2 ตุลาคม 2546 ถือเป็นวันที่สั่นสะเทือนชีวิตของสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้เวลากว่า 10 ปี เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของสื่อ จนนำพาเธอไปพบกับเหตุการณ์ความขัดแย้งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการชนกับกองทัพกรณีไม่คืนคลื่นความถี่ จนทหารโวยวายไม่พอใจ หรือการโต้ตอบกับนายใหญ่แห่งอาณาจักรสื่อแกรมมี่ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม กรณีความขัดแย้งในการคัดเลือกคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)
ทว่าความหนักหนาเหล่านั้นก็ดูเบาหวิวทันตาเมื่อเธอได้รับหมายศาลที่ระบุว่าบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ฟ้องเธอในข้อหาหมิ่นประมาทตาม พรบ.การพิมพ์และประมวลกฎหมายอาญา จากการที่เธอให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ถึงผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงธุรกิจของนายกรัฐมนตรีกับกลุ่มชินคอร์ป จนทำให้บริษัทมีผลกำไรในอัตราที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว และเตือนให้สังคมจับตาธุรกิจสัญญาณดาวเทียมที่บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าเดียวที่ได้รับสัมปทานดาวเทียมทั้งหมดในประเทศไทย
กระนั้น เธอก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เนื่องจากใจหนึ่งก็ไม่คาดคิดว่าศาลจะรับฟ้อง อีกด้านหนึ่งก็ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้างและองค์กรต่างประเทศที่ให้ความสนใจกรณีของเธออย่างมาก เช่น The Asian Human Rights Commission (AHRC) ที่ได้ทำหนังสือเรียกร้องให้องค์กรเอกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมกันเคลื่อนไหวคัดค้านคดีนี้ และขอให้ทำหนังสือถึงบริษัทชินคอร์ปฯ เรียกร้องให้ถอนฟ้อง
การณ์กลับไม่เป็นดังที่คาดคิด ศาลอาญาประทับรับฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 และโดยที่ไม่มีเวลาพักเยียวยาสภาพจิตใจจากคดีแรก คลื่นระลอกที่สองก็ซัดเข้ามาหลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือนถัดมา วันที่ 12 กรกฎาคม 2547 เธอได้รับหมายศาลฟ้องร้องซ้ำในคดีทางแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหาย 400 ล้านบาทร่วมกับหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ซึ่งเป็นจำเลยร่วม
ในวันนั้น ความอ่อนแอทั้งหลายที่ถูกกักเก็บไว้ไหลบ่าท่วมวิญญาณของเธอ พร้อมกับการตัดสินครั้งสำคัญที่รอเธออยู่ว่า เธอจะสู้ภายใต้วิญญาณที่บอบช้ำ หรือจะเจรจาเพื่อยุติเรื่องราวทั้งหมด แม้มันจะขัดแย้งกับความเชื่อที่เธอยึดถือมาตลอดก็ตาม
6 กันยายน 2547 เธอขอประกันตัวเพื่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป และไม่เปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพื่อยอมความใดๆ ทั้งสิ้น เธอตัดสินใจสู้คดีเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงจุดยืนในความเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พร้อมกับรณรงค์เรื่องคดีของเธอให้สังคมในวงกว้างได้รับรู้โดยหวังว่าสังคมจะได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพไปพร้อมๆ กับการต่อสู้ของเธอ โดยการต่อสู้ครั้งนี้ได้รับการโอบอุ้มจากผู้ใหญ่หลายท่านและองค์กรพัฒนาเอกชนมากมาย จนนำไปสู่การจัดงาน “สานใจคนกล้า” เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2548 เพื่อระดมทุนในการสู้คดี และเป็นการส่งสัญญาณว่าเธอไม่ได้โดดเดี่ยวบนเส้นทางที่เธอเลือก
มาวันนี้ สุภิญญาปลีกตัวจากความวุ่นวายในการตระเตรียมสู้คดีนั่งคุยกับเรา ในฐานะผู้หญิงที่มีเลือดเนื้อและมีความฝันไม่ต่างจากหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ทั่วไป บทสัมภาษณ์ต่อจากนี้เปิดเผยถึงการต่อสู้บนสังเวียนกับบริษัททุนยักษ์ใหญ่ ซึ่งภายใต้เสียงเชียร์ที่ดังกึกก้องจากคนรอบข้างนั้น เธอกลับค้นพบว่าความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่ทุนยักษ์ใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า ทว่าคือความกลัวภายในใจเธอนั่นเอง
หลังจากที่ถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทตั้งแต่ปี 2546 จนกระทั่งศาลรับฟ้องและถูกฟ้องเพิ่มเติมในคดีแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหาย 400 ล้านบาทในปี 2547 ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
