ยิว-อเมริกัน… และกลุ่ม "นีโอ-คอนฯ”

ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า…นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา บรรดาชาวยิวในยุโรปได้หลั่งไหลเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศอเมริกากันอย่างต่อเนื่อง จนปริมาณชาวยิวในอเมริกาในปัจจุบันมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านคน หรือมีจำนวนมากกว่าชาวยิวที่อาศัยอยู่ในประเทศอิสราเอลขณะนี้หลายต่อหลายสิบเท่า… และบรรดาชาวยิวเหล่านี้ นับวันก็ยิ่งสอดแทรกเข้าไปมีบทบาทอยู่ในวงการการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศสหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ…

ไม่เพียงแต่ในบรรดากลุ่มอภิมหาเศรษฐีอเมริกันทั้งหลาย ที่เข้าไปมีบทบาทอยู่เบื้องหลังรัฐบาลอเมริกันในแต่ละยุคแต่ละสมัย จะประกอบไปด้วยอภิมหาเศรษฐีชาวยิวจำนวนกว่าครึ่ง ซึ่งเข้าควบคุมศูนย์กลางทางการเงิน การค้า การธนาคารในนิวยอร์คซิตี้ วอลล์สตรีท มีบทบาทอยู่ในวงการอุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาวุธ อุตสาหกรรมบันเทิง ฯลฯ แต่ยังมีชาวยิวอีกจำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าไปมีบทบาทหรือมีฐานะตำแหน่งสำคัญๆ แทรกอยู่ในใจกลางอำนาจการเมืองอเมริกันในแบบตรงไป-ตรงมา โดยอาศัยสถานะของ "ความเป็นชาวอเมริกัน” ที่เพียงแต่มีเชื้อสายแห่งความเป็นยิวติดตัวมาด้วยเท่านั้น…และนับวัน...กลุ่มคนเหล่านี้ ก็ยิ่งทวีบทบาทในแวดวงการการเมืองอเมริกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งในการก่อตั้งองค์การสืบราชการลับอเมริกาหรือองค์การ "ซี.ไอ.เอ.” ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ก็อาศัยชาวยิวที่อพยพมาจากรัสเซียอย่าง "อลัน ดัลเลส” เป็นผู้จัดระบบสร้างองค์กรอันทรงอิทธิพลแห่งนี้ขึ้นมา หรือ "จอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส” น้องชายของเขาที่เข้าไปมีบทบาทในวงการการเมืองอเมริกัน ในระดับที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นถึงรัฐมนตรีต่างประเทศในช่วงระยะใกล้ๆ กัน หรือกลุ่มบุคคลที่ได้มีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมอำนาจทางทหารให้กับรัฐบาลอเมริกัน จนมีฐานะเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา เช่น “จูเลียส โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์” นักฟิสิกส์ชาวยิว จากครอบครัวชาวยิวที่อพยพมาจากเยอรมัน ที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าโครงการลับ "ลอส อลาโมส์” หรือโครงการประดิษฐ์อาวุธนิวเคลียร์ในยุคสงครามโลกครั้งที่๒…เหล่านี้ เป็นต้น จนในเวลาต่อมา… ความเป็นรัฐบาลอเมริกันกับความเป็นยิวนั้น ได้กลายเป็นสิ่งที่แทบจะแยกออกจากกันได้ลำบากเอามากๆ ???

