สงครามครั้งสุดท้าย???

ไม่เพียงแต่ผลประโยชน์รายได้จาก "น้ำมัน” ที่บรรดาบรรษัทน้ำมันยักษ์ๆ อย่าง "เอ็กซอน-โมบิล” หรือ "รอยัล ดัทช์ เชลล์” ฯลฯ จะตักตวงจากบ่อน้ำมันในตะวันออกกลาง จนทำให้รายได้ของแต่ละบรรษัทมีมูลค่าในระดับปีละนับแสนๆ ล้านดอลลาร์ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว… ทรัพยากรชนิดนี้ที่เผอิญมันได้ถูกพระเจ้าประทานไว้ให้ในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือในโลกอิสลามอย่างมากมายเป็นพิเศษ ยังได้กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถใช้เป็นตัวบังคับขับเคลื่อนทิศทางความเป็นไปของโลกได้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ…!!!

การที่พื้นฐานระบบเศรษฐกิจของแทบทุกประเทศในโลกปัจจุบัน ต่างก็ต้องขึ้นอยู่กับการขึ้น-ลงของระดับราคาของทรัพยากรชนิดนี้ ในขณะที่นับวันปริมาณของทรัพยากรชนิดนี้กลับมีจำนวนลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะพิจารณาจากผลการศึกษาขององค์กรทางด้านพลังงานระดับโลกอย่าง ASPO หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานในแต่ละรายอย่างเช่น ดร."เอ็ม.คิง ฮับเบิร์ต” ที่ได้ระบุถึงภาวะการผลิตน้ำมันในแหล่งต่างของโลกซึ่งล้วนแล้วแต่ได้ก้าวพ้น "จุดสูงสุด” ของการผลิตไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่กระบวนการค้นคว้าหาพลังงานทดแทนยังไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาตอบสนองความขาดแคลนดังกล่าวได้… ภายใต้สภาพเช่นนี้นี่เองที่ทำให้การเข้าครอบครองมีอำนาจเหนือแหล่งทรัพยากรชนิดนี้ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการเข้าไปควบคุมศูนย์ยุทธศาสตร์ของโลก หรือเข้าไปควบคุมคันบังคับให้ทิศทางโลกเป็นไปในลักษณะใดก็ได้…

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์วินาศกรรมในสหรัฐเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑ “ไมเคิล แคลร์” นักยุทธศาสตร์คนสำคัญ ที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐมาอย่างต่อเนื่องยาวนานได้เคยวิเคราะห์เอาไว้ว่า “ยุทธศาสตร์ทางการเมืองการทหารของสหรัฐหลังจากที่สงครามเย็นได้ยุติลงไปแล้วนั้น…สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณทางการทหารที่จะมุ่งไปสู่แหล่งทรัพยากรน้ำมันที่กำลังขาดแคลนยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน…” และไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องบังเอิญ อุบัติเหตุ หรือความจงใจที่เกิดจากแผนการอันละเอียดประณีตก็แล้วแต่…เหตุการณ์วินาศกรรมสหรัฐครั้งนั้น ก็ได้กลายเป็นตัวรองรับเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ เมื่อกำลังทหารอเมริกันและพันธมิตรถูกส่งเข้าไปยึดครองประเทศอัฟกานิสถานและแผ่ขยายอำนาจทางทหารออกไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียกลาง อันเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งพลังงานที่คาดๆกันว่าน่าจะมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ไม่น้อยกว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาร์เรล เป็นอย่างน้อย รวมทั้งแหล่งก๊าซจำนวนมหาศาลที่ยังไม่อาจคำนวณได้ อิทธิพลทางการทหารเหล่านี้ได้คืบคลานเข้าไปจ่อประชิดติดกับพรมแดนประเทศรัสเซียและจีน ก่อนที่จะบุกเข้าสู่ใจกลางภูมิภาคตะวันออกกลางหรือประเทศอิรัก อันเป็นประเทศแหล่งน้ำมันสำรองอันดับ ๒ ของโลกในเวลาต่อมา โดยข้ออ้างว่าด้วยการ "ขจัดการก่อการร้าย” ไปพร้อมๆ กับความพยายามที่จะ "ปฏิรูปประชาธิปไตยทั่วทั้งตะวันออกกลาง”…

