OCTOBER: The Big Issue

วันอังคารที่ 6 กันยายน 2548 อาวุธที่ทรงพลานุภาพที่สุดชนิดหนึ่งของสังคมไทยถูกหยิบมาใช้อีกครั้ง เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดการสัมมนาเรื่อง “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์” ขึ้น แต่เดิม นอกจาก ประมวล รุจนเสรี สมาชิกระบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทย แก้วสรร อติโพธิ สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร และ สนธิ ลิ้มทองกุล แห่งหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ แล้ว มีการประกาศว่า ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จะเป็นผู้เดินทางมากล่าวเปิดงาน และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปราย

ชื่อของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำให้รายการนี้เพิ่มความร้อนแรงขึ้นกว่าการอภิปรายทางวิชาการปกติ เพราะนอกจากเวลาจะผ่านไปเกือบ 90 วัน โดยยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง วิสุทธิ์ มนตริวัต เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ตามที่ สุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา นำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว ในวันนั้น รายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปีที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯลงมาอีกเช่นกัน

ระยะเวลาที่ทอดนานกว่าประเพณีปกติ ทำให้เกิดการตีความถกเถียงอย่างกว้างขวาง

รายการนี้จึงถูกจับตาว่าน่าจะเป็นการส่งสัญญาณโดยตรง


ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา หลังเริ่มส่ง จดหมายจากกัลยาณมิตรถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกัลยาณมิตรแนบแน่นของรัฐบาล ประเด็นของการวิจารณ์รัฐบาลของ ผู้จัดการ ค่อยๆ เคลื่อนจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ มาสู่เรื่องอ่อนไหวของสังคมไทยอย่างพระราชอำนาจ สอดรับกับการเผยแพร่หนังสือ พระราชอำนาจ ของ ประมวล รุจนเสรี ซึ่งวางแผงใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่ เสนาะ เทียนทอง ออกมาดับเครื่องชนหัวหน้าพรรคไทยรักไทยกลางสภาผู้แทนราษฎร จนเป็นข่าวฮือฮาอยู่พักใหญ่

ยิ่งเมื่อหนังสือ พระราชอำนาจ ของ ประมวล รุจนเสรี ได้รับกระแสพระราชดำรัสแสดงความชื่นชม ผ่าน ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา พระราชอำนาจจึงกลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงขึ้นมาในทันที

เวทีสัมมนาที่ธรรมศาสตร์ถูกจับตามองว่าอาจนำไปสู่การเผชิญหน้ากันอย่างเปิดเผยระหว่างสองขั้วอำนาจสำคัญของประเทศ ทำให้ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองบางท่าน ขอร้องมิให้ พล.อ.สุรยุทธ์เดินทางมาร่วมงานอภิปรายดังกล่าว รวมทั้ง ดร.สุเมธเองก็ต้องขอถอนตัวกะทันหัน ด้วยเหตุผลว่าเพิ่งได้รับการผ่าตัด

ข่าวดังกล่าวประกาศผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงเช้าวันอภิปราย แต่กระนั้น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ห้องประชุมเต็มตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน จนต้องมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์วงจรปิดไปยังห้องข้างเคียง จนเมื่อเริ่มอภิปรายแม้แต่บริเวณโถงใต้ถุนตึกที่มีการถ่ายทอดก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนจนไม่มีที่ว่าง

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 บรรยากาศการชุมนุมก็เริ่มต้นคล้ายๆ กันนี้ สอดคล้องกับอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย ที่เสริมว่า เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ก็เริ่มมาในลักษณะใกล้เคียงกัน

ผู้คนที่อัดแน่นส่งให้บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปอย่างเข้มข้น ทุกครั้งที่ประโยคเด็ดถูกปล่อย เสียงปรบมือจะดังขึ้นเป็นระยะ ไม่ต่างจากเวทีปราศรัย ยิ่งเสียงปรบมือดังมากขึ้น ผู้อภิปรายยิ่งปล่อยหมัดเด็ด นับเป็นการปลุกเร้าที่สร้างอารมณ์ร่วมอย่างได้ผล จนแม้จบการอภิปรายแล้ว ผู้คนยังคงอ้อยอิ่งไม่แยกย้าย มีการจับกลุ่มย่อยพูดคุยกันต่อตามมุมต่างๆ


สนธิ ลิ้มทองกุล หลบการรบกวนของฝ่ายตรงข้ามขึ้นรถกลับบ้านพระอาทิตย์เป็นคนแรก แก้วสรร อติโพธิ แยกไปพร้อมเพื่อนอาจารย์ ประมวล รุจนเสรียังเซ็นหนังสืออย่างต่อเนื่องอีกร่วมชั่วโมง

