ปราบดา ถึง วินทร์
25/9/49
ทันทีที่ข่าวการปฏิวัติในเมืองไทยเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน โด่งดังไปทั่วโลก เพื่อนชาวต่างชาติทั้งหลายของผมต่างส่งความเป็นห่วงเป็นใยมาให้อย่างพร้อมเพรียง ส่วนใหญ่จะเกรงว่าคนทำงานสร้างสรรค์ (สาธุ!) เช่นพวกเราๆ จะโดนผลกระทบจากการยึดอำนาจโดยทหาร อาจถูกแบนในแง่การแสดงความเห็น อาจถูกห้ามไม่ให้ผลิตงานศิลปะ หรืออาจถูกจับเข้าคุกเข้าตารางในฐานะนักเขียนหัวรุนแรง
อาการเป็นห่วงแบบนี้คงเกิดจากความยึดติดกับความหมายของปรากฏการณ์รัฐประหารตามสูตรดั้งเดิม ผมก็ได้แต่ตอบเพื่อนสนิทมิตรสหายไปว่าไม่ต้องห่วง นักสร้างสรรค์ชาวไทยยังสบายดีอยู่ เผลอๆอาจสบายขึ้นกว่าเดิม เพราะจะได้เว้นวรรคจากความเครียดที่ต้องเห็นคนหน้าเหลี่ยมๆ ด้านๆไปสักระยะ มือของนักเขียนหลายคนก็พลอยจะได้พักจากการเขียนบ่นปนด่าเรื่องความขรุขระและเป็นหลุมบ่อของถนนการเมืองไทยไปด้วย ครั้นจะอธิบายให้เพื่อนเข้าใจความจริง ว่าสมัยนี้ไม่มีใครสนใจนักเขียนหรืองานของนักเขียนมากถึงขั้นจะมาลากคอไปเข้าคุกเข้าตารางกันแล้ว ก็จะทำให้ตัวเองหดหู่เปล่าๆ เอาเป็นว่าการปฏิวัติครั้งนี้ ค่อนข้างจะแฮปปี้ดีพร้อมสำหรับประชาชนจำนวนมากพอสมควรทีเดียว
จะว่าแปลกก็แปลกนะครับ แม้ผมจะเข้าใจว่าสถานการณ์คราวนี้แตกต่างไปจากการยึดอำนาจโดยทหารครั้งอื่นๆในอดีต เพราะถือเป็นการหาหนทางแก้ปัญหาสังคม (ที่ผู้ควรแก้ทั้งหลายดันไม่ยอมแก้) ก่อนที่จะเกิดความรุนแรงระหว่างประชาชนจนกลายเป็นความสูญเสียมหาศาล แต่การได้เห็นภาพผู้คน ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงคนแก่คนเฒ่า แห่กันไปให้กำลังใจ ถ่ายรูปกับรถถัง มอบดอกไม้ ซื้อข้าวซื้อน้ำไปฝากทหาร ล้วนออกจะเป็นภาพที่ไม่คุ้นตาเท่าไรนัก จะว่าไป การใช้คำว่าปฏิวัติอาจจะผิดด้วยซ้ำ ผมรู้สึกว่ามันเป็นสภาวะที่มีอารมณ์คล้ายๆตอนจบของหนังฮอลลีวูดประเภทคนดีกู้โลก เหมือนทีมนักบินอวกาศเสี่ยงตายไปทำลายอุกาบาตยักษ์ หรือกองทัพทหารรวมพลังกันต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวตัวเขียว แล้วจบแบบธรรมะชนะอธรรม ชาวประชาต่างพากันไชโยโห่ร้อง ชูดอกไม้สรรเสริญผู้พิทักษ์สันติราชด้วยความชื่นชม
แต่ถ้าเหมือนหนังฮอลลีวูดจริงๆละก็ เราคงต้องระวังฉากหักมุมตามสูตรตอนท้ายไว้นะครับ ฉากที่ทิ้งปริศนาเป็นนัยว่าจะมีภาคสองตามออกมาในอนาคตอันใกล้ เช่น ไอ้พวกตัวโกงสันดานชั่วที่นึกว่านอนตายแหงแก๋อยู่ในซากปรักหักพัง ยังอุตส่าห์กระดิกนิ้วได้ หรือร่างโจรที่พระเอกกระหน่ำยิงจนพรุน แถมยังถูกนางเอกฟันด้วยดาบจนคอขาดคามือไปแล้ว พระเอกนางเอกดูดปากกันจนเสร็จ พระอาทิตย์ก็เริ่มตกให้ดูสวยๆ ซึ้งๆ หันไปอีกที อ้าว มันหายทั้งตัวทั้งหัว ไม่รู้ทำไมตายยากตายเย็น
