บรรษัทข้ามชาติ และกษัตริย์แห่งอิสราเอล

อันที่จริง…ความรู้สึกของชาวยิวที่เคยพลัดพรากกระจัดกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ และได้หลั่งไหลมารวมตัวกันอยู่ในประเทศอิสราเอลทุกวันนี้… อาจจะเป็นความรู้สึกที่ไม่ต่างไปจากบรรพบุรุษรุ่นแรกๆ อย่าง "อับราฮัม” ในระหว่างที่ต้องอพยพ ร่อนเร่ไปในดินแดนของใครต่อใครเมื่อหลายต่อหลายพันปีที่แล้วก็เป็นได้ ??? นั่นก็คือความรู้สึกของผู้ที่เพียงต้องการจะหาอะไรบางอย่างเป็นที่ยึดเหนี่ยวเพื่อให้ตัวตนของตนรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยและกลมกลืนไปกับสภาวะรอบข้าง ไม่โดดเดี่ยว แปลกแยก ไร้พลัง…หรือเป็นความรู้สึกที่ว่ากันว่าเป็นพื้นฐานที่ดลบันดาลให้สิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า” หรือ "ศาสนา” ก่อเกิดขึ้นมาในจิตใจของมนุษย์ในทุกผู้ ทุกนาม ทุกชาติ ทุกภาษา….

และเมื่อบรรดาชาวยิวเหล่านี้… ได้มีโอกาสกลับมาปักหลักอยู่ในดินแดนที่บรรพบุรุษได้ทำพันธะสัญญาไว้กับพระเจ้า…หรือกลับมาสร้างชาติอิสราเอลขึ้นมาใหม่ได้แล้ว บรรดาความรู้สึกดังกล่าวมันย่อมที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนากันไปตามลำดับขั้นของวุฒิภาวะ…หรืออย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะไม่มีความจำเป็นอะไรแล้ว…ที่จะต้องไปสร้างความแปลกแยก ขัดแย้งระหว่างชนชาติตัวเองกับชนชาติอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ เพื่อให้ตัวเองต้องกลับกลายเป็นผู้โดดเดี่ยว ขัดแย้ง ไม่สามารถกลมกลืนกับใครต่อใครได้…

ดังนั้น…ในหมู่ชาวอิสราเอลจำนวนไม่น้อยที่อาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอลทุกวันนี้ จึงได้แสดงออกให้เห็นถึงความรู้สึกดังกล่าวด้วยความพยายามที่จะริเริ่มโครงการสร้างความร่วมมือกับชาวปาเลสไตน์ ในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจระหว่างกันและกันในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่ผู้คนในรุ่นหนุ่ม รุ่นสาวและลึกลงไปถึงระดับเยาวชน เพื่อที่จะหาทางทำให้เกิดความกลมกลืนระหว่างกันและกันหรือสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติภาพ…

แต่ดูเหมือนว่า….ในท้ายที่สุดแล้ว บรรดาความพยายามเหล่านี้ จะถูกกลบไปด้วยเสียงปืน เสียงระเบิด ที่ไม่เคยจางหายไปได้เลยนับตั้งแต่ประเทศอิสราเอลอุบัติขึ้นมา ไม่ว่าจะเคยมีการ"เจรจาสันติภาพ” ซักกี่ครั้งกี่หน มี "แผนการเพื่อสันติภาพ” กันกี่แผนต่อกี่แผนก็ตาม มันมักจะต้องถูกล้มเลิก ถูกแทรกแซงด้วยบรรยากาศของสงครามความขัดแย้งที่พร้อมจะนำเอาความเกลียดชังกลับคืนขึ้นมาใหม่ และตอกย้ำความขัดแย้งแตกแยกให้ซึมลึงลงไปยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งเด็กๆ ที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่เดือนกี่ปีในดินแดนแห่งนี้…ไม่ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลหรือปาเลสไตน์…ต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันทารุณโหดร้าย…ที่แวดล้อมรายรอบตัวเองทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคตข้างหน้ากันไปตลอด…จนบรรดาความขัดแย้งต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในดินแดนตะวันออกกลางในทุกวันนี้ แทบจะกลายเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับธรรมชาติความเป็นมนุษย์กันไปแล้วก็ว่าได้…หรือกลายเป็นความขัดแย้งที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยจุดประสงค์บางอย่างบางประการ…. มากกว่าที่จะเป็นสิ่งที่เป็นไปโดยธรรมชาติของตัวมันเอง…???

