หลังจากเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมด้วยการใช้เครื่องบินพลเรือนพุ่งชนตึกอาคารเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ในสหรัฐเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑ นาย ”แกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์” นายกรัฐมนตรีเยอรมันในขณะนั้น ได้เปล่งคำพูดที่เหมือนกับคำพยากรณ์ถึงอนาคตเอาไว้ว่า…”นับจากนี้…โลกจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป…” และดูเหมือนว่า…คำพูดสั้นๆ ในประโยคที่ว่านี้ จะกินความกว้างขวางครอบคลุมแนวโน้มความเป็นไปของโลกนับตั้งแต่วันนั้นมาจนตราบเท่าทุกวันนี้…รวมไปถึงแนวโน้มในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย….
เหตุการณ์ ๑๑ กันยายน…ได้จุดชนวนแห่งไฟสงครามระดับโลกขึ้นมาใหม่ หลังจากที่บรรยากาศความตึงเครียดจากสงครามเย็นเพิ่งจะเริ่มยุติลงไปหมาดๆ สงครามระดับโลกในคราวนี้ค่อนข้างจะแตกต่างออกไปจากสงครามระดับโลกที่เกิดขึ้นมาแล้ว ๓ ครั้ง คือสงครามโลกครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ และสงครามเย็น…ก็ตรงที่ว่ามันไม่สามารถแยกฝ่ายให้เห็นกันได้ชัดเจน ไม่ใช่สงครามระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายอักษะ ไม่ใช่สงครามระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์กับฝ่ายโลกเสรี…ถึงแม้นจะมีความพยายามสร้างคำจำกัดความของคำว่า ”ฝ่ายผู้ก่อการร้าย” เอาไว้ต่างๆ นาๆ แต่ท้ายที่สุดแล้ว…มันก็ยังเป็นอะไรที่ก่อให้เกิดความมึนงง เบลอๆ เต็มไปด้วยภาพอันขมุกขมัว ลึกลับซับซ้อน และปมปริศนาของ ”การก่อการร้าย” หรือ ”ขบวนการก่อการร้าย” ที่ยังไม่อาจแยกแยะหน้าตาออกมาให้ชัดเจนแม้กระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้…
แม้นกระทั่งต่อกรณีเหตุการณ์ในวันที่ ๑๑ กันยายนที่ถือได้ว่าเป็นชนวนเหตุให้สงครามดังกล่าวอุบัติขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ก็ยังคงเป็นเหตุการณ์ที่สร้างปมปริศนาให้กับชาวอเมริกันและผู้คนทั่วทั้งโลกยังคงต้องถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงเบื้องหลัง ที่มา-ที่ไปของเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไม่จบสิ้น…
ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันโดยหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค ไทมส์ และโทรทัศน์ ซีบีเอส. ในช่วงปี ค.ศ.๒๐๐๖ พบว่า มีชาวอเมริกันเพียงแค่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น…ที่เชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลอเมริกันพูดออกมาเกี่ยวกับการก่อการร้ายครั้งนี้…เป็นความจริง!!! อีก ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ต่างก็คิดไปต่างๆ นาๆ จนทำให้เกิด ”ทฤษฏีสมคบคิด”อันหลากหลายสารพัดสารพันปรากฏอยู่ในหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊ค ที่เขียนถึงเหตุการณ์เหล่านี้ไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ เล่ม และเว็บไซต์ไม่ต่ำกว่า ๖๒๘,๐๐๐ เว็บไซต์ ที่ถูกเรียงลำดับเอาไว้ในรายชื่อบัญชีหัวข้อเรื่อง ”World Trade Center Conspiracy”…
เหตุการณ์สะเทือนโลกคราวนี้…ได้ก่อให้เกิดคำถามจำนวนมากมายที่ไม่มีคำตอบ ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่าด้วยการตั้งข้อสังเกตถึงการรับมือที่ล่าช้าของเพนตากอนต่อปฏิบัติการก่อการร้ายครั้งนี้ การที่รัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แสดงท่าทีค่อนข้างเพิกเฉยต่อคำเตือนของหน่วยงานความมั่นคงอย่างเอฟบีไอ. ก่อนหน้าที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นมานับสัปดาห์ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวประธานาธิบดีบุช ตั้งแต่รุ่นพ่อจนมาถึงรุ่นลูกกับบรรดานักธุรกิจชาวอาหรับอย่างตระกูลบิน ลาเดน และนักธุรกิจในราชวงศ์ซาอุดิอาระเบียที่มีความแนบแน่นกันในเรื่องผลประโยชน์ทางการเงิน ทางธุรกิจจนแทบแยกไม่ออกไปจากผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งในแง่ส่วนตัวหรือในแง่ความเป็นรัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรสืบราชการลับซีไอเอของอเมริกันกับองค์กรก่อการร้ายอย่าง ”อัล-กออิดะห์” ที่ทำให้ยากจะสรุปได้ชัดเจนว่าในความเป็นศัตรูระหว่างกันและกันนั้น…มีความร่วมมือระหว่างกันและกันในระดับไหน???
