ในขณะที่เครือข่ายชาวยิวอย่างตระกูลรอทไชลด์สามารถแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลในอภิมหาจักรวรรดิอย่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้ไม่ต่างอะไรไปจากการเติบโตของปลาหมึกยักษ์… แต่ในดินแดนอันใหญ่โตมโหฬารอย่างรัสเซียนั้น ดูเหมือนว่าหนวดปลาหมึกของตระกูลรอทไชลด์จะไม่สามารถแหย่เข้าไปยุ่มย่ามหรือประสบความสำเร็จในการแผ่อำนาจทางเศรษฐกิจ-การค้าเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศนี้ได้อย่างจริงๆ จังๆ กันซักเท่าไหร่นัก…ซึ่งอาจจะเป็นเพราะสภาพของสังคมรัสเซียเอง… ที่ส่วนใหญ่แล้วยังคงเป็นสังคมที่มีวิถีการผลิตในแบบเกษตรกรรม ระบบเจ้าที่ดินยังคงฝากรากอยู่ในผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล การเปลี่ยนเข้าสู่ความเป็นสังคมเมืองหรือสังคมอุตสาหกรรมมักจะกระจุกตัวอยู่แต่ในพื้นที่เล็กๆ… สภาพเช่นนี้อาจจะไม่ถึงกับเปิดโอกาสให้กับเครื่องจักรทุนนิยมของตระกูลรอทไชลด์ได้มากมายนัก…
นอกเหนือไปจากนั้น…บทบาทของกษัตริย์องค์ต่างๆในรัสเซีย โดยเฉพาะในยุคของราชวงศ์โรมานอฟเป็นต้นมาก็ค่อนข้างสับสน เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายปกครองประเทศแบบพลิกไป-พลิกมาอยู่บ่อยๆ ลังเลอยู่ระหว่างความคิดในแนวปฏิรูปอันมีแรงขับดันมาจากความต้องการที่จะก้าวตามให้ทันกับบรรดาประเทศในยุโรปตะวันตกทั้งหลาย กับความคิดในแนวอนุรักษ์ที่มีรากฐานมาจากจากความหวั่นไหวต่อความไร้เสถียรภาพ และแรงกดดันต่างๆ ที่ปรากฏตัวขึ้นมาในสังคมอันเนื่องมาจากความพยายามที่จะทำการปฏิรูป…
ลักษณะเช่นนี้ปรากฏให้เห็นค่อนข้างชัดเจนโดยเฉพาะในสมัยการปกครองของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ ๑ และอเล็กซานเดอร์ที่ ๒ ความพยายามที่จะดำเนินการปฏิรูปในแนวทางแบบเสรีนิยมที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงแรกๆในรัชสมัยของพระจักรพรรดิทั้งสอง…มักจะจบลงด้วยการสวิงกลับไปสู่แนวทางอนุรักษ์แบบเข้มข้น และภายใต้การแกว่งไป-แกว่งมาของแนวคิดเหล่านี้… บรรดาชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในประเทศรัสเซีย ต่างก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย การรับมือกับนโยบายที่มักหวนกลับมากีดกันและควบคุมบังคับชาวยิวในด้านต่างๆ จึงได้ส่งผลให้เกิดสมาคมลับ หรือการจัดตั้งองค์กรบังหน้าในแบบรัฐซ้อนรัฐในหมู่ชาวยิวมาอย่างต่อเนื่องดังที่ได้กล่าวเอาไว้บ้างแล้ว….
และในยุคของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โรมานอฟนั้น… นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์จนมาถึงช่วงสิ้นสุดรัชสมัยของพระองค์ ไม่ได้มีอะไรแสดงให้เห็นว่าต้องการที่จะเปิดรับแนวคิดปฏิรูปในแบบเสรีนิยมแม้แต่น้อย แต่ดูจะทรงพึงพอใจอยู่กับความสงบเรียบนิ่งและเสถียรภาพความมั่นคงในแนวอนุรักษ์มาโดยตลอด…
แน่นอนว่าภายใต้ทัศนะที่ออกไปในแนวนี้… เครือข่ายอำนาจของชาวยิวที่กำลังแทรกซึมมีอิทธิพลไปทั่วทั้งยุโรป และเคยสร้างความปั่นป่วน หรือมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงสังคมประเทศต่างๆ ในยุโรปมาแล้วหลายหนหลายครั้งน่าจะทำให้พระองค์เกิดทัศนคติในทางลบต่อบรรดาชาวยิวไม่มากก็น้อย ในปี ค.ศ. ๑๘๖๔ พระองค์ได้ปฏิเสธคำขออนุญาตของตระกูลรอทไชลด์ที่จะเข้าไปตั้งธนาคารสาขาในรัสเซียอย่างไม่มีเยื่อใย แต่การกระทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้พระองค์สามารถประคับประคองเสถียรภาพความมั่นคงในเชิงอนุรักษ์ อย่างที่พระองค์พึงประสงค์เอาไว้ได้นานนัก…เพราะเครือข่ายอำนาจอิทธิพลของชาวยิวนั้น เป็นไปดังที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วว่า…ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เครือข่ายอำนาจในทางเศรษฐกิจ-การค้าเท่านั้น ความหวาดระแวงที่พระองค์และสมาชิกในราชวงศ์มีต่อเครือข่ายองค์กรลับในทางการเมืองของชาวยิว…ท้ายที่สุดก็กลายเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาจริงๆ และมีผลทำให้ไม่เพียงแต่ระบบกษัตริย์ในรัสเซียจะถูกโค่นล้มลงไป ทว่าพระองค์และสมาชิกในราชวงศ์ยังต้องสังเวยชีวิตกันทั้งครอบครัว…
บรรดากลุ่มคนที่มีบทบาทในการโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟ และเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในรัสเซีย ทั้งกลุ่มที่เรียกกันว่าพวก "เมนเชวิค” และ "บอลเชวิค” นั้น เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า…ในหมู่สมาชิกชั้นนำของกลุ่มทั้งสองเต็มไปด้วยชาวยิวจำนวนมากมาย โดยเฉพาะในฝ่ายบอลเชวิคหรือในพรรคอมมิวนิสต์รัสเซียนั้น…หนังสือพิมพ์ "ไทม์ ออฟ ลอนดอน” เคยสรุปเอาไว้ในปี ค.ศ. ๑๙๑๙ ว่า ในหมู่สมาชิกชั้นนำจำนวนถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์…ล้วนแล้วแต่เป็นชาวยิว…เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ของชาวยิวเองอย่างหนังสือพิมพ์ "เดอะ ยิวอิชโพสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอดิชั่น” ที่แสดงการยอมรับในภายหลังในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๙๑ ว่าผู้นำการปฏิวัติของฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่าง "วลาดิมีร์ อิลลิช เลนิน” (V.I.Lenin) นั้น…อันที่จริงก็คือชาวรัสเซียเชื้อสายยิวเช่นกัน…???
การโยงเครือข่ายสมาคมลับของชาวยิวอย่างองค์กร "อิลูมิเนติ” เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. ๑๙๑๗ และพยายามแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซีย โดยบรรดาผู้ที่มีอคติกับชาวยิว…อันที่จริงก็ออกจะดูหวือหวา หรือหนักไปทางการกล่าวหาลอยๆ ตามแบบทฤษฏีสมคบคิดที่อาจจะไม่ถึงกับเป็นหลักเป็นฐานอะไรมากมายนัก แต่ยิ่งนานวันเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างได้เริ่มคลี่คลายไปตามช่วงจังหวะเวลาทางประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริงจำนวนไม่น้อยที่ปรากฏให้เห็นออกมาเป็นระยะๆ…ก็ดูจะเพิ่มน้ำหนักให้กับการกล่าวหาในลักษณะเช่นนี้อยู่ไม่น้อย….