ปฏิบัติทางการทหารของสหรัฐที่ได้เปิดโฉมหน้าของศตวรรษใหม่ด้วยสงครามระดับโลกที่เรียกๆ กันว่า "สงครามกับการก่อการร้าย” นั้น ท้ายที่สุดแล้ว…มันก็คงไม่ได้มีอะไรต่างไปจากสงครามที่เกิดขึ้นมาบนแนวคิดเดียวกันกับบรรดาชาวยุโรปบางกลุ่มบางรายนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ ๒๐ เป็นต้นมา ที่ต้องการจะเห็นการ ”จัดระเบียบโลกใหม่” โดยอำนาจใดอำนาจหนึ่งที่มีอิทธิพลสูงสุดในโลก… หรือเป็น "สงครามเพื่อยึดครองโลกทั้งโลก” โดยมี "รัฐบาลอเมริกัน” นั่นเอง…ที่มีฐานะเป็นเสมือนหนึ่ง "รัฐบาลโลก” !!!

อดีตเจ้าหน้าที่การเมืองสถานทูตอิรัก ประจำกรุงแบกแดด และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำซาอุดิอาระเบียชื่อนาย "เจมส์ อาคินส์” จึงได้อธิบายกับหนังสือพิมพ์ "เดอะ การ์เดียน” ในลักษณะที่แทบไม่ต่างอะไรไปจากคำอธิบายถึงแผนยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ตามข้อเสนอของชาวยิว-อเมริกันอย่างพวกนีโอ-คอนฯ เลยว่า…"ถ้าหากเป้าหมายสูงสุดของสหรัฐฯ คือความต้องการที่จะครอบครองโลกแล้ว สหรัฐฯ ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าไปครอบครองแหล่งน้ำมันในทั่วทั้งคาบสมุทรอาระเบีย นับตั้งแต่เคอร์คุกไปจนถึงมุสกัต (จากเหนือสุดของอิรักไปจรดอ่าวโอมาน) ในแง่เป้าหมายอุดมการณ์แห่งความเป็นจักรวรรดิอันไม่อาจมีผู้ใดสามารถท้าทายได้นั้น เราเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเข้าไปควบคุมตลาดน้ำมันตลอดชั่วยุคสมัยของมัน และหลอมเข้าเป็นแผนการอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งย่อมหมายถึงการรวมเอาซาอุดิอาระเบียเข้าไปด้วย และเมื่อถึงจุดนั้น…เราก็จะเป็น…จ้าวแห่งจักรวาลโดยทันที…” ??? ??? ???

