ศิลปะและความเป็นมนุษย์แบบโลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี

- สุรชัย พิงชัยภูมิ เรื่อง วงศกร ทองเนื้อดี ภาพ -


บนชั้นสองของโรงหนังลิโด้ ประตูบานที่มีกบเคโระนั่งพองตัวอยู่ ผลักเข้าไป แล้วเดินเวียนวนขั้นบันไดขึ้นไปจนถึงชั้นสี่ เจอประตูอีกที ผลักเข้าไปข้างใน is kids สตูดิโอ (สตูดิโอยังไม่เป็นทางการ) โลเล—ทวีศักดิ์ ศรีทองดี นั่งอยู่กับ เกี้ยมอี๋—บุญชัย อภินทนาพงศ์ ดูเหมือนพวกเขากำลังทำงานเกี่ยวกับ motion graphic และ มิวสิกวิดีโอ

“เอาไง ดูงานก่อนไหม” โลเลถาม พร้อมกับคลิกเปิดให้ดูงานชุดที่เขาจะจัดแสดงใน FLESH Art Exhibition by THAWEESAK SRITHONGDEE

“เรามีรูปเขียน และเราก็มีวิดีโอ ซึ่งเราก็กำลังทำอยู่” เขาบอก

เป็นวิดีโอแอนิเมชั่น?

“เป็นโมชั่น…” เกี้ยมอี๋อธิบาย

โลเลเอาสูจิบัตรงานชุดที่เขาจัดแสดงที่ฟุกุโอกะให้ดู ”งานนี้ไปทำสิ่งที่แตกต่างจากที่เคยทำ คือ ทำวิดีโอ และก็มีเวิร์กชอป”

คนญี่ปุ่นให้ความสนใจ?

“ก็สนใจดี ให้เงินเราทำ” ยิ้ม… “เรื่องวิดีโอ… เนื่องจากเกี้ยมอี๋เขาทำมิวสิกวิดีโออยู่แล้ว และเคยชวนมาร่วมงานด้วย ทำมิวสิกวิดีโอ หลังจากนั้นเราก็เลยคุยกัน แล้วก็มาร่วมกันทำ อย่างชุดนี้ก็ทำวิดีโอ วิดีโอมันเป็นสามส่วน อยู่รอบๆ ให้เสียงมันผสานกัน”

งานทดลอง?

“ไม่ทดลองหรอก ทำจริง (หัวเราะ) แต่จริงๆ แล้วคนเราทำอะไรมันก็เหมือนทดลองนะ …งานชุดนี้เรียกว่า HERO (2005) ถัดจากชุดนี้ก็มาทำอีกชุดหนึ่งที่สิงคโปร์ ก็เป็นฮีโร่ แต่เป็นฮีโร่ที่มันต่อเนื่องมา แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงไป”

(สติ๊กเกอร์รูปหัวคนแปะติดที่ข้างฝาเต็มไปหมด) นี่มันคืออะไร…

“ทีแรกว่าจะไปเขียนเอง แต่มันเยอะมาก แล้วมีเวลาอยู่ที่นั่นสามสัปดาห์ มันต้องทำอย่างอื่นด้วย ก็เลยทำจากที่นี่ พอจบอันนั้นปั๊บ ก็มาทำงานชุดนี้ (FLESH) หลังจากนั้นพอทำงานทีไรก็จะต้องอยากจะทำวิดีโอขึ้นมา แบบ…ใจจริงก็อยากจะทำหนังสั้นด้วย แต่เรื่องเวลามัน… แล้วพอดีงานนี้เรามาคุยกับเกี้ยมอี๋ เราก็เลยทำวิดีโอขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้วพื้นที่มันก็ไม่ได้เหมาะสมกับการที่จะมีวิดีโออยู่ด้วยเลย เพราะมันเป็นแกลเลอรี่ …ในวิดีโอมีอะไรให้ดูมั้ย” โลเลหันไปถามเกี้ยมอี๋

“มันมีไกด์อันต้น จะดูมั้ยล่ะ”

“หรือว่าเป็นรูปที่เราถ่ายมา”

“ในนี้มันมีหมด (มิวสิกวิดีโอที่มีภาพวาด-ภาพการ์ตูนประกอบ) ตั้งแต่พี่ปั่นยัน kal,บีม”

“ดูก่อนมั้ย เผื่อจะได้มีอะไรคุยกัน” โลเลถามอีกครั้ง

จริงๆ ก็เคยเห็นงานโลเลมาเยอะเหมือนกัน เคยอ่านงานเขียนของโลเลด้วย เออ… รูปเสือที่โลเลวาดมันข้องเกี่ยวกับอะไรหรือเปล่า?

“อืมม… มันเป็นความชอบส่วนตัวนะ”

อย่างเรื่องสั้นที่โลเลเขียนมันงานออกแนวแอ็บเสิร์ด (absurd) ไม่เรียลิสติก (realistic--เหมือนจริง) มันเหมือนจะเซอร์ แต่มันก็ไม่เซอร์?

“จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เขียนหนังสือ แบบ… เขียนแบบดีๆ อะไรอย่างนี้ ก็ไม่ได้เก่งอะไร แต่เราคิดว่าบางทีเราอยากสื่อสาร แล้วถ้าเรามาติดกับวิธีการที่จะต้องใช้ภาษา มันอาจจะทำให้เราไม่กล้าเขียนก็ได้ ถ้าเราคิดกันมากๆ ทีนี้เราก็เริ่มเขียนจากอ่านเอง คือไม่มีใครอ่าน เพราะฉะนั้นเราจะเขียนอะไรก็เขียนได้ตามที่เราอยากเขียน แล้วเวลามีงานที่จะต้องไปร่วมกับคนอื่นมันก็มักจะเป็นงานที่เขาบอกว่าให้ทำอะไรก็ได้ตามที่เราเป็น สิ่งที่ออกมาก็เลยเป็นแบบนั้น”

แต่ลักษณะมันก็เป็นคาแรกเตอร์การเขียนเฉพาะตัว มีอะไรที่แปลกๆ อย่างภาษาที่ใช้…?