เช่นถ้าหากลองเริ่มต้นไล่เรียงกันมา ตั้งแต่ประวัติความเป็นมาของบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการสร้างทฤษฏีหรือแนวคิดในเรื่อง "คอมมิวนิสต์” ให้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเต็มไปด้วยบุคคลที่เป็นชาวยิวยืนอยู่นับเป็นแผงๆ ไม่ว่าตั้งแต่ตัว "คาร์ล มาร์กซ์” เอง ซึ่งได้รับการยอมรับกันมาตั้งแต่ต้นว่าเป็นชาวยิวในเยอรมันส่วน "ฟริดดิช แองเกลส์” ที่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการร่วมกับ "มาร์กซ์” ผลักดันให้ลัทธิคอมมิวนิสต์ปรากฏตัวขึ้นมา รวมทั้งการเผยแพร่แนวคิดเหล่านี้ให้แพร่กระจายไปอย่างมีประสิทธิภาพ แม้นว่าจะไม่ใช่ชาวยิวก็ตามที แต่เมื่อมองไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างแรงบันดาลใจให้กับ "แองเกลส์” ให้หันมาเป็นคอมมิวนิสต์หรือเชื่อมั่นศรัทธาในแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์…บุคคลผู้นั้นก็ยังคงเป็นชาวยิวอีกนั่นแหละ และเป็นชาวยิวที่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการละลายเจือจางความเข้มข้นในความเป็นยิวลงไป เพราะแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์กันเลยแม้แต่น้อย…ตรงกันข้ามกลับเป็นคอมมิวนิสต์ที่ยึดมั่นอยู่กับความเป็นยิวอย่างเอาจริงเอาจัง จนได้รับสมญาว่า "แรบไบแดง” (The Red Rabbi)…นั่นก็คือ… "โมเสส เฮซ” นักปรัชญาและนักหนังสือพิมพ์ชาวยิวที่เติบโตขึ้นมาในประเทศเยอรมัน..ผู้ที่นำเอาความเป็นนักสังคมนิยม (Socialism) ไปผสมผสานกับความเป็นยิว (Zionnist) ได้อย่างลงตัว
แม้นว่าในหมู่ผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์จะไม่ค่อยมีการกล่าวถึงเรื่องราวของ "โมเสส เฮซ” กันซักเท่าไหร่นัก แต่ในหมู่ชาวยิวด้วยกันเองไม่ว่าจะเป็นชาวยิวที่ยอมรับแนวคิดแบบสังคมนิยม หรือชาวยิวที่ยึดมั่นอยู่กับพลังอำนาจแบบทุนนิยม…ชื่อของ "โมเสส เฮซ” เป็นชื่อที่ถูกกล่าวขวัญและติดตรึงอยู่ในความรู้สึกของชาวยิวทั้งหลายในฐานะ "ไซออนนิสต์” รุ่นบุกเบิกกันเลยทีเดียว หลังจากเขาเสียชีวิต ศพของเขาได้ถูกนำไปฝังในอนุสรณ์สถานของชาวยิวคนสำคัญๆ ในประเทศอิสราเอล และได้รับการยกย่องให้เกียรติอยู่จนถึงทุกวันนี้…
ว่ากันว่า…แต่เดิมที “โมเสส เฮซ” ซึ่งเกิดในเยอรมันเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๑๒ ได้รับการตั้งชื่อแบบชาวเยอรมันทั้งหลายว่า "มอริตซ์ เฮซ” แต่ด้วยความเข้มข้นของความเป็นยิวที่คงไม่ต่างอะไรไปจาก "ไมเยอร์ อัมสเชล รอทไชลด์” เมื่อเติบโตขึ้น เขาจึงได้เปลี่ยนชื่อจาก "มอริตซ์” เป็น "โมเสส” แสดงออกถึงความภาคภูมิใจในสายเลือดความเป็นยิวอย่างชัดเจน…
โมเสส เฮซ เริ่มต้นการเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายในมหาวิทยาลัยบอนน์อยู่ได้ระยะหนึ่ง แต่ขณะที่ยังเรียนไม่จบ เขาก็ได้แสดงออกถึงความหลงใหลต่อแนวคิดสังคมนิยม จนออกไปสมัครเป็นผู้สื่อข่าวในหนังสือพิมพ์แนวสังคมนิยมและได้ถูกส่งไปประจำสาขาที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่วิถีชีวิตของ "โมเสส เฮซ” ก็ไม่ถึงกับต้องดิ้นรนอะไรมากมายนัก มรดกจำนวนมหาศาลที่เขาได้รับจากลุงทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายในสังคมของปัญญาชนในกรุงปารีส และแต่งงานอยู่กินกับสตรีชาวปารีสรายหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่าเคยมีอาชีพเป็นโสเภณีชั้นสูงมาก่อน…
ในแวดวงที่แวดล้อมไปด้วยนักคิดและปัญญาชน โมเสส เฮซ ได้พยายามยกระดับตัวเองด้วยการกลับเข้าไปเป็นนักศึกษาในวิชาปรัชญาจนจบ สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดอย่างลึกซึ้งอันเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นักคิดและปัญญาของเฮซ ทำให้เขาเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อบรรดานักคิดในยุโรปจำนวนไม่น้อย และในจำนวนนั้นมีทั้ง คาร์ล มาร์กซ์และฟริดดิช แองเกลส์…โดยเฉพาะแองเกลส์นั้นได้รับการสรุปว่าเป็นผู้ที่เฮซโน้มน้าวให้หันมาเป็นนักสังคมนิยมโดยตรง…
