กลับสู่ภูเขาไซออน

ความคิดที่จะตั้งประเทศยิวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง… ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดตั้งนิคมชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ของ "เอ็ดมอนด์ รอทไชลด์” ที่ถูกเรียกกันว่า "ประเทศรอทไชลด์” หรือแนวความคิดของ "ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล” ที่ได้เปิดเผยเอาไว้ในหนังสือเรื่อง "รัฐยิว” นั้น…ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้ถูกถือเป็นจริงเป็นจังอะไรมากมายนักในสายตาของชาวยุโรปในขณะนั้น…

ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นว่า…ในหมู่ชาวยุโรปช่วงนั้น คงยังไม่ได้ตระหนักถึงพลังอำนาจของชาวยิวกันอย่างจริงๆ จังๆ ยังมองไม่เห็นเครือข่ายขบวนการสมคบคิดใดๆ ออกมาชัดๆ แนวความคิดดังกล่าวจึงอาจจะถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝัน เป็นจินตนาการไปตามความรู้สึกของชาวยิวรายใดรายหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่อาจจะว้าเหว่ โดดเดี่ยว แปลกแยกกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง กันไปเป็นพักๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วโอกาสที่ชนชาติซึ่งแตกกระจัดกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ กันมานานนับเป็นพันๆ ปีมาแล้ว จะสามารถกลับไปตั้งรัฐตั้งประเทศตัวเองขึ้นมาในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในโลกนี้ อันเป็นพื้นที่ที่ล้วนแต่ถูกจับจองเป็นเจ้าของกันไปแล้วทั้งหมด…มันคงเป็นไปได้ลำบากเต็มที…???

และโดยบุคลิกลักษณะของ "ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล” ผู้นำกลุ่มก้อนชาวยิวที่มีแนวความคิดเช่นนี้ ก็มีลีลาออกไปทางนักฝัน และนักอุดมคติแบบโรแมนติกมากกว่าจะเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพล มีบทบาทอำนาจในการบงการ บังคับอะไรต่อมิอะไรให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการกันได้ง่ายๆ…

โดยประวัติความเป็นมาของ "เฮอร์เซิล” นั้น…ว่ากันว่า เขาเป็นชาวยิวที่ถือกำเนิดขึ้นมาในกรุงบูดาเปสท์ ประเทศฮังการี และย้ายมาเติบโตอยู่ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย หรือที่เรียกๆ กันว่าเป็น "ออสเตรียน-ฮังกาเรียน” ที่เป็นยิวนั่นเอง…ซึ่งการเติบโตขึ้นมาในสังคมของฝรั่งล้วนๆ ทำให้ "เฮอร์เซิล” กลายเป็นฝรั่งโดยแทบไม่ได้มีวิถีชีวิตใดๆ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความเป็นยิวมากมายนักในช่วงแรกๆ ในตอนเป็นหนุ่มเขาถึงกับสมัครเข้าร่วมขบวนการ "Burschenshaft” อันเป็นขบวนการที่มีอุดมการณ์ในการรวมชาวเยอรมันให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ร่วมร้องตะโกนคำขวัญว่า "Honer-Freedom-Fatherland” กับพวกฝรั่งออสเตรีย-เยอรมันโดยไม่ได้ตระหนักถึงความเป็นยิวแม้แต่น้อย…

แต่ "จุดเปลี่ยน” ของ "เฮอร์เซิล” นั้น… ว่ากันว่าเริ่มขึ้นภายหลังจากที่เขาเรียนจบปริญญาเอกด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเวียนนาแล้ว แต่แทนที่จะมุ่งประกอบอาชีพด้านกฎหมายกันอย่างจริงๆ จังๆ เขากลับหันมาอุทิศตัวเองให้กับงานด้านวรรณคดี ด้วยการรับตำแหน่งเป็นบรรณาธิการด้านวรรณกรรมของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในกรุงเวียนนา และเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังจากข้อเขียนในแนวตลกเสียดสี และบทละคอน จนกระทั่งต่อมาได้ย้ายไปประจำที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากจุดนี้นี่เองที่ทำให้เขาเกิดเรียนรู้และตระหนักสำนึกถึงความเป็นยิวขึ้นมาอย่างแรงกล้า เมื่อได้เกิดกรณีชาวยิวรายหนึ่งในประเทศฝรั่งเศสชื่อว่า "อัลเฟรด ไดรฟัส” มีตำแหน่งเป็นนายทหารในกองทัพฝรั่งเศสถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับให้เยอรมัน และถูกตัดสินคดีอย่างไม่เป็นธรรมเนื่องจากอคติที่มีต่อความเป็นยิวนั่นเอง ว่ากันว่ากรณีดังกล่าวได้ทำให้ "เฮอร์เซิล” เกิดแรงบันดาลใจอย่างมาก นอกจากเขาจะนำเรื่องราวของ "ไดรฟัส” ไปถ่ายทอดไว้ในหนังสือพิมพ์ออสเตรียโดยละเอียดแล้ว เขายังได้นำแรงบันดาลใจที่เกิดจากเรื่องราวเหล่านี้ไปเขียนเป็นหนังสือเรื่อง "รัฐยิว” ในปี ค.ศ. ๑๘๙๖ อันเป็นผลงานที่ทำให้เขากลายเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รับรู้กันในหมู่ชาวยิวทั่วทั้งยุโรป ได้รับเชิญไปพูด ไปอภิปรายในสถานที่ต่างๆ จนในเวลาต่อมาบทบาทของเขาก็เป็นที่รับรู้ในฐานะสมาชิกคนสำคัญของขบวนการไซออนนิสต์… ก่อนที่จะได้รับเลือกให้เป็นประธานไซออนนิสต์ในระหว่างการประชุมสมัชชาไซออนนิสต์ครั้งที่ ๑ ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี…

