อำนาจที่มองไม่เห็น

คงเป็นเรื่องยากเอามากๆ ที่จะหาข้อสรุปว่า… เรื่องราวว่าด้วย "บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” หรือ "เดอะ โปรโตคอล” นั้นอะไรเท็จ-อะไรจริง??? เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยปมปริศนาอยู่ภายในตัวของมันเองมาตั้งแต่ต้นแล้ว มันยังเป็นเรื่องราวที่ถูกเปิดเผยขึ้นมาในห้วงเวลาอันเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่านของประวัติศาสตร์การเมืองในรัสเซียเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว… และภายใต้ความสับสนอลหม่านในลักษณะที่ว่า ข้อเท็จจริงต่างๆ ก็มักจะถูกดูดกลืนลงไปอยู่ภายใน "หลังม่านเหล็ก” ของระบอบปกครองคอมมิวนิสต์รัสเซียอย่างต่อเนื่องยาวนานอีกกว่าครึ่งศตวรรษ…เอกสาร-หลักฐาน ที่พอจะนำมาแยกแยะความเท็จ-ความจริงจึงแทบไม่หลงเหลืออยู่พอที่จะทำให้เกิดข้อสมมุติฐานที่มีน้ำหนักโน้มเอียงไปในด้านหนึ่งด้านใดได้…

นอกจากนั้น…คงไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งได้ว่า โดยทั่วๆ ไปแล้วประวัติศาสตร์นั้นมักถูกเขียนโดย "ผู้ชนะ” แต่ผู้ที่พยายามทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น "เซอร์เกย์ ไนลัส” หรือผู้ที่พยายามนำเรื่องราวเหล่านี้ออกมาเผยแพร่และเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นความจริง… ส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่ในฐานะ "ผู้แพ้” กันเป็นหลัก…ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาเรื่องราว "บันทึกข้อสนธิสัญญาฯ” ที่ว่า…น่าจะไม่มีอะไรดีไปกว่าการแยกแยะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาบันทึกเอกสารฉบับนี้ว่า…มีน้ำหนักพอให้น่าคิด-น่าเชื่อกันมากน้อยแค่ไหน???

และถ้าหากลองทำใจกันแบบเป็นกลางแล้ว…ก็คงต้องยอมรับอีกนั่นแหละว่า เนื้อหาต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกเอกสารฉบับนี้ค่อนข้างจะเป็นไปตามคำวิจารณ์ที่หนังสือพิมพ์ "อินดีเพนเดนท์” ได้สรุปเอาไว้ในปี ค.ศ. ๑๙๒๐ นั่นแหละ…คือมันเป็นอะไรที่… "น่ากลัวเกินกว่าที่จะเป็นนิยาย แยบยลเกินกว่าจะคาดเดาได้ ลึกล้ำเกินไปสำหรับการล่วงรู้ถึงสายธารแห่งชีวิต จนยากที่จะสรุปว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมา…” ??? ??? ???

บันทึกฉบับนี้มีอยู่ด้วยกัน ๒๔ บท…ที่น่าสนใจอันดับแรกก็คือ รูปแบบของการเขียนบันทึกในแต่ละบทนั้น มีลีลาไม่ต่างไปจากงานเขียนของ "โมเสส เฮซ” ผู้ได้รับฉายาว่า "แรบไบแดง” หรือ "บิดาแห่งสังคมนิยมไซออน” ที่เคยแสดงรูปแบบลีลาวิธีเขียนอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาเอาไว้ในหนังสือเรื่อง "Rome and Jerusalem” ชนิดแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกันไปเลยก็ว่าได้ แต่แม้นว่าโมเสส เฮซนั้น จะเป็นผู้ที่รับรู้กันดีอยู่ว่าเป็นนักปราช์ชาวยิวที่ยึดมั่นอยู่กับแนวคิดแบบไซออนนิสต์ และมีภรรยาเป็นโสเภณีอยู่ที่กรุงปารีสจริงๆ ก็แล้วแต่ แต่เขาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๗๕ หรือ ๔ ปี ก่อนหน้าที่จะมีการจัดประชุมผู้อาวุโสแห่งไซออนที่เมืองบาเซิล ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตามที่ไนลัสได้อ้างอิงถึงที่มาของเอกสารฉบับนี้…