แน่นอนว่า…ถึงแม้นว่าบรรดาผู้คนในแวดวงการเมืองอเมริกัน หรือพวกนีโอ-คอนฯ จะวาดภาพความหวังความทะเยอะทะยานเอาไว้สวยหรูเช่นนี้ แต่การผลักดันให้สิ่งต่างๆ เป็นตามแผนยุทธศาสตร์ที่ว่าก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้นว่าสมาชิกนีโอ-คอนฯ อย่างนาย "พอล วูลโฟวิตช์” จะพยายามกลบเกลื่อนจุดมุ่งหมายเหล่านี้ด้วยการอ้างถึงความพยายามที่จะ "สร้างประชาธิปไตย” ขึ้นมาในตะวันออกกลาง แทนที่จะพูดถึงยุทธศาสตร์ในการครอบครองแหล่งน้ำมันอย่างตรงไป-ตรงมา ดังที่เขาได้ระบุเอาไว้ในระหว่างที่เป็นรัฐมนตรีช่วยกลาโหมว่า "รัฐบาลอเมริกันนั้น…ต้องการจะทำให้อิรักกลายเป็นประเทศประชาธิปไตยแห่งแรกของโลกอาหรับ และชัยชนะของสหรัฐต่ออิรักในการสร้างประชาธิปไตย จะนำไปสู่การแพร่กระจายการเมืองแบบประชาธิปไตยออกไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง…” แต่จนถึงขณะนี้…ประชาธิปไตยตามแบบแผนของอเมริกัน ไม่เพียงแต่จะต้องเซ่นสังเวยด้วยเลือดเนื้อของชาวอิรักไปแล้วนับเป็นหมื่นๆ ราย ความพยายามที่จะแพร่สิ่งที่เรียกว่า ”ประชาธิปไตย” เข้าไปในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ กลับยิ่งกลายเป็นตัวจุดชนวนความวุ่นวาย และสร้างความระส่ำระสายให้กับโลกทั้งโลกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนีโอ-คอนฯ ในนามของสถาบัน "อเมริกัน เอ็นเตอร์ไพรซ์ อินสติติวท์” หรือ "เออีไอ” ที่ได้ร่วมมือกับพรรคการเมืองของอิสราเอลอย่าง "พรรคลิคุด” ได้เริ่มเผยแพร่แนวความคิดและการรณรงค์เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศอิหร่าน หรือเพื่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยในอิหร่าน กันอย่างเปิดเผยตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. ๒๐๐๑ มีการติดต่อกับอดีตผู้นำอิหร่านในอเมริกาอย่างเจ้าชาย ”เรซาห์ ปาเลวี” รวมทั้งการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธที่มีชื่อย่อว่า "เอ็มอีเค” ขึ้นมาเพื่อรองรับเป้าหมายที่ว่านี้ และได้มีการ ประกาศความสำเร็จของการจัดตั้งกลุ่มก้อนขบวนการดังกล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนในหนังสือพิมพ์อิสราเอล ที่มีชื่อว่า "เดอะ โฟเวิร์ด”…สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้ประเทศอิหร่านซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ ๔ ของโลกไม่เพียงแต่จะเกิดอาการสะดุ้งขึ้นมาทันที หลังจากที่กองทัพอเมริกันได้เข้ายึดครองอิรักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความพยายามป้องกันตัวและเพื่อตอบโต้กับจุดมุ่งหมายที่เป็นอันตรายกับประเทศตัวเอง ทำให้นอกจากอิหร่านจะต้องเข้าไปแทรกแซงเหตุการณ์ในอิรักผ่านทางมุสลิมนิกายชีอะห์ในอิรัก จนประชาธิปไตยในอิรักไม่มีโอกาสเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ และยังต้องให้การสนับสนุนต่อศัตรูของชาวอเมริกันและอิสราเอล ที่ถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ แล้ว กองทัพและรัฐบาลอิหร่านยังต้องตัดสินใจที่จะหาทางป้องกันตัวเอง ด้วยโครงการ "พัฒนานิวเคลียร์” ขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน….

ภายใต้สภาพเช่นนี้…นอกจากมันจะทำให้สิ่งที่เรียกว่า "สันติภาพในตะวันออกกลาง” ไม่เคยปรากฏเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้เลยนับจากที่ได้เกิดประเทศอิสราเอลขึ้นมาเมื่อกว่า ๕๐ ปีที่แล้ว แต่มันยังได้ก่อให้เกิดบรรยากาศที่ทำให้ภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นสมรภูมิแรกของสงครามโลกครั้งใหม่ขึ้นมาได้ไม่ยากนัก…??? ความขัดแย้ง ความหวาดระแวง และความเกลียดชังที่แผ่ขยายออกไปจากอิรัก สู่อิหร่าน ไปถึง เลบานอน ซีเรีย หรือแม้กระทั่งซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ ทำให้ชื่อของตำบลแห่งหนึ่งที่ถูกเรียกขานในพระคัมภีร์ไบเบิลในนามว่า "อารมาเกดโดน” ที่เชื่อกันว่าอาจจะตั้งอยู่ในเขตประเทศอิสราเอลหรือไม่ก็ในประเทศเลบานอน ได้ถูกนำมาพูดถึงกันใหม่อีกครั้ง ในฐานะที่เป็นพื้นที่ซึ่งได้มีการพยากรณ์เอาไว้ในพระคัมภีร์ว่า "ผีโสโครก ๓ ตัว” จะชักจูงให้ "พวกกษัตริย์ทั้งหลายมาร่วมกันทำสงครามในวันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด” หรือ "สงครามครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ” ในพื้นที่แห่งนี้นั่นเอง…!!!

