ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ หรือหลังปี ค.ศ. ๑๙๑๘ เป็นต้นมา…ผลพวงแห่งสงครามได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉกาจฉกรรจ์กับธุรกิจหลายต่อหลายประเภท ที่จัดได้ว่าเป็นธุรกิจซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับกิจการทางการทหาร ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการบิน การต่อเรือ โรงงานผลิตอาวุธ การผลิตเหล็กกล้า ฯลฯ…และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมน้ำมัน…ได้เกิดการพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด…
ซึ่งไม่เพียงแต่เพราะผลิตภัณฑ์น้ำมันนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่มีต่อยุทธศาสตร์ทางการทหารอย่างชัดเจนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ เท่านั้น แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ปรากฏตัวขึ้นมาควบคู่ล้วนแล้วแต่ต้องใช้น้ำมันเป็นส่วนประกอบด้วยกันแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางทั้งในยุโรปและอเมริกานับจากนั้นเป็นต้นมา….
แต่แน่นอนว่า…ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ จะปรากฏตัวขึ้นมาเกือบครึ่งศตวรรษ บรรดากิจการน้ำมันระดับยักษ์ๆ ก็ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในมือกลุ่มอภิมหาเศรษฐีเพียงแค่ไม่กี่รายกันมาแล้วตั้งแต่นั้น หรือตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๖๐ “จอห์น เดวิสัน ร็อคกี้เฟลเลอร์” นักธุรกิจชาวอเมริกัน ได้ร่วมมือกับนักเคมีชาวยิวที่เกิดในอังกฤษผู้ได้รับฉายาว่า "อัจฉริยะทางเคมี” ชื่อ "ซามูเอล แอนดรูว์” ทำการจัดตั้งบริษัทขุดเจาะน้ำมันชื่อว่า "สแตนดาร์ด ออยล์” ที่เมืองคลีฟแลนด์ จนกลายเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในระดับยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจน้ำมันของสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่นั้น และในช่วงปี ค.ศ. ๑๘๖๓ หลังจากที่เกิดการรวมประเทศอิตาลีซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจธนาคารในเครือข่ายของตระกูล "รอทไชลด์” ในอิตาลีต้องปิดตัวลง รอทไชลด์ก็ได้ย้ายฐานการลงทุนจากอิตาลีไปยังอเมริกาด้วยการร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันกับจอห์น ดี. ร็อคกี้เฟลเลอร์ในเวลาต่อมา….
นอกเหนือไปจากนั้น…ตระกูลรอทไชลด์ ยังมีเครือข่ายการลงทุนในกิจการน้ำมันอยู่อีกหลายพื้นที่ เช่น การเป็นเจ้าของสัมปทานน้ำมันในแถบทะเลสาบแคสเปียนในนามของบริษัท "อาเซอร์ไบจัน ออยล์ ฟิลด์” แต่ต่อมาได้ขายกิจการดังกล่าวให้กับนักธุรกิจน้ำมันชาวดัทช์ชื่อว่า "วิลเฮล์ม ออกัสต์ เฮนริค ดีเธอร์ดิ้ง” ที่รู้จักกันในเวลาต่อมาในนามของ "เซอร์ เฮนรี ดีเธอร์ดิ้ง” ประธานบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอังกฤษที่ชื่อว่าบริษัท "รอยัล ดัทช์ เชลล์” นั่นเอง