อย่างไรก็แล้วแต่…เนื้อหาของเอกสารฉบับนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยมิติทางปรัชญาที่สับสน ซับซ้อน คลุมๆ เครือๆ เหมือนกับการอธิบายเรื่องราวระหว่างพระเจ้าของชาวยิวกับแนวทางสังคมนิยมของโมเสส เฮซ แต่อย่างใด แต่เป็นการเปิดเผยให้เห็นถึง "แผนปฏิบัติการ” อันแสดงถึงจุดมุ่งหมายความต้องการในการยึดครองโลกกันอย่างตรงไป-ตรงมา แน่นอนว่า…สิ่งต่างๆ ที่ถูกบรรยายเอาไว้ในแผนการเหล่านี้ ไม่ได้แสดงออกถึงการเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาแบบหยาบๆ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงระบบความคิดที่ลึกซึ้ง แยบยล ความเฉลียวฉลาดและสติปัญญาในระดับสุดหยั่งคาดกันเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเข้าใจต่อแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ ความหมายของคำว่าอิสรภาพและเสรีภาพ ศิลปะในการปกครองรัฐ การเข้าถึงความหมายของคำว่า "อำนาจ” รวมทั้งความเชี่ยวชาญในการปกปิดและการสร้างระบบป้องกันให้กับอำนาจนั้นๆ…

อำนาจที่ถูกระบุเอาไว้ในบันทึกเอกสารว่าสามารถนำมาซึ่งการยึดครองยุโรปและยึดครองโลกได้นั้น ก็หนีไม่พ้นอำนาจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า มันเป็นระบบที่ถูกเครือข่ายชาวยิวยึดกุมเอาไว้แล้วอย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จจริงๆ ข้อความในบันทึกตอนหนึ่งระบุเอาไว้ว่า… “พระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาตให้เราผู้เป็นประชากรที่ได้รับการคัดสรรแล้วจากพระองค์ ได้สร้างพรสวรรค์อันเกิดจากการต้องอยู่กันอย่างกระจัดกระจายซึ่งดูคล้ายเป็นความอ่อนแอของเรา แต่ที่จริงกลับเป็นพละกำลังของเราซึ่งกำลังนำเราไปสู่ความมีอำนาจสูงสุดเหนือโลกทั้งโลก…”

อำนาจเช่นนี้ถูกอธิบายเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า… “อำนาจของเราจะมีอยู่ท่ามกลางสภาพอันง่อนแง่นของอำนาจทุกรูปแบบ และเป็นอำนาจที่เหนียวแน่นมากกว่าอำนาจอื่นใด เพราะยังคงเป็นอำนาจที่ไม่มีใครมองเห็น จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาที่มันมีพลังสูงสุด ก็จะไม่มีอำนาจหรือเล่ห์เหลี่ยมใดๆ สามารถทำลายมันลงได้อีกเลย” และ “นี่แหละคือเหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องทำลายความศรัทธาทั้งมวลลงไปให้หมด ต้องยึดเอาหลักการความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าออกไปเสียจากจิตใจของพวกกอยยิม (พวกที่ไม่ใช่ยิว) แล้วเอาการคำนวณทางคณิตศาสตร์และความต้องการทางวัตถุใส่เข้าไปแทนที่ เพื่อไม่ให้พวกมันมีเวลาคิดและสังเกตสังกา เราจะต้องเบี่ยงเบนความสนใจพวกมันไปยังการค้าและการอุตสาหกรรม เพื่อให้ชาติทุกชาติถูกดูดกลืนเข้าไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์และการแข่งขันเพื่อผลกำไร และพวกมันจะมองไม่เห็นศัตรูที่แท้จริงของมันได้ และเพื่อจะขจัดอิสรภาพออกไปจากชุมชนของพวกมันให้หมด เราจะต้องเอาอุตสาหกรรมมาวางเอาไว้บนพื้นฐานแห่งการเสี่ยงโชค เพื่อให้ผลของมันลื่นหลุดไปจากมือผ่านเข้าไปสู่ระบบแห่งการเสี่ยงโชค…นั่นก็คือ…ผ่านเข้ามาสู่มือของเรา…อุตสาหกรรมจะสูบเอาแรงงานและเงินทุนออกไปจากที่ดิน และถ่ายโอนเงินทั้งโลกเข้ามาสู่มือเราด้วยระบบการเสี่ยงโชคหากำไร และมันจะทำให้พวกกอยยิมทั้งหลายล้วนแล้วแต่ต้องกลายเป็นคนชั้นต่ำในแต่ละชุมชน…” ??? ??? ???