หรือประเภทตัวโกงอยู่ต่างประเทศ นึกว่าไกลจนไม่สามารถมาพูดจาเลอะเทอะหลอกชาวบ้านออกทีวี ที่ไหนได้ สมุนมันยังภักดีเยี่ยงสุนัข (เพราะนายมันให้กินเงินแทนข้าว ว่ากันว่าเงินมีคุณค่าทาง “โภชนาโกง” มากกว่าข้าว) กำลังซุ่มเอาคืนกันชนิดไม่ยอมหลับยอมนอน
ที่น่ากลัวที่สุดคือเรื่องแนวที่เฉลยตอนจบว่าจริงๆแล้วพระเอกนั่นแหละคือผู้ร้าย กอดกับนางเอกอยู่ดีๆ นัยน์ตาเปล่งประกายไฟลุกโชนเป็นสีแดง แล้วยิ้มเย็นๆที่มุมปาก พลางนึกในใจ “เสร็จตู!”
ข่าวทีวีบอกผมว่า ช่วงนี้เกิดปรากฏการณ์ข้าวของลวดลายทหารขายดีเป็นพิเศษ ความสนใจในตัวทหารกลายเป็นกระแสแฟชั่นอย่างรวดเร็ว สมกับที่เป็นยุคสร้างกระแส ทุกอย่างสามารถถูกแปรสภาพเป็นความเท่ทางภาพลักษณ์และวัตถุ โชคดีที่ผมมีเสื้อผ้าลายทหารอยู่แล้ว (กางเกงใน) ไม่ต้องรีบออกไปแย่งซื้อกับใครเขา
โดยรวมๆ ผมว่าความตื่นเต้นสนใจในตัวทหารขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ไม่คาดฝันที่น่ารักและน่าสนใจไม่น้อย เหตุผลแรกคือภาพพจน์ของทหารขาดหายไปจากความเป็นส่วนหนึ่งในสังคมมาเนิ่นนาน ผมจะไม่แปลกใจเลย หากมีเด็กตัวเล็กๆบางคนได้แรงบันดาลใจ อยากโตขึ้นเป็นทหาร จากการปฏิวัติในครั้งนี้ ทั้งๆที่มันเป็นอาชีพที่ขาดความ “ร่วมสมัย” ไร้ความ “เท่” ในแง่ของรสนิยมสากลอยู่พักใหญ่ วัยรุ่นสมัยใหม่มีแต่จะอยากเป็นนักดนตรี นักร้อง ดารา แด๊นเซอร์ นักเทนนิส หรืออะไรก็ตามที่มีต้นแบบเป็นคนดังในสังคม อาชีพที่เด็กเคยตอบกับคำถาม “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” อย่าง หมอ พยาบาล ตำรวจ และทหาร (เอ ทำไมไม่มีตัวเลือกว่าโตขึ้นอยากเป็น “พระ” บ้าง เพราะเดี๋ยวนี้พระก็ถือเป็นอาชีพได้เหมือนกันนะครับ) ล้วนกลายเป็นเพียงทัศนคติของอดีต ที่ถึงแม้จะยังมีคนอยากเป็นและเป็นอยู่เสมอ ก็ไม่ได้เป็นภาพสวยหรูอย่างที่เคยได้ชื่อว่าเป็นอาชีพ “ในฝัน”
เหตุผลที่สองคือมันสะท้อนว่า สถานะของทุกหน้าที่ในสังคม จะถูกตัดสินอย่างไรโดยผู้คน บ่อยครั้งขึ้นอยู่กับบริบทที่สามารถเปลี่ยนได้เรื่อยๆ จากภาพลักษณ์ของทหารที่เคยถูกต่อต้านโดยประชาชนผู้รักสันติภาพและรังเกียจสงคราม เมื่อจับปืนและยืนคุมถนนเพื่อ “ป้องกัน” สงครามกลางเมือง ประชาชนส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะต้อนรับด้วยความยินดี
