โลกที่เปลี่ยนไป

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ยุโรปซึ่งเป็นสมรภูมิหลักของสงครามได้รับความบอบช้ำอย่างหนัก แม้ในหมู่ประเทศที่ชนะสงครามเองอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสที่เคยเป็นมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคมก็ต้องเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง อันนำมาสู่ปัญหาทางการเมืองภายในประเทศสืบเนื่องมาอีกหลายทศวรรษ

ความตกต่ำของยุโรปทำให้อเมริกาสามารถผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลกได้ด้วยแสนยานุภาพทางทหารทั้งกองทัพอากาศที่ทันสมัย กองทัพบกที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว และกองทัพเรือเรือที่เข้มแข็งที่สุดในโลก อเมริกากลายเป็นชาติผูกขาดอาวุธนิวเคลียร์อยู่จนถึงปี 1949 อันเป็นปีเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม หลังจากเอาชนะสงครามกลางเมืองและกรีฑาทัพเข้าสู่ปักกิ่งได้ในเดือนมกราคม ก่อนจะเคลื่อนพลลงใต้ขับไล่กองทัพเจียงไคเช็ค จนต้องถอยข้ามทะเลไปตั้งหลักที่ไต้หวัน

สหรัฐอเมริกาสนับสนุนฝ่ายเจียงไคเช็ค ให้ทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์มาโดยตลอด ความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลปักกิ่งจึงถูกปิดฉากลงเป็นเวลานาน อเมริกาต้องใช้ความพยายามอยู่นานร่วมทศวรรษ ก่อนที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จะสามารถเดินทางไปเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการได้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1972 โดยนิกสันได้เข้าพบประธานเหมาเจ๋อตง ผู้นำจีน และร่วมกับนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหล ประกาศแถลงการณ์เซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ยอมรับว่าจีนมีเพียงหนึ่งเดียวและไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน อันเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายปรองดองและการปรับสถานภาพระหว่างสองประเทศให้เข้าสู่ภาวะปกติ

3 ปีหลังการเยือนจีน นิกสันถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งอันเนื่องมาจากคดีวอเตอร์เกต กระทั่งปี 1979 ประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ประกาศยอมรับสาธารณรัฐประชาธิบไตยประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 1979 อันเป็นการยุติความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับรัฐบาลไต้หวัน โดยคงเหลือเพียงความสัมพันธ์ทางธุรกิจ วัฒนธรรมและอื่นๆ นโยบายใหม่ของอเมริกานำไปสู่การยกเลิกสนธิสัญญาความมั่นคงที่ลงนามกับไต้หวันเมื่อปี 1954 ในวันที่ 1 มกราคม ปี1980

ความสัมพันธ์ที่ได้รับการปรับปรุงของทั้งสองประเทศเปิดทางให้รองประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิง เดินทางไปเยือนอเมริกาอย่างเป็นทางการ อันเป็นประสบการณ์สำคัญที่เติ้งนำมาใช้ปรับนโยบายของจีนขนานใหญ่ในเวลาต่อมา นับเป็นการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกอย่างแท้จริงดังประธานาธิบดีนิกสันได้กล่าวไว้หลังการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายของอเมริกาให้หันมาสนับสนุนฝ่ายชนะ หลังจากที่สนับสนุนฝ่ายแพ้สงครามอยู่เป็นเวลานาน

การปรับเปลี่ยนนโยบายของอเมริกาในด้านหนึ่งนอกจากจะเป็นการคานอำนาจสหภาพโซเวียตในเอเชียโดยยืมมือรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนมาช่วยค้ำโครงสร้างอำนาจสามเส้าแล้ว ยังสอดรับกับการปรับนโยบายของอเมริกาต่อสงครามเวียดนาม โดยอเมริกาเริ่มทยอยถอนทหารออกจากเวียดนามตั้งแต่ปี 1968 ก่อนจะถอนออกโดยสิ้นเชิงในปี 1973 หลังจากที่เคยส่งทหารเข้าไปรบในช่วงทศวรรษที่ 1960 กว่า 500,000 คน จนมีทหารบาดเจ็บ พิการและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อันเป็นบาดแผลใหญ่ของสังคมอเมริกันมาจนถึงทุกวันนี้