“เราว่าส่วนหนึ่งมันเกิดจากเราไปไม่ได้ เราก็เลยไปแบบนี้ เหมือนกับคนหัดเขียนรูปเหมือน ถ้าเรายังติดอยู่ว่าเราจะพยายามเขียนให้เหมือนที่สุดเราก็จะมีปัญหา เพราะส่วนหนึ่งเราก็จะนิ่ง คิดอะไรไม่ออก แต่ถ้าเราถูไถด้วยวิธีผิด ก็เราทำได้แบบนี้ ก็ถูไถไปแบบนี้ มันก็สามารถเกิดอะไรขึ้นมาได้ มันคล้ายๆ แบบว่าถ้าเรามีกระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วเราต้องวาดรูป แต่ว่าเราวาดแล้วมันผิด วิธีการอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราต้องขยำแล้วเอาแผ่นใหม่มาเขียน ใช่ไหม แต่ถ้าเรายังเอาแผ่นเดิมมาเขียนต่อ …คือผิดไปแล้วก็จะทำไอ้ที่ผิดให้มันเกิดขึ้น นั่นแหละคือวิธีหนึ่งที่ใช้”

แต่งานสมัยก่อนที่โลเลเคยทำ แรกๆ มันจะออกไปในแนวที่เป็นเรื่องเรียลิสติกกว่านี้ เป็นเรื่องคน?

“สมัยแรกๆ ตอนเรียนหนังสือ เวลาเราทำงานเราก็จะทำตามที่เราเป็น ไม่พยายามไปหาเรื่องอะไร แต่มันมีเรื่องที่เรามีแล้วเอามาทำ เช่นเรื่องเพื่อน เรื่องไปเที่ยวกัน ไปสนุกกันแล้วไปเจอมาเฟีย อะไรอย่างนี้ แล้วมันก็จะมีการบวกไปอีก บวกความเว่อร์ (ยิ้ม)”

ดูมันก็เว่อร์ขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ แหละ?

“มันก็มีบางช่วงที่หลุดออกมาจากความเป็นจริง ก็จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ โลกแตก อะไรอย่างนี้ แขนขางอก”

ศิลปะของโลเลให้ความสำคัญกับจินตนาการมากกว่าเหตุผล?

“จริงๆ มันน่าจะอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล แต่บางเหตุผลเราไปต่อไม่ได้ หรือว่าเราไม่เข้าใจมัน แต่เราจะไม่เอาจินตนาการตั้งก่อนว่าเราจะฝันไปตามเรื่อง”

โลเลมีเหตุผลของตัวเอง แต่เหตุผลที่โลเลทำมันเป็นคนที่มีเขาออกมา ผู้ชายมีสามขา นั่นคือเหตุผลของโลเล?

“นั่นคือเหตุผล เรามีเหตุผลที่คิดว่าเราจะทำแบบนี้ เช่น ไอ้หัวเนี่ย เริ่มแรกเดิมทีเราคิดว่าถ้าวันหนึ่งเราอยากจะไว้ผมทรงอะไรดีที่มันแบบอยู่ในสังคมคน แล้วเราอยากพิเศษหน่อย สมัยเด็กๆ ก็จะมีผมแบบหัวจุก เราไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่าจินตนาการหรือเปล่า แต่ว่ามันเป็นเหตุผลหนึ่ง เหตุผลที่เราคิดว่าเราอยากจะมีแบบนี้ ส่วนไอ้หัวเนี่ย เราก็คิดว่าหัวที่มันยื่นๆ มาเนี่ย เราเชื่อว่าหัวที่มันยื่นมามันคือส่วนยอดของสมอง แล้วยอดของสมองมันน่าจะเป็นสิ่งที่พิเศษ และยอดเยี่ยม เหมือนกับยอดมนุษย์ต่างๆ มันจะมีขึ้นมา หลังจากที่เราได้คิดของเราเอง แล้วเราก็ไปเปรียบเทียบสิ่งที่มันมีอยู่ มันก็… เออ มันก็จริง”

ไอน์สไตน์บอกว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้?

“ความรู้เนี่ย ส่วนหนึ่งนะ สิ่งที่ทำให้บางทีเราทำงานแล้วเราเกิดความรู้สึกว่า เออ ทำไม่ได้เพราะว่าไม่เข้าใจมัน แล้วเราก็พยายามจะเข้าใจมันก่อน เพื่อที่จะเข้าใจมันแล้วจะได้ทำได้ด้วย เช่นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลก เราเกิดมาตอนนี้ ซึ่งมันผ่านมาไม่รู้กี่พันปี ถ้าเราเกิดในยุคสมัยโบราณ เราคงเรียนรู้ไม่ต้องเยอะมากเท่าไหร่ แล้วเราก็จะเข้าใจมันทั้งหมด แต่พอเรามาถึงตอนนี้ ความรู้มันเยอะมากๆ เลย แล้วเราจะต้องเรียนรู้มัน มันยากที่เราจะรู้ได้ทุกอย่าง จริงๆ แล้วเราก็อยากรู้ทุกอย่างด้วย ใช่ไหม เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราไม่รู้เราไม่เข้าใจ มันมีส่วนของการที่เราจะสร้างความเชื่อของเราเองกับสิ่งที่เราได้เรียนรู้ อาจจะแค่สามสิบ-สี่สิบเปอร์เซ็นต์ของเรื่องนั้นก็ตาม”

เหมือนนำจินตนาการกับทักษะฝีมือมาหลอมรวมกัน?

“ก็มีส่วน…คือมันเป็นความเชื่อด้วย คือเราคิดว่าเราเกิดมา ไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะศึกษา และตายไป แต่เราเกิดมาเพื่อที่จะเลือกบางอย่าง และเราก็อาจจะทำบางอย่าง คือเราคิดว่าเราจะต้องทำ แต่ถ้าเราจะเรียนเราก็เรียนไม่จบอยู่แล้ว จนตายไปก็เรียนไม่จบ ถ้าเราไม่คิดที่จะเริ่มอะไรสักอย่าง”

โลเลสงสัยอะไรกับความเป็นมนุษย์?

“สงสัยทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิด ถ้าเรื่องการเกิดเนี่ย โลกมันใหญ่ใช่ไหม มันก็มีเกิดแต่ละที่ คนแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน แล้วการที่เรามีตัวตน แล้วเรียกว่าเราคืออะไร มันก็เกิดจากการที่เราเชื่อมันว่าเราเป็น งงเปล่า…”

ดูจากลักษณะงานของโลเลมันจะมีลักษณะของความเป็นการ์ตูน โลเลชอบการ์ตูนใช่ไหม?

