โลกเปลี่ยนไป ผู้คนเปลี่ยนตาม ป่าเขียวชอุ่มเปลี่ยนสีเพราะไฟไหม้หรือวางเพลิง แม่น้ำที่ใสสะอาดแต่ปลาอาศัยอยู่ไม่ได้ เพราะดันมีคนหัวใสอุตริทำตัวเป็นนักชิมแอบเพิ่มเติมรสชาติให้กับแม่น้ำโดยใส่ผงชูรสกับน้ำตาลลงไป พืชผักสวนครัวรั้วกินได้อย่างขิงแก่ กลายพันธุ์เป็นขมิ้นอ่อนภายใน 6 เดือนอย่างน่าตกใจ คำว่าสมานฉันท์คือการเผาฆ่ารายวันและพ่นน้ำลายใส่กันทางจอทีวีและทางหน้าหนังสือพิมพ์ และคนไทยทั้งประเทศจะกลายเป็นคนรวยทั้งหมดภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องอาศัยนโยบายวิเศษวิโสอะไรของเหล่าพรรคการเมืองต่างๆ แค่หาองค์จตุคามรามเทพรุ่นไหนก็ได้มาแขวน ก็สามารถแก้ปัญหาจนซ้ำซากของประเทศได้แล้ว เพราะสโลแกน ‘มีกูมึงไม่จน’ น่าจะขลังกว่าและน่าเชื่อถือกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รอคลอด
สภาวะโลกร้อนคืออะไร เวียดนามจะก้าวกระโดดนำเราไปกี่ก้าว ทักษิณจะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนหมอดูทายไว้หรือไม่ สิงคโปร์จะแอบตีท้ายครัวประเทศไทยอีกเมื่อไหร่ จะมีการปฏิวัติซ้ำซ้อนหรือไม่ ฯลฯ และ ฯลฯ ล้วนเป็นอะไรที่เราคนไทยพยายามหนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้น ทั้งที่แค่ใช้คาถาคำว่า ‘พอเพียงและเพียงพอ’ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและเข้าใจ ก็สามารถแก้ปัญหาทุกเรื่องได้โดยไม่ต้องหาวิธีรับมือหรือวิ่งหนีมันอีกต่อไป แต่เมื่อหนีไม่ได้ปฏิบัติไม่เป็น ก็ตัวใครตัวมันละครับท่านเจ้าคุณฯ
อาบน้ำประแป้งให้เย็นฉ่ำแล้วหยิบอัลบั้มเพลงทั้งหมดข้างล่างมาเปิดฟัง แค่นี้ก็สามารถหลีกหนีความร้อนจากทุกสภาวะของช่วงนี้ได้ในระดับหนึ่ง.....เชื่อผมเต๊อะ!!!!
ศิลปิน Various Artists
ฮัลบั้ม Ost. Music and Lyrics
สังกัด Warner Music
แม้ภาพยนตร์เรื่อง ‘Music and Lyrics’ จะเข้าฉายในบ้านเราหลังจากเทศกาลวาเลนไทน์ก็ตาม และอัลบั้มเพลงประกอบชุดนี้ก็เพิ่งออกวางขายตามหลังได้ไม่นาน แต่ด้วยพล็อตเรื่องที่สร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจหนุ่มสาวหรือคู่รักโดยเฉพาะ อีกทั้งมีดารานำชื่อดังอย่าง Drew Barrymore กับ Hugh Grant มาแสดงคู่กันด้วย แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี
เมื่อมีพล็อตเรื่องย้อนกลับไปเล่าเรื่องของอดีตศิลปินชื่อดังในยุค 80s เพลงประกอบแทบทุกเพลงจึงมีเค้าโครงของแนวดนตรีในยุคนั้นเกือบทั้งหมดเช่นกันเราจึงคุ้นเคยในท่วงทำนองของทุกเพลงกันเป็นอย่างดี เริ่มต้นตั้งแต่เพลงแรก ‘Pop! Goes To My Heart’ หรือเพลง ‘Meaningless Kiss ’ ที่ทำให้เรานึกถึงเพลงฮิตอมตะของ George Michael ที่ชื่อ Careless Whisper ได้เป็นอย่างดี หรืออีกหลายๆ เพลงที่ใช้เมโลดี้เพลงฮิตของ Britney Spears มาทำใหม่เช่นเพลง ‘Buddhaus Delight’ ซึ่งมาจากเพลง Toxic เป็นต้น เพราะแนวเพลงพ๊อพด๊านซ์ของบริตนีย์เป็นอีกแนวเพลงหนึ่งที่ได้รับความนิยมในยุคนั้นเช่นกัน
โดดเด่นที่สุดคือเพลง ‘Way Back Into Love(Demo Version)’ ซึ่งร้องนำโดย Drew Barrymore กับ Hugh Grant ( เขาร้องเองถึง 7เพลง) ที่จะทำให้คุณหลงรักเพลงนี้และดาราคู่นี้ไปอีกนานเท่านาน อาจพลาดดูหนังเรื่องนี้ได้แต่ห้ามพลาดอัลบั้มชุดนี้เป็นอันขาด
เพราะนี่คืออานุภาพของดนตรีและความรักที่มาพร้อมกับเรื่องราวของความไพเราะและเนื้อร้องที่พร้อมจะเพิ่มเติมความสุขให้กับทุกคนได้ในทุกกาละเทศะและสภาวะอากาศ
ฮัลบั้ม Go – The Very Best Of Moby Remixed.