แน่นอนว่า…สำหรับชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอลส่วนใหญ่ อาจจะไม่มีใครคิดว่านอกเหนือไปจาก "แผ่นดิน” หรือ "ความเป็นชาติ” และ "พระผู้เป็นเจ้า” อันเป็นสิ่งที่สามารถตอบสนองความกลมกลืนภายในจิตใจและอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้แล้ว… มันยังมีบางสิ่งบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้ความเป็นประเทศอิสราเอล แฝงเร้นอยู่ภายใต้ "ความเป็นยิว” หรือแฝงเร้นอยู่ภายใต้ข้ออ้างถึงความผูกพันที่มีต่อ "พระผู้เป็นเจ้า” และสิ่งนี้นี่เอง…ที่มักจะทำให้ชาวอิสราเอลและประเทศอิสราเอลต้องเผชิญหน้ากับสงครามความขัดแย้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด…แน่นอนว่าสิ่งที่ว่านั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าคำว่า…"อำนาจ” และ "ผลประโยชน์” นั่นเอง…!!!

ในระหว่างที่ชาติอิสราเอลกลายเป็นตัวสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับใครต่อใครทั่วทั้งตะวันออกกลาง สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้กับชนชาติต่างๆ ที่อยู่รายรอบ และแม้กระทั่งสร้างความแปลกแยก โดดเดี่ยว ความไม่มั่นคง ปลอดภัยให้กับชาวอิสราเอลเอง…ผู้ที่กำลังตักตวงผลประโยชน์และอำนาจจากสภาวะเหล่านี้…ก็คงหนีไม่พ้นบรรดาอภิมหาเศรษฐีชาวยิวทั้งหลายที่ยังกระจัดกระจายอยู่นอกประเทศอิสราเอล และสร้างอิทธิพลเครือข่ายอยู่เบื้องหลังรัฐบาลต่างๆ ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของกลุ่มก้อนตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ว่า ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่จะฟื้นฟูประเทศอิสราเอลขึ้นมาใหม่ให้กับชาวอิสราเอลแต่เพียงเท่านั้น… แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะครอบครองโลกทั้งโลกอีกด้วย…!!!

ความวุ่นวายที่ดำรงอยู่ทั่วทั้งตะวันออกกลาง…นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ มาจนถึงปัจจุบันนี้ ล้วนแล้วแต่แยกไม่ออกจาก "น้ำมัน” อันเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญกับโลกทั้งโลกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ บทบาทของประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาพัวพันกับเรื่องราวเหล่านี้…ดังที่กล่าวเอาไว้ในบทที่แล้วนั่นแหละว่า มันไม่ได้เป็นการเข้ามาพัวพันโดย "ผลประโยชน์แห่งชาติ” กันซักเท่าไหร่นัก แต่ลึกลงไปในผลประโยชน์เหล่านั้นก็คือผลประโยชน์ของกลุ่มบรรษัทข้ามชาติไม่กี่บริษัทหรือไม่กี่ตระกูล ที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังรัฐบาล และมักจะมีเครือข่ายชาวยิวเป็นองค์ประกอบสำคัญ…

ภายใต้ความพยายามที่จะรวมตัวกันของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางและพื้นที่อื่นๆ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับบรรดาบรรษัทข้ามชาติที่เป็นผู้ควบคุมการผลิตและการค้าน้ำมันทั่วโลก จนเกิดกลุ่มประเทศ "โอเปค” ขึ้นมาในปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ตามข้อมูลการสำรวจวิจัยของโอเปค ระบุว่า…ในราคาน้ำมันแต่ละดอลลาร์ที่ซื้อ-ขายกันในตลาดโลกนั้น ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันทั้งหลายจะได้รับส่วนแบ่งจากราคาเพียงแค่ประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ๕๕ เปอร์เซ็นต์เป็นภาษีรายได้ของรัฐบาลประเทศผู้ใช้น้ำมัน แต่อีก ๓๓ เปอร์เซ็นต์นั้น ตกอยู่กับบรรดาบรรษัทข้ามชาติที่เป็นผู้ผลิตและผู้ค้าซึ่งมีอยู่แค่ไม่กี่ราย แต่สามารถกอบโกยส่วนแบ่งดังกล่าวได้แบบเต็มๆ…

แต่แม้นว่าจะมีความพยายามดิ้นรน ต่อรองจนทำให้ราคาน้ำมันในตะวันออกกลางซึ่งเคยมีราคาไม่กี่ดอลลาร์ มามีราคาอยู่ที่ประมาณ ๗๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในทุกวันนี้…มันก็ไม่ได้ทำให้ผลประโยชน์ที่ตกอยู่กับบรรษัทข้ามชาติที่ยังคงควบคุมการผลิตและการค้าน้ำมันทั่วโลกอย่างต่อเนื่องยาวนานมาถึงทุกวันนี้…ลดน้อยถอยลงไปกี่มากน้อย ยิ่งนับวันปริมาณความต้องการน้ำมันในโลกเพิ่มขึ้นในระดับปีละไม่น้อยกว่า ๑๒ ล้านบาร์เรล จนตัวเลขการบริโภคน้ำมันในแต่ละปีมีจำนวนถึงกว่า ๗๒ ล้านบาร์เรลต่อวัน…ด้วยผลประโยชน์จำนวนอภิมหาศาลเช่นนี้ มันจึงทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่า เหตุใดภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค จึงไม่เคยพบกับความสุข ความสงบ และสันติภาพกันเลยแม้แต่น้อย…