“ชอบ… ชอบอ่านแต่ไม่ได้อ่านหมด อ่านไม่เยอะหรอก จำชื่อไม่ค่อยได้แล้วอย่างเซอร์ไวเวอร์, แบล็คแจ๊ก การ์ตูนที่จะเอามาทำงานศิลปะ ตอนแรกๆ ก็ชอบเขียนการ์ตูนอยู่แล้ว วันหนึ่งเรารู้สึกเริ่มคลั่งไคล้สีดำกับสีขาว เวลามันอยู่ด้วยกันแล้ว ยิ่งดำมากยิ่งมีเสน่ห์ เราก็เลยเอามาใช้ แต่จะเอามาใช้ยังไง เอามาใช้เป็นฟอร์ม อะไรอย่างนี้ใช่ไหม คือเราชอบทำงานอะไรแล้วชอบให้มันเยอะๆ ไว้ก่อน จะไม่ชอบแบบว่ากลมๆ ดำๆ จุดหนึ่ง นี่จุดหนึ่ง แล้วปล่อยสเปซ มันรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ แล้วอีกอย่าง ความสนใจเรื่องของคน รูปลักษณ์ ภาพลักษณ์ มันก็เลยเอามาวาดเป็นหน้าคน มันก็ดูเป็นการ์ตูนไปด้วย”

งานของโลเลมันเป็นมนุษย์ที่เหมือนกับไม่ค่อยสมบูรณ์ นี่คือเสน่ห์ (ของความไม่สมบูรณ์) ที่ต้องการจะสื่อให้ผู้ชมมองตรงนี้มากกว่าที่จะมัวไปชื่นชมในเรื่องของทักษะฝีมือของศิลปิน?

“เรื่องฝีมือการวาดนี่เราไม่ได้คิดเลย เราว่าเราไม่ได้ทำโชว์ฝีมือ แต่อยากจะทำโชว์วิธีการนำเสนอมากกว่า อย่างเช่นที่บอกว่าทักษะฝีมือนี่หมายถึงว่าเขียนแล้วเส้นเนี้ยบอะไรอย่างนี้ใช่ไหม นั่นไม่ได้คิดหรอก”

เกิดมา จำความได้ ก็ชอบวาดรูปเลย?

“ใช่—ชอบวาด เด็กๆ เวลาไปเรียนหนังสือชอบวาดไดโนเสาร์ติดหลังห้องประจำ ไปหาครูวิชาประวัติศาสตร์เขาก็ให้หนังสือไดโนเสาร์มาเล่มหนึ่ง แล้วเขาก็บอกว่า หน้าที่ของเธอเนี่ย หลังห้องนะ เป็นบอร์ดนะ เขียนไดโนเสาร์แล้วก็เขียนบรรยายรายละเอียดให้ทุกสองสัปดาห์ติดหลังห้อง ในห้อง ถ้าเกี่ยวกับศิลปะ เราจะโดน—รับหน้าที่นี้ตลอด”

มีงานที่เป็นต้นแบบ หรือว่าคนที่เป็นต้นแบบไหม

“หลายคน… คนที่ทำงานแล้วมุ่งมั่น เวลาเราเห็นใครมุ่งมั่นเรามักจะเห็นผลของมันเสมอ ศิลปินที่ชอบก็ ลูเซียน ฟรอยด์ เขียนคนนอน แล้วแบบว่าสีเป็นก้อนๆ ชอบมาก แล้วก็ แอนดี้ วอร์ฮอล์ เพราะเขาทำทุกอย่างใช่ไหม ไม่ว่าจะเป็นงานที่เป็นสามมิติ ไม่ว่าจะทำหนัง ถ่ายรูป”

ทำไมถึงชอบ ลูเซียน ฟรอยด์

“ชอบฝีมือนะ เรื่องวิธีการนำเสนอมันก็น่าสนใจอยู่แล้วล่ะ แต่ที่สำคัญก็คือทำไมเขาเขียนได้แบบนั้น”

เป็นงานที่เน้นเทคนิค และความสวยงามของรูป?

“บางคนก็ดูว่าไม่สวยนะ บางคนว่ามันน่าขยะแขยง เป็นก้อน มันไม่ได้แบบวิจิตรบรรจง เนียน เนี้ยบสวย มันเป็นก้อน อาจเป็นเพราะว่าเขาเขียนคนด้วย เขียนคนที่มันไม่ใส่เสื้อผ้า ขาเป็นก้อนๆ เนื้อเยอะๆ ไปดูงานจริง สีเป็นก้อนเลย อยู่ใกล้ๆ ดูไม่ออกเลยว่าเป็นรูปอะไร ต้องถอยออกมาไกลๆ”

ตัวโลเลเองก็ไม่ได้เน้นเทคนิค?

“คิดว่าไม่ได้เน้น เรายังคิดว่าเราทำเทคนิคแบบธรรมดามากๆ เลยนะ เบสิกมากเลย เหมือนกับเด็กประถม เหมือนการใช้ดินสอค่อยๆ ถูๆๆ”

เป็นความตั้งใจที่จะให้มันง่าย?

“คิดว่ามันหยิบจับง่ายมากกว่า เราคิดว่าถ้าเราจะทำอะไร เครื่องมือนั้นมันต้องสามารถสื่อถึงสิ่งที่เราต้องการได้ก่อน เราไม่อยากรอ อะไรที่มันต้องรอ บางอย่างมันไม่ได้ทำ อย่างเช่น เราอยากทำงานวิดีโอ แต่โปรแกรมเรายังไม่รู้เลย แต่ถ้ามีกล้องแบบกระจอกๆ ราคาถูก ทำได้เราก็จะทำ ทำแบบที่เรามี หรือมีดินสอแค่แท่งเดียว เราก็สามารถใช้ดินสอทำอะไรได้ ปากกา ทุกอย่างทำได้หมด”

ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีสมัยใหม่?

“ไม่, มันก็เหมือนกับเรามีเครื่องมือหนึ่งที่มันน่าจะสนุกเพิ่มขึ้น นอกจากเรามีดินสอกองตรงนี้ เราก็มีคอมพิวเตอร์กองนี้ด้วย แล้วมันก็สามารถตอบสนองสิ่งที่เราอยาก”

โลเลสนใจความเป็นออริจินอลของงานไหม

“ก็ไม่ได้สนเท่าไหร่”

ไม่จำเป็นต้องเป็นงานมาสเตอร์พีซ?

“ใช่! ไม่ได้คิดว่ามันสูงส่ง วิเศษ ต้องกราบไหว้ …แต่เนื่องจากความเป็นเพ้นติ้งมันจะถูกหยิบจับได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นงานอื่น อย่างงานวิดีโอ ก็มองไปอีกแบบหนึ่ง”

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่โลเลทำงานภาพประกอบ?

