ความคิดที่จะก่อตั้งประเทศยิวหรือรัฐยิวขึ้นมาใหม่นั้น…อาจถือได้ว่า เป็นประเด็นที่น่าสนใจเอามากๆ สำหรับการทำความเข้าใจกับชาวยิว และเครือข่ายขบวนการต่างๆ ของชาวยิว นับตั้งแต่อดีตจนกระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้…เพราะว่าไปแล้ว การที่ชนชาติที่แตกกระจัดกระจาย ถูกกลืนหายเข้าไปในหมู่ชนชาติต่างๆ มานานนับเป็นพันๆ ปี จะหวนกลับมารวมตัวกันเป็นชนชาติอย่างเป็นปึกแผ่นแน่นหนา สามารถสร้างความกลมกลืนระหว่างกันและกันจนกลายเป็นศักยภาพแห่งความเป็นชาติขึ้นมาได้… เพียงแค่นี้ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องประหลาด…หรือพิสดารพอสมควรทีเดียว…???
ดูกันง่ายๆ…แค่ดูคนไทยอย่างเราๆ อย่างชาวไทยที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในพม่า อาจจะซักเพียงแค่เมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว คนไทยที่ตกค้างอยู่ในลาว อยู่ในเขมร ในมาเลเซีย… มาถึงทุกวันนี้ก็ละลายกลายไปเป็นชาวพม่า ชาวลาว ชาวเขมร ชาวมาเลย์ กันไปตามสภาพ….ซึ่งก็คงไม่ต่างไปจากอีกหลายต่อหลายชนชาติ ไม่ว่าชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่ในประเทศไทย ชาวมอญที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นอยู่ในแถบจังหวัดกาญจนบุรี หรือลึกเข้ามาในแถบพระประแดง เกาะเกร็ด ชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามาอยู่ในแถบหนองคาย อุบลฯ อุดรฯ ชาวปัตตานีที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งถิ่นฐานในแถบมีนบุรี หนองจอก…ฯลฯ ถึงแม้นว่าจะยังคงมีความรู้สึกผูกพันกับเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อทางศาสนา ฯลฯ ที่หลงเหลือเป็นเชื้อสืบทอดต่อมาจากอดีต…แต่สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ความรู้สึกถึงรากฐานที่มา-ที่ไปของตัวเอง…เพื่อทำให้ตัวเองไม่ต้องกลายไปเป็นคนไร้ราก แต่จะไปถึงขั้นคิดอพยพกลับไปสร้างบ้านสร้างเมือง คิดจะรื้อฟื้นความเป็นชาติ ความเป็นประเทศ เกิดความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะหวนกลับไปอยู่ร่วมกันกับเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมของตัวเองกันใหม่… ว่าไปแล้วก็คงไม่ถึงกับมีความมุ่งมาดปรารถนากันได้รุนแรงมากนัก…
แม้กระทั่งชาวจีน…ที่ว่ากันว่ามีรากทางวัฒนธรรมค่อนข้างแข็งแกร่งเอามากๆ ไม่ว่าในแง่ของภาษา แซ่ ตระกูล หรือถูกฝังรากเอาไว้กับลัทธิวัฒนธรรมแบบขงจื๊อมานับเป็นพันๆ ปี…แต่บรรดาชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ผสมกลมกลืนกับชนชาติอื่นๆ ทั่วโลก ในขณะนี้ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่กลายเป็นชนชาตินั้นๆ กันไปหมด โอกาสที่จะนำเอาอุดมการณ์ความเป็นชาติ ความเป็นเผ่าพันธุ์ แซ่ ตระกูล มาเชื่อมโยงชาวจีนโพ้นทะเลกับชาวจีนบนแผ่นดินใหญ่ ตามที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในทุกวันนี้เพียรพยายามกันเหลือเกิน…ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ….