ตอนถูกฟ้องแรกๆ ก็ตกใจเหมือนกัน แต่ยังไม่รู้สึกมาก เพราะยังไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนโดนมดกัดแรกๆ ก็ยังไม่บวม ถึงแม้วันแรกที่รู้จะร้องไห้ แต่ก็ยังทำอะไรต่อไปเหมือนปกติ และคนทั่วไปก็ยังไม่ค่อยรู้ ในมุมหนึ่งเมื่อคนไม่รู้ เราเองก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกว่ากรณีที่เกิดขึ้นเริ่มไม่ปกติคือ การที่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจกับคดีนี้เยอะมาก ช่วงปีแรกที่ถูกฟ้องได้มีโอกาสไปเมืองนอกเพื่อพูดเรื่องคดีบ่อยมาก ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศเยอะมาก ขณะที่ในเมืองไทยกรณีนี้กลับไม่ฮือฮา มีคนติดต่อสัมภาษณ์บ้าง แต่โดยภาพรวมแล้วคนยังรู้เรื่องที่เราโดนฟ้องน้อยอยู่ คือถ้าไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันก็คงไม่เห็น เพราะลงแค่กรอบเล็กๆ เฉพาะในวันที่ขึ้นศาล ดังนั้นปีแรกข่าวจะไปไกลทางเมืองนอกมากกว่า เพราะสื่อเมืองนอกรณรงค์และส่งข้อมูลออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตถึงกันทั่ว แถมเอเชี่ยนฟอรัมก็หยิบเอาเรื่องของเราไปรายงานบนเวทีสิทธิมนุษยชนที่เจนีวาเมื่อปีที่แล้ว มันเลยถูกพูดถึงมากในระดับสากล
พอตัวเราเริ่มเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ ชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป การงานก็ยุ่งมากขึ้น คดีนี้ก็เริ่มเข้ามาอยู่กับเราทุกวันเพราะไม่มีวันไหนที่เราไม่พูดเรื่องคดีเลย คือถ้าเป็นขนมมันก็ค่อยๆ ถูกกวน ค่อยๆ เพิ่มดีกรีขึ้น จนกระทั่งศาลรับฟ้องและโดนฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง 400 ล้านบาท
คดีแพ่งถือเป็นตัวที่ทำให้เรื่องเขม็งเกลียวและเข้มข้มขึ้น สื่อเมืองไทยเริ่มเล่นมากขึ้นจนกลายเป็นกระแสฮือฮา เกิดเป็นกระแสสงสารขึ้น คนเริ่มพูดถึงคดีนี้ว่า เราเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ กลับถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายถึง 400 ล้าน เงินเดือนก็เท่านี้ มันเริ่มมีประเด็นความเห็นใจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้ออกมาในรูปแบบนั้น ทว่าสื่อหยิบเอาไปเล่นเอง คนก็เริ่มพูดกันปากต่อปากจนเริ่มฮือฮากันทั่ว
พอเรื่องเริ่มไปสู่กระแสวงกว้าง เราเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดาแล้ว จากที่มดกัดตอนแรกยังงงอยู่ๆ ตอนหลังก็เริ่มบวม แล้วเห็นว่ามันคงจะบวมนาน เราจะไม่แคร์ก็ไม่ได้ ชีวิตก็เริ่มปรับอุณหภูมิให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องหลักของเรา เริ่มพูดเรื่องนี้จนชินมากขึ้น เริ่มผลิตซ้ำมากขึ้น ซึ่งการผลิตซ้ำมากๆ ทำให้เริ่มเกิดอาการเครียด คล้ายๆ กับ Big Brother พอเราอยู่กับอะไรซ้ำๆ มันก็เริ่มเกิดปรากฏการณ์เครียดโดยไม่รู้ตัว
หลังจากถูกฟ้องคดีแพ่ง 400 ล้าน คนก็เริ่มรู้สึกฉุนๆ เริ่มรู้สึกว่าเราถูกกระทำอะไรที่ไม่เป็นธรรมหรือเปล่า คนรอบข้างหลายคน เช่น พี่รสนา โตสิตระกูล พี่เปี๊ยก พิภพ ธงไชย อาจารย์อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ (อาจารย์ย่า) เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้แล้วนะ ก็ลุกขึ้นมาจัดงานเพื่อระดมทุนสู้คดีและทำให้เป็นการรณรงค์ไปด้วย คล้ายๆ ไม่อยากให้เราดูโดดเดี่ยว ก็เลยเกิดงาน "สานใจคนกล้า" ขึ้นมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2548 ซึ่งก็มีคนสนับสนุนเยอะ มีผู้ใหญ่หลายคนมาร่วมงาน มันก็เริ่มกลายเป็นประเด็นสาธารณะขึ้นมา มีทั้งคนชื่นชมและวิจารณ์
วันที่ได้รับหมายศาลว่ามีการฟ้องร้องซ้ำในคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหายถึง 400 ล้านบาท นอกเหนือจากคนรอบข้างที่รู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้นแทน ในห้วงเวลานั้นตัวคุณเองรู้สึกอย่างไร
ตอนเจอคดีแรกซึ่งเป็นคดีอาญาก็ยังงงๆ อยู่ รู้สึกว่าไม่เป็นไรมาก แต่พอศาลรับฟ้องคดีอาญา แล้วถัดมาอีกเดือนเจอคดีแพ่ง 400 ล้าน วันที่เห็นหมายศาลมาสอดอยู่ที่บ้าน เรารู้สึกช็อคมาก รู้สึกเครียดขึ้นมากว่าคดีแรกมาก แว้บนึงรู้สึกเหมือนไม่ไหวแล้ว อะไรกันนักกันหนา สงสัยว่า เอ๊ะ นี่เขาเกลียดเราขนาดนั้นเลยเหรอ ตอนเจอคดีแรกก็รู้สึกว่าเป็นการฟ้องปกติธรรมดา แต่พอเจอคดีที่สอง ซึ่งจริงๆ เขาก็อาจจะไม่คิดอะไร แต่ในเชิงจิตวิทยาเรารู้สึกว่า โห กะจะเอากันขนาดนี้เลยเหรอ ยอมรับว่าพออ่านคำฟ้องแล้วก็ช็อคไปเหมือนกัน รู้สึกว่าคดีแรกยังไม่ทันจบเลย มาอีกคดีแล้วเหรอ ในมุมนั้นเราก็รู้สึกอ่อนแอ
