พระเจ้า… กับโลกที่ไม่มีวันเหมือนเดิม

หลังจากเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑ ได้ผ่านพ้นไป…โลกก็ได้เริ่มแสดงความเปลี่ยนแปลงให้เห็นเป็นขั้นๆ จากความรู้สึกของผู้คนที่เคยแสดงความยินดีปรีดา เมื่อมองเห็นกำแพงเบอร์ลินอันเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของ ”สงครามเย็น” ได้ถูกทำลายลงไป ความสนุกสนานของการบริโภคที่แผ่ซ่านไปทั่วโลกเพราะการหันมาทุ่มเทพัฒนาพลังการผลิตและการตลาด อันทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยสรุปเอาไว้ว่า…นับแต่นี้ความขัดแย้งต่างๆ ในโลกก็จะเหลืออยู่แต่เพียงแค่ ”สงครามทางการค้า” เท่านั้น…

งบประมาณทางทหารของหลายต่อหลายประเทศถูกลดลง พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของหลายต่อหลายประเทศจากสังคมนิยมมาเป็นทุนนิยมอย่างเป็นระลอก จนโลกทั้งโลกกลายเป็นโลกทุนนิยมอย่างทั่วถึงกันไปทั้งหมด…ฯลฯ แต่สภาวการณ์ที่ดูคล้ายกับจะเกิดสันติภาพขึ้นมาในโลกซึ่งกำลังจะเป็นโลกๆ เดียว…มันกลับดำรงอยู่ในช่วงระยะเวลาที่สั้นเอามากๆ !!! เพราะทันทีที่ ”สงครามกับการก่อการร้าย” ปรากฏตัวขึ้นมา…โลกที่ใครต่อใครเคยตั้งความหวังว่ามันจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ความมีสันติภาพ การแลกเปลี่ยนสินค้า วัฒนธรรม โดยที่พรมแดน สีผิว เผ่าพันธุ์ ฯลฯ จะไม่เป็นอุปสรรคใดๆ อีกต่อไปแล้ว…ก็เกิดอาการพลิกกลับแบบหน้ามือเป็นหลังมือ…กลายเป็นโลกที่ไม่เหมือนเดิม หรือไม่ได้เป็นไปตามความหวังอย่างที่เคยคาดๆ กันเอาไว้อีกแล้ว…

สงครามอัฟกานิสถานได้เปิดฉากขึ้นหลังจากเหตุการณ์ ๑๑ กันยายนไม่นานนัก การบดขยี้กองกำลังนักรบอิสลามอย่างรัฐบาล ”ตาลีบัน” เป็นไปอย่างง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ ด้วยอำนาจกำลังรบของกองทัพอเมริกาที่แสดงให้ชาวโลกได้ประจักษ์ถึงศักยภาพการรบในแบบที่เรียกขานกันว่า… ได้ก้าวพ้นไปสู่จุดของ ”การปฏิวัติทางทหาร” (Revolution in Military Affairs-RMA)ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่ความตื่นตะลึงต่อศักยภาพกองทัพสหรัฐ หรือความน่าสยดสยองของการล้างผลาญชีวิตมนุษย์ด้วยเครื่องจักรเท่านั้น การแผ่ขยายอิทธิพลทางทหารของสหรัฐจากอัฟกานิสถานไปสู่ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียกลาง ไปจนจรดพรมแดนของอดีตคู่แข่งมหาอำนาจอย่างรัสเซีย ปิดทางออกของมหาอำนาจใหม่อย่างจีนที่กำลังพยายามเปิดประตูด้านตะวันออกมาสู่เอเชียกลางต่อไปยังตะวันออกลางจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมๆ กับการเชื่อมโยงท่อขนส่งลำเลียงน้ำมันและก๊าซในพื้นที่บริเวณนี้เพื่อทำลายการผูกขาดการขนส่งวัตถุดิบ และความร่วมมือกันของประเทศที่อาจจะผงาดขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับตัวเองในอนาคตข้างหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน… มันทำให้บรรยากาศความตึงเครียดทางทหารหวนกลับคืนมาได้ในชั่วเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ….