ต้องบอกก่อนครับว่าโดยปกติผมไม่ใช่คนที่โปรดปรานทหารนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมไม่โปรดปรานภาพลักษณ์และพฤติกรรมของทหารบางประเภทที่ชอบวางอำนาจข่มเหงคนอื่นเพียงเพราะตัวเองใส่เครื่องแบบ ถือปืน และมีสิทธิของความเป็น “ทหาร” แต่ประสบการณ์ที่ผมได้จากการเคยเป็นทหารอยู่ระยะสั้นๆ ก็ช่วยให้ผมมองทหารด้วยใจที่เปิดกว้างขึ้น ความจริงทหารก็ไม่ต่างจากอาชีพอื่น มีทั้งทหารดีและทหารเลว มีทั้งทหารโหดเหี้ยมและทหารอ่อนโยน มีทั้งทหารเคร่งขรึมจนน่ารำคาญและทหารเบิกบานขำขัน (สมัยฝึกทหาร ครูฝึกคนหนึ่งในค่ายที่ผมอยู่ เป็นคนตลกที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผมเคยเจอ) ตอนนี้เห็นใครๆเขาออกไปถ่ายรูปคู่กับทหารและรถถัง ผมยังอยากไปถ่ายบ้างเหมือนกัน กลัวว่าอีกหน่อยจะไม่มีรูปประวัติศาสตร์ไว้อวดลูกอวดหลาน แต่คงได้แต่อยากละครับ เพราะผมไม่ค่อยกล้ายืนใกล้ๆอาวุธสงครามเท่าไรนัก ใกล้แล้วมันเสียว เสียวแล้วเดี๋ยวติดใจ!
ถึงที่สุด ผมว่าประชาชนก็มีพลังนะครับ อาจจะไม่ใช่พลังในการเปลี่ยนแปลงอะไรใหญ่ๆด้วยตัวเอง เพราะบ่อยครั้งเราถูกอำนาจของคนชั่วครอบงำจนขยับตัวลำบาก หรือหลายครั้งก็ยากที่เราจะรู้เท่าทันกระแสความเลวที่ไหลหลั่งอยู่ในสังคม คนชั่วรู้ว่าประชาชนไม่มีเวลามากพอจะใส่ใจทุกกระเบียดนิ้วของชีวิต ประชาชนทุกคนไม่สามารถแสดงความเห็นของตัวเองผ่านสื่อ ไม่สามารถโค่นล้มวงจรอุบาทว์ต่างๆได้ง่ายๆ แต่ระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ผมว่าเราสามารถส่งความรู้สึกถึงกันค่อนข้างชัดเจน บรรยากาศบ้านเมืองเป็นอย่างไร ออกไปเดินถนนสักพักก็พอจะระแคะระคาย ผมไม่ได้หมายถึงการเห็นบรรยากาศของการเดินขบวนประท้วงหรือการสร้างกระแสต่อต้านสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ซึ่งมีคุณสมบัติของความล้นเกิน ความ “เว่อ” อยู่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน) ผมหมายถึงบรรยากาศในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน บรรยากาศในการอยู่ร่วมกัน ผมว่าประชาชนมีพลังเงียบที่รับรู้ความเป็นไปมากมาย และพลังเงียบนี้บางครั้งก็เป็นพลังมหัศจรรย์ที่มีกำลังรุนแรงที่สุด ปรากฏการณ์การปฏิวัติที่ดำเนินไปอย่างค่อนข้างสงบและเป็นที่ชื่นชมของคนจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงพลังเงียบที่ว่านั้นด้วยส่วนหนึ่ง เพราะถ้าประชาชนส่วนใหญ่มีปัญหากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าทุกอย่างคงไม่สงบและ “ขำๆ” อย่างที่มันกำลังเป็นอยู่