พอรู้เราก็รีบโทรหาคนนั้นคนนี้นัดประชุมกันทันที แล้วเราก็นั่งร้องไห้พรากๆ ทั้งที่เราไม่เคยร้องไห้ในที่สาธารณะ วันนั้นก็ร้องไห้เลย จำได้ว่าพี่รสนาเข้ามากอด เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เจรจาได้มั้ย ตอนนั้นก็พูดแบบฟูมฟาย ทุกคนในวงก็เงียบกริบ ทุกคนก็พยายามคิดหาทางออก แต่ลึกๆ ทุกคนก็รู้สึกว่าต้องสู้นั่นแหละ ทว่าในวินาทีนั้น ตัวเราเองรู้สึกท้อแท้มาก
คนรอบข้างก็ให้เราตัดสินใจเองว่าเราจะทำยังไงต่อเพื่อให้เราสบายใจที่สุด แม้ในใจทุกคนอยากให้สู้ก็ตาม ตอนนั้นก็มีผู้ใหญ่หลายท่านเสนอว่า ถ้าอยากเจรจาเขาจะลองคุยให้ได้ เขาก็ให้เวลาเราตัดสินใจ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่เครียดที่สุด เราก็ผ่านการตัดสินใจมาหนักพอสมควรว่าจะสู้หรือจะเจรจา จนท้ายที่สุดก็ตัดสินใจสู้ ทว่าตอนนั้นก็ไม่ถึงกับว่า ฉันจะสู้ ทุบโต๊ะ แต่จะให้บอกว่าไม่ให้สู้ก็กระไรอยู่ คือทางเลือกที่จะไม่สู้เราก็ไม่ได้คิด แต่ที่บอกว่าสู้ก็เสียงอ่อนๆ แล้ว
ในห้วงแห่งความอ่อนแอของเราช่วงนั้นเองที่ทำให้พี่ๆ รู้สึกว่าต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อส่งสัญญาณสนับสนุนให้เราสู้ พี่รสนาก็แถลงข่าวว่าจะจัดงาน Dinner Talk เพื่อระดมทุนในการสู้คดี เริ่มมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องด้วยการจัดเวทีเสวนาและผลิตโบชัวร์เผยแพร่ ทำให้คนหลายกลุ่มเริ่มพูดถึงกรณีของเรามากขึ้น เวลาพูดถึงเรื่องการแทรกแซงสื่อก็จะมีชื่อของเราโผล่ขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นผลมาจากการที่เราตัดสินใจสู้ พอตัดสินใจสู้ จุดหนึ่งเราก็คงไม่โดดเดี่ยวในเชิงสาธารณะ
งานสานใจคนกล้าที่ผ่านมาก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการมากันเยอะ ภาพที่ออกมาก็ดูดี เงินบริจาคหนึ่งล้านบาทก็มาจากรายเล็กรายน้อย รายละห้าร้อย พัน สองพัน ห้าพัน รวมๆ กันประมาณ 200-300 รายที่ช่วยซื้อบัตรห้าร้อยกว่าใบ กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ที่ติดต่อซื้อบัตร ครึ่งหนึ่งเป็นคนที่เรารู้จัก แต่อีกครึ่งเราไม่รู้จัก มันก็สะท้อนให้เห็นว่า มีแนวร่วมอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รักหรือเชียร์เราในฐานะสุภิญญาหรือรู้จักกันส่วนตัว แต่เห็นว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นร่วม บางคนอาจจะมองเรื่องการแทรกแซงสื่อ หรือบางคนอาจไม่ชอบการกระทำที่คนตัวใหญ่ทำกับคนตัวเล็กอย่างเรา มันก็สร้างแนวร่วมที่กว้างขวางกว่าแค่กลุ่ม NGOs ตอนนี้กรณีของเราเลยกลายเป็นประเด็นที่แม้คนส่วนใหญ่จะไม่รู้มาก แต่ในหมู่ปัญญาชน ในหมู่นักกิจกรรมทางสังคม หรือในหมู่นักสื่อสารมวลชน ก็รู้กันว่ามีคดีนี้อยู่ และก็เฝ้าจับตาดูว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร
จากจุดที่จากที่เราลังเลว่าจะสู้ดีไม่สู้ดี อะไรเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจว่า ยังไงเราก็จะสู้
เหตุผลหลักมาจาก 2 ส่วน ส่วนแรกคือแรงเชียร์จากคนรอบตัวซึ่งมีส่วนมาก เหมือนว่าเราก็ยุขึ้น ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือ ลึกๆ ข้างในเราก็อยากพิสูจน์ความเชื่อมั่นลึกๆ ในตัวเอง แม้ดิฉันจะไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็น NGO ที่ไปคลุกดินคลุกทรายต่อสู้เพื่อชาวบ้านหรือเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม จิตวิญญาณเรามาจากจิตวิญญาณของคนทำสื่อ เชื่อในสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในการแสดงความคิดเห็น สิ่งที่เราเชื่อออกจะแนวเสรีนิยม อยู่บนพื้นฐานแนวคิดของชนชั้นกลางด้วยซ้ำไป แต่เรารู้สึกเชื่อมั่นและอยากจะพิสูจน์มัน ถ้าสู้ในสนามอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องสื่อ เรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นประเด็นที่เราสนใจตลอด เราคงจะไม่มาถึงขนาดนี้ ท้ายที่สุดเราคงไม่กล้าตัดสินใจไม่สู้ เพราะนั่นหมายถึงความขัดแย้งกับมาตรฐานบางอย่างในใจเรา
จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีคนเสนออยู่เรื่อยๆ ว่าเจรจามั้ย ให้คดีมันจบๆ ไป ขนาดคนกันเองยังบอกว่าสู้ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เพราะต่อให้สู้จนถึงที่สุดแล้วเราชนะก็แค่เสมอตัว เหมือนกบฏไอทีวี เขาสู้กันมา 4 ปี วันนี้ศาลตัดสินให้เขาชนะ แต่ก็ยังมีคนพูดว่าแล้วไงล่ะ มันก็เหมือนกับกรณีของเรา ถ้าเจรจาให้เรื่องมันจบไปเราก็ไม่ต้องมาเหนื่อยระดมทุน แล้วกลับไปทำงานใช้ชีวิตตามปกติ ก็พยายามตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าสู้ไปเพื่ออะไร สู้เพื่อเอามันเท่านั้นเหรอ หรือว่าสู้เพื่อให้เป็นประเด็นหรือเปล่า เพราะท้ายสุดก็อาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดก็รู้สึกว่าทำไมจะต้องไม่สู้ ถ้าเรายังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เราทำถูกต้อง แล้วคนอื่นจะมั่นใจได้อย่างไร ก็ต้องลองพิสูจน์ดู ถึงแม้ท้ายที่สุดกระบวนการทางศาลจะตัดสินออกมาอย่างไร แต่อย่างน้อยสังคมน่าจะได้เรียนรู้อะไรจากรณีนี้บ้าง หรือถ้าสังคมไม่ได้อะไร อย่างน้อยกว่าเราจะผ่านคดีนี้ไปได้ ตัวเราคงแข็งแกร่งขึ้นที่จะอยู่บนโลกใบนี้ เพราะมาถึงขั้นนี้คงไม่ได้กลัวว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่สิ่งที่เราต้องพิสูจน์คือเราจะแกร่งพอจะยืนหยัดทวนกระแสได้หรือเปล่า
เคยคิดหรือเปล่าว่าคดีที่เกิดขึ้นกลายเป็นการต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ ทั้งกับผู้ที่สนับสนุนเราด้วย
จริงๆ เราก็ไม่กล้าคิดหรอกว่าเราเป็นสัญลักษณ์ เพราะเหมือนให้คุณค่าตัวเองมากเกินไป แต่ก็ยอมรับว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง มันก็อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่าง บางคนอาจจะใช้ว่าเป็นเครื่องมือด้วยซ้ำไป บางคนอาจจะรู้สึกว่าถูกหลอกใช้ ถูกดัน กลายเป็นจูงหมาน้อยขึ้นดอยหรือเปล่า ถูกแรงเชียร์ก็ลุย ก็ยอมรับว่ามีกระแสตรงนั้นบ้าง
ตอนนี้ชื่อสุภิญญา กลางณรงค์ ไม่ได้เป็นแค่ตัวตนของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับกลุ่มทุนใหญ่ กลายเป็นบุคคลสาธารณะที่มีทั้งคนสนับสนุนและคนวิพากษ์วิจารณ์ ภาพที่คนมองเข้ามาก็เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อมิติต่างๆ ในการดำรงอยู่ของเราบ้างอย่างไร
กรณีที่เกิดขึ้นส่งผลไปในทุกๆ มิติของตัวเรา ในความเป็นผู้หญิง การออกมาเป็นผู้นำทำให้ภาพลักษณ์ของเราเปลี่ยนไป ส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ทั้งกับครอบครัวหรือกับคนที่เราสนิท รูปแบบความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็เปลี่ยนไป เรากลายเป็นอะไรที่แปลกๆ ขึ้นมา เรากลายเป็นคนที่ถ้าไม่ถูกด่ามากก็ถูกชมมาก สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการดำรงอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องต่อสู้เหมือนกันนอกเหนือจากการสู้คดี
การที่เราต้องออกมายืนอยู่บนสปอตไลท์ แล้วมีทั้งคนปรบมือให้และคนด่าเรา มันเป็นอะไรที่ขัดกับคาแร็กเตอร์เรามาก หลายครั้งที่อยู่ท่ามกลางสปอตไลต์ มีคนเชียร์เรา มีคนอยู่ข้างๆ เรา แต่คนไม่รู้ว่าหลายครั้งพอเลิกงานแล้วเรากลับบ้านไป เรานั่งร้องไห้อยู่คนเดียว แม้ว่าคนอาจจะเชียร์เราเป็นแสนเป็นล้านคนทั่วโลก แต่ในยามที่เราอยู่คนเดียวแล้วอยากร้องไห้งอแงขึ้นมา หรือทำตัวไร้สาระไม่มีเหตุผล ก็ไม่มีใครสักคนที่จะปลอบใจเรา
การร้องไห้ในที่สาธารณะกับ NGO หรือเพื่อนที่คิดคล้ายๆ กัน เราก็รู้สึกว่าเขาไม่ค่อยแสดงออกทางความรู้สึกกันเท่าไหร่ เหมือนว่าแค่นี้ทำไมต้องร้อง คนอื่นเขาเจอหนักกว่าเราตั้งเยอะ หรือมาถึงขั้นนี้แล้วยังจะร้องอีกเหรอ ในมุมหนึ่งที่เราอยากมีคนลูบหัวหรือปลอบโยน เราก็ไม่มี คนที่เราทำงานด้วยก็เป็นคนรุ่นพี่รสนา พี่เปี๊ยก อาจารย์ย่า ซึ่งคุยทางความคิดกันได้ แต่คุยกันแล้วก็จบ ทุกคนก็มีภาระครอบครัวต้องกลับไปดูแล ขณะที่ถ้าจะหวนกลับไปหาเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันก็ไม่ได้ เพราะสิบปีที่ทำงานมามันเหมือนเราเลือกอีกเส้นทางหนึ่ง ทำให้คนอื่นเริ่มหายไปจากชีวิตเรา เวลาไปเจอเพื่อนก็จะอึดอัด เพราะเหมือนเรามีประสบการณ์คนละชุดกัน มุมของวัยมันหายไปเยอะ ทำให้บางครั้งเราก็เหงากับเส้นทางที่เราเลือก
มุมหนึ่งก็เหงาลึกๆ จนบางครั้งรู้สึกว่า ไม่เอาแล้ว อยากกลับไปมีชีวิตเหมือนคนทั่วไปบ้าง คล้ายๆ เขาทุกข์กันเรื่องครอบครัว เรื่องชีวิต เราก็อยากทุกข์แบบนั้นบ้าง เพราะประสบการณ์ที่เราเจอก็เอาไปแชร์กับใครไม่ได้ และช่องว่างทางประสบการณ์นี้เองที่ทำให้เราไม่ค่อยได้แชร์กับใคร มันทำให้เรากลายเป็นคนเก็บกด ชีวิตเราก็จะวนเวียนไปมา ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ดูทีวี เหงาๆ ก็ร้องไห้ เช้าก็มาทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็มาทำงาน ไม่ค่อยได้เที่ยวเพราะไม่รู้จะไปไหน ชีวิตก็เป็นแบบนี้ จนรู้สึกว่าขาดมิติหลายๆ อย่างในชีวิตไป