ยิ่งถ้าหากผู้คนในแต่ละชนชาติเหล่านั้น…มีโอกาสได้ดิบได้ดี สามารถก้าวหน้าเจริญเติบโตในขณะที่อยู่อาศัยในดินแดนนั้นๆ ได้ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ความผูกพันต่อแผ่นดินที่ได้สร้างคุณูปการให้กับตัวเองหรือครอบครัวตัวเอง มันมักจะทำให้ความรู้สึกในทางความเป็นเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติที่เป็นเสมือน "โซ่แห่งอดีต” ย่อมต้องคลายๆ ลงไปบ้าง…ชาวอินเดียที่ได้ไปเป็นกษัตริย์ในเขมร ในมาเลเซีย ในอินโดนีเซีย ชาวจีนที่ได้มาเป็นกษัตริย์ไทย ชาวมอญที่ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย… ฯลฯ คนเหล่านี้ก็มักจะกลายสภาพไปเป็นชนชาตินั้นๆ อย่างแท้จริงกันไปเป็นส่วนใหญ่ แค่คนไทยที่ไปได้ "กรีนการ์ด” อยู่ในอเมริกาเพียงแค่ไม่กี่ปี…ก็เรียกว่าพูดไทยไม่รู้เรื่องกันไปแล้ว หันไปเป็นดีโมแครต เป็นรีพับลิกัน กันเป็นรายๆ…โอกาสที่จะมามั่วอยู่กับประชาธิปัตย์หรือไทยรักไทยก็อาจจะไม่ถึงกับรุนแรงอะไรมากนัก…เป็นต้น….
ด้วยเหตุนี้…การที่ชาวยิวซึ่งแตกกระฉานซ่านเซ็นไปในประเทศต่างๆ กลายเป็นชาวเยอรมัน เป็นออสเตรีย เป็นโปแลนด์ รัสเซีย เป็นฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี อเมริกัน… ฯลฯ กันไปหมดแล้ว กลับสามารถดำรงรักษา "ความเป็นยิว” อันแรงกล้าเอาไว้ได้ตลอดนับเป็นพันๆ ปี…อันที่จริงก็ต้องถือว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นในเรื่องสายเลือดและเผ่าพันธุ์ที่น่าตกตะลึงอยู่ไม่น้อยทีเดียว ที่ชาวยิวแต่ละรายสามารถดำรงความแปลกแยกระหว่างตัวเองกับชนชาติอื่นๆ เอาไว้ได้ยาวนานถึงเพียงนี้…
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า ในบรรดาชาวยิวที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าเอามากๆ ในอันที่จะรื้อฟื้นตั้งประเทศของชาวยิวขึ้นมาใหม่อีกครั้งนั้น… ส่วนใหญ่แล้ว ดูจะไม่ได้มีที่มาจากชาวยิวในระดับธรรมดาๆโดยทั่วๆ ไปกันซักเท่าไหร่นัก แต่มักจะเป็นบรรดาชาวยิวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในประเทศต่างๆ กันเป็นหลักมากกว่า ชาวยิวที่ได้อาศัยร่มเงาของแผ่นดินต่างๆ ทำให้ตัวเองกลายมาเป็นอภิมหาเศรษฐี เป็นผู้มีบทบาทมีอิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ ทางสังคมในแต่ละด้าน…แต่แทนที่บรรดาความสำเร็จเหล่านั้นจะทำให้ชาวยิวเหล่านี้จะละลายตัวเองไปตามประโยชน์และอำนาจที่ได้มาจากแผ่นดินนั้นๆ จนหมดความปรารถนา หมดความต้องการที่จะกลับไปสร้างชาติบ้านเมืองของตัวเองกันใหม่…ลักษณะอาการของชาวยิวเหล่านี้ กลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง ความคิดที่จะรื้อฟื้นให้เกิดประเทศยิวขึ้นมาอีกครั้งในดินแดนปาเลสไตน์ดังที่เรียงลำดับเหตุการณ์ไว้ให้เห็นแล้ว สามารถใช้เป็นภาพสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า จุดเริ่มต้นนั้นมันมีที่มาจากเครือข่ายชาวยิวในระดับชนชั้นสูงหรือระดับอภิมหาเศรษฐีกันเป็นหลัก อย่างเช่นตระกูลรอทไชลด์ เป็นต้น ที่แม้นว่าบรรดาลูกๆ หลานๆ ต่างได้กลายไปเป็นบารอน เป็นลอร์ด เป็นตระกูลขุนนางในยุโรป เป็นตระกูลอภิมหาเศรษฐีในอเมริกากันไปหมดแล้ว…!!! แต่กลุ่มคนเหล่านี้ กลับกลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญเอามากๆ ในการเริ่มต้นโครงการ "นิคมชาวยิว” ขึ้นมาดินแดนปาเลสไตน์…
หรือถ้าหากจะพูดกันในอีกนัยหนึ่ง…ดูเหมือนว่า จุดมุ่งหมาย อุดมการณ์ในการก่อสร้างรัฐยิว หรือประเทศยิวขึ้นมาใหม่นั้น…เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันคงไม่ได้เริ่มต้นขึ้นมาจากความเจ็บปวดรวดร้าว ความทนทรมานของชาวยิวในอันที่จะต้องพึ่งพาอาศัยอยู่ในแผ่นดินของผู้ไม่ได้เป็นเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เดียวกันกับตัวเองกันในระดับมากมายซักเท่าไหร่นัก…แม้นว่าสิ่งเหล่านี้มันอาจจะมีอยู่จริงในอดีตในยุคที่บรรดาชาวยิวถูกเนรเทศออกจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง หรือถูกกดขี่ ข่มเหงในระหว่างที่อยู่ในแต่ละประเทศ ความคับแค้นเช่นนี้อาจจะฝังรากอยู่ในความคิดความรู้สึกของชาวยิวในแต่ละยุค แต่ละสมัย… แต่วัน-เวลาก็น่าจะพอจะช่วยเยียวยารักษาบาดแผลและความเจ็บปวดเหล่านี้ให้คลายจางลงไปได้บ้าง… เพราะมันก็ไม่ได้เป็นความเจ็บปวดที่แตกต่างไปจากชนชาติอีกหลายชนชาติ ซึ่งเคยถูกกระทำย่ำยีกันในลักษณะเดียวกัน ไม่ต่างไปจากชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ชาวอินเดียนในอเมริกากลาง-อเมริกาใต้ ชาวอาณานิคม หรือชาวพื้นเมืองในหลายต่อหลายทวีป…ซึ่งเมื่อวันเวลาได้ช่วยชะล้างบาดแผลในอดีตเหล่านี้ลงไป…ความแปลกแยกในเรื่องความเป็นเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ มันก็มักจะค่อยๆ ลดความเข้มข้นลงไปตามสภาพแวดล้อมใหม่ๆ กลายเป็นความกลมกลืนกันไปทีละน้อย…จนไม่ได้มีชนชาติหรือชนเผ่าพันธุ์ใดๆ ที่มุ่งมั่นกระหายอยากคิดจะย้อนกลับไปรื้อฟื้นความเป็นชาติ ความเป็นเผ่าพันธุ์ตัวเอง ในดินแดนที่ตัวเองได้พลัดพรากห่างหายกันมานานนับเป็นพันๆ ปีแล้วกันแบบจริงๆ จังๆ….