“ตอนเรียนอยู่ปีห้า ไปหาเขาเลย ตั้งแต่เรียนอยู่ปีสองปีสามแล้ว เห็นพวกอาจารย์ทำภาพประกอบ วัยหวาน เห็นตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว หนังสือลลนา จนวันหนึ่งเราก็ทำพอร์ต นั่งคิดว่าทำยังไงถึงจะได้ทำ เพื่อนๆ เขาก็ไม่สน ไม่เห็นใครเขาสนใจอะไร ถามเพื่อนเพื่อนก็บอกไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำยังไง เราก็ทำพอร์ตไปอันหนึ่ง เอาสิ่งที่เราวาด เข้าไปหาเขา แล้วก็บอกว่าผมอยากสมัครเขียนภาพ”

ตอนนั้นหนังสืออะไร

“อิมเมจ …พอเขาเห็นเขาก็เลยชวนไปทำ อิมเมจนี่เขียนตั้งแต่ปี ’35”

บางทีศิลปินด้วยกันบางคน เขาไม่ยอมรับว่าภาพประกอบเป็นศิลปะ แต่มันเป็นงานคอมเมอร์เชียล?

“ไอ้เรื่องคิดเรื่องแบ่งเนี่ย มันเป็นปัญหา เป็นข้อจำกัดในการที่เราจะทำอะไรเหมือนกัน ถ้าเราไปคิดเราก็จะมีความคิดอย่างนี้ ดีมั้ย หรือไม่ดี เดี๋ยวจะถูกเรียกเป็นอะไร เพราะฉะนั้นที่ทำมาเราก็ไม่ได้คิดอะไร แค่รู้สึกอยากทำ และสนุกกับมัน…

“…งานพาณิชย์เราก็ชอบทำนะ งานพาณิชย์ที่ทำแล้วไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หรือว่าทำแล้วสนุกด้วย”

แต่ไม่ได้แยกใช่ไหมว่า อันนี้งานสำหรับแสดง แต่งานนี้เป็นงานสำหรับขาย ทำงานสร้างสรรค์ชิ้นหนึ่ง และทำงานเพื่อเป็นการหาเงินอีกชิ้นหนึ่ง?

“ไม่ได้คิดเลย มันมีอยู่แล้ว อย่างภาพประกอบหนังสือ เดือนหนึ่ง สมมติว่ามีสามเล่ม มันก็จะมีระยะเวลาอยู่แล้ว เขาจะส่งอีเมลมา เราก็อ่าน แล้วก็นั่งทำงาน ส่วนงานศิลปะก็ทำไป คืองานภาพประกอบเป็นงานหาเงินหรือเปล่าล่ะ มันก็ใช่ แต่ว่าตอนที่เราทำเราไม่ได้คิดเลยว่าทำยังไงคนถึงจะประทับใจ ทำยังไงคนถึงจะชอบ หรือทำยังไงให้ขายได้ เพราะเป็นหน้าที่ของคนที่จ้างเรา ถ้าเขารู้สึกว่าเอางานเราไปลงแล้วทำให้หนังสือเขาแย่ เขาก็ไม่จ้างเราหรอก เราก็ทำศิลปะเหมือนเดิม และทุกวันนี้ก็ได้เงินจากพวกนี้ทำให้เรามีชีวิตอยู่”

อาชีพนักวาดภาพประกอบกำลังเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่?

“คิดว่ามันคงสนุก มันใช้สื่อทุกสื่อทำได้หมดเลย”

คาแรกเตอร์ของงานที่เขียนภาพประกอบ ส่วนใหญ่เรื่องที่โลเลเขียนให้เป็นเรื่องอีโรติก เซ็กซ์ เขาจัดให้ หรือโลเลเป็นคนเลือก?

“เขาจัดให้ บางทีคนมันจะมีภาพลักษณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาว่า เฮ้ย! คนนี้ต้องเป็นงานแนวน่ารัก อย่างแป้ง—ภัทรีดา (ประสานทอง) ถ้าจะให้เขียนเรื่องเซ็กซ์ เขาคงแบบเป็นเซ็กซ์น่ารักๆ หรืออาจจะไม่เหมาะก็ได้ แต่พอคิดถึงเรื่องบอดี้ ร่างกาย เขาก็มักจะมาหาเรา”

แสดงว่างานอันนี้เหมือนกับว่าศิลปะมันบอกความเป็นตัวเราส่วนหนึ่งออกมา?

“คือด้วยภาพที่มันเป็นภาพคนไม่ใส่เสื้อผ้า มันก็เลยดูเป็นแบบโป๊ๆ แต่เวลาที่เราทำงาน เราไม่ได้คิดว่าจะนำเสนอเรื่องเซ็กซ์เลย แต่เวลาคนแก้ผ้า คนทั่วไปก็มักจะคิดถึงเรื่องนี้ ซึ่งเราก็ห้ามไม่ได้ ถึงเราจะบอกว่าเรามองเรื่องแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ สมมติว่าจะเขียนหรือสร้างงานหรือทำแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ เออ มันอาจจะง่ายที่สุดก็คือไม่ต้องใส่เสื้อผ้าซะ มันก็จะดูไม่ออกว่าเป็นคนรวยหรือคนจน และโกนหัวอีก แล้วก็ไม่มีเชื้อชาติดูซิ มันก็ยิ่งจะไม่มีอะไรเลยที่จะมาเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ แต่พอมีเสื้อผ้าปุ๊บ มันก็จะต้องบอกว่าเป็นเอเชีย เป็นคนจน เป็นคนรวย”

อะไรเป็นแรงขับให้ทำงานศิลปะ?

“มันหลายๆ เรื่อง มันเหมือนกับที่อยู่ทุกวันนี้ ดูหนัง อ่านหนังสือ ไปเที่ยว แค่นี้มันก็เกิดแล้ว เกิดแบบอยากทำ เหมือนบางช่วงไม่ได้ทำงานเลย ไปเที่ยวยาวเป็นเดือน กลับมาก็รู้สึกขาดๆ อะไรเสมอ ขาดมันก็ยากทำ อยากทำมาก แบบว่านั่งละเลียดกับเฟรม แล้วก็เขียน เปิดเพลงฟังไปด้วย มันรู้สึกอร่อย มันมีความสุขมาก เราว่ามันเหมือนคนเขียนหนังสือเหมือนกัน ได้ละเลียดกับคำ มันจะอร่อย”

มีไหมที่มันไหลพรั่งพรูออกมาจนเอาไม่อยู่?

“มันมีเหมือนกัน ถ้าเราคิดโครงการแบบเยอะแยะมากมาย มันก็จะทำให้เรานอนไม่หลับ เราก็จะแบบมีสมุดไว้จดความคิดเหล่านั้นไว้ แต่ไม่รู้ว่ามันจะได้ทำหรือเปล่า อย่างถ้าบางทีเงียบๆ ก่อนนอน ถ้าคิดเรื่องว่าจะทำอะไร มันก็จะทำให้เราไม่อยากนอน แล้วเราก็อยากลุกขึ้นมาทำ”

เคยได้จากความฝันไหม

“มีเหมือนกัน ฝันบ่อย เราก็จะมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางไว้ข้างที่นอน พอตื่นมาปุ๊บ เรายังจำได้ก็จดๆๆ แต่ถ้าเราไม่รีบจดนะ เราไปเข้าห้องน้ำ คุยโทรศัพท์ กลับมา เมื่อคืนฝันอะไร ลืม...”