วิกฤตคราวนี้ทำให้เราได้กลับมาทบทวนตัวเองว่า เราจะวิ่งไปวิ่งมาคอยเคลื่อนไหววิจารณ์รัฐบาลอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ หรือเปล่า หรือจริงๆ แล้วเราอยากกลับไปอยู่เฉยๆ แล้วถ้าได้กลับไปอยู่สบายๆ เลือดในกายเราจะเรียกร้องมั้ย เพราะถึงเราจะเหนื่อย แต่เราก็มีพื้นที่ในการแสดงออก หรือจะกลายเป็นนักการเมืองหรือเปล่า หรือว่าจะไปเรียนต่อเพื่อกลับมาเป็นนักวิชาการ หรือว่าพอแล้ว หาใครสักคนแต่งงานเลี้ยงลูก เราตั้งคำถามกับตัวเองตลอดเวลา พอถามมากๆ มันก็เครียด ยิ่งเจอคดีนี้เข้าไปแล้วต้องอยู่กับมันทุกวัน มันก็ส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณของเรา ทำให้กลายเป็นความเครียดสะสม
ถ้าคิดว่าตัดสินใจสู้คดีแทนที่จะเจรจาให้จบเรื่องไป ส่วนหนึ่งเพราะคิดว่าคดีนี้น่าจะเป็นกรณีศึกษาให้สังคมเรียนรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หลังจากผ่านการรณรงค์เรื่องนี้มาระยะหนึ่ง เคยได้รับฟังความคิดเห็นหรือวัดผลที่กลับมาบ้างหรือเปล่า
มีบ้าง แต่เราโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ เราเองก็อยู่ในวงแคบๆ นอกจากน้องๆ ในตึกนี้ กับพี่ๆ ที่อยู่รอบๆ เราก็แทบไม่เคยไปออกงานที่ไหน เพราะฉะนั้นเราไม่ค่อยรู้จริงๆ ว่าข้างนอกคิดอย่างไร แต่ที่เคยเช็คฟีดแบ็คในเวบบอร์ด เราก็นอนไม่หลับไปเลย หลังๆ ก็พยายามแกล้งไม่อ่านพวกผู้จัดการออนไลน์หรือพันธุ์ทิพย์ บางคนด่าแรงมาก แต่ขนาดไม่ต้องออกไปมาก แค่เวลาเราไปเจอภาคประชาสังคมหรือนักวิชาการตามเวทีเสวนาต่างๆ คนก็จะทักอยู่เรื่อยๆ เหมือนกันว่า อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ปกติธรรมเนียมเขาเจรจากัน จะเจรจามั้ย สู้ก็แพ้ หรือไม่แพ้ก็ไม่ได้อะไร ซึ่งไม่ใช่ว่าจุดยืนเขาไม่เหมือนกับเรา แต่เขามองคนละแบบ คือมองว่ามันเหนื่อยเปล่า อาจจะไม่ได้เปลี่ยนอะไร ยิ่งไปดันทุรังหรือรณรงค์ เขาจะยิ่งโกรธด้วยซ้ำไป ใช้วิธีเงียบๆ อาจจะหลุดก็ได้ ก็เป็นการวิเคราะห์อีกแบบ ซึ่งเราก็ฟัง
บางครั้งเราก็เริ่มเห็นจริงว่า หลายๆ คดีที่เขาไม่ได้รณรงค์กันจริงจัง หลายคดีก็รอด ที่ผ่านมาศาลก็ตัดสินดีๆ หลายคดี ทั้งๆ ที่คดีเหล่านั้นอาจจะไม่ถูกรณรงค์มากด้วยซ้ำไป ตัวเองก็ยอมรับว่าสังคมไทยบางเรื่องเราอาจจะรณรงค์ซะเสียงดัง แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะชนะ มันมีหลายมิติ บางทีทำเงียบๆ อาจจะจบสวยกว่าด้วย แต่เนื่องจากว่ากลุ่มลึกที่สุดที่เราเกาะเกี่ยวไม่ได้คิดอย่างนั้น มันก็มีผลต่อการตัดสินใจของเรา
มีการเตรียมข้อมูลและพยานอย่างไรบ้างเพื่อใช้ในขั้นตอนการสืบพยานในศาล
ในขั้นตอนการสืบพยาน เราจะแบ่งพยานเพื่อเพิ่มน้ำหนักและให้เห็นประเด็นความเชื่อมโยงเป็น 5 หลักเกณฑ์ คือ หนึ่ง เรื่อง Freedom of Expression หรือสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ก็จะมีทั้งนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และตัวแทนสื่อมวลชนในนามของสมาคมนักข่าว รวมถึงองค์กรจากต่างประเทศ เช่น Reporters without Border หรือ IXJ CPJ ที่รณรงค์เรื่องสื่อ หรืออาจจะใครที่เราคิดว่ามีชื่อเสียงในเวทีระดับโลกที่พูดเรื่องหลักการของ Press Freedom หรือ Freedom of Expression เพื่อนำหลักการตรงนี้มายืนยันให้ศาลเห็นว่า ที่สุภิญญาพูดอย่างนี้ หรือว่าไทยโพสต์ลงข่าวอย่างนี้ อยู่ภายใต้เหตุผลเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิด
หลักเกณฑ์ที่สองเป็นเรื่องธุรกิจการเมืองหรือผลประโยชน์ทับซ้อน ชี้ให้เห็นว่าทำไมเรื่องนี้ถึงมีน้ำหนักพอที่สังคมจะลุกขึ้นมาตรวจสอบได้ มันสำคัญกับประชาชนอย่างไร แล้วทำไมต้องหยิบยกชื่อบริษัทมา ทำไมตรวจสอบแต่นายกฯไม่ได้ ทำไมต้องไปพาดพิงบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นข้อแก้ต่างของทางฝ่ายโจทก์ว่าจะตรวจสอบรัฐบาลก็ทำไป เขาเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นเราก็ต้องเอานักเศรษฐศาสตร์มายืนยันว่า ระบบธุรกิจแบบทุนนิยมเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองอย่างไร
เกณฑ์ข้องที่สามเกี่ยวข้องกับเรื่องโทรคมนาคม สื่อสารมวลชน มาตรา 40 ว่ามีความสำคัญอย่างไร การที่ชินคอร์ปฯทำทั้งทีวี ดาวเทียม ฯลฯ มันสำคัญกับประชาชนอย่างไร
อันที่สี่ เกี่ยวข้องกับคปส. (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ) และตัวดิฉัน ก็ต้องเอาประธานคปส.หรือเพื่อนร่วมงานมาพูดว่าคปส.ก่อตั้งมาเพราะอะไร แล้วสุภิญญาพูด สุภิญญาได้อะไร ไม่ได้อะไร เป็นการพูดในนามองค์กร ไม่ได้พูดส่วนตัว