เครื่องจักรกลทางทหารของสหรัฐ ยังเดินหน้าต่อไปด้วยการอ้างถึง ”สงครามกับการก่อการร้าย” ตามมาด้วยการบุกเข้ายึดประเทศอิรักในอีกไม่นานนัก… กองทัพสหรัฐและผู้ที่ยอมเป็นพันธมิตรเนื่องจากไม่อยากจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่ยืนอยู่ข้างผู้ก่อการร้ายอีกต่อไป ได้เข้าไปปักหลักอยู่ในดินแดนแห่งอารยธรรมเริ่มแรกของมนุษยชาติและเผชิญหน้ากับการตอบโต้ด้วยการก่อการร้าย จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ยังไม่จบสิ้นอยู่กระทั่งในทุกวันนี้....บรรยากาศสงครามได้ทะลักเข้าไปสู่อิหร่าน และซีเรีย ที่ถูกหมายหัวเอาไว้ว่าเป็นประเทศ ”อักษะแห่งปีศาจ” หรือเป้าหมายรายต่อไปของ ”การปฏิรูปทั่วทั้งตะวันออกกลาง” สภาพเช่นนี้ยิ่งกลับทำให้ความพยายามตอบโต้และป้องกันตัวเองนำมาซึ่งการแพร่ระบาดขององค์กรก่อการร้ายนานาชนิด สะพัดไปทั่วทั้งตะวันออกกลาง กลายเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการหยิบเอาประเด็นเหล่านี้มาใช้เป็นข้ออ้างในการ ”ชิงโจมตีก่อน” ตามแนวทางที่สหรัฐได้สร้างความชอบธรรมเอาไว้ให้ หรือทำให้การบุกเข้าทำการกวาดล้างทำลาย ”โครงสร้างของการก่อการร้าย” ของอิสราเอลในเลบานอน ในปี ค.ศ. ๒๐๐๖ ด้วยการสังหารพลเรือนนับเป็นพันๆ ราย เป็นไปโดยแทบไม่มีชาติใดกล้าจะลงมือขัดขวางอย่างจริงๆ จังๆ…

ภายใต้สภาพเช่นนี้ ไม่ได้เป็นที่น่าแปลกใจอะไรเลยที่ประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายของมหาอำนาจอย่างอิหร่าน จะตัดสินใจริเริ่มโครงการพัฒนาความเข้มข้นของยูเรเนียม อันสามารถนำไปสู่การเสริมสร้างยุทธศาสตร์ป้องกันตัวเองได้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมๆ กับติดเขี้ยวเล็บให้กับกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นองค์กรก่อการร้ายอย่างกลุ่ม ”เฮซบอลเลาะห์” ในเลบานอน จนสามารถโต้ตอบกองทัพอิสราเอลได้ด้วยการยิงจรวดทำลายข้ามประเทศนับเป็นพันๆ นัด….

แม้กระทั่งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้… ที่ใครต่อใครเคยฝันหวานกันว่าพลังอำนาจทางการค้าที่ขยายตัวเติบโตยิ่งขึ้นทุกที น่าจะดลบันดาลให้ภูมิภาคนี้กลายเป็น ”เขตสันติภาพ” หรือเขตปลอดนิวเคลียร์ได้ไม่ยากนัก แต่ทันทีที่ที่กองกำลังสหรัฐถูกส่งเข้าประจำการในฟิลิปินส์ ที่เป็นอดีตฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศเดิมของสหรัฐในยุคสงครามเย็น ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อไล่ล่าการก่อการร้าย ตามมาด้วยการบีบบังคับอินโดนีเซียให้รื้อฟื้นความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐขึ้นมาใหม่ การเสนอให้ใช้ ”กองกำลังนานาชาติ” อันมีกองทัพเรือสหรัฐเป็นแกนหลักเพื่อปกป้องเส้นทางยุทธศาสตร์ในบริเวณช่องแคบมะละกา…คำว่าสันติภาพก็กลายเป็นเพียงแค่คำพูดลอยๆ ของผู้นำเชยซ์ซ์ๆ บางรายในภูมิภาคนี้เท่านั้น…ประเทศพม่าที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของนานาชาติเนื่องจากความเป็นเผด็จการ และความเหี้ยมโหดต่อผู้คนภายในประเทศตัวเองได้เพิ่มความสัมพันธ์ทางทหารกับประเทศเกาหลีเหนือ ที่ตกอยู่ในชะตากรรมคล้ายๆ กันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยที่เกาหลีเหนือเองก็พยายามดิ้นรนออกจากแรงกดดันเหล่านี้ด้วยการอาศัยโครงการพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ มาใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการคลี่คลายแรงกดดันที่มีต่อประเทศตัวเอง ในแบบที่เพิ่มอัตราเสี่ยงให้กับทั่วทั้งภูมิภาคมากขึ้นทุกที…