ตลอดช่วงยุคสงครามเย็น…ภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น เป็นเสมือนคลังน้ำมันของโลกทุนนิยมที่จะต้องหาทางป้องกันไม่ให้ถูกฝ่ายตรงกันข้ามหรือโลกสังคมนิยมอย่างมหาอำนาจรัสเซียล่วงล้ำเข้ามาได้ง่ายๆ การตัดแบ่งพื้นที่ในตะวันออกกลางออกเป็นชิ้นๆ ด้วยฝีมืออังกฤษและฝรั่งเศส ตามมาด้วยการแทรกแซงกิจการภายในของแต่ละประเทศโดยอเมริกา โค่นล้มรัฐบาลชาตินิยมที่คิดจะแข็งข้อต่อรองกับบรรษัทน้ำมันต่างชาติ อย่างเช่นการปิดล้อมรัฐบาลโมซาเดกห์ของอิหร่าน ก่อนที่จะก่อการรัฐประหารสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลนิยมตะวันตกของชาห์ ปาเลวีขึ้นมาแทนที่ ไม่ต่างไปจากการหนุนหลังรัฐบาลฟารุคของอียิปต์ ไฟซาลของอิรัก ฟูเซ็นของจอร์แดน และราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย… ไปจนถึงความพยายามแทรกแซงและก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่กลุ่มประเทศ "โอเปค” ฯลฯ สิ่งเหล่านี้…ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติ เช่นบริษัทน้ำมันสัญชาติอังกฤษและอเมริกา หรือกลุ่มเจ็ดนางยักษ์ด้วยกันทั้งสิ้น….

และภายใต้สภาพเช่นนี้…กลับไม่ได้ทำให้บรรดาประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งมีทรัพยากรน้ำมันอันมีค่ามหาศาล สามารถลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้แต่อย่างใดเลย ผลผลิตที่เป็นรายได้หลักของแต่ละชาติต้องผูกติดอยู่กับทรัพยากรน้ำมันกันเป็นจำนวนกว่าครึ่งของรายได้ประชาชาติไปแทบทุกประเทศ หรือบางประเทศรายได้จากน้ำมันมีปริมาณถึงเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขจีดีพี และเงินรายได้เหล่านั้นนอกจากจะกระจุกตัวกันอยู่ในหมู่ผู้นำซึ่งได้รับการหนุนหลังจากมหาอำนาจแล้ว ยังถูกนำเอาไปใช้ในการซื้อและสะสมอาวุธจากอเมริกาหรือไม่ก็รัสเซียเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนภายในประเทศและระหว่างชาติต่อชาติในทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลังจากที่ประเทศอิสราเอลได้ถือกำเนิดขึ้นมาในภูมิภาคแห่งนี้ พร้อมกับเขี้ยวเล็บที่ถูกเสริมสร้างให้แหลมคมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยการสนับสนุนของประเทศมหาอำนาจและเครือข่ายชาวยิวทั้งหลาย…

จนแม้กระทั่งในยุคหลังจากที่สงครามเย็นผ่านพ้นไปแล้ว บรรดาประเทศที่ล้วนแล้วแต่มีทรัพยากรชนิดนี้อยู่เต็มประเทศ กลับกลายเป็นประเทศที่ยากจน อ่อนแอ ตราบจนทุกวันนี้ นับแต่ ซาอุดิอาระเบียที่มีแหล่งน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลกก็ยังคงมีตัวเลขการว่างงานในประเทศสูงถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ จอร์แดนมีตัวเลขการว่างงานถึง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ โอมาน ๑๗.๒ เปอร์เซ็นต์ ตูนีเซีย ๑๕.๖ เปอร์เซ็นต์ อัลจีเรีย ๒๖.๔ เปอร์เซ็นต์…ฯลฯ

ซึ่งว่าไปแล้ว….สภาพเช่นนี้ก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากบรรดาประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ไม่ว่าจะเคยอยู่ในค่ายทุนนิยมหรือสังคมนิยมก็ตามที หรือไม่ว่าประเทศเหล่านั้นจะมีทรัพยากรอันมีค่ามหาศาลเพียงใดก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่ต้องตกอยู่ในสภาพในลักษณะทำนองเดียวกันทั้งสิ้น ทั้งในเอเชีย แอฟริกา หรือละตินอเมริกา…ในขณะที่บรรดาบรรษัทข้ามชาติซึ่งอยู่เบื้องหลังรัฐบาลมหาอำนาจทั้งหลาย ต่างก็ยิ่งเติบโตแผ่ขยายอิทธิพลอำนาจจนครอบงำโลกทั้งโลกได้แทบจะเบ็ดเสร็จสมบูรณ์…