ประเด็นสุดท้าย เป็นประเด็นเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศ
การที่เราเตรียมหลักเกณฑ์ 5 ข้อเช่นนี้ นอกจากทำให้ศาลเห็นความเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องกับคดีแล้ว ตรงนี้ยังถือเป็นกรณีศึกษาของสังคม คนทั่วไปก็จะได้ฟังการผลิตซ้ำอีกครั้งหนึ่งในเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อ การแสดงความคิดเห็น ผลประโยชน์ทับซ้อน หลักรัฐกับธุรกิจ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยง โดยก่อนหน้านี้เราก็พยายามรณรงค์เรื่องนี้อยู่ด้วย แต่ว่าในการสืบพยานอาจจะได้ข้อมูลใหม่ๆ เพราะพยานอาจจะไปทำวิจัยย้อนหลัง ถือเป็นเรื่องใหม่ที่สังคมจะได้เรียนรู้
พอทราบความเคลื่อนไหวของกลุ่มชินคอร์ปฯต่อคดีนี้บ้างหรือเปล่า แล้วเรามีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างไรบ้าง
ทางชินคอร์ปก็ต้องเตรียมพยานของเขาเหมือนกัน ซึ่งข้อมูลตรงนี้ก็ไม่เปิดเผยแน่นอน เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาแนวไหน เขาก็คงพยายามหาข้อมูลมาหักล้างเพื่อให้ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำที่จงใจหมิ่นประมาทหรือใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาแนวไหน แต่เราก็พร้อมที่จะสู้เพื่อบอกว่าเราไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสี เราไม่ได้จงเกลียดจงชังใครเป็นพิเศษ เพราะตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา 10 ปี เราก็ตรวจสอบมาหมด ทั้งเรื่อง กสช. กับอากู๋ (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม) และกับกองทัพฯ ชินคอร์ปฯเป็นแค่กรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราทำงาน
มีคนบอกว่าให้เราไปค้นข้อมูลลึกๆ เหมือนกรณี CTX เพื่อมาแฉ เราก็คิดว่าคงไม่ถึงขั้นไปทำขนาดนั้น เพราะจุดยืนของเราคือสู้เพื่อให้เห็นถึงเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อเป็นมาตรฐานที่ประชาชนจะมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์รัฐและตรวจสอบภาคเอกชนได้ หน้าที่เราไม่ใช่การไปขุดคุ้ยว่ามีการโกงเงินตรงไหน เพราะจริงๆ เราก็ไม่ได้กล่าวหาว่าเขาโกง แค่บอกว่ามันเป็นเรื่องของการเกื้อหนุนและส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนเรื่องสื่อ
ซึ่งช่วงเวลานั้น ก็มีคนออกมาพูดในทำนองนี้กันมากมาย
นี่อาจจะเป็นประเด็นที่ทำให้คนเห็นใจเรา ว่าทำไมไม่ฟ้องนักวิชาการ
เคยคิดหรือเปล่าว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะฟ้องเรา
อย่างแรกน่าจะเป็นเพราะข่าวชิ้นนั้นพาดหัวหน้าหนึ่งและใช้ภาษาค่อนข้างโฉบเฉี่ยว และอย่างที่สอง เราทำเรื่องปฏิรูปสื่อมาระยะหนึ่งแล้ว เหมือนกับมีอะไรก็คปส.อีกแล้ว หรือสุภิญญา กลางณรงค์อีกแล้ว เพราะเราก็เป็น NGO ที่ตามเรื่องสื่อมานานแล้ว
อีกประการหนึ่ง ดิฉันคิดว่าจุดสำคัญที่ทำให้เราโดนฟ้อง คือ ช่วง 3 ปีที่แล้ว คือปี 2546 ถือเป็นช่วงแรกๆ ที่มีการพุ่งเป้าและพูดถึงกลุ่มชินฯ ในช่วงเวลานั้นข่าวส่วนมากจะพูดถึงระบอบทักษิณ มุ่งไปที่ตัวทักษิณก่อน แต่ตอนนั้นเราไปฉายภาพเรื่องบริษัทโดยตรง คล้ายๆ ไปแตะภาคเอกชน มุ่งตรงไปที่เขาเลย แทนที่จะพูดถึงทักษิณก่อนแล้วค่อยโยงไปสู่บริษัทเครือญาติ และที่สำคัญคือเราไปแตะถึงไอพีสตาร์ ดาวเทียมดวงใหม่ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีข่าวอื้อฉาว แต่หลังจากที่เราไปแตะ ก็เริ่มมีเรื่อง BOI ยกเว้นภาษี มีเรื่องพม่า FTA คือหลังจากนั้นมันมีปูดขึ้นมาอีกเยอะ ส่วนตัวคิดว่า ตอนนั้นทางชินฯคงไม่อยากให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องไอพีสตาร์มากนัก เพราะเป็นธุรกิจข้ามชาติ เขาคงต้องระมัดระวังเรื่องภาพลักษณ์ เพราะเรื่องมันอ่อนไหวง่าย และเขารู้ว่ามันคงมีจุดอ่อนเยอะ แต่หลังจากที่เราพูด ก็มีการขุดคุ้ยอะไรตามมาอีกเพียบ
ช่วงเวลานั้นชินคอร์ปจะถูกพูดถึงเยอะแต่ในหน้าข่าวธุรกิจ เช่น เขาทำอะไร ออกธุรกิจอะไร แต่ครั้งนั้น ชินคอร์ปฯถูกพาดหัวในหน้าหนึ่งข่าวการเมือง พาดว่าชินคอร์ปฯด้วยไม่ใช่ทักษิณ ทางชินคอร์ปฯก็คงรู้สึกว่าต้องตามจัดการเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เพราะไม่อยากให้บริษัทถูกพูดถึงมาก ซึ่งตอนนี้เรื่องเหล่านี้ก็ถูกพูดถึงมาก แต่ถ้าย้อนไปช่วงที่ถูกฟ้องคือปี 2546 เรื่องนี้ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่ในช่วง 2 ปีหลังจากที่เราพูดก็มีการพูดถึงเรื่องไอพีสตาร์เยอะมากจนดูเป็นเรื่องธรรมดา เขาก็คงเริ่มชิน ก็ไม่ได้ฟ้องใครต่อ ได้แต่ขู่ อย่างตอนเรื่องพม่าเขาก็ขู่ว่าจะฟ้องคนนั้นคนนี้ แต่ก็ไม่ได้ฟ้อง แต่กรณีของเราเขาไม่มีคำเตือนหรือขู่ เขาฟ้องเลย
