ในหนังสือเรื่อง "ยิว” ของอาจารย์ "คึกฤทธิ์ ปราโมช” ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ (ปี ค.ศ. ๑๙๖๗) หรือในช่วงปีเดียวกันกับที่สงครามความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับชาติต่างๆ ในอาหรับ ที่เรียกกันว่า "สงคราม ๖ วัน” เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานนัก… อาจารย์ "คึกฤทธิ์” ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้น่าสนใจไม่น้อยว่า…"สงครามเรื้อรังระหว่างอาหรับกับยิวนั้น…ถ้าหากว่าไม่มีชาติมหาอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ก็อาจเสร็จสิ้นหรือผ่อนคลายเลิกรากันไปนานแล้วก็ได้ เพราะอิสราเอลได้เกิดเป็นประเทศเอกราชมาร่วม ๒๐ ปีแล้ว ถ้าเป็นเด็กก็โตเป็นหนุ่มแล้ว และในระยะเวลา ๒๐ ปีนี้ เหตุการณ์ตลอดจนความคิดเห็น หรือความชอบความชังของคน ก็อาจเปลี่ยนไปได้มาก…ความเกลียดชังระหว่างอาหรับกับยิวนั้นก็น่าจะเปลี่ยนแปรไปตามเวลา ถ้าหากว่าไม่มีใครมาคอยรักษาความรุนแรงต่างๆ เหล่านั้นเอาไว้…” ??? ??? ???
แต่มาจนถึงบัดนี้ (ปี ค.ศ. ๒๐๐๖) …ระยะเวลาได้ผ่านมาแล้วถึง ๕๘ ปี หรือจนกระทั่งชาติอิสราเอลเริ่มเข้าสู่วัยชรากันแล้วก็ว่าได้ แต่ความเกลียดชังระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับนอกจากจะไม่ได้มีท่าทีว่าจะลดน้อยถอยลงอย่างที่อาจารย์ "คึกฤทธิ์” ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้แล้ว…กลับดูจะยิ่งแสดงอาการฝังรากลึกซึ้ง และขยายตัวหนักขึ้นเรื่อยๆ!!!
อันที่จริงแล้ว….แม้นว่าการฟื้นฟูชาติอิสราเอลขึ้นมาใหม่ในยุคปัจจุบัน จะมีลีลาแทบไม่แตกต่างไปจากการฟื้นฟูเยรูซาเล็มในยุค "เอสรา” เมื่อหลายพันปีที่แล้ว แต่ความแปลกแยก แตกต่างอันเนื่องมาจากความพยายามแยกตัวเองออกมาจากเผ่าพันธุ์อื่นๆ ของชาวยิว ก็ไม่เคยถึงกับทำให้เกิดความขัดแย้งที่ลึกซึ้ง รุนแรงกับชนชาติต่างๆ ได้เท่ากับในทุกวันนี้…แต่อาจะเป็นเพราะว่า…ภายใต้กระบวนการสร้างชาติอิสราเอลครั้งใหม่ มันอาจจะมีจุดมุ่งหมายซับซ้อนยิ่งไปกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต หรือลึกล้ำยิ่งไปกว่าการก่อเกิดความเป็นชาติในแบบธรรมดาๆ…??? มันถึงได้ทำให้ความเกลียดชังและความรุนแรงทั้งหลายถูกรักษาเอาไว้ตลอดความเป็นมาของประเทศอิสราเอลยุคใหม่ ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว…!!!
ในบันทึกความทรงจำของ "เมนาเฮม เบกิ้น” อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล…ที่สะท้อนให้เห็นถึงความปลาบปลื้มดื่มด่ำ ความภาคภูมิใจต่อความเป็นชาติอิสราเอล และภารกิจในการสร้างชาติที่เขามีส่วนร่วมอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ สิ่งเหล่านี้อาจจะถือได้ว่าเป็นอารมณ์ความรู้สึกโดยปกติธรรมดาของผู้ที่มีอุดมการณ์ความรักชาติอันแรงกล้า ซึ่งมักจะต้องแสดงออกกันในลักษณะเช่นนี้ แต่ภายใต้อารมณ์ความรู้สึกดังกล่าว…เขาแทบจะไม่ได้พูดถึงความโหดเหี้ยม ทารุณ และความน่าสยดสยองที่บรรดาผู้รักชาติหรือผู้มีส่วนร่วมในการสร้างชาติอิสราเอลได้กระทำต่อบรรดาชาวปาเลสไตน์กันครั้งแล้วครั้งเล่าในตลอดระยะเวลาแห่งการสร้างชาติ….