นับเป็นการอภิปรายที่มีผู้เข้าร่วมรับฟังมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาของธรรมศาสตร์

และน่าจะนับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่น่าจับตาอีกครั้ง หลังจากที่ปลายสมัยรัฐบาลทักษิณหนึ่ง มีการพยายามใช้เวทีสนามหลวงเป็นตัวจุดชนวน แต่ไม่มีกระแสตอบรับจากประชาชน เช่นเดียวกับการซีดจางไปของ เอกยุทธ อัญชันบุตร ผู้มาปรากฏตัวในช่วงสั้นๆ ก่อนจะหายหน้าหายตาไปอย่างไร้เหตุผล


ในอดีตที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ นับเป็นสื่อที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย สื่อที่เจ้าของไม่เคยประกาศความเป็นกลางแต่ประกาศตัวเลือกข้างอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีผู้อ่านเป็นนักธุรกิจและชนชั้นกลางในเมืองฉบับนี้ ใช้การจุดประเด็นที่แหลมคมผ่านคอลัมน์หลากหลายให้สื่ออื่นนำไปขยายอย่างได้ผล จนกลายเป็นกระแสสังคมขึ้นมาได้ในที่สุด

ในสมัยรัฐบาลชวน 2 การโค่น ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ลงจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อันนำมาสู่ความเสื่อมถอยของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งต่อมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ โดย พายัพ วนาสุวรรณ นามปากกาของนักเขียนที่มีลีลาคล้ายสนธิและความคิดคล้ายมิตรสหายของเขา มีส่วนสำคัญยิ่ง เมื่อพรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย กลุ่มผู้จัดการจึงพลอยฟ้าพลอยฝนได้อานิสงส์ไปด้วย เช่นเดียวกับคนแวดล้อมซึ่งล้วนได้ดิบได้ดีในรัฐบาลใหม่

สำหรับ สนธิ ลิ้มทองกุล เขามองว่านี่คือเรื่องปกติธรรมดา เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกา เมื่อพรรคริพับลิกันได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง กลุ่มธุรกิจที่สนับสนุนพรรคริพับริกันก็ย่อมได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มธุรกิจที่สนับสนุนพรรคเดโมแครต

สนธิประกาศจุดยืนนี้ไว้อย่างชัดเจนในวันเปิดตัวหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ยุคเปลี่ยนไป ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อช่วงต้นปี 2547

นอกจากงบโฆษณามหาศาลจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งเครือข่ายธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล การก่อกำเนิดของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11news1 รวมทั้งเวลาช่วงไพร์มไทม์จากสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ที่กลุ่มผู้จัดการได้เข้าไปครอบครอง เป็นรูปธรรมที่ค่อนข้างชัดสำหรับการตัดสินใจเลือกข้าง

แม้ อ.ส.ม.ท. จะมีการปรับเปลี่ยนผังรายการในเวลาต่อมา จากรายการเมืองไทยรายวันที่ออกอากาศหลังข่าวทุกวัน ไปสู่รายการที่หลากหลายมากขึ้น แต่กลุ่มผู้จัดการก็ยังคงสามารถรักษาเวลาสี่ทุ่มวันศุกร์ไว้ได้ภายใต้ชื่อใหม่คือ เมืองไทยรายสัปดาห์

ในการออกอากาศครั้งแรกๆ ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ลงมาเป็นผู้ดำเนินรายการเอง แขกรับเชิญเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหารที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร

บรรยากาศการถาม-ตอบในวันนั้น เป็นไปอย่างเอื้ออาทร อย่างยากที่ผู้ชมจะจินตนาการได้ในวันนี้


ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงว่า ทำไม ผู้จัดการ ถึงเปลี่ยนไปอีกครั้ง แต่หลังจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 11news1 ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวต้องหลุดลอยไปจากอ้อมอก ท่าทีของ ผู้จัดการ ก็เริ่มแข้งกร้าวขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นไปอย่างดุเดือด เช่นเดียวกับการนำเสนอข่าวสืบสวนสอบสวนในกรณีการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ ที่ผู้จัดการเริ่มซัดเข้าใส่รัฐบาล

สนธิเคยตอบข้อสงสัยนี้ในวงเสวนา เมืองไทยรายสัปดาห์ นัดพิเศษ ที่จัดขึ้นในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อต้นปี 2548 ว่า ปกติเขามักจะให้โอกาสให้ทุกรัฐบาลได้ทำงานก่อน เมื่อเห็นว่าทำงานไม่ถูกต้องแล้วจึงจะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ภายหลัง

