พระเจ้าและนาย… แห่งตลาดการเงินโลก

อันที่จริง…ก่อนหน้าที่ "นาธาน” จะได้รับมอบหมายจากตระกูลรอทไชลด์ให้มาดำเนินธุรกิจธนาคารในอังกฤษในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ บรรดาชาวยิวที่เคยถูกเนรเทศออกไปจากประเทศนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๒๙๐ ก็ได้รับอนุญาตให้กลับมาทำมาหากินในประเทศอังกฤษได้อีกครั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๖๕๕ เป็นต้นมาแล้ว โดยเฉพาะชาวยิวที่อพยพมาจากเมืองเวนิส ซึ่งสามารถสร้างเครือข่ายทางการค้า จนมีอำนาจต่อรองกับประเทศต่างๆในยุโรปได้อย่างเป็นจริงเป็นจังในเวลาต่อมา ช่วงเวลานับร้อยๆ ปีที่ชาวยิวได้กลับมาใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษกันอีกครั้ง ก็ย่อมทำให้เกิดการวางรากฐานทางการค้าที่มั่นคงแน่นหนาและหยั่งรากลึกเชื่อมโยงกันเป็นระบบมานานแล้ว…

นอกจากนั้น เครือข่ายชาวยิวในอังกฤษหรือทั่วทั้งยุโรปในช่วงระยะหลังๆ ก็ไม่ได้คิดแต่จะกระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะในหมู่พวกเดียวกันเองเท่านั้น แต่ชาวยิวแต่ละรายล้วนแสดงถึงความพยายามที่จะปรับตัวให้เกิดความกลมกลืนกับชาวยุโรปด้วยกรรมวิธีต่างๆอยู่ไม่น้อย บางรายอาจจะใช้วิธีเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์แทนศาสนายูดาห์ ซึ่งก็คงเป็นเพียงแค่การนับถือกันแต่เฉพาะรูปแบบมากกว่าที่จะเชื่อมั่นศรัทธากันแบบจริงๆ จังๆ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ตัวเองมีโอกาสไต่เต้าเข้าไปสู่ระบบอำนาจได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น บางรายอาจจะยึดมั่นอยู่กับศาสนาเดิมอย่างไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็พร้อมที่จะแสดงตัวเป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆ อย่างเต็มอกเต็มใจ หรือกระทั่งบางรายก็หันมาแต่งงานกับชนชาติอื่นจนกลายเป็นลูกผสม โดยไม่ได้เคร่งเครียดมากมายนักกับความเป็นสายเลือดบริสุทธิ์เหมือนในอดีต…

และแม้นว่าชาวยิวโดยทั่วไปอาจจะยังคงยึดมั่นอยู่กับการแต่งงานในหมู่พวกเดียวกันเองเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับบรรดาชาวยิวที่มีอำนาจทางการค้ามีหน้ามีตาขึ้นมาในสังคมชาวยุโรป ก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้บุตรหลานในครอบครัวได้แต่งงานกับบรรดาชนชั้นสูงในยุโรปกันเป็นจำนวนไม่น้อย ตระกูลดังๆในยุโรปไม่ว่าตระกูลแอสเธอร์, คอลลินส์, ดูปองท์, ออพเพนไฮเมอร์, ฟรีแมน, ร็อคกี้เฟลเลอร์, เคนเนดี้…ฯลฯ ว่ากันว่า…ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชาวยิวผ่านการสมรสกันในแต่ละรุ่น อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษบางรายอย่างเช่น ”ลอร์ด โรเซเบอร์รี่” ก็สมรสกับภรรยาชาวยิวที่ชื่อ "ฮันนาห์ รอทไชลด์” หรือ "ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบทเทน” พระอัยกาของเจ้าชายฟิลลิปและพระญาติของพระราชินีอลิซาเบธที่ ๒ ก็แต่งงานกับหลานสาวนายธนาคารชาวยิวที่ชื่อ "เออร์เนสท์ คาสเซล” หรืออดีตนายกรัฐมนตรี "เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล” ก็ยอมรับว่ามารดาของตัวเองที่ชื่อว่านาง

"เจนนี (จาคอบสัน) เจอโรม” นั้นก็เป็นชาวยิวเช่นกัน…

สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีอคติในเรื่องเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์แล้ว สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก หรือนอกจากจะเป็นสิ่งปกติธรรมดาแล้วยังถือเป็นทัศนคติที่เปิดกว้าง เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับต่อความเป็นสากลของมวลมนุษยชาติที่น่าเคารพยกย่องกันอีกต่างหาก แต่สำหรับชาวยิวที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากการปลูกฝังให้ยึดมั่นกับสายเลือดบริสุทธิ์กันมานานนับเป็นพันๆ ปี ยึดมั่นต่อพระเจ้าที่เป็นพระเจ้าของชาวยิวล้วนๆ…สิ่งเหล่านี้จะมีส่วนหลอมละลายให้ความเป็นยิวลดน้อยถอยลงไปมากน้อยขนาดไหนก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ…มันย่อมมีผลทำให้เครือข่ายของชาวยิวสามารถขยายตัวได้กว้างขวางและซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ… และโดยเครือข่ายอันกว้างขวางซับซ้อนเช่นนี้นี่แหละ ที่ได้กลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญสำหรับ "นาธาน รอทไชลด์” ในอันที่จะแผ่ขยายอำนาจของตระกูลและอำนาจของเผ่าพันธุ์ชาวยิวให้ครอบคลุมกันในระดับสุดขอบฟ้าไปเลยทีเดียว….

