนไม่ชอบกีฬา เพราะเท่าที่รู้นักเขียนหลายท่านนิยมชมชอบฟุตบอลอย่างยิ่ง จำได้ว่าในปีหนึ่งมีงานชุมนุมคนวรรณกรรม ซึ่งบังเอิญตรงกับวันแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษ ไทย-เวียดนาม เลี้ยงสังสรรค์ก็เลยเปลี่ยนสถานะเป็นการชุมนุมดูบอลแทน และเป็นงานที่รื่นรมย์และสร้างความกลมเกลียวในหมู่นักเขียนยิ่ง นั่นเพราะไทยเป็นฝ่ายชนะ

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลายโรงเรียนเปิดโทรทัศน์ให้เด็กดู นัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมกีฬาให้เยาวชน ซึ่งออกจะแตกต่างจากการส่งเสริมกีฬาในยุคของผม

เมื่อผมยังเด็ก ผู้ใหญ่มักบอกพวกเราที่เพิ่งย่างเข้าสู่วัยรุ่นให้เล่นกีฬา เพื่อเผาผลาญพลังงานให้ลดลง พูดตรงๆ ก็คือ เพื่อไม่ให้เหลือพลังงานไปหมกมุ่นในเรื่องเซ็กส์ นับว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ดี เหมือนกับที่ท่านพุทธทาสเคยแนะนำให้คนที่ฟุ้งซ่านไปยกอิฐแบกปูน พอร่างกายเหนื่อยหมดแรง จิตก็หมดแรงฟุ้งซ่านไปด้วยโดยอัตโนมัติ

เรามักมองว่ากีฬาเป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริม แต่ก่อนอื่นผมว่าเราอาจต้องแบ่งแยกสองคำนี้ให้ถูกก่อน นั่นคือการเล่นกีฬากับการดูกีฬาไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

การเล่นกีฬาทำให้สุขภาพดีขึ้นแน่นอน เมื่อร่างกายดี จิตใจย่อมดีตามไปด้วย ส่วนการดูกีฬาไม่เหมือนกัน คนดูกีฬาอาจอ้วนฉุพุงพลุ้ย เพราะดูไปดื่มเบียร์ไป หรือฟาดบะหมี่สำเร็จรูปไป หรืออาจเป็นนักพนันตัวยง หรือเครียดกว่าตอนไม่ดูเสียอีก

ดังนั้นการส่งเสริมกีฬาสำหรับเยาวชนจึงควรทำให้ถูกจุด พูดง่ายๆ คือ เราน่าจะเอาเงินงบประมาณไปซื้ออุปกรณ์กีฬามากกว่าเปิดโทรทัศน์ให้เด็กดูกีฬา ยกเว้นแต่เป็นการดูเพื่อศึกษาเทคนิคการเล่น

ด้วยเหตุนี้ เวลาใครคนหนึ่งบอกว่า “ผมชอบกีฬา” เราอาจต้องถามให้ละเอียดก่อนว่า ชอบเล่นหรือชอบดู เพราะสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

ฉากเด่นในฟุตบอลโลกนัดสุดท้ายที่เพิ่งผ่านไปคือ การที่นักฟุตบอลฝรั่งเศส นายซีเนอดีน ซีดาน เอาหัวโหม่งนักกีฬาอิตาลี นายมาร์โก มาเตรัซซี เป็นผลให้นักกีฬาอิตาลีลงไปนอนชักดิ้นชักงอเหมือนปลาดุกถูกทุบหัวด้วยค้อน

หนังสือพิมพ์ The Times จ้างนักอ่านริมฝีปาก เจสสิกา รีส มาอ่านเทปบันทึกการแข่งขัน

ได้ข้อสรุปว่า นายมาเตรัซซีด่านายซีดานว่า “the son of a terrorist whore” (อันมีนัยถึงชาติกำเนิดอัลจีเรียของนายซีดาน) ตามมาด้วย “so just fuck off”