สังกัด EMI
หนุ่มเทคโนมังสวิรัติคนนี้เพิ่งออกวางขายอัลบั้มรวมเพลงฮิตได้ไม่นานเขาก็จับเพลงฮิตเหล่านั้นที่เคยถูกนำไปรีมิกซ์ในเวอร์ชั่นต่างๆ รวมเป็นอัลบั้มออกมาวางขายตามหลังอีกที ช่างเป็นความคิดที่ฉลาดเอาการ เพราะบทเพลงต่างๆ ของนาย Moby คนนี้ แม้ส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างเป็นแนวเทคโนแต่บางส่วนก็มีเวอร์ชั่นต้นฉบับที่เป็นแนว Chilled Out และ Downtempo เช่นกัน ดังที่รู้กันอยู่แล้วว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตอิงแอบอยู่กับธรรมชาติตลอดมา เพลงต่างๆในทุกอัลบั้มของเขาจึงเหมาะสมมากๆกับการฟังเพื่อความผ่อนคลายทั้งนำมาเต้นรำได้อีกด้วย แม้ที่เป็นเวอร์ชั่นต้นฉบับเดิมก็ตาม
ทั้ง 18 เพลงล้วนเป็นเพลงที่แฟนๆของเขารู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว อาทิ ‘Natural Blues’, ‘Go’, ‘Porcelain (เพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง The Beach)’, ‘Honey’, ‘Lift Me Up’ หรือ ‘Why Does my Heart Feel So Bad? ’ เป็นต้น และเพลงยอดเยี่ยมเหล่านี้ในเวอร์ชั่นรีมิกซ์ต่างๆ ก็เคยเป็นฮิตติดฟลอร์มาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกรีมิกซ์ออกมาในแนว Tech-House กับ Trance โดยฝีมือของรีมิกเซอรชื่อดังระดับโลกในทุกแทร็ค ทั้งยังมีเพลงใหม ‘New York New York Feat.Debbie Harry – Armand Van Helden Long Version’ แถมมาให้ด้วยอีกเพลง
Go – The Very Best Of Moby Remixed เป็นอัลบั้มที่เหมาะที่สุดสำหรับทุก Beach Party ทั่วโลก โดยเฉพาะหน้าร้อนในวันนี้ของบ้านเรา
ศิลปิน Mika
ฮัลบั้ม Life in Cartoon Motion
สังกัด Universal
ในทุกๆ ปีของวงการดนตีโลกย่อมมีพ๊อพสตาร์หน้าใหม่แจ้งเกิดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เมื่อปีกลายเราได้รู้จักสาวซ่า Lily Allen และ James Morrison ที่สามารถยกระดับตัวเองเป็นพ๊อพสตาร์ได้ในชั่วข้ามคืน ด้วยฝีมือการแต่งเพลง เล่นดนตรี และเสียงร้องที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
มาถึงปีนี้โลกดนตรีได้มีโอกาสต้อนรับชายหนุ่มสุดหล่อและแสนเท่คนใหม่ที่เขามาพร้อมด้วยความสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน ทั้งฝีมือ น้ำเสียง ความสามารถทางด้านดนตรี และการเขียนเพลง ตำแหน่งพ๊อพสตาร์จึงพร้อมที่จะมอบให้กับเขาทันที กับซิงเกิล ‘Grace Kelly’
และเมื่ออัลบั้มเต็ม ‘Life In Cartoon Motion’ อออกวางขาย ชื่อของเขา Mika ( อ่านว่า มี-ค่า) ก็กลายเป็นศิลปินที่ร้อนแรงที่สุดและมีคุณค่ามากที่สุดของโลกดนตรีในช่วงต้นปีนี้ทันที
เขาเป็นชายหนุ่มชาวเลบานอน ที่เกิดและเติบโตในลอนดอนร่ำเรียนทางร้องเพลงโอเปร่า เปียโน และการเต้นรำ หน้าตาของเขามีความละม้ายคล้าย Jim Morrison ร็อคสตาร์แห่งวง The Doors ในยุค 70s น้ำเสียงและสำเนียงพิมม์เดียวกับ Freddie Mercury แห่งวง Queen แถมกระเดียดไปทางป้า Elton John อีกต่างหาก ดนตรีในอัลบั้มชุดนี้จึงเป็นการนำดนตรีเต้นรำแนวดิสโก้กับดนตรีโอเปร่าร็อคที่ได้รับความนิยมในยุค 80s มาผสมผสานกัน จนกลมกล่อมได้ที่ แทร็ค ‘Grace Kelly’ จึงกระโดดขึ้นสู่อันดับ 1 ทันทีและยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ก็เกือบ 3 เดือนเข้าไปแล้ว