ว่ากันว่า…หลังจาก "นาธาน” ได้เริ่มลงหลักปักฐานอยู่ในประเทศอังกฤษ เขาก็ได้แสดงความสามารถและชั้นเชิงในทางธุรกิจการค้าให้เป็นที่ยอมรับสำหรับครอบครัวและเครือข่ายชาวยิวได้ในระยะเวลาไม่นานนัก นั่นก็คือเขาสามารถทำให้เงินจำนวนประมาณ ๔,๐๐๐ ปอนด์ ที่ตระกูลรอทไชลด์มอบหมายให้เขามาลงทุน เพิ่มขึ้นไปถึง ๗,๐๐๐ ปอนด์ ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น และหลังจากที่เขาได้แต่งงานกับลูกสาวคหบดีชาวอังกฤษที่ชื่อ "บาเรนท์ โคเฮน” ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบรรดาชนชั้นสูงในประเทศอังกฤษ ก็ลึกซึ้งแน่นหนาตามไปด้วย…จนในท้ายที่สุดเครือข่ายทางการเงินของตระกูลรอทไชลด์ และเครือข่ายชาวยิวที่แทรกซึมอยู่ในหมู่ชนชั้นสูงของประเทศอังกฤษก็ได้ทำให้ ”นาธาน” สามารถเอ่ยคำพูดอันเป็นที่จดจำกันในประวัติศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้นั่นก็คือ… “ผู้ที่ควบคุมจักรวรรดิแห่งนี้ ก็คือผู้ที่ควบคุมระบบการเงินของประเทศนี้…” หลังจากที่ "แบงค์ ออฟ อิงแลนด์” ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมระบบการเงินของราชสำนักอังกฤษในเวลาต่อมา…

แม้นว่า "นาธาน” จะเป็นลูกชายคนที่สามของ "ไมเยอร์ รอทไชลด์” หรือไม่ได้มีฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัวสืบต่อจากผู้เป็นพ่อตามแบบแผนประเพณีของชาวยิว ซึ่งมักจะยกสิทธิเหล่านี้ให้กับลูกชายคนโตหรือบุตรคนหัวปีเป็นหลัก…แต่โดยประวัติความเป็นมาของตระกูลรอทไชลด์ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นผู้ที่ได้รับการกล่าวถึง หรือมีบทบาทค่อนข้างจะเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดาพี่น้องคนอื่นๆ นอกจากนั้นอาจจะเป็นเพราะสถานะของประเทศอังกฤษเอง ที่ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกหลังสงครามวอเตอร์ลู เป็นตัวผลักดันให้บทบาทของ "นาธาน” กลายเป็นบทบาทที่โดดเด่นตามไปด้วยก็อาจเป็นได้ จนทำให้ท้ายที่สุดศูนย์กลางของธนาคารรอทไชลด์ที่เคยตั้งมั่นอยู่ในเมืองแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนีซึ่งเคยถูกควบคุมดูแลโดยไมเยอร์ รอทไชลด์จนมาถึงอัมสเชล รอทไชลด์ ลูกชายคนโต ก็ได้ปรับเปลี่ยนมาสู่การยึดเอาธนาคารในลอนดอนหรือ "แบงค์ ออฟ อิงแลนด์” ที่ควบคุมโดย "นาธาน” เป็น”ศูนย์กลาง”ในการเชื่อมโยงกับกิจการการค้าและกิจการธนาคารอีก ๔ สาขาของตระกูลในเวลาต่อมา...