แต่ก่อนที่ เซอร์เฮนรี ดีเธอร์ดิ้งจะได้เป็นประธานบริษัทรอยัล ดัทช์ เชลล์นั้น เขาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งบริษัทน้ำมันชื่อว่า "รอยัล ดัทช์ ปิโตรเลียม คอมปานี” มาก่อน แต่ด้วยความต้องการที่จะแผ่ขยายอาณาจักรในด้านกิจการน้ำมันให้กว้างขวางออกไป เฮนรี ดีเธอร์ดิ้ง จึงได้ตัดสินใจ "ควบรวมกิจการ” เข้ากับบริษัทการค้าและการขนส่งของพี่น้องชาวยิว ๒ ราย ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับตระกูลรอทไชลด์มาตั้งแต่ดั้งเดิม นั่นก็คือ "มาร์คัส ซามูเอล” และ "ซามูเอล ซามูเอล” ที่ได้ก่อตั้งบริษัท "เชลล์ ทรานสปอร์ต แอนด์ เทรดดิ้ง คอมปานี” ทำการขนส่งน้ำมันและสินค้าต่างๆ จากพื้นที่บริเวณทะเลดำและทะเลสาบแคสเปียนมายังยุโรปมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๙๐ การควบรวมกิจการกันระหว่าง ๒ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ว่านี้นี่เอง จึงได้กลายมาเป็นบริษัท "รอยัล ดัทช์ เชลล์” ที่มีเครือข่ายในกิจการน้ำมันแผ่ขยายไปทั่วทั้งยุโรปจนถึงรัสเซีย และทำให้มีการเรียกขาน เซอร์ เฮนรี ดีเธอร์ดิ้ง ด้วยฉายานามว่า…"นโปเลียนแห่งวงการน้ำมัน” ในเวลาต่อมา…
แต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ นั้น…สภาพความสัมพันธ์ทางธุรกิจของ ๒ บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการน้ำมันยุโรปและอเมริกา…หรือระหว่างบริษัท "รอยัล ดัทช์ เชลล์” กับ "สแตนดาร์ด ออยล์” ก็น่าจะมีสภาพไม่ต่างไปจากสภาพความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจเก่าอย่างอังกฤษ กับมหาอำนาจใหม่อย่างอเมริกาในช่วงระยะนั้นนั่นเอง…หรือมีลักษณะเป็นคู่แข่งทางอำนาจและทางผลประโยชน์กันมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่บริษัทน้ำมันทั้งสองต่างก็มีเครือข่ายชาวยิวอยู่เบื้องหลังด้วยกันทั้งคู่…
ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๒๐ ความพยายามที่จะดำรงอิทธิพลความเป็นมหาอำนาจเก่าเอาไว้ให้มั่นคงต่อไป ทำให้ประเทศอังกฤษได้ทำข้อตกลงกับฝรั่งเศสที่เรียกกันว่า "ข้อตกลง ซาน เรโม” (San Remo Agreement) เพื่อที่จะร่วมมือกันปกป้องผลประโยชน์และกีดกันประเทศอื่นๆ ไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับ "แหล่งน้ำมันในดินแดนเมโสโปเตเมีย” อันเป็นพื้นที่อาณานิคมของทั้งคู่…
แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก…ในปี ค.ศ. ๑๙๒๘ เซอร์ เฮนรี ดีเธอร์ดิ้ง ประธานบริษัทรอยัล ดัทช์ เชลล์ ก็กลับเชิญคู่แข่งรายสำคัญในธุรกิจน้ำมันอย่างบริษัทสแตนดาร์ด ออยล์ หรือ "เอ็กซอน” ยักษ์ใหญ่ของอเมริกา รวมทั้งบริษัทบริติช ปิโตรเลียมหรือ "บี.พี.” ซึ่งรัฐบาลอังกฤษเป็นหุ้นใหญ่มาพบปะกันที่คฤหาสน์ของเขาในสก็อตแลนด์ และเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะร่วมมือกันในการเข้าไปควบคุมการผลิตและการค้าน้ำมันในทั่วทั้งตะวันออกกลาง ด้วยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแยกย้ายกันคุมแหล่งน้ำมันสำคัญๆ เช่น บริษัท "อารามโก้” ที่เกิดจากการร่วมมือกันของ เอ็กซอน โมบิล และ เชฟรอน เข้าดูแลแหล่งน้ำมันในซาอุดิอาระเบีย แหล่งน้ำมันดิบอันดับ ๑ ของตะวันออกกลางและของโลก บริษัท "อิรัก ปิโตรเลียม” ที่เกิดจากความร่วมมือของ เชลล์ เอ็กซอน โมบิล และบี.พี. เข้าดูแลแหล่งน้ำมันอันดับ ๒ของโลกในประเทศอิรัก…เป็นต้น….