ในเอเชียใต้…พร้อมๆ กับการกระตุ้นความทะเยอทะยานของอินเดีย ให้แข่งขันความเป็นมหาอำนาจกับจีนทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ กองทัพอเมริกันได้รื้อฟื้นความร่วมมือทางทหารกับอินเดียเพื่อใช้เป็นแนวปิดล้อมจีนในอีกด้านหนึ่ง อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียที่เป็นไปอย่างกระเหี้ยนกระหือรือไม่เพียงแต่ทำให้ความทันสมัยในทางวัตถุกลืนกินและทำลายดินแดนแห่งอารยธรรมทางจิตวิญญาณแห่งนี้ ให้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจนแทบจำไม่ได้ ความมั่งคั่งทางการค้าที่ถูกนำไปใช้ในการพัฒนาความเข้มแข็งของกำลังรบตามสูตรแห่งการพัฒนาในแบบไร้สติ ได้ทำให้การสร้างเสริมขีปนาวุธนิวเคลียร์ในอินเดียส่งแรงกระตุ้นต่อปากีสถานที่มีความขัดแย้งกันมาแต่ดั้งเดิม ต้องเร่งรัดขีดความสามารถทางทหารด้วยการเพิ่มศักยภาพทางนิวเคลียร์เพื่อให้มีโอกาสตามทันคู่แข่งให้จงได้...

ในแอฟริกา และละตินอเมริกา…ความพยายามแผ่ขยายอิทธิพลของสหรัฐเพื่อครองครองแหล่งทรัพยากรน้ำมันต่างๆ ต้องเผชิญกับการดิ้นรนหาทางออกของจีนที่บุกตะลุยหาแหล่งน้ำมันทั่วทุกภูมิภาคในโลกอย่างหิวกระหายโดยไม่มีโอกาสที่จะสนใจความถูกต้อง ความเป็นธรรมใดๆ ต่อไปอีกแล้ว…สภาพการแข่งขันกันเพื่อช่วงชิงแหล่งทรัพยากรดังกล่าว ทำให้บรรยากาศในแบบ…”ผู้ที่เป็นศัตรูของศัตรู ก็คือมิตร” อันเป็นบรรยากาศที่ไม่ต่างอะไรไปจากบรรยากาศที่เคยปรากฏอยู่ในช่วงสงครามเย็นมาโดยตลอด… ก็ได้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง ไม่เพียงแต่ในแต่ละประเทศทั่วทั้งอเมริกาใต้และแอฟริกาเท่านั้น…แต่นับวันมันได้แผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วทั้งโลก!!!

ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้…มันได้ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายทางทหารของประเทศต่างๆ ในโลกนี้ พุ่งทะลุค่าใช้จ่ายทางทหารในระดับสูงสุดของยุคสงครามเย็นไปแล้วก็ว่าได้ ในช่วงปี ค.ศ. ๒๐๐๔ จากการเปิดเผยของ ”สถาบันวิจัยเพื่อสันติภาพแห่งกรุงสตอล์คโฮล์ม” ระบุว่า มูลค่าการใช้จ่ายทางทหารของประเทศต่างๆ ในโลกสูงถึง ๑ ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ ๔๐ ล้านล้านบาท อยู่ในอัตราเดียวกันกับค่าใช้จ่ายทางทหารของประเทศต่างๆ ในโลกในยุคปี ค.ศ. ๑๙๘๗-๑๙๘๘ หรือในยุคที่สงครามเย็นได้พุ่งสู่จุดแห่งความร้อนแรงที่สุด แต่ในปี ค.ศ.๒๐๐๕ ตัวเลขค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้พุ่งทะลุกลายมาเป็น ๑.๒ ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเป็น ๔๘ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก หรือของจีดีพี.โลก หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวของประชากรโลกประมาณ ๑๗๓ ดอลลาร์หรือ ๖,๙๒๐ บาทต่อคนต่อปี…หรือสูงกว่ายุคสงครามเย็นไปเรียบร้อยแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นไปอีกตลอดช่วงเวลาแห่งสงครามกับการก่อการร้าย… ที่อาจจะดำเนินต่อเนื่องไปนับครึ่งศตวรรษ…??? ??? ???

แต่ภายใต้สภาพเช่นนี้…ไม่ได้ทำให้ ”รัฐบาลโลก” อย่างสหรัฐอเมริกา ผู้ที่พยายามนำเอาข้ออ้างเรื่องสงครามกับการก่อการร้ายมาทำการ ”จัดระเบียบโลกใหม่” แสดงความตระหนัก สำนึก กับเค้าลางแห่งความฉิบหายที่มันรอคอยอยู่เบื้องหน้ากันเลยแม้แต่น้อย…ตรงกันข้าม!!! รัฐบาลสหรัฐได้ตัดสินใจที่จะฉีกสัญญาข้อตกลงในการจำกัดขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่เคยได้ทำเอาไว้กับประเทศสหภาพโซเวียตตั้งแต่สงครามเย็นยังไม่ยุติ และเดินหน้าพัฒนาโครงการป้องกันขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่เรียกๆ กันว่า ”โครงการสตาร์ วอร์ส” จะเพื่อหาทางเอาตัวรอดจากการโจมตีใดๆ ที่จะมีต่อสหรัฐในอนาคตข้างหน้า หรือจะเพื่อเพิ่มศักยภาพในการโจมตีผู้อื่นโดยที่ไม่มีใครอาจตอบโต้ได้ก็แล้วแต่ว่าจะมองกันในแง่มุมไหน??? แต่โดยการศึกษาประเมินถึงความเป็นไปได้ของการเกิดการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับโลกนับจากนี้ไป ที่ได้มีการระดมผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐจำนวน ๘๕ คนมาทำการวิเคราะห์ในคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภาสหรัฐเองนั้น ได้สรุปไว้ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ ว่า…อัตราความเป็นไปได้ที่สงครามนิวเคลียร์จะอุบัติขึ้นมาในโลกในช่วงระยะ ๕ ปีข้างหน้ามีความเป็นไปได้ประมาณ ๑๖.๔เปอร์เซ็นต์ และถ้าหากมองไปถึงอีก ๑๐ ปีข้างหน้า…ความเป็นไปได้จะเพิ่มขึ้นเป็น ๒๙.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับการก่อสงครามด้วยการโจมตีกันโดยอาวุธนิวเคลียร์คุณภาพต่ำ ในแบบที่เคยล้างผลาญผู้คนนับแสนๆ คนในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือที่ฮิโรชิมาและนางาซากิในประเทศญี่ปุ่นที่เรียกกันว่า ”เดอร์ตี้ บอมบ์”นั้น…ในระยะอีก ๕ ปีข้างหน้า อัตราความเป็นไปได้นั้นสูงถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และในระยะ ๑๐ ปีข้างหน้า…ความเป็นไปได้จะเพิ่มขึ้นเป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์…??? ??? ???