และดังที่ได้ยกตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า…แนวคิดในการจัดตั้ง "รัฐยิว” หรือประเทศยิวขึ้นมาใหม่นั้น เป็นแนวคิดที่มีมาก่อนหน้าที่จะเกิด "สงครามโลกครั้งที่ ๑” เสียอีก เป็นแนวคิดที่เริ่มเปิดเผยให้เห็นชัดเจนในขณะที่บรรดาเครือข่ายชาวยิวกำลังทรงอำนาจและแผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุมไปทั่วทั้งยุโรปและทั่วทั้งโลก หรือไม่ได้เป็นแนวคิดที่เพิ่งจะมาเริ่มต้นเกิดรากฐาน แรงบันดาลใจอันเนื่องมาจากความเจ็บปวดรวดร้าวอันสุดแสนสาหัส ในกรณีที่ชาวยิวถูกสังหารหมู่นับเป็นล้านๆ คนในยุค "ฮิตเลอร์” หรือในช่วงระหว่าง "สงครามโลกครั้งที่ ๒” แต่อย่างใด…
บรรดาเครือข่ายชาวยิวโดยเฉพาะในหมู่ผู้ทรงอำนาจได้คิดสิ่งเหล่านี้มานานแล้ว… และการคิดเช่นนี้ก็ดูจะไม่ได้สะท้อนว่ามันเกิดขึ้นมาจากความคับแค้น หรือการถูกกดขี่ใดๆ กันล้วนๆ แต่มันน่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความคิดที่ถูกผสมผสานไปด้วยแรงแห่งความปรารถนาทางอำนาจ ความอหังการ์ต่อความยิ่งใหญ่ของชาติพันธุ์ หรือเผ่าพันธุ์ตัวเองอยู่ไม่น้อยทีเดียว รวมทั้งความเชื่อ-ความศรัทธาอันเป็นอุดมการณ์เริ่มแรกของการสร้างเผ่าพันธุ์และความเป็นชาติมาตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้นนั่นก็คือ…ความเชื่อใน "พระเจ้า” ตามแบบฉบับของชาวยิวดั้งเดิม….ที่ยึดมั่นกันมาโดยตลอดว่า…ชาวยิวเท่านั้น…คือชนชาติที่มีพันธะสัญญากับพระเจ้า หรือเป็น "ชนชาติที่พระเจ้าเลือกสรรแล้ว” ให้มาปกครองมนุษยชาติและปกครองโลกทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อที่ว่าอำนาจเหล่านี้จะกลับคืนมาสู่ชาวยิวก็ต่อเมื่อ…..หลังจากที่บรรดาชาวยิวผู้ซึ่งได้แตกกระจายพลัดพรากไปในดินแดนต่างๆ สามารถหวนกลับมาสร้างประเทศอิสราเอลหรือกลับมาฟื้นฟู "เยรูซาเล็ม” ขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้งเมื่อไหร่….เมื่อนั้นนั่นแหละ ที่โลกทั้งโลกจะต้องหันมาค้อมหัวให้กับชาวยิวหรือต่อ "กษัตริย์แห่งอิสราเอล” และหันมายอมรับ ยึดมั่นศรัทธาต่อ "พระเจ้าของชาวยิว” แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น…???
ดังที่ข้อความใน "บันทึกข้อสนธิสัญญา” ของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออนที่ได้ว่าเอาไว้ว่า… “ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกมานี้จะมาจากเบื้องบน เพื่อทำลายพลังอันไร้สาระที่เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ มิใช่โดยเหตุผล เคลื่อนไหวไปด้วยความเป็นสัตว์ มิใช่ความเป็นมนุษย์ ขณะนี้…พลังเหล่านี้กำลังแสดงชัยชนะด้วยการสำแดงออกซึ่งการปล้นสะดม และการใช้ความรุนแรงทุกชนิด ภายใต้หน้ากากของหลักการแห่งอิสรภาพและเสรีภาพ พวกมันได้โค่นล้มความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมทุกรูปแบบเพื่ออะไรหรือ…??? ก็เพื่อให้ซากปรักพังเหล่านี้กลายเป็นฐานรองรับบัลลังก์ของกษัตริย์ชาวยิวนั่นเอง และบทบาทของพวกมันจะหยุดยุติลง เมื่อกษัตริย์ของเราได้เข้าไปสู่อาณาจักรของพระองค์ และจะกวาดล้างพวกมันให้ออกไปจากทางของพระองค์เสีย เพื่อให้หนทางนั้นราบเรียบ ปราศจากเสี้ยนหนามปุ่มปมใดๆ…ครั้นแล้ว ชาวยิวทั้งหลายก็จะกล่าวกับประชาชาติของโลกทั้งโลกว่า…จงขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าของเรา และจงคุกเข่าโค้งคำนับพระองค์ พระองค์ทรงมีตราแห่งการกำหนดชะตากรรมของมนุษย์ และจะไม่มีใครอื่นนอกจากพระองค์ที่จะสามารถปลดปล่อยมนุษย์ให้พ้นไปจากความชั่วร้ายทั้งหลายได้….กษัตริย์แห่งอิสราเอลนั้น จะเป็นพระสันตะปาปาที่แท้จริงแห่งสากลโลก เป็นบิดาแห่งศาสนาสากล และเป็นบิดาของคนทั้งโลก….” ??? ??? ???