ต้องเข้าใจไว้ก่อนว่า…ภาพจินตนาการที่ถูกวาดเอาไว้เช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกเปิดเผยออกมาเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว แต่เมื่อมาถึงทุกวันนี้ คงต้องยอมรับว่าจินตนาการเช่นนี้ได้กลายมาเป็นข้อเท็จจริงที่กำลังปรากฏอยู่ทั่วทั้งโลกอย่างไม่อาจปฏิเสธได้เลย บันทึกดังกล่าวยังอธิบายต่อไปอีกว่า… “การต่อสู้แข่งขันเพื่อความวิเศษกว่ากันในทางเศรษฐกิจเช่นนี้นี่แหละ ย่อมจะสร้างชุมชนที่แล้งน้ำใจ เย็นชา และปราศจากหัวใจขึ้นมา ชุมชนเหล่านั้นจะหล่อเลี้ยงความเกลียดชังต่อชนชั้นที่สูงกว่า…และกระทั่งต่อศาสนาอื่นใด ผู้นำทางอย่างเดียวของพวกเขาก็คือ…ผลกำไร นั่นก็คือ..ทองคำอันสามารถตอบสนองความยินดีปรีดาทางวัตถุให้กับเขาได้…กงล้อทุกอัน และเครื่องจักรกลของกลไกแห่งรัฐต่างๆ ล้วนแล้วแต่หมุนไปได้ด้วยเครื่องยนต์ซึ่งอยู่ในมือของเรา…ซึ่งก็คือเจ้าแม่แห่งทองคำนั่นเอง พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานอัจฉริยภาพให้เรา ถ้ามีคนเป็นอัจฉริยะอยู่ในฝ่ายตรงกันข้ามแม้นว่ามันคิดจะสู้กับเรา…แต่คนมาใหม่น่ะหรือจะสู้กับคนที่ตั้งรกรากมาแล้วเก่าแก่ ศาสตร์แห่งเศรษฐกิจการเมืองซึ่งนักปราชญ์อาวุโสของเราได้ประดิษฐ์มานานแล้ว…มือหนึ่งซึ่งมองไม่เห็นในทุกๆส่วนของโลกนี่แหละ ที่จะให้พลังทางการเมืองที่เป็นอิสระแก่เงินทุน การค้า อุตสาหกรรม อำนาจในการที่จะใช้กิเลสตัณหาของพวกเขาระเบิดออกมาเป็นเปลวไฟ…ครั้นแล้วก็จะถึงเวลาที่พวกชนชั้นต่ำเหล่านี้จะเดินตามการนำทางของเราไปต่อสู้กับอำนาจที่เป็นคู่แข่งขันของเรา มิใช่เพื่อการบรรลุถึงสิ่งที่ดีงาม หรือแม้กระทั่งในท้ายที่สุดก็มิใช่เพื่อทรัพย์สินเงินทองด้วยซ้ำ…แต่เพราะความเกลียดชังที่มีต่อพวกบรรดาชนชั้นสูงต่างหาก... .เมื่อใดก็ตามที่ถึงเวลาซึ่งเราได้สร้างวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อนั้น…เราก็จะโยนฝูงกรรมกรลงไปในท้องถนน ฝูงชนเหล่านี้จะวิ่งไปวิ่งมาอย่างยินดีปรีดา เพื่อที่จะหลั่งเลือดบรรดาผู้ที่เขาอิจฉาริษยามาตั้งแต่ยังนอนเปล และพวกที่เขาจะปล้นยึดทรัพย์กลับมาเป็นของเขาได้…ส่วนสมบัติของเรา พวกเขาจะไม่แตะต้อง และไม่มีวันแตะต้องได้เลย เพราะเราย่อมรู้เวลาที่พวกเขาจะเข้าโจมตี เนื่องจากเป็นเวลาที่เราจะกำหนดเอาไว้ให้…และเราย่อมสามารถหามาตรการป้องกันเอาไว้ได้ก่อนล่วงหน้า…”

ถ้าหากมองถึงเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศรัสเซียในยุคที่เอกสารฉบับนี้ถูกเปิดเผยขึ้นมา…ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่า…เหตุใดพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ แห่งรัสเซียถึงกับตกตะลึงเมื่ออ่านเอกสารฉบับนี้…แต่ถึงแม้นพระองค์จะเชื่อหรือไม่เชื่อหรือคิดเห็นเป็นประการใดต่อเอกสารชิ้นนี้ก็ตามที… แต่สุดท้ายพระองค์ก็ไม่อาจจะเอาชนะต่อ "อำนาจที่มองไม่เห็น” ที่ระเบิดขึ้นมาในสังคมรัสเซียจริงๆ…และก็คงไม่เพียงแต่พระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเท่านั้น…อำนาจในลักษณะที่ว่านี้ก็ยังสามารถก่อให้เกิดความตกตะลึงกับใครต่อใครได้เสมอแม้กระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้…โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงถ้อยคำที่บรรยายเอาไว้ในช่วงหนึ่งของบันทึกฉบับนี้ว่า… “ทุกประเทศจะต้องจำเอาไว้ในใจว่า…ใครก็ตามที่พยายามทำข้อตกลงใดๆ เพื่อต่อต้านอำนาจของเรานั้น…จะไม่ได้ก่อให้เกิดผลกำไรแก่พวกมันเลย…เรานั้นแข็งแกร่งเกินไปกว่าที่ใครจะต่อต้านได้ อำนาจของเราจะไม่มีวันหายไป ชาติไหนๆ ก็จะไม่มีวันทำความตกลงอะไรกันได้โดยที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างลับๆหรอก…Per Me reges regnant…กษัตริย์จะครองราชย์ได้ด้วยข้า…”