ที่น่าแปลกใจอีกอย่าง และเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ผมสังเกตตั้งแต่ยังไม่เกิดการปฏิวัติในประเทศไทย คือขณะนี้มีหลายประเทศในโลกที่กำลังเผชิญสถานการณ์คล้ายคลึงกันมาก ไม่ว่าจะในฟิลิปปินส์ ในฮังการี ในไต้หวัน ประชาชนในประเทศเหล่านั้นต่างกำลังพยายามขับไล่ผู้นำของตนออกจากตำแหน่ง (และแน่นอนครับ ผู้นำทั้งหลายต่างก็หน้าด้านไม่ยอมรับอะไรเหมือนกันหมด สงสัยจริงว่าคนพวกนี้เกิดจากหลอดทดลองเดียวกันหรือเปล่า) เหตุผลก็ครือๆกันนั่นแหละครับ ไม่พ้นการทุจริต โกงกิน โกหกหลอกลวง น่าเบื่อชะมัด แต่ก็ขำๆครับ ขำๆ
สถานการณ์ในหลายประเทศเหล่านั้นไม่ได้สงบสุขแบบบ้านเรา พวกเขากำลังเสียเลือดเสียเนื้อ กำลังถูกผลักดันให้แสดงความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดูข่าวแต่ละวันแล้วก็ให้แปลกใจอีกว่า โลกปัจจุบันที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความเจริญ สะดวกสบาย (ท่าอากาศยานเป็นตึกกระจกใสแจ๋วตามเทรนด์เหมือนกันหมด) กลับเป็นโลกที่วุ่นวาย ซับซ้อน และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆไปพร้อมๆกัน
ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ภายในช่วงระยะเวลาเพียงห้าหกปีที่เราเขียนจดหมายถึงกันมา โลกถูกกระทบด้วยแรงสั่นสะเทือนจากความรุนแรงและพลังชั่วร้ายของตัวโกงมากมายแทบนับครั้งไม่ถ้วน
เรียกว่ามองโลกในแง่ร้ายหรือเปล่า ผมไม่รู้นะครับ
แต่ผมเชื่อว่า เรื่องนี้มีภาคต่อตามมาอีกหลายภาคแน่นอน!
..............................
วินทร์ ตอบ ปราบดา
หนึ่งสัปดาห์หลังจากการปฏิวัติ
กลางดึกของอาทิตย์ก่อน ผมนอนหลับไปแล้วฝันว่าลูกชายของผมมาเคาะประตูห้องนอน บอกว่า พ่อ... ตอนนี้มีทหารกับรถถังเต็มถนนสุขุมวิทเลย แน่นอน... ผมต้องฝันไปแน่ๆ บ้ารึ! จะมีทหารที่ไหนขับรถถังมาทำอะไรในเมือง ไม่ใช่วันเด็กสักหน่อย
แล้วผมก็พบว่ามันไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่รายการเรียลิตี้ โชว์ ไอ้หยา! นี่เป็นเรื่องจริง พวกเด็กวัยรุ่นยุคนี้สื่อสารกันทางแช็ตรวดเร็วกว่าจรวด จึงทันโลกยิ่งกว่าผม เป็นอันว่านอกจากคืนนั้นจะไม่ได้ฝันแล้ว ยังไม่ได้นอน เพราะไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นโรงเรียนของเด็กจะเปิดไหม ถนนจะว่างไหม และผมควรจะหาเรื่องหยุดเขียนหนังสือสักวันไหม
ในช่วงเวลานั้น ผมมีแขกต่างประเทศมาเยือนพอดี จึงต้องทำหน้าที่พลเมืองที่ดีโดยการอธิบายให้เขาฟังว่า โดน’ท วอร์รี บี แฮปปี้! รัฐประหารแบบไทยๆ น่ะ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ว่าแล้วก็พาเขาไปกินอาหาร เดินช็อปปิ้งตามแผนเดิม (วันถัดมานั้นห้างสรรพสินค้ายังมีคนเดินปกติสุขดี) และเพื่อให้เป็นการต้อนรับที่เขาจะจดจำไปนาน ก็พาเขาไปถ่ายรูปคู่กับทหารเป็นที่ระลึก นับว่าเราทันสมัยมาก เพราะหลังจากวันนั้นวันเดียว การถ่ายรูปคู่กับทหารและรถถังก็กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของบ้านเรา