และจากการบรรลุข้อตกลงในการจัดสรรแบ่งเค้กเช่นนี้จึงได้ก่อให้เกิดกลุ่มอภิมหาธุรกิจน้ำมันที่มีอำนาจอิทธิพลยิ่งใหญ่กว่ารัฐบาลใดๆ ในโลกนี้ขึ้นมานับตั้งแต่บัดนั้น ที่รู้จักกันในนามว่ากลุ่ม "Seven Sisters” หรือกลุ่ม "เจ็ดนางยักษ์” อันประกอบด้วย ๕ บรรษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาคือ สแตนดาร์ด ออยล์ หรือ เอ็กซอน, สแตนดาร์ด ออยล์ นิวยอร์ค หรือ โมบิล, สแตนดาร์ด ออยล์ แคลิฟอร์เนีย หรือ เชฟรอน, บริษัทเท็กซาโก และ กัลฟ์ ออยล์ ร่วมมือกับ ๒บรรษัทยักษ์ใหญ่ของยุโรป คือ รอยัล ดัทช์ เชลล์ กับ บริติช ปิโตรเลียม และภายใต้ความร่วมมือของอภิมหานักธุรกิจเหล่านี้นี่เอง มันมีพลังมากพอที่จะผลักดันให้รัฐบาลใดๆ ต้องเคลื่อนไหวไปตามทิศทางที่ตัวเองต้องการได้เสมอๆ….
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจนักว่า…เหตุใดในช่วง ๒ สัปดาห์ก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ บันทึกช่วยจำที่ถูกนำเสนอโดยหน่วยงานเอกชนอย่างสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือ CFR ของร็อคกี้เฟลเลอร์ ผู้ควบคุมบริษัทสแตนดาร์ด ออยล์ อยู่ในขณะนั้นจึงระบุเอาไว้ชัดเจนถึงข้อแนะนำให้รัฐบาลอเมริกันช่วงชิงโอกาสเข้าไปมีอิทธิพลใน "พื้นที่อันใหญ่โตมโหฬาร” หรือพื้นที่ที่เคยตกอยู่ภายใต้ความเป็นอาณานิคมของอังกฤษและประเทศในยุโรปมาก่อน รวมทั้งการอาศัยบทบาททางด้านการเงินที่อยู่ในมือของกลุ่มอภิมหานักธุรกิจเหล่านี้ทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องตัดสินใจลงนามในข้อตกลงที่เรียกว่า "แอตแลนติก ชาร์เตอร์” กับรัฐบาลอเมริกัน เพื่อกู้เงินมาใช้ในการทำสงครามหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ่านไปได้ ๓ ปี โดยยอมแลกกับการเปิดโอกาสให้ประเทศอเมริกามีโอกาสเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ และตลาดการค้าที่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของอังกฤษได้โดยเสรี…หรือพูดง่ายๆ ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันล้วนแล้วแต่เป็นไปตามความต้องการของกลุ่มอภิมหาธุรกิจ ที่ตกลงจัดสรรแบ่งก้อนเค้กกันมาตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้วก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ จะอุบัติขึ้นมา…
ดังนั้น…ถ้าหากจะตั้งข้อสังเกตตามแนวทางที่อาจารย์ "คึกฤทธิ์ ปราโมช” ได้กล่าวไว้เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วว่า…ถ้าหากไม่มีใคร??? เข้าไปเกี่ยวข้องกับความเป็นไปในตะวันออกกลางแล้ว…"ความเกลียดชังระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับ” ก็ไม่น่าจะยืดเยื้อรุนแรงมาได้ถึงเพียงนี้ ??? ก็อาจจะพอมองเห็นข้อสรุปได้บ้างแล้วว่า…ใคร ??? หรืออะไร ??? ที่เป็นตัวการสำคัญในการ "รักษาระดับความรุนแรง” หรือ "รักษาระดับความเกลียดชัง” ของทั้งสองฝ่ายให้ยืดเยื้อคาราคาซังมาอยู่จนทุกวันนี้..???