เช่นในกรณีที่หน่วยงานใต้ดินภายใต้การบัญชาการของเขา หรือหน่วย "อีร์กุน สวาย เลอูมี” ได้เข้ายึดหมู่บ้าน "ดีร์ยัสซิน” อันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในดินแดนปาเลสไตน์ เพื่อใช้เป็นพื้นที่สร้างสนามบินรองรับเครื่องบินที่จะบรรทุกอาวุธยุทโธปกรณ์มาสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพอิสราเอลได้ในเวลาต่อมา “เบกิ้น” ได้เรียกการเข้าโจมตียึดหมู่บ้านครั้งนั้นว่า "เป็นการรบอย่างกล้าหาญ” ของบรรดานักรบอิสราเอลที่ได้รับ "การอบรมเรื่องกติกาสงครามตลอดเวลาแห่งการปฏิวัติ” และยังอ้างเอาไว้ด้วยว่า กรณีที่มีผู้กล่าวหาว่าการโจมตีครั้งนี้ "มีปัญหาด้านศีลธรรม” นั้นนอกจากจะเป็นแค่คำโฆษณาชวนเชื่อของชาวอาหรับแล้ว ยังเนื่องมาจาก…"เจ้าหน้าที่ชาวยิวบางคนที่กลัวว่าคนของอีร์กุนจะเป็นคู่แข่งทางการเมือง ฉวยโอกาสเอาการโฆษณาชวนเชื่อของอาหรับป้ายสีพวกอีร์กุน”
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม…เขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นลงไปให้ชัดๆ ว่า เหตุใดจำนวนชาวปาเลสไตน์ที่ล้มตายไปเพราะการโจมตีหมู่บ้านดีร์ยัสซินจำนวนถึง ๒๕๔ คนในครั้งนั้น…ส่วนใหญ่จึงเต็มไปด้วยศพของผู้หญิง เด็ก และคนชรากันเป็นหลัก ตรงกันข้าม..เขากลับหันไปเหน็บแนมผู้นำชาวยิวอย่างนาย "เดวิด เบน กูเรียน” ที่เป็น "คู่แข่งทางการเมือง” กับเขามาตั้งแต่ต้น ในกรณีที่ทำจดหมายไปขอโทษชาวอาหรับในกรณีการสังหารหมู่คราวนี้…
แน่นอนว่า…ถ้าหากเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้มันเป็นเพียงแค่ข้อกล่าวหาลอยๆ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงกันข้าม หรือเป็นการฉวยโอกาสป้ายสีทางการเมืองระหว่างชาวยิวด้วยกันเอง…บรรดาความเกลียดชังระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับมันก็ไม่น่าจะยืดเยื้อ คาราคาซัง และฝังรากลึกยิ่งขึ้นๆ อย่างเช่นในทุกวันนี้…แต่ตลอดช่วงระยะกว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมาของความพยายามขับไล่ชาวปาเลสไตน์นับล้านคน ให้ออกไปจากแผ่นดินที่เคยอยู่เคยอาศัยกันเป็นระลอก รวมทั้งการตามไปเข่นฆ่าทารุณกันในดินแดนอื่นๆ ด้วยความระแวงสงสัยว่าผู้คนเหล่านี้อาจจะเป็นภัยต่อชาติอิสราเอล…มันยังก่อให้เกิดภาพเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากมาย ที่ถูกประทับอยู่ในความทรงจำของชาวอาหรับและชาวอิสลามทั่วทั้งโลก…ซึ่งแน่นอนนั่นแหละว่า มันย่อมเป็นความทรงจำที่แตกต่างไปจากความทรงจำของ "เมนาเฮม เบกิ้น” หรือบรรดาชาวยิวที่รักและหลงใหลในชาติของตัวเองกันแบบตรงกันข้าม…
เหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่ดูเหมือนว่า "เบกิ้น” คงไม่อาจบ่ายเบี่ยงอีกต่อไปได้แล้วว่า… มันเป็นเพียงแค่การโฆษณาชวนเชื่อของพวกอาหรับ หรือการป้ายสีทางการเมืองของชาวยิวที่เป็นคู่แข่งทางการเมืองของตัวเอง…นั่นก็คือเหตุการณ์การกวาดล้างผู้อพยพปาเลสไตน์ ที่ลี้ภัยเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศเลบานอน ซึ่งรู้จักกันในนาม "การสังหารหมู่ที่ซาบราและชาทีลา” ในปี ค.ศ. ๑๙๘๒ หรือในช่วงที่”เมนาเฮม เบกิ้น” ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอลพอดี…
ความขัดแย้งทางการเมืองในเลบานอนอันนำไปสู่สงครามกลางเมืองตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๗๕ และส่งผลกระทบกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงไม่ว่าอิสราเอล ซีเรีย และอิหร่าน จนแต่ละฝ่ายต่างก็ต้องเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองในประเทศแห่งนี้กันเป็นระยะ ไม่ว่าด้วยวิธีเปิดเผยเช่นการส่งกำลังทหารเข้าไปยึดครองพื้นที่ที่ติดกับพรมแดนของตัว หรือวิธีลับๆ เช่นการให้การสนับสนุนชาวเลบานอนในแต่ละกลุ่มที่สามารถตอบสนองประโยชน์ให้กับตัวเองทั้งในด้านกำลังเงินไปจนถึงกำลังอาวุธ…
สำหรับอิสราเอลนั้น…เพื่อป้องกัน และโต้ตอบชาวปาเลสไตน์ที่ถูกขับไล่ไสส่งออกจากแผ่นดินอิสราเอล ไปตั้งกลุ่มก้อน ขบวนการ อยู่ในดินแดนเลบานอนและก่อปัญหารบกวนอิสราเอลทั้งในบริเวณแนวชายแดนที่ติดต่อกับด้านใต้ของเลบานอนหรือด้านเหนือของอิสราเอล รวมไปถึงการปฏิบัติการก่อการร้ายต่อผลประโยชน์ของอิสราเอลในแต่ละพื้นที่แต่ละรูปแบบ อิสราเอลได้หันไปสนับสนุนชาวคริสเตียนในเลบานอนที่เรียกกันว่าพวก ”มาโรไนต์” (Maronite) ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองกับฝ่ายอิสลามในเลบานอน ทั้งในระดับรัฐสภาเลบานอน ไปจนถึงการก่อตั้งกองกำลังอาวุธให้กับชาวคริสเตียนกลุ่มนี้ อันเป็นที่รู้จักกันในนาม "ทหารบ้านฟาลังกิสต์”(Phalangist Millitia)
ในวันที่ ๖ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๘๒ ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อขจัดกวาดล้างและป้องกันไม่ให้นักรบปาเลสไตน์ในเลบานอนเล่นงานตัวเอง อิสราเอลได้ส่งทหารจำนวน ๖๐,๐๐๐ คนบุกเข้าไปในเลบานอนและเริ่มต้นปฏิบัติการกวาดล้างหรือเพื่อ "ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพวกก่อการร้าย” ดังที่นาย "เอเรียล ชารอน” ซึ่งในขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมในคณะรัฐบาลนาย "เมนาเฮม เบกิ้น” ให้การต่อรัฐสภาของอิสราเอล…
๓ เดือนหลังจากนั้น หรือในต้นเดือนกันยายน ปี ค.ศ. ๑๙๘๒ กองทหารอิสราเอลภายใต้การบัญชาการของ "เอเรียล ชารอน” ก็ได้ร่วมมือกับทหารบ้านฟาลังกิสต์ บุกเข้าปิดล้อมค่ายอพยพของชาวปาเลสไตน์ที่ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านยากจนทางด้านใต้ของเบรุตตะวันตก หรือค่าย "ชาทีลา” ในหมู่บ้าน "ซาบรา” โดยอ้างว่าค่ายอพยพแห่งนี้มีนักรบปาเลสไตน์ซ่อนตัวอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ คน???