ผมไม่แปลกใจนักที่ผู้นำนานา ‘อารยประเทศ’ เรียงหน้าออกมารุมสวดรัฐประหารครั้งนี้ยกใหญ่
หนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสท์ (ฉบับเดียวกับที่ไล่นิกสันออกจากตำแหน่งสำเร็จ) ประนามการยึดอำนาจครั้งนี้อย่างเผ็ดร้อน
บางครั้งผมรู้สึกว่าปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดขึ้นตามสูตรสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น หากใครกระทำรัฐประหาร ต้องด่ามันไว้ก่อน หากสตรีคนใดแก้ผ้า ต้องสรุปว่านังนั่นไร้ศีลธรรม หากเห็นนักเรียนตีกัน ต้องโทษว่าพ่อแม่เลี้ยงดูเด็กมาไม่ดี เป็นต้น
บางครั้งเราก็อยู่ในกติกาจนติดกับในกรอบของกติกา
ผมพยายามมองโลกในแง่ดีว่า บางทีเพราะพวกเขาไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วน แต่ผมอยากเชื่อว่าพวกเขายึดกติกาเหนียวแน่นเกินไปมากกว่า
งานนี้ดูเหมือนมีแต่เลขานุการสหประชาชาติ โคฟี อันนาน คนเดียวเท่านั้นที่ดูจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร และบอกสั้นๆ เพียงว่า “การกระทำแบบนี้ไม่ควรได้รับการส่งเสริม”
หลังจากเกิดเหตุการณ์ และระดับความตื่นเต้นซาลงแล้ว ผมได้รับคำถามบ่อยๆ ว่า เห็นด้วยกับการปฏิวัติครั้งนี้หรือไม่
คำตอบคือ เยส กับ โน
ไม่ได้กระแดะทำตัวเป็นนกสองหัว หรือเหยียบเรือสองแคม แต่เชื่อว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่คิดอย่างนี้
ผมเติบโตมาในยุคที่การกระทำรัฐประหารเป็นเรื่องธรรมดา ผมอายุสิบกว่าเมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร รัฐประหารยึดอำนาจตัวเอง กินเวลานานหลายปีทีเดียวกว่าผมจะเข้าใจคำว่า ‘ยึดอำนาจตัวเอง’
มองในประวัติศาสตร์การเมืองบ้านเรา รัฐประหารแทบทั้งหมดมักใช้ข้ออ้างเดิมๆ นั่นคือการคอร์รัปชั่น กินบ้านกินเมืองของรัฐเดิม และลงท้ายที่คนทำรัฐประหารหลายรายแสวงหาผลประโยชน์เสียเอง ดังนั้นภาพของการทำรัฐประหารไม่เคยเป็นสิ่งที่ผมชมชอบ
แต่ในมุมมองของคนทำงานสร้างสรรค์มานานพอสมควร ผมเรียนรู้ว่า จงระวังอย่าอยู่ในกรอบของกติกาจนติดกับดักของมันเอง
บ้านเราเก่งนักในเรื่องนี้
หลังจากคณะ ร.ส.ช. ยึดอำนาจรัฐเมื่อสิบห้าปีก่อน เราเกิดอาการเบื่อนายกฯที่มาจากการรัฐประหารเต็มที จึงเปลี่ยนกติกาใหม่ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เจอนายกฯที่มาถูกต้องตามครรลอง แต่ ‘บกพร่องโดยสุจริต’ คนจำนวนมากก็เลือกหลับตาข้างหนึ่ง และในที่สุดเราก็ติดกับดักที่สร้างไว้อีกครั้ง