เมื่อกี้ โลเลพูดถึงเรื่องแก่นแท้ของคน มีความรวย ความจน แต่งานของโลเล รูปคน มักจะสวย ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นผู้หญิงที่สวย เป็นผู้ชายก็ดูดี?

“สวยเหรอ บางคนเขาบอกว่าไม่สวยเลย เราว่ามันเป็นภาพที่เราชอบมากกว่า แต่จะบอกว่าสวย บางคนก็บอกว่าเขียนหน้าแข็งไปหน่อยนะ หรือคนที่เราชอบ ถ้าจะให้เลือกผู้หญิงมาทำงาน บางคนก็หน้าแปลกไปหน่อย แต่เราเห็นความงามของมัน อย่างรูปที่เราวาดเราไม่ได้คิดว่ามันสวยนะ แต่เราชอบในแบบที่มันเป็นแบบนั้น”

แต่รูปคนของโลเลก็ยังเป็นคนที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์?

“ตั้งแต่เด็กเราเป็นคนผอม ผอมมาก ไหล่เล็ก เห็นแต่กระดูก ไม่กล้าถอดเสื้อเลย อาย แล้วพอโตหน่อยพี่สาวเขาซื้อหนังสือแฟชั่นมาไว้ที่บ้าน เราก็เปิดดูนายแบบ เท่โว้ย ดูไปดูมา คิดว่ามันก็มีส่วนทำให้เรารู้สึกว่า... คือพอเราเริ่มๆ โตก็เล่นกล้าม วิดพื้น ทำยังไงก็ไม่ล่ำ ทำยังไงก็ก๋องแก๋ง ยาก ขนาดอยู่มหาวิทยาลัยก็เล่นกล้าม เล่นได้สามวัน เลิก คิดว่ามันเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งคือเราอยากแข็งแรง อยากมีพลัง เราก็เลยวาดรูปพวกนี้ออกมา”

มีผู้หญิง… หรือว่าความรัก มาเกี่ยวข้องกับงานของโลเลไหม?

“มี! มีตลอดเลย”

มาเป็นแรงบันดาลใจ หรือว่าฉุดลง?

“(หัวเราะอย่างแรง) มันเป็นช่วงๆ บางช่วงก็... ห่างกันไกล แล้วคิดถึง ความคิดถึงนี้ทำให้เราทำงานขึ้นมา หรือเวลาเขียนเรื่องอะไรขึ้นมา ก็จะเป็นเรื่องเดิมๆ บ้าง เรื่องในอดีต หรือไม่ก็เรื่องของเพื่อนที่เราผูกพัน”

โลเลให้ความสำคัญกับคน กับชีวิต แล้วเคยคิดเรื่องความตายไหม มีทัศนคติอย่างไรต่อความตาย?

“คิดว่าชีวิตมันสั้นมากเลย แล้วเราก็เป็นแค่ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นเราก็ไม่มีความสำคัญอะไรกับใครเท่าไหร่ในโลกนี้ นอกจากการที่เราเกิดมาแล้วเรามีครอบครัว วันหนึ่งเราก็ต้องตายไป เมื่อตายไป เราก็จะหายไป เวลาเราป่วย ทุกครั้งเราจะรู้สึกว่าเสียดาย เสียดายเราน่าจะได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไป ตอนป่วยชอบคิดว่าเราจะต้องตาย คิดว่าถ้าเราตายไปแล้วจะต้องทำอะไรต่อหลังจากนั้น”

ถ้าจะต้องตาย?

“ก็แค่เสียดาย แต่ก็ต้องยอมรับมัน”

บางคนเขาตีความรูปหัวคนของโลเลที่มีตุ่ม หรือมีแท่งยื่นออกมา จะเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก แบบ...ทางเพศ หรือเปล่า?

“อาจจะเป็นไปได้มั้ง (หัวเราะ) ไม่รู้ แต่เราก็แค่คิดว่ามันเป็นสมอง จริงๆ อย่างช่วงนี้ชอบเขียนอะไรที่มันเป็นเส้นๆ ไส้ๆ พันๆ กัน เราก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ดีๆ มันก็มานี่ แต่รู้สึกว่ามันวกไปวนมา แล้วเราต้องหาจุดจบให้ได้ แล้วจะต้องเชื่อมมันยังไง”

ถ้าจะเปรียบการทำงานศิลปะเหมือนกับการมีเซ็กซ์ โลเลชอบช่วงเวลาไหนมากที่สุด?

“เราว่าระหว่างทำ อืมม… ตอนเริ่มต้นด้วย เราว่าเริ่มต้นน่าสุขกว่า เพราะเราคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จุดสุดท้ายมันไม่สำคัญเท่าไหร่ จุดสุดท้ายมันก็ต้องเจออยู่ดี”

แล้วถ้าไม่เจอล่ะ?

“ไม่เจอก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็ได้เริ่มแล้ว คือเราคิดว่าแม้สิ่งที่เราทำมันจะล้มเหลว แต่เราเชื่อว่าสิ่งที่ล้มเหลวมันก็คือสิ่งที่เราได้แล้ว อย่างน้อยเราก็ได้ทำ”

อดีต ปัจจุบัน อนาคต โลเลชอบช่วงเวลาไหนมากกว่า?

“เราชอบปัจจุบัน อนาคตยากเลยที่เราจะรู้ อดีตก็สนุกเมื่อนึกถึง”

งานของโลเลมีทุกอารมณ์เลยใช่ไหม สุข เศร้า เหงา รัก และ อกหัก?

“งานศิลปะส่วนใหญ่มันจะมีเป้าหมายหลัก เป็นเรื่องของการตั้งสมมติฐานเพื่อที่จะให้ไปถึงเป้าหมาย ก็ตั้งคำถามอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่เราคิดว่าเราทำงานเพราะความสุข ไม่ได้ต้องการพิสูจน์อะไร แค่หาคำตอบให้ตัวเองเท่านั้นเอง”

อย่างตอนโครงการมนุษย์กลายพันธุ์?

“มนุษย์กลายพันธุ์เกิดมาตอนที่สมัยช่วงนั้นดูหนัง คืออ่านหนังสือ มีหมอคนหนึ่งที่รับใช้พรรคนาซีชื่อ โจเซฟ อะไรนี่ปหละ เขาทดลองเอายีน ทดลองผ่าศพ เราอ่านแล้วเรารู้สึกว่า เราอินกับเรื่อง เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แล้วเราก็หามาอ่านเต็มเลย เกี่ยวกับเรื่องนี้ หาหนังมาดูด้วย ทำให้กลายเป็นงานชิ้นนี้”

หลังจากนั้นก็มาเป็นชุด HERO ที่ญี่ปุ่น?