แต่ในขณะที่ทั้ง "มาร์กซ์” และ "แองเกลส์” มุ่งมั่นอยู่กับการประกาศทฤษฏี และแนวทางคอมมิวนิสต์อยู่นั้น… "เฮซ" กลับหันมาแสดงความสนใจกับเรื่องราวของ "พระเจ้า” และ "มนุษย์” ซึ่งจะมีที่มาจากการที่เขาหันไปศึกษาวิชาปรัชญามากขึ้นหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้? แต่ท้ายที่สุดแล้ว…เขาก็ได้กลายมาเป็นนักสังคมนิยมที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากนักสังคมนิยมรายอื่นๆ ด้วยการประกาศความเป็น "ไซออนนิสต์” ควบคู่ไปกับสังคมนิยม…อันทำให้เกิดการเรียกขานตัวเขาในเวลาต่อมาว่า "บิดาแห่งสังคมนิยมไซออนนิสต์” (Father of Zionist Socialism)
ในช่วงระหว่างที่ต้องย้ายไปย้ายมาในยุโรป โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ในปี ค.ศ. ๑๘๔๘ เฮซได้สรุปแนวความคิดที่ผสมผสานระหว่างความเป็นนักสังคมนิยมกับอุดมการณ์ไซออนนิสต์ ออกมาเป็นหนังสือ ๓ เล่มด้วยกัน…คือ "European Triachy” ในปี ค.ศ. ๑๘๔๑ “Rome and Jerusalem” ในปี ค.ศ. ๑๘๖๒ และ "Holy History of mankind” ในปี ค.ศ. ๑๘๗๓ บรรดาแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเหล่านี้ เต็มไปด้วยเรื่องราวอันซับซ้อนและค่อนข้างยุ่งยากในการทำความเข้าใจ โดยเฉพาะความพยายามของเฮซที่จะอธิบายความแตกต่างระหว่าง "พระเจ้าของชาวยิว” กับพระเจ้าในความหมายที่ชาวคริสต์เคยได้รับรู้มาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดาคอมมิวนิสต์และนักสังคมนิยมทั้งหลายล้วนแล้วแต่สรุปว่าเป็น "พระเจ้าที่ได้…ตายไปแล้ว” ด้วยกันทั้งสิ้น… การแนะนำ "พระเจ้าของชาวยิว” ให้คอมมิวนิสต์และนักสังคมนิยมได้รู้จัก… และเพื่อให้เกิดการยอมรับว่าพระเจ้าองค์นี้ไปกันได้กับความเป็นคอมมิวนิสต์และสังคมนิยม… จึงเป็นอะไรที่น่าฉงนฉงายเอามากๆ สำหรับนักคิดและปัญญาชนโดยทั่วไป… แต่แม้นว่าสิ่งเหล่านี้จะดูสลับซับซ้อน และค่อนข้างขัดแย้งภายในตัวของมันเองจนอาจจะไม่ได้มีใครให้ความสนใจกันซักเท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับทฤษฏีคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์และแองเกลส์ ที่ได้ตัดพระเจ้าองค์ต่างๆ ลงไปโดยสิ้นเชิง… และกำลังเป็นแนวคิดที่ถูกนำเอาไปใช้อย่างได้ผลในหมู่ชาวคอมมิวนิสต์ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ในประเทศยุโรปหลายต่อหลายประเทศ…
แต่สุดท้ายแล้ว…แม้นว่าแนวคิดของโมเสส เฮซ อาจจะไม่ได้สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นมาในยุโรปอย่างทฤษฏีคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์… แต่หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้วในปี ค.ศ. ๑๘๗๕ เแนวคิดอันสลับซับซ้อนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโมเสส เฮซ อยู่ไม่น้อย ได้ถูกนำไปถ่ายทอดเป็นเอกสารฉบับหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็นเอกสารลับของชาวยิวกลุ่มหนึ่งซึ่งจัดการประชุมพบปะกันในเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. ๑๘๗๙ หัวหน้าตำรวจลับรัสเซียในประเทศฝรั่งเศส อ้างว่าได้รับเอกสารชิ้นนี้มาจาก "โสเภณีชาวฝรั่งเศส” รายหนึ่ง และได้นำมามอบให้กับบาทหลวงชาวคริสต์ นิกายกรีกออร์เธอร์ดอกซ์ในรัสเซียทำการศึกษา… แน่นอนว่าเนื้อหาสาระต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารชิ้นนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนสับสนวกวนแบบข้อเขียนในเชิงปรัชญาของโมเสส เฮซ แต่อย่างใด แต่ภายใต้การเปิดเผยอย่างตรงไป-ตรงมาของกลุ่มชาวยิว ที่ถูกเรียกขานไว้ในเอกสารชิ้นนี้ว่า "ปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” นั้น…ได้ทำให้ชาวรัสเซีย ชาวยุโรป และชาวโลกต่างต้องตื่นตะลึงกับแนวคิดที่ปรากฏในเอกสารชิ้นที่ว่ามาจนถึงทุกวันนี้…???