หนังสือพิมพ์ Daily Mail ก็ใช้บริการนักอ่านริมฝีปากเช่นกัน ได้ความอย่างเดียวกัน

สถานีโทรทัศน์เครือข่าย โกลโบ แห่งบราซิลจ้างคนใบ้มาอ่านริมฝีปาก ได้ความว่า น้องสาวของนายซีดานเป็นโสเภณี

ส่วนนักอ่านริมฝีปากไทยยืนยันว่า นายมาเตรัซซีบอกนายซีดานว่า “เลือกตั้งชนะไม่กลัวหรอก เดี๋ยวจะหาเรื่องยุบพรรคเอง”

ไม่นึกว่ากีฬาฟุตบอลจะเกี่ยวกับการอ่านริมฝีปากไปอย่างไม่น่าเชื่อ

นักวิเคราะห์กีฬาบางท่านบอกว่า หากเรื่องนี้เป็นความจริงตามการอ่านริมฝีปากหลายราย (ยกเว้นของไทย) นายมาร์โก มาเตรัซซี ก็น่าจะถูกจัดเป็นยอดนักฟุตบอลแห่งโลก เพราะเก่งทั้งการเล่นฟุตบอลและยุทธศาสตร์ สามารถสร้างแผนทำลายฝ่ายศัตรูอย่างได้ผล ไม่ต่างอะไรกับขงเบ้งที่ทำให้จิวยี่กระอักเลือดมาแล้ว

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงการแข่งขันในปีหนึ่ง ชิลีหวดแข้งกับบราซิล และทำท่าจะแพ้ ผู้รักษาประตูชิลีแกล้งบาดเจ็บสาหัสหลังจากที่กองเชียร์บราซิลโยนประทัดลงไปในสนาม ทีมชิลีเดินออกจากสนาม ทำให้เกมยกเลิกไป ภายหลังเมื่อ FIFA พิสูจน์จนรู้ความจริง ก็แบนชิลีไม่ให้เข้าร่วมฟุตบอลโลกครั้งถัดมา

ส่วนเจ้าคนที่แกล้งนั้นก็ถูกห้ามลงสนามฟุตบอลโลกตลอดชีพ ได้ข่าวว่ามาเอาดีโดยมาเป็นโค้ชสอนลีลาการแกล้งให้กับนักการเมืองหลายท่านในเมืองไทย ประสบความสำเร็จเป็นอันมาก

ใช่ครับ คุณปราบดา คำว่า ‘น้ำใจนักกีฬา’ กลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว เช่นเดียวกับวงการอื่นๆ ชัยชนะคือเป้าหมายสูงสุด ไม่ว่าต้องทำร้ายใคร นอนกับใคร โกหกใคร แทงใครข้างหลัง ฯลฯ ก็ทำได้เพียงเพื่อเอาชนะอย่างเดียว แพร่ระบาดไปทุกวงการ และที่เราเห็นว่าน่าเกลียดที่สุดในรอบหลายเดือนนี้ก็คือ ในวงการเมือง

นี่เองที่ทำให้ผมมองกีฬายุคนี้ด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม ขอบข่ายของกีฬากว้างไกลกว่าที่คิด

ผมถูกสอนมาแต่เด็กว่า กีฬาเป็นเรื่องของการยกระดับจิตใจ ทำให้รู้จักและเข้าใจเรื่องแพ้ชนะ

และมีน้ำใจนักกีฬา นักเรียนทุกคนต้องร้องเพลง ‘กราวกีฬา’ ของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจนจำขึ้นใจ เนื้อความว่า "กีฬาๆ เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส ทำคนให้เป็นคน"

แต่สิ่งที่เห็นในโลกแห่งความจริงไม่ตรงกับที่ครูสอนเลย

ใบหน้าของที่ร่ำไห้ของฝ่ายพ่ายแพ้ ราวกับว่าถึงพ่อตายก็ไม่โศกเศร้าเช่นนี้ ใบหน้าของคนที่ดีใจขีดสุดเมื่อทีมของชาติตนชนะ ยิ่งกว่าถูกหวยใต้ดิน เอ้ย! หวยบนดิน (และถูกกฎหมายด้วย)

เมื่อเห็นหนังสือพิมพ์เช้านี้ลงภาพชาวอิตาเลียนที่ชนะบอลโลกแห่โลงศพที่คลุมธงชาติฝรั่งเศส ผมก็ชักไม่แน่ใจว่านี่เป็นกีฬาหรือสงครามกันแน่

บางทีมันอาจเป็นเรื่องเดียวกัน!