นอกจากหนังสือพิมพ์ที่กลับฟื้นขึ้นอีกครั้งหลังได้น้ำเลี้ยงชั้นดี คนในรัฐบาลอาจจะไม่คาดคิดมาก่อนว่า เมืองไทยรายสัปดาห์ จะกลายเป็นรายการที่วิจารณ์รัฐบาลดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นบูมเมอแรงย้อนกลับซัดจุดตายของรัฐบาลในที่สุด


จากเวทีธรรมศาสตร์ สนธิใช้ช่วงเวลาวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2548 ของรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ตอกย้ำประเด็นการอภิปรายของเขาอีกครั้ง ทั้งเรื่องพระราชอำนาจและการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยเรื่องลูกแกะหลงทาง โดยมี สโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ร่วมดำเนินรายการนั่งฟังน้ำตาซึม จนต้องพูดปิดรายการด้วยเสียงสั่นเครือ

แม้สนธิจะย้ำหลายครั้งว่า ไม่รู้จะได้จัดรายการอีกนานแค่ไหน เพราะผู้มีอำนาจอาจสั่งสถานีให้ถอดรายการออกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สำหรับผู้ชมคงไม่มีใครคาดคิดว่า นี่จะเป็นวันสุดท้ายที่รายการยอดนิยมนี้จะได้ออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท.


แม้โดยธรรมชาติของสังคมไทยประชาชนจะคล้อยตามเรื่องพระราชอำนาจอย่างมิมีข้อสงสัย แต่สื่อกระแสหลักยังคงสงวนท่าทีที่จะกระโจนเข้าสู่เกมการใช้อาวุธนี้ฟาดฟันฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หนังสือพิมพ์หลักอย่าง มติชน จึงรายงานเนื้อข่าวนี้เพียงไม่กี่ย่อหน้า เมื่อเทียบกับ ผู้จัดการ ซึ่งใช้พื้นที่เต็มสี่หน้า ถอดคำอภิปรายทั้งหมดตีพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น

กระแสเรื่องพระราชอำนาจ ทำให้นักวิชาการผู้เคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อย่าง ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ต้องเขียนบทความออกมาโต้ เช่นเดียวกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ใช้การวิพากษ์วิจารณ์หนังสือ พระราชอำนาจ ของประมวล เป็นเครื่องมือในการเสนอความเห็นแย้ง และเตือนสติให้สังคมระมัดระวังการใช้อาวุธชนิดนี้ประหัตประหารกันทางการเมือง เพราะไม่ว่าจะมองในระยะสั้นหรือระยะยาวล้วนไม่ส่งผลดีต่อสังคมไทย

ในอดีตที่ผ่านมา สถาบันกษัตริย์มักถูกใช้เป็นข้ออ้างในการจัดการกับศัตรูทางการเมืองมาโดยตลอด ทั้งการพยายามใส่ร้ายป้ายสีนายปรีดี พนมยงค์ ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 หรือใช้เป็นข้ออ้างในการบุกเข้าไปเข่นฆ่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเหี้ยมโหด ในกรณี 6 ตุลาคม 2519

ฤๅว่าในครั้งนี้ สถาบันจะถูกใช้เป็นข้ออ้างอีกครั้งในการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลทักษิณ หลังจากที่ ทักษิณ ชินวัตร ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาร้ายแรงมาแล้วในช่วงต้นรัฐบาลทักษิณ 1 เมื่อนิตยสาร Far Eastern Economics Review ได้ตีพิมพ์บทความซึ่งชวนให้สงสัยในความจงรักภักดีของเขา จนกลายเป็นความใหญ่โตถึงขนาดที่ผู้บริหารนิตยสารต้องบินมาเจรจากับรัฐบาลเพื่อหาข้อยุติด้วยตนเอง


ประเด็นที่ว่าร้อนแรงแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าในเวลาเพียง 3 วันจากการออกอากาศครั้งสุดท้ายของรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ สังคมไทยจะต้องตกใจกับประเด็นที่ร้อนแรงกว่า เมื่อมีความพยายามเข้าครอบงำกิจการของสองบริษัทหนังสือพิมพ์หลักพร้อมๆ กัน

การเข้าซื้อหุ้นของ บางกอกโพสต์ อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนัก เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวกระเส็นกระสายมาเป็นระยะ ในความพยายามเข้าครอบงำกิจการของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทยฉบับนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่า นายกรัฐมนตรีไม่พอใจการรายงานข่าวของ บางกอกโพสต์ โดยมักจะวิพากษ์วิจารณ์ผ่านรายการ นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน อยู่เป็นระยะ จนเป็นเหตุให้ นอกจากบรรณาธิการบริหารถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่งแล้ว ล่าสุดบรรณาธิการข่าวที่รายงานเรื่องรอยร้าวในสนามบินสุวรรณภูมิก็ถูกบริษัทให้ออกอย่างอยุติธรรมจนต้องแสวงหาความยุติธรรมจากศาล