“ฮีโร่ที่มันหัวเยอะๆ เราคิดว่า ไอ้ที่มันหัวเยอะๆ เนี่ย มนุษย์ตัวเล็กนิดเดียวนะ แต่ว่ามนุษย์ตัวเล็กๆ มันสามารถทำให้โลกเปลี่ยนแปลง ทำให้แบบเปลี่ยนทิศทางของโลกไป ทำไมมนุษย์ตัวเล็กๆ มันมีบทบาทแบบว่า... อย่างฮิตเลอร์ ทำไมทำให้คนตาย หรืออย่างคานธี เราก็เป็นคนเหมือนเขาเหมือนกัน อันนี้มันเลยทำให้น่าสนใจว่าบทบาทของมดตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งมันกลายเป็นฮีโร่ได้ แต่เราไม่ได้หมายถึงซูเปอร์แมนนะ”

แล้วก็มาเป็นฮีโร่ที่สิงคโปร์?

“ตอนนั้นมันเริ่มจากระยะไกล มันมองคนตัวเล็ก มันเริ่มใกล้ มันเริ่มมองถึงสิ่งที่พูดไปแต่แรกว่า ไอ้ตัวตนของเราที่เราเริ่มสร้างมันเนี่ย มันก็เหมือนกับมีคอมพิวเตอร์สักเครื่องหนึ่ง แต่คอมพิวเตอร์ก็ยังไม่มีซอฟต์แวร์ แต่พอเราลงโปรแกรมมันแล้ว ใช้งานมันแล้ว ทุกบ้านก็จะมีบุคลิก บางบ้านก็มีแต่เรื่องข้อมูลหุ้น บางบ้านก็มีแต่เพลง ไอ้สิ่งเหล่านี้มันก็เหมือนตัวเราเหมือนกัน สิ่งที่เรารับเขามา แล้วทำให้ตัวเราเป็น มันคืออะไร ซึ่งมันน่าสนใจ อันนี้ก็เลยเป็นที่มาของมัน”

แล้วงานนิทรรศการ FLESH ครั้งล่าสุดนี้ ทำไมถึงตั้งคำถามถึงรูปแบบความเป็นมนุษย์ในอนาคต แล้วมนุษย์ปัจจุบัน หรือว่ามนุษย์ในอดีต ไม่น่าสนใจหรือ?

“มนุษย์ในอดีตมันคือปัจจุบันไง เราบอกว่าในความเป็นอดีตน่ะ ถ้าไม่มีอดีตก็ไม่มีปัจจุบันในตอนนี้ เช่น สงครามมันเกิดได้เพราะความขัดแย้ง ความขัดแย้งเพราะถ้าเอาแค่รูปลักษณ์ภายนอกก็คือสี แล้วก็ลักษณะรูปร่าง เช่นว่าเป็นจีน อันนี้คือรูปลักษณ์ใช่มั้ย ความคิดก็คือความเชื่อ ความเชื่อทั้งสองอย่าง อย่างหนึ่งก็คือทำให้โลกมีสันติสุข เกิดรวมกลุ่ม เกิดความสามัคคี แต่ส่วนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เกิดการทำลายล้างได้ด้วยเพราะความเชื่อ เพราะความเชื่อมันไม่เหมือนกัน เราลืมคิดว่า ถ้ามนุษย์มันเป็นแค่ก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง มันไม่มีอะไรเลย มันไม่มีจุดต่าง ทุกคนก็เป็นเหมือนกัน”

งานหลายๆ ชิ้นของโลเลให้อารมณ์จัดจ้าน รุนแรง?

“ไม่มีๆ เราไม่มีความแรงเลย พอเราคิดถึงมนุษย์กลายพันธุ์ขึ้นมา แต่มนุษย์กลายพันธุ์เราไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์ไง เราทำได้แค่นี้ เราจะทำอะไรล่ะ พวกเซลล์อะไรต่างๆ เราก็ไม่รู้เรื่อง เพราฉะนั้น เราทำได้แค่วาดมันขึ้นมา วาดไส้มันขึ้นมา พอสร้างมันขึ้นมามันก็เกิดความสนุก อาจจะพิเรนทร์ก็ได้ เขียนคนไม่มีหูบ้าง ก็มันสนุกนะ”

แค่ทะลึ่ง...?

“อืมม... ทะลึ่งเหรอ เราว่างานเรา สำหรับเรา เราไม่ใช่คนทะลึ่งนะ”

เพราะว่าอย่างตัวละครที่โลเลวาด รูปวาดโลเลจะไม่มีอวัยวะเพศ?

“ก็มันมีชุด...”

นี่คือชุด เหมือนสวมหนังคน?

“นี่ชุดนะ (เอาภาพตัวอย่างให้ดู) ไม่ใช่ตัวมัน เห็นไหม ส่วนใหญ่จะไม่วาดนะ อย่าง (เปิดรูปให้ดูอีก) นี่ก็คือชุดนะ เนี่ย... นี่ก็คือชุด”

จงใจที่จะไม่ให้เห็น?

“จริงๆ แล้วเราก็จะบอกว่าเราไม่ได้ทำรูปโป๊นะ มันก็เป็นชุด”

แต่บางคนเขาก็จะดูว่าเปลือย?

“ก็ช่วยไม่ได้ (หัวเราะ) นี่ก็ชุดนะเนี่ย (พลิกให้ดูอีกรูป) เด็กดูได้ หลานเราก็ดู หลานเราก็ขำ”

จงใจว่าจะไม่แสดงออกถึงความหมาย?

“อืมม... เราว่าเราไม่รู้สึกเรื่องทะลึ่งอะไรในชีวิต”

บางคนเขาวาดเขาก็วาด ไอ้นั่นโผล่มาเลย แต่โลเลไม่ชอบใช่ไหม?

“ก็เคยคิดเหมือนกัน เคยคิดว่าจะทำ เพราะว่ามนุษย์ก็แค่เป็นก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง เป็นมนุษย์ธรรมดา ทุกวันเราก็เห็นอยู่แล้วใช่ไหม เราแก้ผ้าเราก็เห็น มันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ เลย เพียงแต่เราวาดมันขึ้นมาเอง สร้างมาให้เชื่อว่ามันโป๊ เหมือนกับที่เราเคยอ่าน ที่ดาวินชีเขียนว่า นิ้วมือเราเนี่ย ลองดูสิ ลองตั้งแต่สมัยโบราณเลย เอาผ้ามาพันไว้ไม่เคยเปิดเลย ถ้าวันหนึ่งเปิดมา อืมม... ใช่มั้ย มันก็โคตรโป๊เลยล่ะ หรือว่าเป็นเพราะว่าเราเชื่อมันอย่างนั้นน่ะ ถ้าโลกอีกโลกหนึ่ง เขามีโป๊อีกแบบหนึ่ง อาจจะไม่ใช่โป๊แบบนี้ก็ได้ อาจจะแค่ปากอ่ะ ปากก็โคตรโป๊เลย (เอามือปิดปาก) เวลากินอะไรก็ต้องแบบ... แอบกิน!”

