ปัญญาชนไทยในสายตาของลุงเฮิป (สี่สิบปีมาแว้ววว)

ผมไปเจองานเก่าอีกชิ้นหนึ่งของลุงเฮิปโดยบังเอิญ ระหว่างค้นงานเรื่อง "การค้าครั้ง "สมัยก่อน" (Old Days) ในเชียงคำ" ในหนังสือชื่อ "ความเปลี่ยนแปลงและความดื้อด้านของสังคมไทย" (ฮ่าฮ่า) ซึ่งเป็นการรวมบทความเพื่อเป็นเกียรติแก่ อาจารย์ ชาร์ป ผู้มีบทบาทสำคัญในการสถาปนาความสนใจในเรื่องของเมืองไทยในสหรัฐอเมริกา ก็เลยถือโอกาสนำมาเล่าโม้ให้ฟัง (1)

บทความของลุงเฮิปมีชื่อง่ายๆว่า "วัฒนธรรมของบรรดาปัญญาชนสยาม" ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี 2510 และแม้ว่าจะนำมาพิมพ์ในเล่มนั้นในปี 2518 ลุงเฮิปผู้เป็นศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยาแห่งเมืองหมีน้อยก็เห็นว่าหลักใหญ่ใจความยังคงเหมือนเดิม (เว้นเสียแต่ว่าปัญญาชนสยามจะมีลักษณะชาตินิยมทาง "การเมืองวัฒนธรรม" เพิ่มขึ้น)

ลุงเฮิปให้นิยามคำว่าปัญญาชน (intellectual) ในบ้านเราว่าเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่แตกต่างจากกลุ่มคนอื่นๆในสังคมตรงที่ทำหน้าที่ในการเสนอความคิดความเห็นผ่านงานเขียนที่มีอิทธิพลต่อสังคมในทางตรง ไม่ว่าจะเป็นกวี ผู้ให้ทัศนะทางสังคม พระ อาจารย์มหาวิทยาลัย

วิธีการได้มาซึ่งปัญญาชนผู้เป็นสิ่งที่ถูกวิจัยนั้น ลุงเฮิปก็ไปสอบถามอาจารย์มหาวิทยาลัยของไทยในกรุงเทพฯสองแห่ง(ในสมัยนั้น) แล้วก็ได้รายชื่อมา 153 คน จากนั้นก็นำมาเข้ากระบวนการจัดอันดับปัญญาชนสยามออกมาเป็นสามขั้น ได้แก่ ขั้นที่มีความโดดเด่น (20) ขั้นที่มีความสำคัญและมีชื่อเสียงแต่ไม่ถึงกับโดดเด่น (26) และขั้นที่เป็นที่รู้จักจากประชาชนที่มีการศึกษาว่ามีบทบาทในการส่งเสริมปัญญาของสังคม (107)

นอกจากนั้นปัญญาชนในขั้นโดดเด่น (ภาษาเด็กแนวเรียกว่า ขั้นเทพ แต่ไม่ใช่เทพ โพธิ์งาม หรือ เทพ เทียนชัย) นั้นนอกจากลุงเฮิปจะไปทำสัมภาษณ์เจาะลึก 26 ชั่วโมงต่อคนแล้ว ยังตามอ่านงานหลักๆของคนเหล่านั้นอย่างน้อย 3 ชิ้น (อืม .... น่าสนใจ ... ดังนั้นจะเป็นปัญญาชนขั้นเทพต้องเขียนงานด้วย ... ตั้ง 3 ชิ้นเชียว)

ข้อสังเกตประการแรกของลุงเฮิปก็คือ ในบรรดาปัญญาชนขั้นเทพ 18 คนที่ลุงเฮิปไปสัมภาษณ์มา มีเพียง 2 คนเท่านั้นเองที่ "มีวิกฤติอัตลักษณ์" หรือว่าง่ายๆก็คือมีลักษณะที่ปรับตัวเองเข้ากับสังคมไม่ได้ ซึ่งลุงเฮิปและนักวิชาการคนอื่นๆ เชื่อว่าเป็นลักษณะสำคัญของปัญญาชนในสังคมที่ไม่ใช่สังคมตะวันตก ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในสังคมเหล่านั้น