เป็นกรณีเชือดไก่ให้ลิงดู
ตัวเราเองก็ดูเหมาะจะเป็นไก่ให้เชือดด้วย เพราะหนึ่ง ก็ไม่ได้มีโปรไฟล์อะไรมาก อีกอย่างคือ เขาคงคิดว่าถ้าเราถูกฟ้องก็คงตกใจ ซึ่งก็ตกใจจริงๆ แล้วเขาคงคิดว่าเราคงต้องกลัวหงอ ซึ่งเราก็กลัวจริง แต่เนื่องจากเรามีแบ็คอัพเยอะ ยิ่งพอเราตัดสินใจที่จะสู้ คนเชียร์ก็เลยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เคยคิดถึงกรณีที่แย่ที่สุดอย่างการแพ้คดีหรือเปล่าว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริงจะทำอย่างไร
ก็เคยคิดถึงสุดๆ เลยว่า ถ้าแพ้ถึงขนาดต้องติดคุกล้มละลายขึ้นมาจะไหวมั้ย ตอนนี้ก็พยายามมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนในทุกๆ เรื่อง เราก็พยายามบอกตัวเองไว้ตลอดว่าต้องยอมรับ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร
คดีอาญาโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 2 ปี ต่ำสุดคือรอลงอาญาหรือปรับ ส่วนคดีแพ่งก็คือล้มละลายถ้าเราไม่มีจ่าย 400 ล้านที่เขาฟ้องเราก็แบกรับร่วมกับไทยโพสต์ ถ้าเราไม่มีจ่ายไทยโพสต์เขาก็รับไป ถ้าไทยโพสต์ไม่มีจ่ายเราก็รับ แบกรับร่วมกัน แต่จริงๆ ก็คงล้มละลายกันหมด เพราะไม่มีใครมีจ่ายหรอก แต่เราเป็นจำเลยที่หนึ่ง คล้ายๆ เหมือนฟ้องสุภิญญาและพวก เราก็เครียดเหมือนกันว่าทำไมเราถึงกลายเป็นหัวโจก
เราตั้งเป้าว่ายังไงก็ไม่จ่าย ถึงมีก็ไม่จ่าย ก็คงต้องล้มละลายไป 3 ปี เดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ ไม่มีรายได้ ต้องให้น้องๆ เลี้ยงข้าว ที่สำคัญคือกลายเป็นประวัติ อย่างคดีอาญาต่อให้รอลงอาญาก็เป็นประวัติ อย่างน้อยก็คงไปสมัครสว.ไม่ได้ ซึ่งเราก็เตรียมใจไว้แล้ว ร้ายแรงที่สุดก็กลายเป็นประวัติติดตัวไปจนตาย นั่นคือสิ่งที่คนอาจจะกลัวที่สุด ติดคุกคงไม่ติดเพราะถือเป็นคดีแรก ก็เหมือนคดีปปช. ต้องคดีรอลงอาญา ถึงแม้จะไม่ติดคุก แต่คนก็ประณามว่าเราผิดแล้ว มันจะเกิดความรู้สึกหวั่นไหวในอารมณ์ และส่งผลทางจิตวิทยามากกว่า ความมั่นใจในตัวเองก็คงสั่นคลอนไปเยอะ ถ้ามันต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่กว่าจะถึงขั้นนั้นเราคงอ่วมแล้ว ถ้าทำใจไม่ได้ตอนนั้นก็คงเพี้ยนไปแล้ว
ลึกๆ แล้วคุณหวังว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะให้ประโยชน์อะไรกับสังคม
จริงๆ ที่อยากจะพูดคือ เป้าหมายทางสังคมเราก็หวัง แต่ลึกที่สุดแล้ว การดื้อแพ่งของเรานั้นเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้มีอำนาจรู้ว่า คนที่ไม่กลัวหรือกลัวแต่ยังต้องสู้ก็ยังมีอยู่เช่นในกรณีนี้ การที่เราใช้แนวทางอหิงสาที่จะไม่เจรจา ไม่ขอเริ่มที่จะเข้าหาเขาก่อน และก็จะไม่ไปเรื่อยๆ ลึกๆ ก็เพื่อให้บริษัทเอกชนก็ดี หรือรัฐบาลก็ดี เขาจะได้เรียนรู้ว่า จริงๆ ในโลกนี้ยังมีคนที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้อง แต่ดิฉันไม่ได้หมายความว่าคนที่เขาทำแบบนั้นมันไม่ดี เพียงแต่การอหิงสาและดูเหมือนเป็นเด็กดื้อของเรา มุมหนึ่งจะทำให้ผู้กระทำได้เรียนรู้มากขึ้น และหวังผลว่าท้ายที่สุดจะทำให้ผู้มีอำนาจชะลอการตัดสินใจที่จะคุกคาม
ถ้าพูดให้ลึกสุดๆ ดิฉันคิดว่าตอนที่เขาตัดสินใจฟ้องคดีนี้ เขาอาจจะไม่ซีเรียสก็ได้ อาจจะไม่ได้คิดว่าจะทำให้เป็นประเด็นยืดยาวอะไร แค่รู้สึกว่าฉันมีสิทธิ์จะฟ้อง เธอพูดไม่ถูกใจหรือเธอพูดกระทบฉัน ฉันก็ฟ้อง แต่ถ้าวันหนึ่งเขาได้เรียนรู้ว่า การกระทำของเขามีคนลุกขึ้นมาสู้และมีคนสนับสนุนมากมาย บทเรียนนี้น่าจะเป็นบรรทัดฐานใหม่หรือทำให้ต่อไปเวลากลุ่มนายทุนจะทำอะไร เขาจะลังเลหรือตัดสินใจไม่ฟ้องคนอื่น ดิฉันคิดว่าแค่นั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
ดิฉันคิดว่ากระบวนการยับยั้งชั่งใจของฝ่ายมีอำนาจในการจัดการกับฝ่ายด้อยอำนาจในสังคมยังมีน้อยเกินไป ขณะที่ประชาชนใจเย็นมากกับการกระทำของภาครัฐและคนที่มีอำนาจ แต่พอมีการตอบโต้กลับจากคนที่ด้อยอำนาจ ดูเหมือนเหล่าคนมีอำนาจจะตอบกลับทันที ฟ้องทันที หรือทำการคุกคาม ดิฉันคิดว่าผู้มีอำนาจต้องเรียนรู้ที่จะทบทวนว่า มันไม่ใช่คุณมีอำนาจ คุณก็จะทำอะไรได้ทันที ประชาชนยังให้โอกาส เขาก็ต้องทนฟังความคิดเห็นและต้องทนที่จะผ่านกระบวนการอะไรบ้าง นี่คือความหวังลึกๆ ว่ามันจะเกิดการเรียนรู้กันและกัน แต่ก็ไม่รู้จะเกิดหรือเปล่า