อย่างไรก็ตาม แม้นว่า "เฮอร์เซิล” จะมีฐานะเป็นผู้นำขบวนการไซออนนิสต์อย่างเป็นทางการ แต่บทบาทของเขาก็ดูจะไม่ใช่เป็นผู้ที่มีอำนาจในการควบคุม บงการเครือข่ายต่างๆ ของชาวยิวได้จริง ตรงกันข้าม กลับมีการตั้งข้อสังเกตกันอยู่ไม่น้อยว่า ฐานะและบทบาทของเขาในขบวนการไซออนนิสต์ ก็คงไม่ต่างอะไรไปจาก "อาดัม ไวซ์ชวาปท์” ผู้ที่ถูกสถาปนาให้เป็นผู้นำกลุ่มอิลูมิเนติ ในแคว้นบาวาเรีย ในยุคปี ค.ศ. ๑๗๗๐… ทั้งนี้ เนื่องมาจากผู้ที่ตั้งข้อสังเกตเช่นนี้ อาจจะมองไปถึงเครือข่ายอำนาจที่อยู่เบื้องหลังขบวนการทั้งสองเป็นหลักมากกว่า…ซึ่งแน่นอนว่าอำนาจเหล่านั้น ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกนำไปเกี่ยวโยงกับบรรดาอภิมหาเศรษฐีชาวยิวที่เชื่อมโยงรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เป็นขบวนการอย่างไม่เปิดเผยกันมานานแล้ว…โดยเฉพาะชาวยิวในตระกูลรอทไชลด์เป็นต้น…

ซึ่งการตั้งข้อสังเกตเช่นนี้ อาจจะดูเหมือนกับพยายามจะลากอะไรต่อมิอะไรให้ไปโยงกับเครือข่ายอำนาจของตระกูลรอทไชลด์กันไปซะทั้งหมด หรือออกจะมีอคติอยู่ไม่น้อย แต่โดยหลักฐานข้อเท็จจริงที่ค่อยๆ คลี่คลายออกมาตามลำดับ การตั้งข้อสังเกตในลักษณะนี้ก็ใช่ว่าจะไร้ที่มา-ที่ไปเอาเสียเลย ไม่ว่าจะมองจากสัญลักษณ์ของขบวนการไซออนนิสต์ ที่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ซึ่งก็คือสัญลักษณ์อันเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของตระกูลรอทไชลด์ ตั้งแต่ยุคเริ่มแรก นั่นก็คือสัญลักษณ์ "ดาวแดงหกเหลี่ยม” นั่นเอง…

นอกจากนั้น แม้นว่า "เฮอร์เซิล” จะพยายามสานปณิธานในแนวโรแมนติกของตัวเอง ด้วยการใช้ฐานะผู้นำขบวนการไซออนนิสต์ เดินทางไปเจรจากับบุคคลต่างๆ เช่น พระเจ้าไกเซอร์วิลเลียมที่ ๒ แห่งเยอรมัน เจรจากับสุลต่านออตโตมาน เพื่อจะขอพื้นที่ในเขตอาณานิคมของกษัตริย์ทั้งสองไม่ว่าในตุรกี อียิปต์ หรือปาเลสไตน์มาใช้เป็นที่ตั้งประเทศยิว แต่ก็ต้องประสบความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า จนท้ายที่สุดเขาต้องหันไปโน้มน้าวให้ที่ประชุมไซออนนิสต์รับข้อเสนอของรัฐมนตรีกระทรวงอาณานิคมของอังกฤษ คือ นาย "โจเซฟ แชมเบอร์เลน” ที่อนุญาตให้ชาวยิวสามารถไปใช้พื้นที่อาณานิคมของอังกฤษในอูกานดาเป็นที่ตั้งประเทศกันแทนที่ แต่สิ่งเหล่านี้ได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากสมัชชาไซออนนิสต์…

“เฮอร์เซิล” เสียชีวิตในปี ค.ศ. ๑๙๐๔ โดยที่เขาไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าความฝันและสิ่งต่างๆ ที่เขาพยายามทุ่มเทเสียสละจนกระทั่งบั้นปลายของชีวิตนั้น…จะมีโอกาสเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้หรือไม่??? ต่างไปจากผู้คนในตระกูลรอทไชลด์ ที่ไม่ได้แสดงอาการวูบไหวไปกับความฝันในแบบโรแมนติกกันเลยแม้แต่น้อย แต่พร้อมที่จะดำรงความมุ่งมาดปรารถนาอยู่ท่ามกลางอำนาจ เงินตรา และสงครามอย่างรู้จักเหน็ดจักเหนื่อย….

ในปี ค.ศ. ๑๙๐๑ ตระกูลรอทไชลด์ ได้ก่อตั้ง "นิคมชาวยิว” ขึ้นมาในปาเลสไตน์ได้สำเร็จ และแม้นว่าจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ ๑ จบสิ้นลงไปแล้ว ปริมาณชาวยิวในนิคมชาวยิวที่ปาเลสไตน์ก็ยังมีจำนวนประชากรแค่ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับจำนวนชาวปาเลสไตน์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่นั้นมาแต่ดั้งเดิม…แต่การที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของประเทศเยอรมนีและจักรวรรดิออตโตมาน ผู้ที่ได้เคยปฏิเสธข้อเสนอการจัดตั้งรัฐยิวอย่างไม่มีเยื่อใย ในขณะที่ฝ่ายอังกฤษกลายเป็นผู้ชนะ อำนาจในการดูแลพื้นที่อาณานิคมในปาเลสไตน์จึงได้ถูกเปลี่ยนมือมาสู่อังกฤษ…อันเป็นประเทศที่คนในตระกูลรอทไชลด์ อย่าง "นาธาน รอท-ไชลด์” เคยสรุปไว้นานแล้วว่า "ผู้ที่ควบคุมจักรวรรดินี้…คือผู้ที่ควบคุมระบบการเงินของประเทศนี้” …บวกกับความดีความชอบที่สมาชิกคนสำคัญของขบวนการไซออนนิสต์อีกรายคือ ดร. "เคม ไวซ์แมน” ได้ช่วยเหลือกองทัพอังกฤษผลิตดินระเบิดในระหว่างการสู้รบกับกองทัพเยอรมันได้เป็นผลสำเร็จ… อำนาจ จังหวะ และโอกาสของชาวยิวที่มักจะมาพร้อมๆ กับสงครามเสมอๆ… สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้นิคมชาวยิวในปาเลสไตน์ที่เคยถูกเรียกขานกันอย่างตลกๆ ว่าประเทศรอทไชลด์…. ได้เริ่มปรากฏความเป็นประเทศหรือความเป็นรัฐยิวชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ….!!!

ในระหว่างปี ค.ศ..๑๙๑๘-๑๙๓๖ ภายใต้อำนาจของจักวรรดิอังกฤษในฐานะผู้ดูแลดินแดนปาเลสไตน์ ชาวยิวจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คนจากประเทศต่างๆ ในยุโรป ได้ทยอยอพยพเข้ามาอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์หลังจากที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้ทิ้งแผ่นดินแห่งนี้ไปนับเป็นพันๆ ปีมาแล้ว…ผืนแผ่นดินที่เคยแห้งผากเต็มไปด้วยฝุ่นทราย พงหญ้า และความกันดารได้ถูกเนรมิตขึ้นมาด้วยพลังอำนาจของเงินตรา กลายมาเป็นพื้นที่อันเขียวชอุ่มที่เต็มไปด้วย สวนส้ม แปลงที่ทำการเกษตรสุดลูกหูลูกตา ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยระบบชลประทานสมัยใหม่โผล่ขึ้นมากลางทะเลทรายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตึกรามอาคารไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงงาน โรงพยาบาล โรงเรียนผุดขึ้นมาเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย…ไม่ต่างไปจาก "หัวของงูศักดิ์สิทธิ์” ที่เริ่มย้อนกลับมาสู่ภูเขาไซออนอีกครั้ง…????