บางกอกโพสต์ นับเป็นหนังสือพิมพ์ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลมากที่สุดฉบับหนึ่ง แม้จะไม่ได้มีผู้อ่านเป็นคนไทยในวงกว้าง แต่ความที่เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่มีนักธุรกิจ สื่อมวลชนต่างประเทศและชาวต่างชาติอ่านกันอย่างกว้างขวาง บางกอกโพสต์ จึงเป็นเสมือนเสี้ยนตำเท้ารัฐบาลมาตลอด

ความพยายามจะเข้าครอบงำกิจการของ บางกอกโพสต์ เพื่อขจัดเสี้ยนหนามจึงไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย แต่สิ่งที่สังคมไทยไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็คือ การเข้าซื้อหุ้นของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน มติชนรายสัปดาห์ ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ และนิตยสารอีกหลายฉบับในเครือ โดยบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) และ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม

ข่าวการเข้าซื้อหุ้นถูกเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเย็นวันจันทร์ที่ 12 กันยายน 2548 โดยบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) รายงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่า ได้เข้าซื้อหุ้นบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) จำนวนร้อยละ 32.23 พร้อมซื้อหุ้นบริษัทโพสต์ พับลิสชิ่ง จำกัด (มหาชน) จำนวนร้อยละ 23.60 โดยได้รับสินเชื่อระยะสั้นจากธนาคารไทยพาณิชย์วงเงิน 2,200 ล้านบาท

แม้ไพบูลย์จะให้สัมภาษณ์ในวันรุ่งขึ้นว่า การเข้าซื้อหุ้นมติชนเป็นการลงทุนเพื่อต่อยอดทางธุรกิจปกติและเป็นการเข้ามาอย่างเป็นมิตร แต่ดูเหมือนสังคมส่วนใหญ่จะไม่เชื่อในสิ่งที่นายไพบูลย์พูด กระแสคัดค้านจึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน อันเป็นสิ่งที่แกรมมี่เองก็คงคิดไม่ถึงว่าจะต้องเผชิญหน้าแรงต้านจากมหาชนมากมายเช่นนี้

แม้ไพบูลย์จะยืนยันว่าเป็นการลงทุนทางธุรกิจ แต่ความพยายามเข้าครอบงำกิจการหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับถูกสังคมมองว่ามีเหตุผลทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ทั้งเกิดจากประวัติของไพบูลย์เองที่มีความใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีอย่างยิ่ง ทั้งธุรกิจโทรทัศน์และวิทยุที่ดำเนินการอยู่ก็ล้วนอยู่ภายใต้สัมปทานจากหน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น รวมทั้งกรณีการรับช่วงเข้าซื้อหุ้นสโมสรลิเวอร์พูลต่อจากรัฐบาล วิญญูชนจึงอดไม่ได้ที่จะอนุมานไปตามความจริงที่ประจักษ์

การซื้อหุ้นมติชนจัดได้ว่าเป็นความพยายามเข้าครอบงำกิจการอย่างไม่เป็นมิตรที่รุ่มร่ามที่สุดของสังคมธุรกิจไทยในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากจะไม่เกิดพันธมิตรแล้ว กรณีนี้ยังก่อให้เกิดรอยร้าวลึกระหว่างสองบริษัทอย่างยากจะเยียวยา

ซ้ำยังมีความพยายามในการหลีกเลี่ยงกฎของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์บางประการ เช่นเลี่ยงการแจ้งเมื่อมีการซื้อหุ้นเกินกว่าร้อยละ 5 เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงในบริษัทและเตรียมการตั้งรับปรับตัว

ในสังคมไทย มิตรภาพเป็นเรื่องใหญ่ การเข้าซื้อกิจการมติชนโดยไม่แจ้งให้เจ้าของเดิมทราบเลย ทั้งๆ ที่มีความสัมพันธ์อันดีกันมานานปีนั้น ถือว่าไร้มารยาทและอาจจะถึงขั้นคบไม่ได้ มิพักต้องเอ่ยถึงประเด็นทางสาธารณะ คือความพยายามถือหุ้นข้ามสื่อ และสร้างสื่อขนาดใหญ่ที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาล อันนำมาสู่การกำหนดการรับรู้ของประชาชนในประเทศ รวมถึงการแทรกแซงการทำงานอย่างอิสระของสื่อ อันเป็นหัวใจของหนังสือพิมพ์และสื่อสารมวลชนทุกประเภท