แน่นอนว่า…ภายใต้ทฤษฏีสมคบคิดที่ผุดขึ้นมานับเป็นร้อยๆ ทฤษฏี ปรากฏอยู่ในข้อมูลเอกสารของหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ เล่ม เว็บไซต์นับเป็นแสนๆ เว็บไซต์…มันย่อมมีการนำไปโยงถึงคำถามที่เกี่ยวพันกับบทบาทของ ”ชาวยิว” ผู้ที่ถูกโจษจันว่าเป็นสุดยอดแห่งขบวนการสมคบคิด หรือมักถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังแผนการสมคบคิดในระดับโลกมาโดยตลอด…อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!!!
ฝ่ายที่พยายามนำเสนอทฤษฏีสมคบคิดในลักษณะออกมาทางข้อมูล-รายละเอียด ได้พยายามตั้งข้อสังเกตกันตั้งแต่จำนวนตัวเลขผู้บาดเจ็บล้มตายจากกรณีการโจมตีอาคารเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ที่ในระยะแรกมีการระบุว่าในจำนวนผู้เสียชีวิตประมาณ ๓,๐๐๐ คนนั้น เป็นชาวยิวที่พำนักอาศัย หรือมีสถานที่ทำงานอยู่ในอาคารแห่งนี้จำนวนประมาณ ๑๓๐ คน ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่าจำนวนผู้ตายที่เป็นชาวยิวในระดับนี้ถือว่าน้อยมากอยู่แล้วเมื่อคำนึงถึงสถานที่ประกอบการที่ตั้งอยู่ในอาคารเวิลด์ เทรด ซึ่งเต็มไปด้วยธุรกิจในเครือข่ายของชาวยิวจำนวนมากมาย หรือแทบจะเรียกได้ว่าอาคารแห่งนี้ก็คือ ”ศูนย์กลาง” ของธุรกิจชาวยิวในอเมริกาก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานของกลุ่มบริษัทขนาดยักษ์ของชาวยิวอย่างบริษัท ”โกลด์แมน แซค” หรือบริษัท ”โซโลมอน บราเธอร์ส” ฯลฯ เป็นต้น…
แต่เมื่อมีการเปิดเผยถึงข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่า…จำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวยิวนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่ได้มีจำนวนสูงถึงระดับเป็นร้อยๆ อย่างที่มีการแถลงเอาไว้แต่แรก เพราะผู้ที่เชื่อว่าเสียชีวิตหรือมีรายชื่ออยู่ในบัญชีผู้สูญหายไปนั้น ได้รับการเปิดเผยโดยหนังสือพิมพ์ นิวยอร์คไทม์ในเวลาต่อมาว่า…ยังมีชีวิตอยู่ถึง ๑๒๙ คน…???
นาย ”อาลอน พินคาส” กงสุลใหญ่อิสราเอลประจำนิวยอร์ค ยอมรับในเวลาต่อมาว่า หลังจากการได้ตรวจสอบกับญาติและครอบครัวชาวยิวอย่างละเอียดพบว่ารายชื่อชาวยิวผู้สูญหายจากเหตุการณ์วินาศกรรมคราวนี้ แท้จริงแล้วมีอยู่ประมาณ ๓ คนเท่านั้น คือ ๒ รายที่คาดว่าเป็นผู้โดยสารบนเครื่องบินที่พุ่งชนตึกเวิลด์ เทรด กับอีกหนึ่งรายที่คาดว่าเป็นชาวยิวที่เข้ามาทำธุระที่ตึกเวิลด์ เทรดในวันเกิดเหตุ แต่ไม่ทราบชื่อว่าเป็นใครกันแน่… เนื่องจากได้ถูกฝังไปแล้ว…???