ลุงเฮิปเห็นว่าปัญญาชนสยามนั้นเป็นพวกที่รู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับจากสังคม และได้รับรางวัลจากสังคม และในเมื่อพวกตนอยู่ภายใต้สังคมที่มีข้อจำกัดทางการเมือง (ในเวลานั้นคือมีกฏอัยการศึก) พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมสูง ในขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์นั้นแม้ว่าจะเกิดขึ้น ก็จะเป็นในลักษณะของการวิจารณ์ทางอ้อม หรือทำให้เป็นเรื่อง "ขำขำ" เนื่องมาจากระบบการเมืองและวัฒนธรรมไทยนั้นมีลักษณะที่สมัยนี้เขาเรียกกันว่า "สัมฤทธิ์ผลนิยม" และเป็นอำนาจนิยมมากเกินไป (ลุงเฮิป เห็นว่านักเขียนฝ่ายซ้ายที่สำคัญสามคนของไทยในช่วงยี่สิบปีย้อนกลับไปนั้น คนนึงเปิดไนท์คลับ อีกคนหนึ่งทำงานในกรมประชาสัมพันธ์ และอีกคนหนึ่งอยู่ที่ปักกิ่ง และพวกเขาสามคนเป็นที่รู้จักในสังคมผ่านความสามารถในการใช้ภาษาไทย มากกว่าเนื้อหาทางการเมืองที่พวกเขาต้องการจะสื่อให้สังคมรับรู้)

บทบาทที่สำคัญของปัญญาชนสยามในความเห้นของลุงเฮิปนั้นก็คือการทำหน้าที่จัดรวบรวม (codification) และตีความ (interpretation) คุณค่าและความคิดหลักๆในสังคม ทั้งความคิดที่มามาแต่เดิมและที่กำลังเกิดขึ้น

แต่ที่สำคัญ ลักษณะที่บ่งบอกถึงความเป็น "ปัญญาชนสยาม" ก็คือ พวกเขา นั้นเป็น "ปัญญาชนไทย" (หรือเป็นปัญญาชนชาตินิยม) เพราะ ปัญญาชนสยามทำหน้าที่ในการให้ความชอบธรรมในแง่การรับรู้และให้การยอมรับต่อปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งผลของการกระทำดังกล่าวของปัญญาชนสยามเหล่านั้นก็คือการให้คำนิยามว่าอะไรคือสิ่งที่รับได้(หรือรับไม่ได้)เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยพิจารณาว่าสิ่งนั้นๆ "เป็นไทย" หรือไม่ เพราะความเป็นไทยนั้นเป็นโครงครอบที่สำคัญต่อปฏิบัติการทางภูมิปัญญาของปัญญาชนไทยมากเป็นพิเศษ

ในทางมานุษยวิทยา ลุงเฮิปเห็นว่ากิจกรรมทางภูมิปัญญานั้นคือกระบวนการที่จิตสำนึกถูกนำมาจัดระบบระเบียบให้เป็นประเด็น รูปแบบ และเป้าประสงค์ต่างๆที่ถูกกำหนดค่าจากวัฒนธรรม ซึ่งการจัดระเบียบความคิดและคุณค่านี้อาจไม่เกี่ยวพันกับปรากฏการณ์บางอย่างที่ส่งผลกระทบ(ในทางตรง) ต่อวัฒนธรรม หรือไม่เกี่ยวกับความสำคัญของเหตุการณ์เหล่านั้นว่าจะส่งผลกระทบต่อการครุ่นคิด/ขบคิดของบรรดาปัญญาชนหรือไม่