ไม่ว่ามองจากมุมไหน สังคมไทยไม่อาจยอมรับวิธีการเช่นนี้ได้ แม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องปกติของทุนนิยม แต่ทุนนิยมที่ปราศจากกติกาควบคุมให้อยู่ในกติกาที่เป็นธรรม ย่อมเป็นทุนนิยมเถื่อน ตามคำเรียกขานของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ แห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ทุนนิยมเถื่อนเช่นนี้มักนำไปสู่การสร้างอำนาจเหนือตลาด การกีดกันคู่แข่ง และการผูกขาดในที่สุด ประเทศที่ก้าวหน้าจึงมักกำหนดกฎเกณฑ์ห้ามกิจการขนาดใหญ่ควบรวมกิจการจนสามารถครอบงำตลาดได้

ประเทศไทยเองแม้จะมีกฎหมายนี้ แต่การเพิกเฉยของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยทำให้กฎหมายเป็นเพียงข้อความในกระดาษปราศจากการนำมาใช้จริง ทำให้คนไทยต้องออกมาเคลื่อนไหวใช้มาตรการทางสังคมกดดัน เพื่อให้กลุ่มทุนไร้มารยาทได้บทเรียนจากการดำเนินธุรกิจ โดยยึดแต่ผลกำไรเป็นที่ตั้ง

ดอกไม้นานาพันธุ์จึงหลั่งไหลสู่สำนักงานใหญ่มติชนย่านประชานิเวศน์ ขณะที่ก้อนหินถูกขว้างใส่ตึกแกรมมี่ย่านอโศกก่อนจะกระเด็นไปตกที่ทำเนียบรัฐบาล


เรื่องมติชนยังไม่สงบที่ประชุมคณะกรรมการ อ.ส.ม.ท. มีมติยกเลิกรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน 2548 โดยให้เหตุผลว่า นอกจากจะเป็นรายการที่พาดพิงถึงบุคคลที่สาม โดยไม่เปิดโอกาสให้ได้ชี้แจงแล้ว ยังมีการเอ่ยอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่เหมาะสม

แต่ก็เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์นี่เอง ที่คณะกรรมการ อ.ส.ม.ท. ยกขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการยกเลิกรายการ โดยมีการชี้แจงว่า คณะกรรมการได้ขอเข้าพบราชเลขาธิการเพื่อสอบถามว่า ได้มีการขอให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ดำเนินการดังกล่าวหรือไม่

แน่นอน คำตอบย่อมต้องเป็น ไม่

ประเด็นจึงไม่อยู่ที่คำตอบ หากแต่อยู่ที่คำถาม

วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง ซึ่งคณะกรรมการ อ.ส.ม.ท. เลือกใช้นับว่าสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สนธิออกมาตอบโต้อย่างทันทีทันควัน โดยแถลงข่าวในชุดเสื้อเชิร์ตสีครีมสวมทับด้วยเสื้อยึดสีเหลือง สกรีนข้อความว่า

"เราจะสู้เพื่อในหลวง"

ก่อนจะโต้กลับ อ.ส.ม.ท. แบบประเด็นต่อประเด็น พร้อมประโยคเด็ดในช่วงตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า

“เมื่อใดก็ตามที่ผู้นำไร้คุณธรรม เมื่อนั้นประชาชนจะถวิลหาในหลวง”


ถ้าโทรศัพท์มือถือเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญของการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการในยุคพฤษภาทมิฬ อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีใช้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเชื่อมทุกคนที่อยู่ทุกมุมโลกเข้าหากันอย่างเสรีก็เป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กันในทางการเมืองยุคใหม่

เว็บไซต์ของ ผู้จัดการ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นเว็บข่าวที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด ช่วยให้การต่อสู้ในทางการเมืองระหว่างผู้จัดการกับรัฐบาลไทยรักไทยครั้งนี้เป็นไปอย่างดุเดือด แม้ อ.ส.ม.ท. จะเลือกออกอากาศแต่เพียงคำแถลงของคณะกรรมการบริษัท อ.ส.ม.ท. เพียงฝ่ายเดียว จนแม้รายการวิเคราะห์ข่าวก็ถูกบีบให้เอ่ยถึงการตอบโต้จากฝ่ายผู้จัดการเพียงสั้นๆ แต่สื่ออินเตอร์เน็ตทำให้ผู้ชมสามารถรับชมการแถลงข่าวของสนธิได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อบวกกับโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่แพร่ภาพผ่านระบบเคเบิลทีวีในต่างจังหวัด เกมการต่อสู้ผ่านสื่อครั้งนี้จึงไม่ได้ง่ายดายอย่างที่ฝ่ายรัฐบาลคิด