นอกจากนั้น…เมื่อมีการพูดถึงกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองบางกลุ่ม ที่มีบทบาทอยู่เบื้องหลังนโยบายหรือแผนการทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอเมริกันในหลายต่อหลายยุคที่ผ่านมา ไม่ว่าในยุครัฐบาลประธานาธิบดี "โรนัลด์ เรแกน” ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๘๑-๑๙๘๕ และในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๘๕-๑๙๘๙ หรือในยุครัฐบาลประธานาธิบดี "จอร์จ บุช” ผู้พ่อในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๘๙-๑๙๙๓ หรือในยุครัฐบาลประธานาธิบดี "จอร์จ ดับเบิลยู บุช” ในปี ค.ศ. ๒๐๐๑ จนถึงปัจจุบันนี้…ที่รู้จักกันในนามกลุ่ม "นีโอ-คอนเซอร์เวทีพ” หรือพวก "ขวาใหม่”…. ในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้เมื่อย้อนไปสืบประวัติเบื้องหลังของแต่ละบุคคล… ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยบรรดาชาวยิวเรียงรายอยู่เป็นแผงๆ… และเป็นชาวยิวที่พร้อมจะแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันแน่นเหนียวที่ตัวเองมีต่อประเทศอิสราเอลในชนิดที่แทบไม่ต้องมีการปิดบัง ซ่อนเร้นใดๆ กันอีกต่อไปแล้ว…เพราะความเป็นยิวหรือความเป็นอเมริกันสำหรับคนเหล่านี้…มันแทบกลายเป็นสิ่งเดียวกันไปแล้วก็ว่าได้…!!!

อย่างเช่น "ดักลาส เฟธ” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมในยุครัฐบาลประธานาธิบดี "เรแกน” และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมในยุครัฐบาลประธานาธิบดี "จอร์จ ดับเบิลยู บุช” สมัยแรก นอกจากบิดาของเขาคือนาย "ดาล์ค เฟธ” จะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการยุวชนไซออน-นิสต์ ตั้งแต่ยังอาศัยอยู่ในประเทศโปแลนด์ และเคยได้รับการยกย่องจากพรรคการเมืองของอิสราเอลอย่าง "พรรคลิคุด” ในช่วงการฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปีขององค์การไซออนนิสต์ว่า "เป็นผู้มีคุณูปการต่อประเทศอิสราเอลและชาวยิวอย่างยิ่งยวด” แล้ว ตัวของนาย "ดักลาส เฟธ” เองก็ยังแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันแนบแน่นที่มีต่อประเทศอิสราเอล ด้วยการดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานคณะที่ปรึกษาสถาบันชาวยิวเพื่อกิจการความมั่นคงแห่งชาติ ในขณะที่มีบทบาททางการเมืองอยู่ในคณะรัฐบาลอเมริกันอย่างเต็มที่ก็ตาม…

หรือนาย "ริชาร์ด เพิร์ล” ชาวยิวผู้มีฉายาเรียกขานกันในวงการการเมืองอเมริกันว่า….."เจ้าชายแห่งความมืด” หรือ "Prince of Darkness” อันเนื่องมาจากการแสดงทัศนคติทางการเมืองในแนวที่แข็งกร้าวมาโดยตลอดนับตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยกลาโหม ฝ่ายกิจการความมั่นคงระหว่างประเทศ ในยุครัฐบาลประธานาธิบดี "เรแกน” ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายกลาโหมของเพนตากอน ในยุครัฐบาลประธานาธิบดี "จอร์จ ดับเบิลยู บุช” สมัยแรก ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๙๖ ขณะที่เขาได้นำเสนอแนวนโยบายทางการเมืองที่เรียกกันว่า "ทฤษฏีการทำลายอย่างสร้างสรรค์” (Creative destruction) อันมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันให้รัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของประธานาธิบดี "เรแกน” ทำการ "ปฏิรูปตะวันออกกลาง” อย่างเป็นระบบนั้น เขาก็ได้นำเอาแนวคิดเหล่านี้เสนอเป็นเอกสารที่มีชื่อว่า… ”ถอนตัวเด็ดขาด-ยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อครองอาณาจักร” มอบให้กับพรรคลิคุดของอิสราเอลไปพร้อมๆ กัน… และในเวลาต่อมาแนวคิดดังกล่าวก็มีส่วนถูกนำไปใช้เป็นแผนยุทธศาสตร์ในยุครัฐบาลประธานาธิบดี "จอร์จ ดับเบิลยู บุช” หลังจากเกิดเหตุการณ์วินาศกรรมสหรัฐในวันที่ ๑๑ กันยายน ค.ศ.๒๐๐๑ เป็นต้นมา…