เช่นเดียวกับกติกาที่ว่า ส.ส. ต้องจบปริญญาตรี ทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้คนเก่งที่ไม่เคยเข้ามหาวิทยาลัยมาช่วยชาติ
เราล้วนรู้ว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีที่สุด เพียงแต่แย่น้อยกว่าแบบอื่นเท่านั้น มันยังเป็นระบอบที่ต้องพัฒนาอีก และการพัฒนาประชาธิปไตยอาจต้องดูความเหมาะสมของแต่ละสังคม
ช่วงเวลาที่อดีตผู้นำไทยอยู่ในนิวยอร์ก ขณะที่บรรดาผู้นำชาวโลกไปประชุมกันในอาคารสหประชาชาตินั้น ประธานาธิบดีเวเนซูเอลาผู้ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอเมริกามานานมีโอกาสพูดบนเวทีโลก เขาตราหน้า จอร์จ บุช ว่าเป็นปีศาจร้าย (The Devil) ที่พยายามสั่งสอนชาวโลกว่า เอ็งต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้
เขาบอกว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการยัดเยียดความเชื่อหรือหลักของประชาธิปไตยที่ตัวเอง ใช้อยู่ต่อคนอื่น พูดง่ายๆ ก็คือ ประชาธิปไตยแบบอเมริกันอาจไม่เหมาะกับชาวอิรักร้อยเปอร์เซ็นต์ ประชาธิปไตยแบบอังกฤษก็อาจไม่ต้องใจคนไทยทั้งหมด เป็นต้น
สงครามในอิรักฉายภาพให้เราเห็นชัดเจนว่า การพยายามยัดเยียดระบอบประชาธิปไตยในแบบฉบับของพี่ใหญ่นำไปสู่ความพินาศย่อยยับได้ขนาดไหน
ดังนั้นเมื่อได้ยินโฆษกรัฐอเมริกาออกมาสวดตามธรรมเนียม : ปฎิวัติ? ช่างเป็นเรื่องน่าขยะแขยงอะไรเช่นนี้! ก็รู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล
ทั้งนี้เพราะในรอบหลายสิบปีมานี้ สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าตำรับการปฏิวัติในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในบางยุค การทำรัฐประหารในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศจะไม่มีทางสำเร็จหากไม่ขออนุญาตอเมริกา ก่อน ยกตัวอย่างเช่นในเวียดนามใต้ก่อนกรุงไซ่ง่อนแตก มีการปฏิวัติเป็นรายเดือน หลายครั้งนายพลต้องขออนุญาตอเมริกาผ่านซีไอเอ (ขอแนะนำให้อ่านหนังสือเรื่อง สิ้นชาติ ที่เขียนโดยนายพลเหงียนเกากี) ส่วนผู้นำของหลายชาติก็ก้าวขึ้นมาจากการ ‘สนับสนุน’ ของพี่ใหญ่ ขึ้นมาสู่อำนาจ เช่น ชาห์แห่งอิหร่าน นายพลปิโนเชต์ แม้แต่กลุ่มของนายบิน ลาเดน ก็ตาม ไปจนถึงการล้มรัฐบาลตาลิบัน ล้วนเกิดมาจากก๊วนที่บอกว่า ปฎิวัติเป็นเรื่องน่าขยะแขยงทั้งนั้น
ดับเบิ้ล สแตนดาร์ด ชัดๆ!
ที่น่าขันขื่นก็คือ พวกที่อเมริกาไม่ชอบหน้า เช่น นายฮามาสแห่งปาเลสไตน์ นายฮิซบัลเลาะห์แห่งเลบานอนกลับก้าวขึ้นมาจากการเลือกตั้ง!