ภายใต้แนวโน้มเช่นนี้…ดูเหมือนว่า ”การจัดระเบียบโลกใหม่” ในอนาคตข้างหน้า มันคงหลีกเลี่ยงไม่พ้นไปจากคำพูดอันน่าสยดสยองที่ถูกย้ำเอาไว้ในเอกสาร ”บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” กันเลยจริงๆ หรือสิ่งที่ถูกเรียกเอาไว้ว่า ”การให้การศึกษา…ที่มีคุณค่าอันใหญ่หลวง” แก่” ใครก็ตามที่จะต่อต้าน หรือทำลายระเบียบที่จะถูกจัดสร้างขึ้นมาใหม่” นั้น…มันคงจะต้องแลกมากับ ”จำนวนเหยื่อที่มากยิ่งกว่า จำนวนเหยื่อที่เคยมีมาในระยะนับเป็นร้อยๆปี…” !!! !!! !!!

ครั้งหนึ่ง…ในขณะที่นักหนังสือพิมพ์ชื่อดังอย่าง ”บ๊อบ วูดเวิร์ด” ผู้เคยสร้างชื่อมาจากกรณีขุดคุ้ยคดีการเมืองอันอื้อฉาวที่เรียกว่า ”คดีวอเตอร์เกท” ได้เข้าพบสัมภาษณ์ประธานาธิบดี ”จอร์จ ดับเบิลยู บุช” หลังจากที่เขาได้ก่อสงครามในอัฟกานิสถานและสงครามในอิรักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…ต่อคำถามของนักหนังสือพิมพ์ผู้นี้ถึงเหตุผลและแรงบันดาลใจของประธานาธิบดีอเมริกัน ในการทำสงครามที่เขาเรียกขานว่าเป็นสงครามกับการก่อการร้ายนั้น…ว่ามันมีที่มา-ที่ไปจากอะไรกันแน่??? คำตอบที่”บ๊อบ วูดเวิร์ด”ได้ยินได้ฟังและนำเอามาเปิดเผยในหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คของเขานั้น สร้างความมึนงงและเป็นที่แปลกใจไม่น้อย ไม่ว่าต่อชาวอเมริกันหรือชาวโลก นั่นก็คือคำตอบที่ว่า…”พระเจ้าได้บอกให้เขาทำ” ??? ??? ???

ซึ่งอันที่จริงแล้ว…คำตอบที่ว่านี้ก็คงไม่ต่างไปจากคำประกาศที่มีขึ้นในช่วงระยะแรกๆ ของการประกาศสงครามกับการก่อการร้ายนั่นเอง…ที่ประธานาธิบดีผู้นี้หลุดปากออกมาว่า…”นี่คือ…สงครามครูเสดครั้งใหม่” ??? ??? ???

แน่นอนว่า…มันคงเป็นเรื่องที่อาจจะเสียเวลาโดยใช่เหตุที่จะไปหาคำจำกัดความต่อคำพูดของประธานาธิบดีรายนี้ที่มักจะหลุดอะไรต่อมิอะไรจนทำให้ใครต่อใคร…ต้องเกิดอาการเหวออ์อ์กันมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สิ่งที่น่าเก็บเอามาคิดกันต่อไปก็คือ…คำว่า ”พระเจ้า” ที่มักถูกหยิบยกเอามาเป็นข้ออ้างอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะโดยประธานาธิบดีอเมริกันรายนี้ หรือแม้กระทั่งฝ่ายตรงกันข้ามอย่าง ”โอซามา บิน ลาเดน” ซึ่งก็ได้นำเอามาใช้อ้างอิงเพื่อการวางระเบิดก่อวินาศกรรมสังหารใครต่อใครมาโดยตลอด ไปจนถึงบรรดาเครือข่ายชาวยิวทั้งหลายที่กำลังแผ่อำนาจครอบคลุมโลกทั้งโลกอยู่ในขณะนี้….”พระเจ้า” ของบรรดาคนเหล่านี้…เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน หรือแตกต่างกันไปอย่างไร??? และ ”พระเจ้า” ของคนเหล่านี้…จะได้รับการยอมรับให้เป็นพระเจ้าของมวลมนุษยชาติทั้งหลายในโลกที่ถูกจัดระเบียบขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่…??? ??? ???