เช่นเดียวกับนาย "พอล วูลโฟวิตช์” อดีตศาสตราจารย์ชาวยิวที่เคยดำรงตำแหน่งคณบดีด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ และสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มนีโอ-คอนฯ ที่เคยมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิคในรัฐบาลเรแกน เป็นทูตสหรัฐประจำอินโดนีเซีย และเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมด้านนโยบายในยุครัฐบาล "บุชผู้พ่อ” ก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีช่วยกลาโหมในยุครัฐบาล "จอร์จ ดับเบิลยู บุช” สมัยแรก และเป็นประธานธนาคารโลกอยู่ในทุกวันนี้…ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมด้านนโยบายในยุครัฐบาลเรแกน เขาได้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ไม่ต่างไปจาก "ริชาร์ด เพิร์ล” ด้วยการนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ทางการทหารฉบับหนึ่งที่เรียกกันว่า "แผนชี้นำกลาโหมปี ค.ศ. ๑๙๙๒” เพื่อผลักดันให้รัฐบาลอเมริกัน มุ่งใช้ ”ศักยภาพทางการทหาร” เข้าครอบงำเหนือภูมิภาค "ยูเรเชีย” และหาทางจัดการกับประเทศที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นอันตรายต่อสหรัฐอเมริกาด้วยนโยบาย "ชิงโจมตีก่อน” (Pre-emptive Strike) ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็น "แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ปี ค.ศ. ๒๐๐๒” ที่นำไปสู่ปฏิบัติการการโจมตีประเทศอิรัก และความพยายามที่จะใช้กำลังทหารเพื่อการ "ปฏิรูปภูมิภาคตะวันออกกลาง” นั่นเอง…

นอกจากนั้น…ยังมีสมาชิกชั้นนำของกลุ่มนีโอ-คอนเซอร์ทีพ ที่เป็นชาวยิวและมีบทบาทในแวดวงการเมืองอเมริกันอีกหลายต่อหลายราย อย่างเช่นนาย "ลูอิส ลิบบี” หนึ่งในผู้เขียนแผนชี้นำกลาโหม ปี ค.ศ. ๑๙๙๒ร่วมกับ "พอล วูลโฟวิตช์” และเป็นหนึ่งในผู้เขียนเอกสารแผนการที่เรียกกันว่า "การฟื้นฟูปราการป้องกันอเมริกา”ของโครงการ ”เพื่อศตวรรษใหม่ของอเมริกัน” ที่ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่และที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของรองประธานาธิบดี "ดิค เชนีย์”…

ในขณะที่หนึ่งในผู้ร่วมเขียนเอกสารโครงการเพื่อศตวรรษใหม่ของอเมริกัน อย่าง "วิลเลียม คริสทอล” ลูกชายของ "เออร์วิง คริสทอล” ชาวยิวที่อพยพมาจากยุโรปตะวันออกและได้รับฉายาว่าเป็น "ก็อด ฟาเธอร์” ของกลุ่มนีโอ-คอนฯ ทั้งๆ ที่เดิมทีเคยมีประวัติว่าเป็นผู้นิยมแนวคิดคอมมิวนิสต์แบบ "ทร็อตสกี้” มาก่อนในขณะเป็นนักศึกษาอยู่ในนิวยอร์ค แต่ต่อมาได้เปลี่ยนความคิดมาเป็นพวกคอนเซอร์เวทีพด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ แต่ได้ทำให้เขาดำรงตำแหน่งเป็นบรรณาธิการนิตยสาร "คอมเมนทารี” ซึ่งถือกันว่าเป็น "คัมภีร์ไบเบิล” ของพวกนีโอ-คอนฯ กันเลยก็ว่าได้ และลูกชายของเขาคือ "วิลเลียม คริสทอล” ก็ได้สืบต่อแนวคิดของบิดา จนมีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการนิตยสารการเมืองอันทรงอิทธิพลในวงการการเมืองอเมริกันที่ชื่อว่า "วีคลี่ แสตนดาร์ด” และยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานองค์กรของกลุ่มนีโอ-คอนฯ ที่มีชื่อว่า "พีแนก” ซึ่งมีที่ทำงานอยู่บนตึก ๑๒ ชั้นในวอชิงตัน สถานที่ตั้งเดียวกันกับสถาบัน "เออีไอ” ที่ถือว่าเป็นอีกสาขาหนึ่งในองค์กรของกลุ่มนีโอ-คอนฯ และมีภรรยาของรองประธานาธิบดี "ดิค เชนีย์” ดำรงตำแหน่งรองประธาน…