แต่การโจมตีครั้งนี้…ต่างไปจากการโจมตีหมู่บ้าน "ดีร์ยัสซิน” โดยขบวนการ "อีร์กุน” ของ "เมนาเฮม เบกิ้น” ในครั้งอดีตตรงที่ว่า มันเป็นการโจมตีที่เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนนานาชาติที่เข้าไปสังเกตการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในเลบานอนมานานแล้ว คำพูดอันสวยหรูที่ผู้รักชาติอิสราเอลอย่าง "เมนาเฮม เบกิ้น” เคยนำมาใช้อธิบายถึงปฏิบัติการต่างๆ ของชาวยิวเช่น "การรบอย่างกล้าหาญ” หรือ "การยึดมั่นในกติกาสงครามตลอดการปฏิวัติ” จึงไม่อาจนำมาอ้างอิงต่อไปได้อีก ภาพเหตุการณ์การโจมตีค่ายอพยพ "ซาบราและชาทีลา” ที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากผู้สื่อข่าวชาติต่างๆ ไม่ว่า "กุนนาร์ แฟลกสตัด” ผู้สื่อข่าวชาวนอร์เวย์ “ราล์ฟ สโคนแมน” และ "มัยยา โชน” ผู้สื่อข่าวอเมริกัน “ลอเรน เจนกินส์” ผู้สื่อข่าววอชิงตันโพสต์….ฯลฯ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นไปในลักษณะเดียวกัน…
ภาพของกองกำลังทหารอิสราเอลที่เคลื่อนพลเข้าปิดล้อมค่ายผู้อพยพ และขึ้นไปตั้งหน่วยบัญชาการอยู่บนอาคารสูงในคืนวันที่ ๑๖ กันยายน ยิงพลุส่องสว่างเปิดทางให้บรรดาทหารบ้านฟาลังกิสต์ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ "มอดซาด” ของอิสราเอลบุกเข้าไปในค่ายอพยพพร้อมอาวุธประจำกายที่มีตั้งแต่ปืน มีด ไปจนถึงขวานและทำการปิดประตูล้อมปราบผู้อพยพในค่ายยาวนานถึง ๔๘ ชั่วโมง…ก่อนที่จะส่งรถบูโดเซอร์เข้าไปขุดหลุม กลบฝังซากศพต่างๆ เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย "การรบอย่างกล้าหาญ” และ "การยึดมั่นในกติกาสงคราม” กันอย่างฉุกละหุก….
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม…สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่อาจปิดบังสายตาของผู้สื่อข่าว ที่พยายามดิ้นรนเข้าไปสังเกตการณ์ในค่ายอพยพกันจนได้…"ลอเรน เจงกินส์” ผู้สื่อข่าววอชิงตันโพสต์ รายงานไว้ในวันที่ ๒๓ กันยายน ปี ค.ศ. ๑๙๘๒ ว่า…"ภาพเหตุการณ์ในค่ายอพยพชาทีลาในเช้าวันอาทิตย์เมื่อผู้สังเกตการณ์เข้าไปถึง…ไม่ต่างอะไรไปจากฝันร้าย!!! เสียงคร่ำครวญของพวกผู้หญิงที่รอดชีวิตถึงผู้ที่ตายไปดังโหยหวน ซากศพนับร้อยบวมพอง ระเกะระกะอยู่ใต้แสงอาทิตย์ ปลอกกระสุนปืนนับพัน และบ้านเรือนที่ถูกระเบิดกำลังถูกกลบไถด้วยรถบูโดเซอร์ของทหารอิสราเอล…”
“ราล์ฟ สโคนแมน” และ "มัยยา โชน” บรรยายว่า…"เราเข้าไปในซาบราและชาทีลาได้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๑๘ กันยายน วันสุดท้ายของการฆ่า…เราเห็นซากศพกระจัดกระจายอยู่ทุกแห่ง ศพแต่ละศพนั้น…น้อยมากที่แสดงให้เห็นว่าตายเพราะถูกยิงด้วยกระสุนปืน ส่วนใหญ่แล้วน่าจะตายด้วยอาวุธสังหารอย่างมีด หรือขวาน เพราะนอกจากแขน ขา ของศพจะกระจัดกระจายจากร่าง บางศพนั้นถูกคว้านไส้พุงทะลักออกมาให้เห็น…”
“กุนนาร์ แฟลกสตัด” สรุปเอาไว้สั้นๆ ว่า…"เท่าที่พวกกาชาดลองนับดูคร่าวๆ พบว่ามีศพประมาณ ๓๒๘ ศพที่ถูกทิ้งเอาไว้ และสภาพศพเหล่านั้น…ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ…”