ความจริงเมื่ออ่านทฤษฎีเกี่ยวกับยีนของมนุษย์ ผมก็ชักเห็นคล้อยว่า มันเป็นเรื่องเดียวกันจริงๆ

มีทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับกีฬาคือ มันเกิดขึ้นเพื่อทดแทนเลือดนักล่าในตัวเรา ยามที่เราไม่ต้องล่าสัตว์เหมือนมนุษย์ดึกดำบรรพ์

มนุษย์ยุคแรกไม่ได้มีอะไรที่ต่างจากสัตว์ กินอาหารดิบ และล่าสัตว์เมื่อหิว จนเมื่อเราอ่านหนังสือ How To มาก และรู้วิธีปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เราก็ไม่ต้องเข้าป่าล่าสัตว์ถี่เหมือนเดิม (จนอาจกล่าวว่าต้นกำเนิดของระบบอุตสาหกรรมแบบสายพานการผลิตอาจเริ่มมานานก่อนหน้าสังคมอุตสาหกรรมเมื่อสองศตวรรษก่อน!)

แต่เลือดนักล่า หรือที่เรียกว่า 'ความเร้าใจในการล่า' ที่ฝังในยีน (ที่ไม่ใช่กางเกง) ไม่ได้หายไปไหน

นี่น่าจะอธิบายกำเนิดของสงครามได้ด้วย

ไม่เชื่อถามไปถามท่านรองประธานาธิบดีแห่งประเทศมะริกัน ดิ๊ก เชนีย์ คนที่เอาปืนไล่ยิงเพื่อน

เพราะตาลายเห็นเพื่อนเป็นเป็ด

ปัง! แคว็ก! แคว็ก!

ส่วนเจ้านายของเขาคือนายจอร์จ บุช ก็ต่างจากเขาอย่างเดียวคือไม่ชอบยิงเป็ด แต่นิยมยกกำลังไปยิงคนที่บ้านคนอื่นมากกว่า นั่นคือที่มาของสงครามในอิรักที่ยังเละจนทุกวันนี้

พูดง่ายๆ คือ กีฬาเป็นการระบายหรือปลดปล่อยความรุนแรงที่ฝังในยีนออกมา

ถ้าโชคไม่ดีที่ไอ้คนบ้ากีฬาแบบนี้เป็นหัวหน้าประเทศ ประชาชนก็เดือดร้อน แต่บริษัทค้าอาวุธยิ้มแก้มปริ

ผมเคยสงสัยว่าทำไมกีฬาทั้งหลาย เช่น ฟุตบอล กอล์ฟ ปิงปอง บาสเก็ตบอล ฯลฯ จึงตั้งบนรากฐานของ ‘การประลอง’ มากกว่า ‘การออกกำลังกาย’ ทำไมเราไม่สามารถเล่นด้วยตัวคนเดียว

ทำไมการวิ่ง การเดิน การรำไท้เก๊ก การเต้นแอโรบิก ฯลฯ จึงเรียกว่า ‘การออกกำลังกาย’

ไม่ใช่กีฬา?

การเต้นรำก็ไม่ใช่กีฬา ทั้งที่ได้เหงื่อมากกว่าตีปิงปองเสียอีก ทั้งๆ ที่หัวใจของกีฬาอย่างที่เราสอนเด็กๆ คือ การเสริมสร้างร่างกายและจิตใจ ทั้งๆ ที่เราสามารถเหงื่อออกได้จากการวิ่ง (ตัวคนเดียว) ยกน้ำหนัก (ตัวคนเดียว) วิดพื้น (ตัวคนเดียว) ฯลฯ

และถ้าการออกกำลังกายด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเรียกว่ากีฬา ทำไมไม่จัดกิจกรรมทางเพศเป็นกีฬาด้วย?