ยิ่งไปกว่านั้น…หน่วยงานที่ถือได้ว่าเป็น "คลังสมอง” ของพวกนีโอ-คอนฯ ไม่ว่าจะเป็น พีแนก สถาบันเออีไอ หรือสถาบันอเมริกัน เอ็นเตอร์ไพรซ์ องค์กรเซ็นเตอร์ ฟอร์ ซิเคียวริตี้ โพลิซี ฯลฯ ที่ล้วนแล้วแต่มีบทบาทอิทธิพลต่อวงการการเมืองอเมริกันมาโดยตลอด ต่างก็เต็มไปด้วยบรรดาชาวยิวที่สลับเข้า-สลับออกระหว่างการเป็นสมาชิกและกรรมการในหน่วยงานเหล่านี้ กับการมีตำแหน่งในคณะรัฐบาลอเมริกันในแต่ละยุคแต่ละสมัย… นอกจากที่ยกตัวอย่างไปแล้ว เช่น พอล วูลโฟวิตช์, ลูอิส ลิบบี, ริชาร์ด เพิร์ล, ดักลาส เฟธ, วิลเลียม คริสทอลแล้ว ยังมีโรเบิร์ต คากัน, เอลเลียต บรามส์, จอห์น โบลตัน, ไมเคิล เลอดีน, ปีเตอร์ โรเซ็น…ฯลฯ และอีกมากมายที่เป็นที่รู้จักกันในฐานะผู้มีบทบาทต่อการเมืองอเมริกันมาโดยตลอด…

กลุ่มคนเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เกาะกลุ่มกันอยู่ภายในเฉพาะแวดวงการเมืองอเมริกันหรือภายในประเทศอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นขบวนการที่มีบทบาทเชื่อมโยงในระดับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ…ประเทศอิสราเอล อย่างใกล้ชิด แนวคิดทางด้านยุทธศาสตร์การเมือง-การทหารของกลุ่มคนเหล่านี้จึงมักจะไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิดทางยุทธศาสตร์ที่สนองตอบต่อความเป็นอเมริกาเท่านั้น… แต่ยังมักเชื่อมโยงไปถึงบทบาทของชาวยิวหรือต่อความเป็นอิสราเอลควบคู่กันไปด้วยเสมอๆ… และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ…"เป้าหมายทางยุทธศาสตร์” เหล่านี้มักจะมุ่งตรงไปสู่ความพยายามผลักดันเพื่อให้เกิด "อำนาจสูงสุด” ขึ้นมาในโลก… เพื่อให้อำนาจนั้นๆ ทำการ "จัดระเบียบโลก” ขึ้นมาใหม่ โดยผ่านบทบาททางการเมือง-การทหารของรัฐบาลอเมริกัน ที่เป็นเสมือนหนึ่ง "รัฐบาลโลกหรือ "จักรวรรดิโลก”ให้จงได้…??? ??? ???