ภายใต้บทบาทของธนาคารแห่งกรุงลอนดอนซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์ในการเชื่อมประสาน โยงใยกับเครือข่ายธนาคารของตระกูลทั่วทั้งยุโรป รวมทั้งความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจและชนชั้นสูงในแต่ละประเทศ ทำให้อำนาจทั้งในทางการค้าหรือแม้กระทั่งทางการเมืองของตระกูลรอทไชลด์แผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วทั้งยุโรป กิจการการลงทุนขนาดใหญ่ๆในยุโรปไม่ว่ากิจการเหมืองแร่ในเขตอาณานิคมต่างๆ ธุรกิจก่อสร้างทางรถไฟ อุตสาหกรรมในฝรั่งเศส การลงทุนขุดคลองสุเอซของอังกฤษ… หรือแม้กระทั่งการใช้จ่ายในการทำสงครามของประเทศยุโรปในแต่ละประเทศ ฯลฯ ต่างก็ต้องพึ่งพาเครือข่ายธนาคารของตระกูลรอทไชลด์ด้วยกันทั้งสิ้น ถึงขนาดที่จักรพรรดิออสเตรียตัดสินใจมอบตำแหน่ง "บารอน” ให้กับพี่น้องรอทไชลด์ทั้ง ๕ ราย ในปี ค.ศ. ๑๘๒๒ เพื่อแสดงความยอมรับต่ออิทธิพลทางการเงินของพี่น้องรอทไชลด์ที่มีต่อรัฐบาลต่างๆ ในยุโรปขณะนั้น แม้แต่องค์กรทางศาสนาอย่างสำนักวาติกันก็ได้แสดงออกถึงความยอมรับต่ออิทธิพลเหล่านี้ไม่ต่างไปจากกัน ซึ่งเห็นได้จากการจัดพิธีการต้อนรับ "คาร์ล รอทไชลด์” ผู้ดูแลกิจการธนาคารของตระกูลในอิตาลีในระดับไม่ต่างอะไรไปจากพิธีต้อนรับผู้นำระดับประเทศ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษสองสมัยอย่าง ”เบนจามิน ดิสเรลี” ชาวยิวผู้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายแองกลิกันจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้รัฐบาลอังกฤษขุดคลองสุเอซโดยเงินกู้จากตระกูลรอทไชลด์ ถึงกับเคยกล่าวยกย่อง "นาธาน รอทไชลด์” ว่าเป็น”พระเจ้าและนายของตลาดเงินแห่งโลก…ซึ่งทำให้เขาเป็นพระเจ้าและเป็นนายของทุกสิ่ง…”???

และไม่เพียงแต่จะสามารถสร้างเครือข่ายอำนาจทางการค้า ครอบคลุมไปทั่วทั้งยุโรปอันแทบไม่ต่างไปจากการควบคุมโลกทั้งโลกที่ต่างก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาวยุโรปในขณะนั้นได้แล้ว ความพยายามของ "นาธาน”ในการที่จะจัดสร้างเครือข่ายธุรกิจการค้าและสาขาธนาคารของตระกูลขึ้นมาในประเทศเกิดใหม่ ที่เพิ่งดิ้นรนพ้นไปจากความเป็นอาณานิคมอย่างประเทศอเมริกาในช่วงระยะนั้น ยังถือได้ว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลเอามากๆ และแสดงให้เห็นถึงลีลาการทำธุรกิจของตระกูลรอทไชลด์ที่เต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อนและแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมไม่น้อยทีเดียว…

ว่ากันว่าเดิมทีตระกูลรอทไชลด์นั้น ได้เริ่มวางเครือข่ายธุรกิจของตัวเองไว้ในอเมริกาก่อนหน้าที่ "นาธาน” จะถูกส่งมาตั้งธนาคารในอังกฤษซะอีก แต่ก็เป็นเครือข่ายที่ไม่ถึงกับมีความมั่นคงแน่นหนาอะไรมากมายนัก แม้นว่าเครือข่ายธุรกิจเหล่านี้ จะได้รับการสนับสนุนจากนักธุรกิจและนักการเมืองที่มีอำนาจในอเมริกาบางราย อย่างเช่น ”อเล็กซานเดอร์ แฮมมิลตัน” จนกระทั่งตระกูลรอทไชลด์สามารถก่อตั้งธนาคาร "แบงค์ ออฟ เดอะ ยูไนเต็ด เสตท” ขึ้นมาได้ในปี ค.ศ. ๑๗๙๑ แต่การดำเนินธุรกิจของตระกูลรอทไชลด์ก็ประสบกับอุปสรรคไม่น้อย อันเนื่องมาจากทัศนคติและแนวนโยบายของนักการเมืองรุ่นต่อๆมา ไม่ว่าจะเป็นนาย "แอนดรูว์ แจ๊กสัน” ซึ่งขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงปี ค.ศ. ๑๘๒๙-๑๘๓๗ หรือ "อับราฮัม ลินคอล์น” ที่ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในช่วงปี ค.ศ. ๑๘๖๑-๑๘๖๕ …

ภาพแห่งการปะทะขัดแย้ง ระหว่างตระกูลรอทไชลด์ภายใต้การนำของ "นาธาน” ที่ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่ประเทศอังกฤษ กับรัฐบาลอเมริกาในยุคของ "แอนดรูว์ แจ๊กสัน” หรือ ”อับราฮัม ลินคอล์น” นั้น นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงพลังอำนาจของเครือข่ายชาวยิวที่นับวันจะเติบโตยิ่งใหญ่ในระดับโลกอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นการปะทะที่ก่อให้เกิด "จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญต่อประเทศที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ หรือดินแดนของผู้ใฝ่หาอิสรภาพ ให้ต้องกลายมาเป็นดินแดนของผู้ใฝ่หาความมั่งและผลประโยชน์ หรือกลายมาเป็น ”ศูนย์กลางของระบบทุนนิยมโลก” ที่ถูกควบคุมบงการโดยกลุ่มพลังอำนาจของกลุ่มคนแค่ไม่กี่ตระกูลในเวลาต่อมา...???