มันคล้ายๆ อารมณ์ขันอันแปลกประหลาด ตลกร้าย!

“คือ... เวลาที่เราทำงานศิลปะ เราก็จะต้องเชื่อตัวเองน่ะ”

เมื่อกี้โลเลบอกว่า หลานก็ดูได้ คือต้องการให้งานเป็นงานแบบ... เหมือนงานครอบครัวหรือเปล่า?

“เราว่าจริงๆ ถ้าให้เราไปเรียกร้องอะไรเราก็จะเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ว่า บางอย่างเราก็ต้องมองอย่างเข้าใจ แล้วเราก็จะกล้าพูดกับมัน อย่างเช่น เชื่อมั้ยถ้ามีลูก แล้วลูกถามเรื่องเพศสัมพันธ์ แล้วเราจะกล้าบอกลูกไหม จะพูดยังไง เราก็ต้องมีวิธี แต่ไม่ควรที่จะปิดบัง และไปบอกอย่างแบบให้เด็กสร้างจินตนาการไป”

บางสิ่งบางอย่างเราอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เราก็เลยต้องใช้วิธีการวาด?

“ใช่”

คนไทยอาจจะไม่ค่อยเข้าใจงานโลเล แต่ดูเหมือนว่าที่ญี่ปุ่น เห็นจะเป็นที่นิยมมากกว่า?

“เราไม่รู้นะ เราไม่ได้นึกเลย เราว่าทำงานออกมา มันก็มีทั้งคนที่เข้าใจได้ แล้วก็เข้าใจไม่ได้ ก็แค่ทำออกมา แต่ก็ไม่เคยมีใคร อืมม... งานคุณ โป๊มากเลยนะ อะไรอย่างนี้ไม่เห็นมี”

สังคมบ้านเราสมัยนี้ คนที่ดูงานของโลเล ส่วนใหญ่ที่รู้จักก็จะเป็นคนที่ทำงานในแวดวงใกล้ๆ กัน ไม่ถึงกับเป็นคนทั่วๆ ไปมากนัก?

“ถ้างั้นก็ต้องลองเอาไปให้แม่ค้าดู แม่ค้าจะบอกว่าไง แต่เรารู้สึกว่างานเรามันไม่ได้สื่อถึงเรื่องเซ็กซ์ไง เพราะถ้าสื่อถึงเรื่องเซ็กซ์ มันย่อมจะเห็น ขนาดเราเขียนคอลัมน์หนึ่งในมาร์ส (นิตยสาร MARS) เรายังไม่รู้สึกเลยว่ามันเป็นเรื่องเซ็กซ์”

ความเข้าใจของคนบ้านเรา... มันอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องเซ็กซ์ เพียงแต่ว่าไปญี่ปุ่นเขาอาจจะรับงานของโลเลได้มากกว่า?

“อาจเป็นได้ว่าคนญี่ปุ่นเขาแบ่งอะไรชัดเจน มีร้านขายอุปกรณ์เซ็กซ์ หรือว่ามีร้านขายหนังสือโป๊ ทุกอย่างอยู่ในสัดในส่วน แล้วทุกคนที่อยู่ในเมืองก็ไม่มีความกดดันที่จะต้องไปเสาะหามันอย่างนี้ แล้วเขาก็เข้าใจว่า วัยเขาเท่าไหร่ถึงจะใช้มันได้ และมันก็น่าจะทำให้เราคิดได้ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีอยู่จริง มันมีตัวตน เราไม่ควรที่จะบอกว่า ห้ามมี แล้วปล่อยให้มันซ่อนอยู่ทุกจุดทุกมุมเลย เราคิดว่า มันน่าจะถามเหมือนกันว่าทำไมเขาเป็นอย่างนั้น แล้วคนที่มารยาทดีก็ยังอยู่ เดินอยู่ข้างๆ ร้านเซ็กซ์ชอป เขาก็ยอมรับมันได้ ย่านยากูซ่ากับย่านที่ขายของน่ารักก็ยังอยู่ใกล้เคียงกันได้ แล้วเขาเปลือยแก้ผ้าอาบน้ำร่วมกัน ก็ไม่รู้สึกอะไรอย่างนี้น่ะ ใช่มั้ย!”

แต่อีกพวกหนึ่งก็บ้าเลย ที่บ้าก็บ้าสุดๆ?

“เราก็เคยเข้าไปในเว็บ เว็บแบบว่าเกี่ยวกับโฟโต้นะ หรือดูงานศิลปะของคนที่ทำงานเกี่ยวกับภาพถ่ายเรื่องอิโรติก”

อย่างโนบุโยชิ อารากิ?

“อารากิ หรือหลายๆ คนก็จำชื่อไม่ได้ อย่างคนที่นั่น ที่ฟุกุโอกะ มีร้านหนึ่งมีคอลเล็กชั่นอารากิอยู่เป็นแบบสิบๆ เล่มเลย เต็มเลย เรายืนดูแล้วเราบอกว่าชอบ เราชอบ เราอยากซื้อ เขาก็บอกว่าเนี่ย สุดยอดมากๆ เลยนะ แล้วเขาก็อธิบายว่าจริงๆ แล้ว เป็นอารากิที่คนญี่ปุ่นชอบมากๆ แล้วก็ไม่ได้มองว่าอารากิเป็นคนทุเรศ แต่มองว่าอารากิเป็นคนทำให้มองภาพโป๊เป็นงานศิลปะ แล้วอย่างเบื้องหลังบางทีนะ ถ่ายภาพโป๊สนุกๆ ก็ยังมีเด็กสาวๆ หรือว่าเด็กหน้าตาดีที่แบบดูแล้วแบบ.. แต่ถ่ายภาพเล่นกันหัวเราะกัน มันเป็นเรื่องธรรมดาเลย อารากิก็ถ่ายเมียตัวเอง แต่ความรู้สึกมันก็ยังน้อยกว่าอาร์ติสต์ทางอังกฤษ ยุโรป อเมริกา ที่แบบ... มันจะดูเซ็กซ์เป็นเซ็กซ์ไปเลย”

เพราะเป็นเอเชีย เราก็เลยคุ้นเคยหรือเปล่า?

“แต่เราว่านะ มันซื่อมากกว่ามั้ง มันสื่อสารแบบไม่เหมือนเพลย์บอย เพลย์บอยนี่โห! คืออารากิถ่ายรูปคนที่เป็นคนธรรมดา คนที่เราพบเห็นได้ทั่วไป คนที่... ไม่ต้องนมใหญ่”

เป็นเซ็กซิมโบล?

“คนที่แก่ คนที่เหี่ยวๆ อะไรอย่างนี้ คือมันก็เลยมองถึงความเป็นมนุษย์มากกว่า”

ศิลปะของโลเลคืออะไร?

“โห...! ถามงี้เลยเหรอ (หัวเราะ)”

โลเลชอบมนุษย์?

“ชอบ”

แล้วอยากวาดอย่างอื่นไหม

“อยากนะ อยากวาดวิว วาดต้นไม้ วาดสัตว์ หลังๆ เราจะชอบสัตว์ สัตว์มาเต็มเลย อยากเขียนเสือ อยากเขียนวัว อยากเขียนอะไรอย่างนี้ ไปนั่งมองวัว เรานั่งดูวัวตั้งนาน”

แล้วทำไมถึงสนใจมนุษย์ที่สุดล่ะ

“เราว่าเราเป็นมนุษย์ เราต้องสนใจตัวเอง เราเป็นมนุษย์นะ”

แต่บางคนไม่ชอบมนุษย์?

“เออ น่าแปลกนะ เราว่าคนน่าสนใจจะตาย มีตา มีจมูก มีปาก มีความรู้สึก”

มหัศจรรย์?

“ใช่ เราว่าเราชอบมนุษย์ตั้งแต่เราเริ่มเข้ามหา’ลัยแล้ว เราเริ่มเขียนอนาโตมี กล้ามเนื้อ กระดูกมีกล้ามเนื้อ สมัยนั้นเราก็ไปหาหนังเกี่ยวกับสารคดีผ่า อืมม... สนุกดี”

โลเลชอบมนุษย์ผู้หญิง หรือมนุษย์ผู้ชาย…?

“ชอบมนุษย์ผู้หญิงกับมนุษย์ผู้ชายมากเท่ากัน ก็ชอบหมดล่ะ มันก็มีความแตกต่างกัน ในการศึกษามันก็มีความน่าสนใจ แต่ถ้าถามว่า ชอบ ความชอบนะ ก็ต้องชอบผู้หญิงดิ (หัวเราะ) นี่จะถามอย่างนั้นใช่มั้ย (ยิ้ม)”

แต่ก็มีคนบอกว่า เหมือนกับว่า ธีมของการทำงานของโลเล จะมีความเป็นผู้หญิงอยู่ เป็นเกย์อยู่ อะไรอย่างนี้ คิดยังไง

“งานเราเหรอ หมายถึงคนทำหรือเปล่า (หัวเราะ)”

ไม่ใช่ แต่หมายความว่ามันมีความเป็นเกย์อยู่?

“ไม่รู้มัน อันนี้ต้องถามคนดู เพราะตอนเราทำ เราก็ทำ เวลาเราเขียนรูป เขียนรูปผู้ชาย ในใจก็คือแทนตัวเอง แต่เขียนผู้หญิงก็คือคนรักของเรา แทนคนที่เราแบบ... ชอบ”

อาจเป็นไปได้ว่า ตอนเขียนผู้ชาย โลเลอาจกำลังคิดถึงผู้หญิงบางคน?

“คือเขียนตัวเองน่ะ ถ้าเขียนผู้ชายก็เขียนตัวเอง เพราะเราเป็นผู้ชายใช่ไหม แล้วก็คิด ก็แค่พูดถึงตัวเองก็คิดถึงสิ่งที่มัน... ผู้ชายก็ต้องมีผู้หญิงใช่ไหม ก็คิดถึงความผูกพัน รูปที่เขียน เขียนรูปตัวเราก็มีไฝ ไฝของแฟน อะไรอย่างนี้ จะมีคนที่ สมมติว่า เรามีแฟนแล้ว แต่เราก็ไปชอบผู้หญิงคนอื่น สิ่งที่เราทำก็คือ เราก็จะเอาคนที่เราชอบนั้นมาอยู่ในงานของเรา อาจจะไม่เหมือนทุกส่วนแต่ก็จะมีบางส่วน คือ เอ่อ... เรามีแฟนแล้วแต่เราไปชอบคนอื่นไม่ได้ใช่ไหม ทำอย่างนั้นไม่ถูกหรอก ใช่ไหม แต่เราก็ชอบเขา เราจะไปปล้ำเขาเหรอ ไม่ได้ เราทำอะไรได้บ้างที่เราทำได้ ก็คือ... นึกถึงเขา”

แล้วก็วาดรูป?

“อืม”

อย่างนี้ก็แสดงว่าศิลปะของโลเลเป็นการบำบัด หรือว่าการปลดปล่อย?

“ก็เป็นการบำบัดด้วย เป็นทางออก เป็นวิธีการแก้ปัญหา เวลาที่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการด้วย มันก็ไปพ้องกับทฤษฎีฟรอยด์...”

ที่แบบว่า ศิลปินทำงานเพื่อบำบัด หรือว่าปลดปล่อยจิตใต้สำนึก มันก็อยู่ในแนวเซอร์เรียล?

“มันก็น่าจะเกี่ยวนะ ซึ่งเรา เรารู้สึกเหงา พอเหงาเราก็ต้องนึกถึงใครบางคน อยากจะคุยกับใคร ไม่ได้บอกเขาว่าเหงา แค่ได้ยินเสียง... เขาคุยกับเรา แค่นั้นก็พอแล้ว”

ตอนนี้เหงา…?

“ไม่ค่อยเหงา เพราะว่าช่วงนี้มีงานเยอะ อืมม... แต่เหงาเหมือนกัน เพราะว่าแฟน... ไม่ได้อยู่กับแฟน คือไม่ได้อยู่ใกล้ แต่อยู่ห่างไกลกัน...”


...ควรแก่เวลา เรากล่าวลาโลเลและเกี้ยมอี๋ เดินวนเวียนลงไปตามขั้นบันได ตรงไปยังประตูบานที่มีกบเคโระนั่งพองตัวอยู่ เราผลักประตู ชะงัก! อ่าส์! เป็นมนุษย์ผู้หญิง หรือนางฟ้ากันแน่นะ ที่เดินผ่านหน้าไป...

เรายืนนิ่ง เหมือนก้อนเนื้อต้องมนต์สะกด!


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร freeform ฉบับที่ 2 เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2549