การปรับเปลี่ยนนโยบายของมหาอำนาจ ทำให้ประเทศเล็กๆอย่างไทยต้องปรับท่าทีกับจีนด้วยเช่นกัน รัฐบาลในสมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชได้เริ่มเจรจาอย่างลับๆ เพื่อหาทางเปิดความสัมพันธ์กับจีน เพื่อใช้จีนสกัดกั้นการขยายอำนาจของเวียดนามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีไทยเป็นโดมิโนตัวต่อไปหลังจากลาวและกัมพูชาได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว

ความหวาดระแวงภัยคอมมิวนิสต์ทั้งในอเมริกาและในสังคมไทยทำให้การดำเนินการทางการทูตเพื่อเปิดความสัมพันธ์กับจีนต้องเป็นไปอย่างปิดลับ ลัทธิแม็คคาธีย์ในอเมริกาและกระแสขวาพิฆาตซ้ายทำให้ผู้บริสุทธิ์ในสังคมจำนวนไม่น้อยถูกทำลายทั้งชื่อเสียงและชีวิตด้วยข้อกล่าวหาพัวพันกับคอมมิวนิสต์ ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับสยามที่เคยมีมาตั้งแต่ในสมัยสุโขทัยมีอันต้องสะดุดลงในยุคโลกแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย

กระทั่งมหาอำนาจเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ ไทยจึงได้เวลารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนอีกครั้งในปีพ.ศ. 2518 ซึ่งนับเนื่องจนถึงปีนี้ก็ครบรอบ 30 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพอดี

นอกจากการสัมมนาเพื่อเปิดพรมแดนความรู้ความเข้าใจระหว่างสองประเทศในหลายเวทีแล้ว กิจกรรมทางวัฒนธรรมได้ถูกจัดขึ้นในหลายรูปแบบ ความสัมพันธ์ทางการค้าที่เคยพึ่งพาอาศัยกันมาตั้งแต่ยุคสุโขทัยอันตรงกับสมัยราชวงศ์หมิง สืบเนื่องมาจนถึงสมัยอยุธยาและเฟื่องฟูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นใหม่ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนไป

ศตวรรษแห่งความวุ่นวายทางการเมืองผ่านพ้น ศตวรรษแห่งความยิ่งใหญ่ของจีนกำลังเริ่มต้นขึ้นด้วยการขับเคลื่อนของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ผู้ออกเดินทางไกลอีกครั้งด้วยเครื่องบินเจ็ต ใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนก็ข้ามฝั่งมหาสมุทรไปยังอีกซีกโลกหนึ่งได้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากยุคของมหาขันทีเจิ้งเหอ ซึ่งต้องอาศัยมรสุมและเวลาแรมปีกว่าจะสร้างความสัมพันธ์ในยุคก่อน

จากสงครามการเมือง โลกทุนนิยมเสรีหันมาต่อสู้กันด้วยสงครามการค้า จากยุคเอเชียถูกคุกคามจากเรือปืนของมหาอำนาจตะวันตก วันนี้เรือบรรทุกสินค้าจากเอเชียซึ่งมีจีนเป็นหัวหอกกำลังบุกไปตีตลาดตะวันตกตั้งแต่ยุโรปเรื่อยไปจนถึงอเมริกา จนการเจรจาการค้าได้กลายเป็นประเด็นหลักบนเวทีโลกไม่ต่างจากการเจรจาทางการเมืองในยุคก่อน

ประธานเหมาและนายกรัฐมนตรีโจวถึงแก่อสัญญกรรมเมื่อปี 1976 ประธานาธิบดีนิกสันใช้ชีวิตต่อมาอีก 18 ปี ก่อนจะถึงแก่อสัญกรรมในปี 1994 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ. 2538

จากวันนั้นถึงวันนี้โลกได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายจริงๆ

จากมิตรเป็นศัตรู จากศัตรูเป็นมิตร

สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ฤดูกาลเปลี่ยนไป

มรสุมพัดแรง โลกกลับกลาย


ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา กันยายน 2548