บรรดานักทฤษฏีสมคบคิดที่พยายามจะลากเหตุการณ์อันเต็มไปด้วยปมปริศนาคราวนี้ ไปเกี่ยวพันกับชาวยิวให้ได้ถึงกับอ้างอิง ”ข่าวบริการ” ในหนังสือพิมพ์ วอชิงตันโพสต์ ว่ามีการแจ้งให้ชาวอิสราเอลในอเมริการับรู้ถึงการก่อวินาศกรรมตึกเวิลด์ เทรด ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ไม่น้อยกว่า ๒ ชั่วโมง หรือการอ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของนาย ”อเล็กซ์ เดียมันดิส” รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของบริษัทส่งข่าวด่วน ”โอดิโก” ที่ยอมรับว่ามีการแจ้งข่าวเหล่านี้ให้กับชาวอิสราเอลก่อนหน้าจะเกิดการโจมตีตึกเวิลด์ เทรด จริงๆ…
อย่างไรก็ตาม…แม้นว่าความพยายามนำเอาข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ร้ายๆ ไปเกี่ยวโยงกับบทบาทชาวยิวกันในแต่ละเรื่อง อาจถือได้ว่าเป็นลักษณะที่เป็นปกติของบรรดานักทฤษฏีสมคบคิดโดยส่วนใหญ่ และหลายต่อหลายกรณีก็แสดงให้เห็นถึง ”ทัศนะที่เต็มไปด้วยอคติ” ค่อนข้างชัดเจน แต่ถ้าหากสรุปกันจากภาพกว้างๆไม่ว่าชาวยิวจะเข้าไปมีส่วนพัวพันในเหตุการณ์วินาศกรรม ๑๑ กันยายนหรือไม่? เพียงใด? แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า… มันได้ตอบสนองต่อแนวคิดและจุดมุ่งหมายของบรรดาชาวยิวไม่ว่าที่มีบทบาทอยู่ในแวดวงการเมืองอเมริกันในขณะนั้น หรือกระทั่งชาวยิวที่มีบทบาทอยู่ในประเทศอิสราเอลก็ตาม…???
สำหรับชาวยิวในประเทศอิสราเอลอย่างนาย ”เบนจามิน เนทันยาฮู” ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอลระยะนั้นได้หลุดปากออกมาในคำพูดแรก เมื่อถูกตั้งคำถามโดยผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ต่างประเทศว่า การก่อวินาศกรรมสหรัฐของผู้ก่อการร้ายในคราวนี้ จะส่งผลเช่นใดต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิสราเอล คำตอบคำแรกของนาย ”เนทันยาฮู” ค่อนข้างน่าตกใจ นั่นก็คือคำพูดที่ว่า ”มันเป็นเรื่องที่ดีมาก” !!! ก่อนที่จะแก้ไขท่าทีที่ดูออกไปทางกระเหี้ยนกระหือรือให้ลดระดับลงมาบ้างด้วยการอธิบายเพิ่มเติมว่า… ”มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก…แต่มันจะสร้างความเห็นอกเห็นใจระหว่างสหรัฐและอิสราเอลได้เพิ่มขึ้น…”???