และถ้าสนธิตัดสินใจดำเนินเกมตามที่ประกาศไว้ในวันแถลงข่าว นั่นคือการจัดเมืองไทยรายสัปดาห์ในที่สาธารณะ เกมการต่อสู้จะยิ่งน่าจับตามากขึ้น


เมื่อสองเหตุการณ์โคจรมาบรรจบ ทำให้สื่อมวลชนทุกค่ายสามารถผนึกกำลังเป็นพันธมิตรโดยมิต้องนัดหมาย โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์แทบทุกฉบับประกาศจุดยืนผ่านบทบรรณาธิการ รวมทั้งหมายเหตุพิเศษบนหน้าหนึ่ง เมื่อผสานกับพลังจากภาคประชาชนหลากหลายองค์กรที่ออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก กดดันให้แกรมมี่ต้องกลับมานั่งโต๊ะเจรจาอีกครั้ง นำมาสู่การแถลงข่าวในวันที่ 16 กันยายน 2548 ว่า จีเอ็มเอ็ม มีเดียจะยอมขายหุ้นคืนให้ ขรรค์ชัย บุนปาน จำนวนร้อยละ 12 ในราคาทุนคือ 11.10 บาท โดยลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทมติชนลงเหลือร้อยละ 20

แม้จะเป็นชัยชนะในสมรภูมิแรกของฝ่ายมติชน แต่ดูเหมือนว่าสงครามจะยังไม่สิ้นสุด แม้ขรรค์ชัยจะพลิกกลับมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ด้วยพลังประชาชน แต่ในทางการเงินสงครามครั้งนี้ทำให้ขรรค์ชัยได้รับบาดเจ็บอยู่ไม่น้อย เพราะต้องใช้เงินเบื้องต้นเกือบ 300 ล้านบาท ซื้อคืนหุ้นร้อยละ 12 กลับคืนมาในราคาทุนที่ไพบูลย์ซื้อต่อมาจากกองทุนต่างประเทศ นอกจากนี้ การถือหุ้นเกินร้อยละ 25 ทำให้ขรรค์ชัยต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยทั้งหมด ซึ่งอาจจะต้องใช้เงินอีกไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

จากนายหิ้ม ผู้มีทรัพย์ ผู้ยึดหลักเศรษฐกิจข้างถนนดำรงชีวิตอย่างพอเพียง จนนำมติชนฝ่ามรสุมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศเมื่อปี 2540 มาได้อย่างน่านับถือ วันนี้ขรรค์ชัยกำลังถูกเกมสกปรกทางการเงินกดดันให้ต้องแบกรับหนี้ก้อนใหญ่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเองและความถูกต้องของส่วนรวม

คนที่คิดแผนการนี้ นับว่าอำมหิต

คนที่ร่วมมือในแผนการนี้ นับว่าไร้น้ำใจยิ่ง

จึงไม่น่าแปลกใจที่ธนาคารผู้ปล่อยกู้ระยะสั้นเพื่อให้แกรมมี่ใช้เป็นทุนในการซื้อหุ้นมติชน อย่างไทยพาณิชย์จะพลอยฟ้าพลอยฝนถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะถ้าธนาคารพาณิชย์ดำเนินธุรกิจโดยประเมินเพียงแค่ความเสี่ยงทางธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะต้องประสบปัญหาเช่นเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งไม่ใช่เพียงเสียงก่นด่าจากสังคมเท่านั้น การต่อต้านอย่างหนักจากประชาชนอาจทำให้ราคาหุ้นของทั้งหุ้นมติชนและแกรมตกต่ำลงชั่วข้ามคืน ถ้าแกรมมี่ครอบงำกิจการได้สำเร็จ การต่อต้านสินค้าและรายการทั้งหมดของเครือแกรมมี่ อาจจะทำให้รายได้ทั้งเครือหดหาย นำไปสู่ความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลง

แม้ไม่คิดถึงสังคมส่วนรวม แต่ธนาคารพึงคิดถึงความเสี่ยงของตัวเองในทางสังคมเอาไว้ให้มากๆ และควรพัฒนาวิธีวิเคราะห์ความเสี่ยงให้ลึกซึ้งกว่าที่เขียนไว้ในตำราการเงิน ซึ่งไม่ว่าใครที่เรียนมาก็สามารถยกมากล่าวอ้างได้