ยุทธศาสตร์ในการครอบครองแหล่งน้ำมันของสหรัฐอเมริกา… ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนเฉพาะในตะวันออกกลางเท่านั้น ความพยายามแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในพื้นที่แหล่งทรัพยากรต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าในเอเชียกลาง ในแอฟริกา นับวันก็ยิ่งก่อให้เกิดความกระทบกระทั่งและความขัดแย้งกับบรรดาประเทศที่พยายามเติบโตขึ้นมามีอำนาจทัดเทียม หรือสามารถต่อรองกับอเมริกาในอนาคต เช่น จีน และ รัสเซีย…หนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่แม้ว่าบรรยากาศแห่งความตึงเครียดทั้งในทางการเมืองและการทหาร จะแผ่ลุกลามออกไปทั่วทั้งโลกให้อย่างเห็นได้ชัดเจน…แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลให้เกิดภาพสะท้อนหรือสัญญาณใดๆ เลยว่า บรรยากาศความตึงเครียดและเสี่ยงต่ออันตรายเหล่านี้ จะมีผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อแนวคิดและความมุ่งหมายในอันที่จะสถาปนาอำนาจสูงสุดขึ้นมาในโลก หรือต่อความต้องการที่จะเป็น "รัฐบาลโลก” กันเลยแม้แต่น้อย…

แน่นอนว่า…แนวคิดเช่นนี้ มันไม่เพียงแต่เป็นเป้าหมายความทะเยอทะยานของรัฐบาลสหรัฐเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังสอดคล้องต้องกัน หรือกลมกลืนกันเป็นอย่างยิ่งกับผลประโยชน์และความต้องการของบรรษัทน้ำมันระดับยักษ์ๆ ที่เต็มไปด้วยเครือข่ายอภิมหาเศรษฐีชาวยิวควบคุมอยู่ และยังสอดคล้องต้องกันกับอุดมการณ์ความหวังความฝันของบรรดาชาวยิวบางกลุ่มบางรายในประเทศอิสราเอลหรือในโลกนี้ ที่ยังเชื่อมั่น-ศรัทธาต่อคำพยากรณ์เก่าๆ ที่ระบุเอาไว้ว่า…เมื่อใดก็ตาม ที่บรรดาชาวยิวทั้งหลายสามารถฟื้นฟูกรุงเยรูซาเล็มให้กลับคืนขึ้นมาได้ใหม่ ฟื้นฟูประเทศอิสราเอลให้กลับมายิ่งใหญ่เกรียงไกรได้ดังเมื่อครั้งอดีตที่บรรพบุรุษชาวยิวเคยได้ครอบครองดินแดนแห่งพันธะสัญญาอันกว้างขวางใหญ่โต ตั้งแต่ประเทศซีเรียไปจนจรดประเทศอียิปต์ เมื่อนับพันๆ ปีที่แล้ว…เมื่อนั้น…"กษัตริย์แห่งอิสราเอล” หรือ "ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือก” ก็จะปรากฏตัวขึ้นมา…???

ในเอกสารที่เรียกกันว่า "บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์ผู้อาวุโสแห่งไซออน” ซึ่งได้ถูกเขียนขึ้นมาและเผยแพร่ในหมู่ชาวยุโรปเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีที่แล้ว…ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องโกหก เป็นนิยายหลอกลวง หรือจะมีเค้าโครงความเป็นจริงหรือไม่? เพียงใด? ก็แล้วแต่ แต่คำพูดคำจาที่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ความเป็นไปในปัจจุบันหรือในอนาคตข้างหน้า…ดูเหมือนว่า… มันทำให้หน้าตาของโลกที่จะถูก "จัดระเบียบขึ้นมาใหม่” อาจเป็นโลกที่ค่อนข้างน่าสยดสยองหรือก่อให้เกิดความขนลุกขนพองกับใครต่อใครได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงข้อความที่ระบุเอาไว้ว่า… “เราจำเป็นจะต้องเสียสละบรรดาใครก็ตามที่จะต่อต้านหรือทำลายระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่…เพราะการลงโทษผู้ชั่วร้ายให้เป็นตัวอย่างนั้น ก็คือการให้การศึกษา ที่มีคุณค่าอันใหญ่หลวงนั่นเอง… และเมื่อกษัตริย์แห่งอิสราเอลได้สวมมงกุฎที่พวกชาวยุโรปจะต้องมอบให้แก่พระองค์ลงบนเศียรของพระองค์แล้ว…พระองค์จะกลายเป็นพระบิดาของโลกไปโดยทันที และจำนวนเหยื่อที่พระองค์จะมอบให้นั้น จะมากไปกว่าจำนวนผู้ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของพวกบ้าอำนาจและความใหญ่โตในช่วงนับร้อยๆ ปีที่ผ่านมา…”