ในรายงานของ UNHDR ที่สรุปไว้ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ สะท้อนให้เห็นถึงขอบข่ายอำนาจเช่นนี้เอาไว้ชัดเจน ไม่ว่าการระบุถึงผลผลิตทางเศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของโลกที่อยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติแค่ ๑๐๐ บรรษัท ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของการค้าโลกอยู่ในมือของ ๕๐๐ บริษัท ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาขึ้นอยู่กับบรรษัทข้ามชาติจำนวนเพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ธุรกิจยาในโลกทั้งโลกตกอยู่ในมือของเครือข่ายบรรษัทข้ามชาติถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซนต์ของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ในโลกนี้เป็นของบรรษัทข้ามชาติเพียง ๑๐ บริษัท ธุรกิจการค้าและผลิตเมล็ดพันธุ์พืช ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายยาปราบศัตรูพืช ๘๕ เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติแค่ ๑๐ บริษัท….

ตัวเลขยอดขายของบรรษัทน้ำมันอเมริกาอย่างเอ็กซอน เฉพาะแค่ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ เพียงปีเดียวเท่านั้นก็มีจำนวนถึง ๑๖๓,๘๘๑ ล้านดอลลาร์ หรือกว่า ๖ ล้านล้านบาท หรือถ้าคิดเป็นผลกำไรล้วนๆ ก็มีจำนวนถึง ๘,๔๖๐ ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ตัวเลขผลกำไรของบรรษัทน้ำมันของอังกฤษอย่าง รอยัล ดัทช์ เชลล์ ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น มีปริมาณสูงถึง ๑๕,๖๓๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บรรษัทข้ามชาติอย่าง บรรษัทเจเนอรัล มอร์เตอร์ มียอดขาย ๑๘๙,๐๕๘ ล้านบาท หรือเกือบ ๘ ล้านล้านบาท หรือถ้าหากตัดเอาเฉพาะแต่ผลกำไรล้วนๆ ของบริษัทในเครืออย่าง บริษัทเจเนอรัล อีเล็กทริคส์ ก็มีมูลค่าถึง ๘,๒๐๓ ดอลลาร์ หรือกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บริติช ปิโตรเลียม หรือ บี.พี. มีผลกำไรล้วนๆ ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ ถึง ๖,๑๓๒ ดอลลาร์ หรือกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท…ฯลฯ เหล่านี้ เป็นต้น…บรรดาเงินรายได้และผลกำไรของบรรษัทเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แล้ว มากกว่างบประมาณแต่ละปีของประเทศกำลังพัฒนาหลายต่อหลายประเทศ จนทำให้เกิดการสรุปเป็นตัวเลขออกมาว่า…อภิมหาเศรษฐีโลกที่เกาะกลุ่มร่วมมือกันอย่างเป็นเครือข่ายอยู่ในขณะนี้นั้น ถ้าหากนำเอารายได้ของแต่ละบุคคลในแต่ละปีจำนวนแค่ประมาณ ๓๕๐ คนมารวมกันแล้ว…จะมีจำนวนปริมาณรายได้เท่ากับรายได้ของประชากรจำนวนเกือบครึ่งของโลกรวมกัน…???

แน่นอนว่า…ในจำนวนอภิมหาเศรษฐีเหล่านั้น ย่อมประกอบไปด้วยอภิมหาเศรษฐีชาวยิวอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย เป็นผู้ซึ่งไม่ได้มีถิ่นอาศัยหรือมีตำแหน่งแห่งที่ใดๆ อยู่ในประเทศอิสราเอลแม้กระทั่งในทุกวันนี้ แต่ยังคงมุ่งมั่นสร้างฐานที่มั่นแห่งอำนาจกระจัดกระจายอยู่ในประเทศมหาอำนาจแต่ละประเทศ พร้อมๆ กับยังคงดำรงความเชื่อที่สืบทอดกันมานานนับเป็นพันๆ ปีเอาไว้ว่า…เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาสามารถผลักดันให้ชาติอิสราเอลได้รับการฟื้นฟูกลับคืนขึ้นมาใหม่ หรือเมื่อใดก็ตามที่งูศักดิ์สิทธิ์ได้เลื้อยไปโผล่ที่ภูเขาศิโยนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…เมื่อนั้น… ก็เท่ากับเป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็น "สัญญาน” ที่จะนำไปสู่พันธะสัญญาดั้งเดิมที่พระเจ้าของชาวยิวได้สัญญาเอาไว้…นั่นก็คือ…. การที่พระองค์จะมอบโลกทั้งโลกให้กับ "กษัตริย์แห่งอิสราเอล” เป็นผู้ปกครองดูแล…??? ??? ???