พิภพ ธงไชย ที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ได้อภิปรายเรื่องนี้ไว้ในการสัมมนาที่สมาคมนักข่าวว่า ด้วยข้ออ้าง เพื่อช่วยลดภาระการขาดทุนของธนาคารไทยพาณิชย์นี่เอง ที่กลุ่มชิน คอร์ป ใช้เป็นเหตุผลในการเข้าซื้อกิจการไอทีวี แม้พิภพจะไม่ได้ชี้ชัดลงไป แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า คือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นโยบายลงทุนเชิงรุกของผู้บริหารหน่วยงานดังกล่าวในช่วงทศวรรษก่อนหน้าที่ประเทศจะเผชิญหน้ากับเศรษฐกิจฟองสบู่ นำไปสู่การลงทุนในธุรกิจใหม่ที่หลากหลาย รวมทั้งธุรกิจสื่อโทรทัศน์ เมื่อประสบปัญหาใหญ่หลังการประกาศลดค่าเงินบาท ทำให้ต้องมีการตัดขายกิจการที่ไม่สร้างรายได้และไม่ใช่หัวใจสำคัญออกไป โดยมีไอทีวีเป็นหนึ่งในนั้น

แม้ว่าผู้บริหารกลุ่มชินคอร์ปจะประกาศเช่นเดียวกับ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ว่า จะไม่มีการแทรกแซงข่าว แต่จนถึงวันนี้ เป็นที่ประจักษ์แล้วเช่นเดียวกันว่า ไอทีวีได้กลายสภาพไปเป็น “อายทีวี” อย่างที่หลายคนเรียกขาน มิพักต้องเอ่ยถึงการแก้สัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มชิน ซึ่งมีผู้นำครอบครัวเป็นหัวหน้ารัฐบาล

แม้กลุ่ม 23 กบฏไอทีวีที่ต่อสู้มายาวนานนับปีอย่างน่าคารวะจะได้รับชัยชนะในศาลฎีกา แต่สังคมไทยได้สูญเสียสถานีโทรทัศน์ที่เป็นผลผลิตของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไปด้วยเกมการเงินง่ายๆ แม้เพียงประกาศว่าจะมีพันธมิตรใหม่เป็นกลุ่ม กันตนา และ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เข้ามาซื้อหุ้นไอทีวี ราคาหุ้นก็วิ่งสูงขึ้นไปหลายบาท สร้างกำไรให้กับผู้ที่รู้ข้อมูลวงในมหาศาล แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีการชำระเงินค่าหุ้น และคงไม่มีการชำระเงินค่าหุ้นระหว่างพันธมิตรเดิมแม้เมื่อพ้นเงื่อนเวลาในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ จึงน่าจับตาว่า พันธมิตรใหม่อาจจะเป็นคนหน้าเก่า ที่มักจะเข้ามาเป็นลูกหาบทุกครั้ง


กรณีมติชนนับเป็นตัวจุดชนวนสำคัญต่อจากเรื่องพระราชอำนาจ การปะทะกันระหว่างสื่อกับรัฐบาลจะทวีความรุนแรงขึ้น ณ บัดนี้เป็นต้นไป

นักหนังสือพิมพ์อาวุโสแห่ง ไทยโพสต์ เปลว สีเงิน สรุปว่า เมื่อใดก็ตามที่สื่อเชิดฉิ่งกับรัฐบาล เมื่อนั้นเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพียงแต่ว่าครั้งนี้ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ในขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อธิบายว่า การพักรบกับมติชนนั้นเป็นเพราะว่ารัฐบาลไม่ต้องการจะเปิดศึกสองด้านพร้อมกัน แต่การเปิดบาดแผลลึกให้กับมติชนครั้งนี้ ยากที่ทำให้สื่อและสังคมลืมเลือนได้เพียงชั่วข้ามคืน ความพยายามเข้าครอบงำกิจการมติชนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้สื่อของประเทศไทยเป็นอิสระจากการครอบงำจากทั้งการเมืองและธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับการควบรวมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของรัฐบาลไทยรักไทย จนองค์กรอิสระง่อยเปลี้ยเสียขา การเมืองไทยปราศจากการตรวจสอบคานอำนาจ การปฏิรูปการเมืองอีกครั้งจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่ง


สังคมไทยกำลังต้องการทางออกใหม่ๆ ทางการเมือง การปฏิเสธแนวทางของพรรคไทยรักไทย หาใช่การหันไปหาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีบทบาทน้อยมากภายใต้การต่อสู้ที่เข้มข้นขึ้นระหว่างรัฐบาลกับภาคประชาชน ไม่ใช่แต่เพียงเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่ประชาธิปัตย์ขาดแคลนจนไม่อาจเปิดอภิปรายรัฐมนตรีในกรณีทุจริตคอรัปชั่นได้ แต่ประชาธิปัตย์ขาดแคลนแนวคิดใหม่ๆ ที่จะเป็นคำตอบที่ดีกว่าสำหรับสังคมไทย