อีกทั้งชาวโลกต่างก็รู้ดีว่า มีความพยายามโค่นรวมไปถึงลอบสังหารผู้นำคิวบามานานหลายทศวรรษโดยพวกซีไอเอมาตั้งแต่สมัย เคนเนดี้ยังไม่ถูกลอบสังหาร
ถ้าวันพรุ่งนี้ คิม จอง อิล แห่งเกาหลีเหนือ ผู้นำอิหร่านที่กำลังเล่นกับระเบิดนิวเคลียร์ ผู้นำเวเนซูเอลาที่ไปด่าบุช ผู้นำคิวบา ไอ้แก่หนังเหนียวที่ทนทายาด ถูกทหารบางกลุ่มขับรถถังออกมาไล่จนต้องไปลี้ภัยในลอนดอน ดูซิว่าผู้นำชาวโลกจะมีปฏิกิริยาอย่างไร อาจเอ่ยเสียงอ่อยๆ ว่า “ทำแล้วก็แล้วไป ทีหลังอย่าทำอีก”
ในกรณีของเรา กรอบที่หลายคนวางไว้คือ ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง กับการที่ไม่มีใครลากรถถังออกมายึดอำนาจ
ทว่าความจริงคือคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้แปลว่ามันเป็นประชาธิปไตยเลย
หลายปีที่ผ่านมาถ่างตาเราออกกว้างให้เห็นจะจะว่า หากคุณมีเงินมากพอ คุณสามารถซื้อประชาธิปไตยได้ทั้งระบบ และทำเรื่องแย่ๆ โดยถูกต้องตาม ‘กติกาสากล’ นี้อย่างเป็นบูรณาการ
บางทีนี่เป็นเรื่องที่แย่ไม่แพ้การขับรถถังเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ หากมองภาพดอกไม้สีเหลืองที่ห้อยบนรถถังในภาพกว้าง เราอาจต้องคิดใหม่ว่า บางทีวิธีการอาจไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์ - The end justifies the means.
มีจุดหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามคือ กรรมเกิดแต่กรรม หากผู้มีอำนาจไม่กระทำเรื่องแย่ๆ จนผู้คนทนไม่ไหว ผมเชื่อว่าโอกาสที่เรื่องจบแบบนี้ใน พ.ศ. นี้ยากมาก
ภาพที่คนออกมามอบดอกไม้ให้ทหารอธิบายทุกอย่างในตัวมันเองแล้ว
การ์ตูนการเมืองของ The Nation วันนี้น่าขำ เป็นรูปหญิงสาว (สัญลักษณ์ของประชาธิปไตยไทย) กำลังควงแขนนายทหารหนุ่มหล่อเหลา ข้างๆ เป็นรูปชายหน้าเหลี่ยมที่ทำท่าอกหัก ข้อความแปลตรงตัวว่า
“นี่เป็นเรื่องของบุรุษร่ำรวยมากๆ คนหนึ่งที่หลอกหญิงสาวของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดเธอก็สลัดเขาไปหาชายอกสามศอกคนใหม่ แต่เธอจะสามารถไว้ใจคนใหม่นี่ได้รึเปล่า?”
ไม่กี่วันหลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง สิ่งที่หลายคนเห็นว่าเป็นปฏิบัติการ ‘เช็กบิล’ ก็เริ่มขึ้น
เชื่อมั่นว่า หลังจากนี้เราจะพบว่าสุภาษิตไทย ‘น้ำลดตอผุด’ ยังเป็นสัจธรรมที่ไม่ล้าสมัย
การรัฐประหารอาจเป็นเรื่องผิด แต่ผมว่าเราไม่สามารถโยนความผิดทั้งหมดให้ผู้ทำรัฐประหาร หรือกับนายกฯคนเก่าที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร เราต้องโทษเราด้วยกันเองที่ปล่อยให้คนที่เรารู้อยู่เต็มอกว่าซุกหุ้นและทรัพย์สินตั้งแต่วันแรกของการ เข้าสู่การเมืองก้าวขึ้นสู่อำนาจ เพียงเพราะเราเบื่อหน่ายความเชื่องช้าของรัฐบาลก่อนหน้านั้น
หลังจากเกิดเหตุการณ์ และระดับความตื่นเต้นซาลงแล้ว ผมได้รับคำถามบ่อยๆ ว่า จะเขียนนวนิยายเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ภาค 2 ไหม?
คำตอบคือ โน!
ในเมื่อเรื่องมันซ้ำซากน่าเบื่ออย่างนี้ แล้วผมจะเขียนภาคสองของนิยายการเมืองน้ำเน่าต่อไปทำไม
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนตุลาคม 2549