ส่วนความหวังที่มากไปกว่านั้น เราก็คิดว่ากระบวนการพิจารณาในขั้นศาลจะช่วยยกระดับความตื่นตัวทางสังคมเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อ การแสดงความคิดเห็น และเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รวมทั้งถ้ามันนำไปสู่การเกิดเวทีทบทวนเรื่องการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทในเมืองไทยได้ก็น่าจะดี เพราะถึงเวลาต้องทบทวนมาตรฐานและปรับแก้กฎหมายให้พลวัตไปกับรัฐธรรมนูญ เช่น เรามีมาตรา 39 40 41 ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 แต่เรายังใช้ พรบ.การพิมพ์ปี 2484 หรือใช้ พรบ.วิทยุโทรทัศน์ปี 2498
จริงอยู่ที่เขียนกฎหมายดียังไงก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าคนในสังคมยังไม่ปรับระดับสำนึกตาม แต่มันก็ต้องแก้ทั้ง 2 ทาง เหมือนมาตรา 40 ที่ต้องพัฒนากฎหมายให้พลวัตตาม ถ้าเราไม่แก้เลยแล้วปล่อยไปเรื่อยๆ มันจะเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจทำการผลิตซ้ำและใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามได้ เราจึงต้องรุกกลับเพื่อช่วงชิงวาทกรรมใหม่ๆ ในการต่อสู้ ถึงอาจจะไม่ได้นำไปสู่การแก้กฎหมายที่สมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยก็เตือนสติให้เห็นว่ากฎหมายที่ใช้อยู่มันเป็นปัญหา และหวังว่าจะนำไปสู่กระบวนการเยียวยาหรือทบทวนการใช้กฎหมายหมิ่นประมาท
อย่างในต่างประเทศจะมีสภาหนังสือพิมพ์ ถ้าบริษัทเอกชนจะฟ้องหนังสือพิมพ์ ต้องให้สภาตรวจสอบก่อน ถ้าผิดก็ให้ลงขอโทษในฉบับนั้น แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นคดีในศาลอาญา ถ้ากรณีของเรานำไปสู่การปรับกระบวนการกำกับดูแลภายในสื่อกันเองเหมือนในต่างประเทศ เราก็จะแฮปปี้มาก หรือถ้ามันจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้รู้ว่าขอบเขตหรือลิมิตที่ภาคประชาชนสามารถตรวจสอบนั้นมีได้มากแค่ไหน แล้วถ้าบริษัทเอกชนทำอะไรลงไปที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกตรวจสอบได้ ถ้ามันไปถึงขั้นหลักการตรงนั้น เราก็ถือว่าได้คุ้มแล้วสำหรับการต่อสู้ครั้งนี้
คนมักจะพูดว่า โครงสร้างประชาธิปไตยมาก่อนสำนึกประชาธิปไตยของคนในชาติ คุณคาดหวังว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะช่วยพัฒนาสำนึกทางประชาธิปไตยให้กับคนไทยได้มากน้อยแค่ไหน
ประเด็นของเรามันอาจจะมาก่อนการณ์ แม้ว่าเราจะเห็นว่าเรื่องนี้ใหญ่มาก แต่สังคมไทยก็ยังมีปัญหาอีกมากมายที่ต้องแก้ไข เรื่องสิทธิเสรีภาพต้องมาหลังปากท้อง ดังนั้นเราก็เลยยอมรับและไม่ดันทุรังว่าทั้งสังคมไทยจะต้องมาสนใจเรื่องนี้ แต่เราทำของเราให้ดีที่สด ในขอบข่ายความเชื่อมั่นของเรา
สุดท้ายการต่อสู้ของเราก็อาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาสังคมอะไรเลยก็ได้ บางคนถึงกับบอกว่าดีไม่ดีเราอาจจะกลายไปเป็นเครื่องมือของเขาไป ถึงเราชนะ แต่รัฐบาลก็อาจจะได้ภาพที่ดีไป บอกว่านี่เห็นมั้ย สังคมไทยมีสิทธิเสรีภาพ คือเราชนะจริงแต่สื่อยังถูกแทรกแซงอีลุ่ยฉุยแฉกเหมือนเดิม การควบคุมสื่อยังมีอยู่เยอะแยะ แต่เขาก็ได้ภาพไปแล้ว ก็มีคนพูดถึงขนาดนี้เหมือนกัน ซึ่งมันก็เป็นไปได้
สุดท้ายเราก็ต้องสู้ในจุดยืนของเรา ในฐานะอิสระชนที่มีความรู้ มีความเชื่อตรงนี้ เราก็อยากจะพิสูจน์ในบริบทของเราสักตั้ง ส่วนสังคมจะเห็นหรือเรียนรู้อะไรหรือไม่ ก็ถือเป็นเรื่องที่เหนือการควบคุมของเรา เรารู้แต่ว่าเราต้องสู้บนเส้นทางนี้ จากนั้นก็คงเหมือนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อย่าง 14 ตุลาฯ หรือ 6 ตุลาฯ มันก็คือประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น แต่หลายคนก็หยิบขึ้นมาอธิบายหลากหลายมุม บางคนอธิบายว่ามันดีเลิศ บางคนบอกว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับคนชั้นกลาง กรณีของเราก็คงแล้วแต่คนที่จะหยิบยกมุมไหนขึ้นมาเช่นกัน
คนที่อยู่ในพฤษภาทมิฬตอนนั้นก็คงไม่ทันได้คิดหรอกว่า สู้ไปแล้วมันจะเปิดพื้นที่ให้คนชั้นกลางหรือคนจน รู้แต่ว่ามันไม่ถูกต้องและต้องสู้กับเขา ดิฉันก็เหมือนกัน ตอนนี้เราอยู่ในสนามและรู้ว่าโจทย์ของเราคือต้องชกกับคนนี้ เราก็สู้ให้ถึงที่สุด แต่พอเหตุการณ์ผ่านไปแล้วหันกลับมามอง เราอาจจะรู้สึกว่า โห ไม่น่าเลย ก็อาจจะเป็นไปได้ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ รู้แค่ว่าตอนนี้เราอยู่ในเกม รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็ต้องสู้ไปก่อน ส่วนผลกระทบที่มีต่อสังคมก็ต้องเรียนรู้กันต่อไป