ในเอกสารที่มีชื่อว่า "แผนชี้นำกลาโหม ปี ค.ศ. ๑๙๙๒” ซึ่งเขียนขึ้นโดย "พอล วูลโฟวิตช์” และบรรดาชาวยิวในกลุ่มนีโอ-คอนฯ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลประธานาธิบดี "บุชผู้พ่อ” นั้น ระบุเอาไว้ว่า… “เป้าหมายสำคัญของเราก็คือ…การป้องกันไม่ให้เกิดคู่แข่งรายใหม่ต่ออเมริกา นี่เป็นข้อพิจารณาที่ตอกย้ำถึงหลักยุทธศาสตร์กลาโหมใหม่ ซึ่งเรียกร้องให้เราต้องหาทางป้องกันไม่ให้ชาติปรปักษ์ใดก็ตาม มีโอกาสครอบครองภูมิภาคที่มีแหล่งทรัพยากรมากพอแก่การสร้างอำนาจในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคยุโรปตะวันตก เอเชียตะวันออก ดินแดนของอดีตสหภาพโซเวียต และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้…เป้าหมายนี้มีแง่มุมให้พิจารณา ๓ ประการก็คือ…หนึ่ง สหรัฐอเมริกาจะต้องแสดงบทบาทการนำที่จำเป็นต่อการสถาปนาและปกป้อง…ระเบียบใหม่ของโลก และจะต้องโน้มน้าวให้บรรดาประเทศที่จะมีโอกาสพัฒนาศักยภาพมาเป็นคู่แข่งของเราเกิดความรู้สึกว่า พวกเขาไม่ควรมุ่งหวังที่จะมีบทบาทมากขึ้น หรือคิดที่จะแสดงความแข็งกร้าวใดๆ เพื่อปกป้องประโยชน์ของพวกเขา…สอง ในพื้นที่นอกเขตป้องกัน เราต้องให้ความสำคัญอย่างเพียงพอต่อผลประโยชน์ของชาติอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้า…เพื่อทัดทานพวกเขาไม่ให้คิดท้าทายการนำของเรา หรือพยายามล้มระเบียบทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ได้ตั้งมั่นขึ้นมา…และประการสุดท้าย…เราต้องดำรงรักษากลไกต่างที่สามารถใช้ในการป้องปรามประเทศที่อาจเป็นคู่แข่ง ไม่ให้สามารถมีบทบาทในระดับโลกขึ้นมาให้จงได้…”

จากเนื้อหาต่างๆ ในเอกสารฉบับนี้นี่เอง…ที่ในเวลาต่อมามันได้ถูกนำมาประกาศใช้เป็น "แผนยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐอเมริกา” อย่างเป็นทางการในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดี "จอร์จ ดับเบิลยู บุช” หลังจากที่เหตุการณ์ก่อการร้ายในอเมริกาเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑ได้ผ่านพ้นไปแล้ว…ในลักษณะที่แทบจะถอดความออกมาแบบคำต่อคำ และภายใต้เป้าหมายทางยุทธศาสตร์เช่นนี้….อีกไม่นานนัก…สงครามเพื่อกวาดล้างการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานก็ได้เริ่มต้นขึ้น ตามมาด้วยการทำสงครามบุกยึดประเทศอิรัก ด้วยการอ้างถึงจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะทำให้เกิด…. "การสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาในภูมิภาคตะวันออกกลาง…เพื่อให้ภูมิภาคนี้มีเสรีภาพ มีประชาธิปไตย อันจะทำให้โลกมีความมั่นคง ปลอดภัยยิ่งขึ้น…” ??? ??? ???

แน่นอนว่า….ความหมายของคำว่า "การสร้างประชาธิปไตยในภูมิภาคตะวันออกกลาง” ตามคำอธิบายของพวก "นีโอ-คอนฯ”…มันคงไม่ใช่หยุดยั้งอยู่เพียงแค่การทำสงครามในประเทศอิรักแต่เพียงเท่านั้น สมาชิกชั้นนำบางรายอย่างเช่นนาย ”ไมเคิล เลอดีน” หนึ่งในทีมงานของ "วูลโฟวิตช์” และหนึ่งในนักวิชาการแห่งสถาบัน "เออีไอ” ได้เคยเขียนคำอธิบายถึงสิ่งเหล่านี้เอาไว้ว่า…"อิรักนั้น…เป็นเพียงแค่ศึกหนึ่งในสงคราม ที่จะต้องขยายตัวกว้างขวางยิ่งขึ้นไปอีก และสงครามที่จะต้องขยายตัวเพื่อสร้างจักรวรรดิอันไม่มีผู้ใดสามารถท้าทายได้นั้น…เลี่ยงไม่ได้จากการที่จะต้องมุ่งไปสู่ระบอบการปกครองในซีเรีย ซาอุดิอาระเบีย…และโดยเฉพาะอิหร่าน…ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในยุทธศาสตร์ปฏิรูปภูมิภาคตะวันออกกลาง…” !!! !!! !!!