โดยเฉพาะในกรณีของไทยนั้น ปัญญาชนสยามนั้นแม้ว่าจะมีความเก่งกาจ แต่ก็จะเขียนถึงประเด็นปัญหาต่างๆที่ "เหมาะที่จะเขียน" เมื่อพิจารณาจากวัฒนธรรมที่มีอยู่ (culturally appropriate) ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับการเขียนเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่สามารถพิสูจน์ได้จากประสบการณ์ของปัญญาชนเหล่านั้น หรือต่อความเป็นไปของสังคม หรือการเขียนเรื่องที่แปลกใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาได้ (พูดง่ายๆว่ากิจกรรมทางปัญญาของปัญญาชนไทยนั้นให้ความสำคัญว่าเรื่องนั้นควรจะเขียนหรือไม่ก่อนจะพิจารณาในมิติอื่นๆ)

ประเด็นหนึ่งที่นิยมเขียนกันในหมู่ปัญญาชนสยามคือเรื่องของความจำเป็นของบรรดาข้าราชการที่จะต้องมีคุณธรรม ไม่ทุจริต และปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถของตนอย่างสุดความสามารถ โดยลุงเฮิปใช้คำเฉพาะว่า noblesse oblige หรือ การพูดว่า "อภิสิทธิ์ต้องกำกับด้วยความรับผิดชอบ" และด้วยตรรกะของความเป็นอภิชนที่ต้องมีความรับผิดชอบทั้งจากคุณธรรมและจากความรู้ของตนเองนี้เอง ที่ทำให้ประเด็นเรื่อง "การศึกษา" เป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

ลุงเฮิปย้ำว่าลักษณะสำคัญของปัญญาชนไทย (หรือปัญญาชนสยาม) ก็คือพวกนี้มีไม่มากนัก แต่มีลักษณะที่เข้าใจโลกทางวัฒนธรรมในแบบคับแคบ (cultural parochialism) กล่าวคือพวกนี้ไม่ได้พูดและสะท้อนโลกทัศน์ของชาวบ้าน แต่เป็นพวกชนชั้นนำในสังคมที่มีความสามารถในการถ่ายทอดความคิด โน้มน้าวจิตใจ และมีความสามารถในการนำเสนอความคิดอย่างแม่นยำชัดเจน ซึ่งสิ่งที่สะท้อนออกมานั้นเป็นทัศนะของพวกเขากลุ่มเล็กๆเสียมากกว่า

และเมื่อนำประเด็นของลักษณะปัญญาชนไทยมาพิจารณาร่วมกับบริบททางการเมืองแล้ว จะพบว่า ปัญญาชนไทยนั้นสัมพันธ์กับบริบทการเมืองที่ไร้ความยุติธรรมและใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยการที่พวกเขาใช้เวลาและพลังงานจำนวนมหาศาลในการพิสูจน์ว่าขีดจำกัดของงานเขียนพวกเขามีอยู่แค่ไหน และจะมีใครตีความข้อเขียนของเขาอย่างไร (มากกว่าที่จะเขียนงานวิจารณ์ระบอบการเมืองอย่างตรงไปตรงมา)

หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ความจริงแล้วการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญในสังคมไทยในช่วงสฤษดิ์-ถนอม มากกว่าการนำเอากฏหมายเผด็จการมาจัดการปัญญาชน และเอาเข้าจริงแล้วการมีกฏหมายเซ็นเซ่อกลับเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรงานเขียนที่สามารถ "เล่น" กับอำนาจได้อย่างหลากหลายมิติ (แต่ไม่ได้ลุกขึ้นมาชน)

นอกเหนือจากปัญญาชนสยามจะเป็นปัญญาชนไทยแล้ว ลุงเฮิปยังเห็นว่า ปัญญาชนไทยนั้นมี "ความเป็นไทย" มากกว่า "ความเป็นปัญญาชน" เสียอีก

กล่าวคือกิจกรรมทางปัญญานั้นเป็นเพียงหนึ่งในปริมนฑลของการแสดงออกซึ่งชีวิตและความเป็นไทยตามมาตรฐานทางการเมือง สังคมและจิตวิทยา และเมื่อพิจารณาถึงแรงจูงใจสำคัญของปัญญาชนไทยแล้ว จะพบว่าพวกเขามีความปรารถนาสำคัญก็คือการมีชื่อเสียง การมีลูกศิษย์ลูกหา และการมีอำนาจในลักษณะของการเข้าใกล้/เข้าสู่ผู้มีอำนาจด้วยการไปเป็นที่ปรึกษา

จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ลุงเฮิปพบว่า "ลีลา" (style) ของการนำเสนอความเห็นในงานเขียนของปัญญาชนนั้นสำคัญกว่า "เนื้อหาสาระ" โดยมีเกณฑ์สิบประการที่สำคัญ (จากมากไปหาน้อย)

1. ชัดเจนไหม

2. จูงใจไหม

3. เอาไปใช้ประโยชน์ได้ไหม

4. จริงไหม

5. สวยงามไหม

6. บันเทิงไหม

7. เร้าใจไหม

8. วิพาษ์วิจารณ์ไหม

9. มีความแปลกไหม

และ 10. ลึกซึ้งไหม (2)

ไม่ว่าปัญญาชนจะมีกี่กลุ่ม แต่ทุกกลุ่มของปัญญาชนไทยล้วนแล้วแต่อยู่ในโครงสร้างระบบอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นพวก ประเพณี-นิยมเจ้า (Royal Traditionalists) พวก "นักหนังสือพิมพ์ บอกอ และ นักเขียน" (Journalists-Editors-Novelists) พวก "ช่าง(ซ่อม)สังคม" (Social Technicians) พวก "นักโต้วาทีมืออาชีพ" (Professional Debates and Panel Discussants) พวก "อาจารย์มหาวิทยาลัยรุ่นใหม่ไฟแรง" (Dedicated Young Professors) (อนึ่งแต่ละกลุ่มอาจปะปนกันได้) ต่างก็ให้ความสำคัญในการถกเถียงและนำเสนอความเห็นของพวกเขาผ่านการพูดจาในเรื่องที่เหมาะที่จะเขียน/พูด เพื่อว่าพวกเขาจะดำรงสถานะของพวกเขาในสังคมต่อไปอย่างไร ด้วยลีลาทางภาษาที่ต้องชัดเจน และจูงใจ (clear, precise, and persuasive) กับสิ่งที่มีอยู่มาก่อนแล้ว มากกว่าการวิพาษ์วิจารณ์อย่างลึกซึ้งและแปลกใหม่ (critical, original, and profound) สิ่งนี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยที่มักจะจัดการกับอะไรใหม่ๆแปลกๆด้วยการปรับตัวผ่านการตั้งหลักว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีประโยชน์กับสิ่งที่มีอยู่เดิมแค่ไหน โดยเฉพาะในด้านความคิดและคุณค่า

ผมไม่แน่ใจว่างานของลุงเฮิปเป็นอมตะด้วยพลังคำอธิบายของงานเอง หรือเพราะว่าสังคมเรา ปัญญาชน และ กิจกรรมทางภูมิปัญญาของบ้านเรานั้น ... "ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง" ดังชื่อหนังสือเล่มที่มีบทความของลุงเฮิบกันแน่

... โว้ว โวว ... รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงงงงงง ... โว้ว โวว : )


เชิงอรรถขยายความ:

(1) Phillips, Herbert P. 1975. The Culture of Siamese Intellectuals. In Change and Persistence in Thai Society: Essays in Honor of Lauriston Sharp, edited by G. W. Skinner and A. T. Kirsch. Ithaca, NY: Cornell University Press.

(2) ผมรู้สึกว่าเกณฑ์ดังกล่าวน่าจะนำมาทดลองใช้พิจารณา "ปัญญาชนในเว็บบอร์ด" ได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของการแสดงทัศนะในเว็บบอร์ดที่มักจะชื่นชม (หรือ ไม่ชื่นชม) ต่อความเห็นที่ "ชัดเจนและจูงใจ" ที่อาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างลึกซึ้งและแปลกใหม่ (ซึ่งเป็นเกณฑ์สองเกณฑ์สุดท้ายในสิ่งที่ลุงเฮิปค้นพบเมื่อ 40 ปีที่แล้ว) ก็ได้ครับ ...


หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก โดย เพี้ยน นักเรียนนอก ในชื่อเดียวกัน เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 15 ฉบับที่ 767 วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550