แต่สำหรับชาวยิว-อเมริกัน ที่มีบทบาทในแวดวงการเมืองอเมริกันอย่างกลุ่ม ”นีโอ-คอนเซอร์เวทีฟ” แล้ว…ไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มันจะเกิดจากการสมคบคิดของใครก็แล้วแต่ แต่มันได้ก่อให้เกิดฉากสถานการณ์ชนิดหนึ่งที่บรรดาพวกนีโอ-คอนฯ ได้เรียกร้องต้องการมานานแล้ว อันปรากฏอยู่ในเอกสารข้อเขียนภายในของกลุ่มนีโอ-คอนฯ ที่เรียกขานกันว่า ”แผนฟื้นฟูป้องกันอเมริกา” หรือ ”Rebuilding America’s Defenses” และ ”Projeect for the New American” ซึ่งได้ระบุถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างเหตุการณ์ในระดับเดียวกันกับที่เคยทำให้อดีตประธานาธิบดี ”รูสเวลท์” มีข้ออ้างมากพอที่จะนำพาประเทศอเมริกาสลัดตัวออกมาจากนโยบายป้องกันตัวเองแบบเดิม มาสู่นโยบายต่างประเทศแบบใหม่ด้วยการโดดเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๒ และทำให้อเมริกากลายเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งมาตั้งแต่ครั้งนั้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก็คือ กรณีที่กองทัพญี่ปุ่นได้เปิดฉากโจมตีต่อประเทศอเมริกาในปี ค.ศ. ๑๙๔๑ หรือที่เรียกว่าเหตุการณ์กรณี ”Pearl Harbor” นั่นเอง…และนับตั้งแต่ในยุคประธานาธิบดี ”เรแกน” หรือประธานาธิบดี ”บุชผู้พ่อ” มาแล้ว… ที่พวกนีโอ-คอนฯ วาดจินตนาการเอาไว้ถึงฉากสถานการณ์ที่เรียกขานกันว่า ”The New Pearl Habor” ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบใหม่ขึ้นมารองรับนโนยายต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา อันจะทำให้อเมริกาสามารถก้าวขึ้นสู่ฐานะของความเป็น ”จักรวรรดิอันไม่มีผู้ใดสามารรถท้าทายได้” หรือเป็น ”รัฐบาลโลก” นั่นเอง…!!!
ด้วยเหตุนี้…ไม่ว่าเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑ มันจะเกี่ยวข้องกับเครือข่ายชาวยิว หรือไม่? เพียงใด? ก็ตามที แต่มันตอบสนองต่อแผนการของชาวยิว-อเมริกัน ที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังรัฐบาลอเมริกันในแต่ละยุคแต่ละสมัยโดยเฉพาะรัฐบาลของประธานาธิบดี ”จอร์จ ดับเบิลยู บุช” ที่เผอิญไปมีความเกี่ยวข้องผูกพันกับตระกูล ”บิน ลาเดน” ทั้งในเรื่องผลประโยชนทางธุรกิจ และในทางการเมืองกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ…และไม่ว่าปมปริศนาอันลึกลับซับซ้อนของความสัมพันธ์เช่นนี้ มันจะถูกนำมาเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์วินาศกรรมกันหรือไม่? อย่างไร? แต่มันก็ได้ทำให้การประกาศ ”สงครามกับการก่อการร้าย” หลังเหตุการณ์๑๑ กันยายนของรัฐบาลอเมริกัน กลายเป็นสงครามที่มีขอบเขตกว้างขวางใหญ่โตไม่น้อยกว่า สงครามโลกในแต่ละครั้ง…ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒หรือสงครามเย็น…ก็ตาม…
และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ในการประกาศจะไล่ล่า ”ผู้ก่อการร้าย” ไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๕๐ ปีนับจากนี้ มันจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่การไล่ล่า ”ฝ่ายตรงข้าม” ที่มีหน้าตาชัดเจนอย่างการไล่ล่าชาวเยอรมัน ฝ่ายอักษะ หรือฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ถูกกำหนดสถานะ กำหนดฝ่าย หรือกำหนดพื้นที่เขตแดนเอาไว้ตั้งแต่ต้น…แต่มันจะเป็นการไล่ล่าใครก็ได้??? ที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้ก่อการร้าย ผู้ที่สนับสนุนการก่อการร้าย หรือผู้ที่พัวพันกับการก่อการร้าย…ไม่ว่าจะอยู่ในฝ่ายใด หรือสถานะใดก็แล้วแต่ หรือสามารถไล่ล่าลึกลงไปถึงเขตแดนที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศหนึ่งประเทศใด แต่เป็นเขตแดนที่อยู่ภายในจิตใจของผู้คนในทุกประเทศ โดยเฉพาะผู้คนที่ยังถือเอา ”ศาสนา” ทั้งหลายเป็นพรมแดนทางด้านจิตใจ หรือผู้ที่ถูกเรียกขานกันว่าเป็นพวก ”จิตวิญญาณยุคใหม่” อันถือว่าเป็น ”อุปสรรค” ตัวสำคัญของการ “จัดระเบียบโลกใหม่” นั่นเอง!!!