มองไปมองมา เหตุผลเดียวที่เราต้องเล่นเป็นคู่ เป็นทีม ก็เพราะเราต้องการเอาชนะ การเอาชนะคนอื่นย่อมสนุกกว่าเอาชนะ(ใจ)ตัวเอง ไม่เชื่อถามตัวเองว่ายากเย็นแค่ไหนในการลุกขึ้นตอนเช้าไปออกกำลังกาย สามารถหาเหตุผลได้ห้าร้อยสามสิบสองเหตุผล

ยากกว่าการดูบอลตอนตีสอง (บวกบะหมี่สำเร็จรูปสักชาม)

ในการแข่งขันกีฬาสำคัญๆ อย่างเช่นฟุตบอลโลก นักกีฬากับกองเชียร์กีฬาต่างก็ต้องการเอาชนะพอๆ กัน เพียงแต่นักกีฬาทำหน้าที่ ‘ล่า’ แทนกองเชียร์เท่านั้น แต่ความหมายเหมือนกัน ชัยชนะหมายถึงการล่าที่ประสบความสำเร็จ

เมื่อนำมาผูกกับคำว่าชาตินิยม ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ไม่ต่างจากการทำสงครามเลยแม้แต่น้อย

ในแผ่นดินโรมันยุคกลาดิเอเตอร์เต็มสังเวียนคอลอสเซียม การล่ากับกีฬาเป็นเรื่องเดียวกัน กลาดิเอเตอร์ส่วนใหญ่เป็นทาส นักฆ่าที่ชนะบ่อยๆ หรือสู้สมศักดิ์ศรี มักได้รับอิสรภาพจากจักรพรรดิ ส่วนคนที่แพ้หรือเล่นไม่ถูกใจมักถูกสั่งประหารกลางสังเวียนนั่นเอง เช่นเดียวกับในการแข่งกีฬาในแผ่นดินเม็กซิโกโบราณ โดยเฉพาะนัดที่กษัตริย์ทอดพระเนตรด้วยนั้น หัวหน้าทีมของฝ่ายที่แพ้จะถูกประหารชีวิต

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา นักฟุตบอลชาวโคลอมเบีย แอนเดียรส เอสโคบาร์ เขี่ยลูกเข้าประตูตัวเอง เป็นผลให้ทีมโคลอมเบียตกรอบ เมื่อเขากลับบ้านได้สองอาทิตย์ ก็ถูกแฟนบอลคนหนึ่งยิงตาย คนยิงถูกตัดสินจำคุก 43 ปี แต่ได้รับการปล่อยตัวเมื่อปีก่อน ทันดูฟุตบอลโลกปีนี้พอดี

นี่ไม่ใช่รายเดียว ยังมีการฆ่ากันเพราะอารมณ์ค้างจากการแข่งขันอีกมากราย ยกตัวอย่างล่าสุดในปีก่อนนี่เอง นักฟุตบอลหนุ่มอายุสิบแปดแห่งทีมเบนินถูกแฟนบอลแทงตาย เพราะแพ้บอลให้ไนจีเรีย 3-0

ดังนี้จึงแยกแยะคำว่า ‘กีฬา’ ออกจาก ‘สงคราม’ ลำบาก เพราะเป้าหมายคือการเอาชนะเหมือนกัน

ยุคเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ของมนุษย์ยาวนานแค่หนึ่งหมื่นปี มนุษย์เลี้ยงหมูเป็นอาหารมาตั้งแต่ 7,500 ปีก่อนคริสตกาล และเลี้ยงแพะมาตั้งแต่ 8,900 ปีก่อนคริสตกาล เวลาสั้นๆ แค่นี้ยังไม่สามารถทำให้เลือดนักล่าของเราจางลงเท่าไร

ทั้งนี้เพราะกีฬาเป็นเรื่องของหน้าตา ศักดิ์ศรี ภาคนิยมและชาตินิยม มากกว่าการออกกำลังกายให้เหงื่อตกไปเสียแล้ว

ปัง! แคว็ก! แคว็ก!


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนสิงหาคม 2549