อีกครั้งหนึ่งในการโจมตีค่ายผู้อพยพ ภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ ที่หมู่บ้านกอนา ในเขตเลบานอนใต้ "โรเบิร์ต ฟิส์ก” ผู้สื่อข่าวแห่งหนังสือพิมพ์ ดิ อินดีเพนเดนท์ ได้รายงานปฏิบัติการกวาดล้างของทหารอิสราเอลในลักษณะที่แทบไม่ต่างไปจากกันว่า…"ผมไม่เคยเห็นเด็กที่ไร้เดียงสาถูกเข่นฆ่าเช่นนี้มาก่อน ผู้อพยพทั้งๆ ที่เป็นผู้หญิง เด็ก และผู้ชาย นอนตายกันเกลื่อน โดยที่มือ แขน หรือขาขาดหายไป บางคนก็หัวขาดหรือไม่ก็ไส้ทะลัก ศพทารกหลายรายไม่มีหัว จะเป็นเพราะสะเก็ดระเบิดของทหารอิสราเอลตัดผ่านพวกเขาในขณะที่เขาหลบอยู่ในที่พักของสหประชาชาติโดยเชื่อว่าพวกเขาต้องปลอดภัย หรือจะเป็นด้วยเหตุใดไม่ทราบได้…หน้าอาคารกองบัญชาการทหารฟิญิอานของสหประชาชาติที่กำลังไฟไหม้ ผมพบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ กอดศพชายผมสีเทา เขย่าศพนั้นไปมาพร้อมกับร้องไห้ ทหารสหประชาชาติในค่ายฟิญิอานยืนอยู่โดยไม่พูดอะไร แต่ในมือของเขามีร่างของเด็กคนหนึ่งที่หัวขาดไปจากตัว…การบุกโจมตีเป็นเวลา ๑๐ วันของทหารอิสราเอลเป็นไปอย่างโหดเหี้ยมทารุณ จนไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครให้อภัยต่อการสังหารหมู่คราวนี้ได้” …
เหยื่อสังหารหมู่ที่ซาบราและชาทีลานั้น…ได้รับการประเมินแตกต่างกันไปตามมุมมองของแต่ละฝ่าย แต่พอสรุปได้คร่าวๆ ว่า มีจำนวนตั้งแต่ ๗๐๐ คนขึ้นไปจนถึง ๓,๕๐๐ คน ส่วนที่ค่ายอพยพกอลา และอีกหลายต่อหลายพื้นที่ตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๗๘-๒๐๐๐ ในช่วงระยะที่ทหารอิสราเอลบุกยึดเลบานอน เชื่อว่าจำนวนผู้ที่ตายไปเพราะความพยายามขจัดกวาดล้างผู้ที่เป็นศัตรูกับชาติอิสราเอล น่าจะมีไม่ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ คนเป็นอย่างน้อย และนี่ยังไม่นับรวมถึงการเปิดฉากโจมตีครั้งล่าสุดในเดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ. ๒๐๐๖ เพียงแค่เกิดกรณีทหารอิสราเอล ๒ คนถูกลักพาตัวโดยขบวนการชาวปาเลสไตน์ในเลบานอนที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ หรือที่เรียกกันในนามขบวนการ "เฮซบอลเลาะห์”… กองทัพอิสราเอลก็ได้ตัดสินใจทิ้งระเบิดและโจมตีทางอากาศไปทั่วทั้งเลบานอนจนตัวเลขคนตายไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ คนเป็นอย่างน้อย โดยที่ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นพลเรือนทั้งสิ้น…
คำถามมีอยู่ว่า…เหตุใดภาพเหตุการณ์อันแสดงออกถึงความเกลียดชังเหล่านี้ มันจึงไม่ได้บรรเทาเบาบางหรือจางหายไปตามวันเวลาดังที่อาจารย์ "คึกฤทธิ์” ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเกือบ ๔๐ ปีที่ผ่านมา…ทั้งๆ ที่เวลามันล่วงเลยมากว่าครึ่งศตวรรษเข้าไปแล้ว แต่กลับยิ่งฝังรากความเกลียด ความชิงชังให้เพิ่มขึ้นๆ อย่างแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า…บรรดา "ความเกลียด ความชิงชัง” เหล่านี้ มันจะถูกสร้างขึ้นมาจากพื้นฐานแห่ง "ความรักชาติอันสูงส่ง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวยิวทั้งหลายภาคภูมิใจซะเหลือเกิน??? ใคร? หรืออะไรกันแน่??? ที่เป็นผู้คอยรักษาความรุนแรงเหล่านี้เอาไว้…??? ??? ???