ไม่แตกต่างจากรัฐบาลทักษิณที่ขาดทิศทางในการแก้ไขปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น การทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่กรณีกรือเซะ กรณีตากใบ การประกาศใช้พระราชกำหนดฯ ทำให้แนวทางสมานฉันท์เป็นเพียงเครื่องมือซื้อเวลาของรัฐบาลเท่านั้น

การปราศจากความเชื่อในแนวทางสันติวิธี การปราศจากความต่อเนื่องทางความคิดในการดำเนินนโยบาย การใช้อำนาจตั้งหน่วยงานนอกระบบขึ้นเพื่อจัดการฝ่ายตรงข้ามโดยเพิกเฉยต่อกระบวนการยุติธรรม ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรง และเป็นเงื่อนตายที่กำลังรัดคอรัฐบาลแน่นขึ้นทุกที

เช่นเดียวกับความจริงทางเศรษฐกิจที่นับวันปัญหายิ่งปะทุ นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลได้หว่านเงินลงทั่วแผ่นดิน กำลังผลิดอกเบี้ยให้กับคนชั้นกลางและชนชั้นล่างจนหนี้สินเพิ่มสูงขึ้นและเงินออกลดลง ถึงขนาดรัฐบาลต้องออกมาตรการบังคับออม

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณกำลังเผชิญหน้ากับการทดสอบครั้งสำคัญจากปัจจัยราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเก็งกำไรในตลาดโลก เช่นเดียวกับการเก็งกำไรค่าเงินในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 2540 แม้รัฐบาลจะอวดอ้างตัวเลขการส่งออกที่สูงขึ้น แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า อุตสาหกรรมไทยไม่ได้มีการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของรสนิยมและราคาของตลาดโลกมานานแล้ว

การกระโดดเข้าสู่ตลาดโลกของจีนและอินเดีย ใช่แต่เพียงทำให้ยุโรปและอเมริกาปั่นป่วน แต่ไทยเองซึ่งผลิตสินค้าชนิดเดียวกันในต้นทุนที่สูงกว่า กำลังถูกบีบอย่างหนักจากเกมใหม่ ที่มีจีนและอินเดียเป็นผู้เล่นสำคัญ

ครั้นจะหวังพึ่งการท่องเที่ยวรายได้ก็ต้องมาตกลงอันเป็นผลจากเหตุการณ์สึนามิ การถอยห่างจากการพึ่งพาตนเอง โดยฝากความหวังไว้ที่การวิ่งแข่งกับโลกที่หมุนเร็วขึ้น ทำให้รัฐบาลลากพาคนทั้งประเทศไปสู่ความสุ่มเสี่ยงโดยมิได้เผื่อทางเลือกให้กับคนที่ด้อยโอกาสกว่าในสังคม

การทำข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคีอย่างเร่งด่วน ส่งผลกระทบต่อชีวิตเกษตรกรรายย่อยอย่างมหาศาล ในขณะที่ผู้ได้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวกับเป็นธุรกิจเกษตรข้ามชาติขนาดใหญ่ผู้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกำลังนำสังคมไทยไปสู่ความรุนแรงและการเผชิญหน้า

ท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน สังคมไทยซึ่งมีวิธีคิดแบบพราหมณ์จึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงพระราม หรืออย่างน้อยก็อัศวินขี่ม้าขาว โดยลืมไปว่า เราเพิ่งได้บทเรียนราคาแพงจากอัศวินควายดำและสหายที่มาบนหลังควายหลากสี


ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

19 กันยายน 2548


OCTOBER ฉบับนี้ ทั้งหนาและหนักตามปัญหาในรอบปีที่ทับทวีขึ้นในสังคมไทย เราพยายามนำเสนอมุมมองหลากมิติ เพื่อการเรียนรู้อย่างรอบด้าน ด้วยหวังว่าการเคารพในความหลากหลาย และให้เกียรติในการดำรงอยู่ซึ่งกันและกันนั้น จะนำมาซึ่งสันติ ราคาที่ปรับสูงขึ้นเฉพาะในเล่มนี้ เป็นไปตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนหน้ากระดาษที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ท่านสามารถทดแทนการจ่ายค่าหนังสือที่แพงขึ้นได้ด้วยการงดซื้อเทป ซีดี และผลิตภัณฑ์ในเครือแกรมมี่ได้นานเท่าที่ต้องการ ซึ่งน่าจะช่วยให้มีเงินเหลือซื้อหนังสือได้อีกหลายเล่ม รวมทั้งช่วยลดความก้าวร้าวของนายทุนไร้รสนิยมบางคนลงได้

หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้รับความเพลิดเพลินตามควร แม้จะต้องใช้เวลาอ่านนานเดือนก็ตาม