สำหรับอาจารย์ "คึกฤทธิ์” ท่านอาจจะมองเฉพาะภาพกว้างๆ จึงสรุปเอาไว้ในทำนองว่า เป็นเพราะความต้องการของ "ประเทศมหาอำนาจ” ในยุโรป อเมริกา หรือในรัสเซียที่มีต่อ "แหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง” นั่นเอง…ที่เป็นตัวการนำมาซึ่งความวุ่นวายและความเกลียดชังอย่างไม่จบสิ้น ของบรรดาชนชาติที่เคยเป็นพี่เป็นน้องกันมาตั้งแต่อดีตไม่ให้จางหายไปได้ง่ายๆ แต่ถ้าหากเรานำเอาข้อมูลต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว…มาเจาะลึกลงไปในคำว่าประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย…ก็น่าจะพบว่า แท้ที่จริงแล้วมันก็คือกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มไม่กี่ตระกูลเท่านั้น…ที่กำลังถือคันบังคับทิศทางของโลกทั้งโลก และเป็นผู้พยายามรักษาความรุนแรงและความเกลียดชังในตะวันออกกลางเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกและจนกระทั่งถึงทุกวันนี้…แน่นอนว่า… ในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้ที่ไม่อาจสรุปถึงความเป็นชาติได้ชัดเจนนักจนต้องเรียกๆ กันว่า "บรรษัทข้ามชาติ” แต่กลับมีบทบาทอยู่เบื้องหลังรัฐบาลในประเทศต่างๆ หรือมีสถานะเป็นเสมือน "รัฐบาลโลก” ก็ว่าได้… ก็ย่อมปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า…ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องผูกพันอยู่กับเครือข่ายชาวยิวอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย…??? และสิ่งเหล่านี้ทำให้เราอาจจะได้พบคำตอบที่ลึกลงไปยิ่งกว่านั้นว่า…เหตุใด ??? หลังจากที่ประเทศอิสราเอลถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง…สันติภาพจึงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย…ไม่ว่าในตะวันออกกลางหรือในโลกทั้งโลก…???
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ …ราคาน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลางที่ถูกนำเข้าไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกานั้นมีราคาต่ำเอามากๆในระดับเพียงไม่ถึง ๑๐ เซนต์ต่อบาร์เรล แต่เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ได้ผ่านพ้นไปแล้ว กระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นในหมู่ประเทศต่างๆ ในโลกอาหรับที่ได้รับเอกราชใหม่ๆ ทำให้เกิดการกดดันต่อรองกับบรรดาบรรษัทน้ำมันต่างชาติในเรื่องค่าภาษี ค่าธรรมเนียมและสัมปทานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ประเทศที่เป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบียได้รับค่าตอบแทนจากบรรษัทน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น ๑๗ เซนต์ต่อบาร์เรล ในปี ค.ศ. ๑๙๔๖ และ ๘๐ เซนต์ต่อบาร์เรลในปี ค.ศ. ๑๙๕๖ ภายใต้สภาพเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดแรงกดดันกับบรรดา "เจ็ดนางยักษ์” ที่ควบคุมการผลิตและการค้าน้ำมันทั่วโลกกันไม่น้อย… แน่นอนว่า…การควบคุมดูแล หรือบังคับกดขี่ เพื่อไม่ให้กลุ่มประเทศเหล่านี้มีโอกาสสร้างอำนาจต่อรองกับตัวเองได้ถนัดๆ ก็คงไม่มีอะไรดีกว่า การที่จะทำให้บรรดาประเทศเหล่านี้ต้องจมอยู่กับความขัดแย้ง แตกแยก ความวุ่นวาย และความอ่อนแอให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้…ตามกรรมวิธีดั้งเดิมของบรรดาจักรวรรดินิยมทางการเมืองและทางเศรษฐกิจทั้งหลาย….
ซึ่งไม่เพียงแต่การใช้วิธี "แบ่งแยกแล้วปกครอง” อันเป็นสูตรสำเร็จที่เคยใช้กันมาโดยตลอด ทำการแบ่งซอยพื้นที่ต่างๆในตะวันออกกลางจนเละเทะไปหมด พื้นที่แต่ละแห่งถูกเฉือนออกมาเป็นแผนที่ประเทศโดยไม่พึงต้องคำนึงถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมาในอดีต ประเพณี วัฒนธรรมใดๆ กันมากมาย เพื่อมอบให้กับผู้นำชาวอาหรับในแต่ละรายปกครองกันท่ามกลางความขัดแย้งในฐานะประเทศ บาห์เรน อาหรับเอมิเรสต์ ดูไบ อิรัก คูเวต ซีเรีย จอร์แดน และเลบานอนฯลฯ ยังเสริมเพิ่มเติมด้วยการวางประเทศอิสราเอลเอาไว้ในใจกลางแผ่นดินอาหรับ…และสามารถใช้เป็นตัวการสำคัญในการสร้างความแตกแยก ขัดแย้ง ความเกลียดชังได้ลึกซึ้งยาวนาน…จนโลกอาหรับและจักรวรรดิอิสลาม ไม่มีโอกาสโงหัวขึ้นมามีอำนาจเป็นอิสระได้อย่างแท้จริงเอาเลย…แม้กระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้…!!!