ส่วนอีก 10 แทร็คที่เหลือก็พร้อมที่เป็นเพลงฮิตหรือตัดเป็นซิงเกิลได้ทุกแทร็ค เพราะตัวอัลบั้มชุดนี้ก็จมปลักอยู่ในอันดับ 1 ของชาร์ทตั้งแต่ออกวางขายเช่นกัน
แทร็ค ‘My Interpretation’ เป็นแทร็คที่ช่วยระบายความร้อนให้กับคุณได้ดีกว่าเครื่องปรับอากาศยี่ห้อใด ส่วนแทร็ค ‘Love Today’, ‘Billy Brown’ และ ‘Happy Ending’ จะทำให้คุณหลงใหลคลั่งใคล้นาย มีค่า ยิ่งกว่าพ๊อพสตาร์คนใดๆในรอบทศวรรษที่ผ่านมา
ฮัลบั้ม Back To Black
สังกัด Universal
ผลงานชุดที่ 2 ของสาวสวยเซอร์ที่หลงใหลในดนตรีโซลแจ๊ส จนสร้างชื่อให้กับตัวเองให้กลายเป็น Diva คนใหม่ของวงการดนตรีอังกฤษได้ทันที กับอัลบั้มแรก ‘Frank’ เมื่อปี 2004 น้ำเสียงของ Amy Winehouse ได้ถูกนักวิจารณ์นำไปเปรียบเทียบกับศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Billy Holiday และ Sherly Bassy ในอดีต หรือแม้แต่ Macy Grey และ Lauryn Hills ในวันนี้ด้วยเช่นกัน
ซิงเกิลแรก ‘Rehap’ เธอเขียนและร้องออกมาได้เหมือนกับเปลือยชีวิตของตัวเองให้เราได้เห็นกันอย่างล่อนจ้อน จากการที่เธอจมปลักอยู่กับการติดเหล้าจนต้องเข้าสู่โปรแกรมบำบัดในเวลาที่ผ่านมา และคล้ายเป็นการประชดประชันต่อผู้คนรอบข้างที่ชอบค่อนแคะเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
ส่วนแทร็ค ‘You Know I’m No Good’, ‘Back To Black’ และ ‘Love Is A Losing game’ คือเพลงโซลแจ๊สบัลลาดที่ไพเราะกินใจมากกว่าเพลงพ๊อพใดๆที่คุณเคยฟังมา และคุณสามารถนำไปเปิดต่อกับเพลงฮิต ‘Save Room’ ของ John Legend ได้อย่างกลมกลืนและเข้ากันจนน่าขนลุก
ก่อนที่แฟนเพลงทั่วโลกจะซาบซึ่งกับเพลงต่างๆ ในอัลบั้มชุดนี้ เธอได้คว้ารางวัล Brit Awards สาขานักร้องหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี 2007 มาครอบครองไว้ในอ้อมกอดเรียบร้อยแล้ว อัลบั้ม ‘Back To Black’ ชุดนี้ของเธอจึงไม่จำเป็นต้องใช้คำบรรยายถึงความไพเราะยอดเยี่ยมต่างๆอีกต่อไป
ฮัลบั้ม Here & Now
สังกัด Sony-BMG
ผมเคยเขียนบอกคุณหลายครั้งในคอลัมน์นี้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการย้อนรอยกลับมาโด่งดังอีกครั้งของศิลปินชื่อดังในอดีต เนื่องจากศิลปินรุ่นใหม่ได้นำดนตรีในยุคต่างๆไม่ว่าจะเป็นยุค 60s, 70s และ 80s กลับมาตีความใหม่กันมากมาย จนเปิดช่องทางให้เจ้าของแนวดนตรีเหล่านั้นหวนกลับมาออกผลงานของตัวเองได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น The Eagles หรือ The Police ที่จะมีผลงานอัลบั้มใหม่ออกมาวางขายเร็วๆ นี้แน่นอน
America ก็เป็นอีกวงที่มีผลงานอมตะสไตล์พ๊อพร็อคและโด่งดังมากในยุค 80s จนทนเสียงเรียกร้องของแฟนเพลงไม่ไหว จึงกลับมารวมตัวทำอัลบั้มใหม่อีกครั้ง ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้ทำให้แฟนๆผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เพราะอัลบั้มชุดนี้มีเพลงดีๆไพเราะมาใหเราฟังถึง 25 เพลงโดยบรรจุอยู่ใน 2 ซีดี อัลบั้ม ‘Here & Now’ ได้โปรดิวเซอร์ชื่อดังถึง 2 คนมาทำงานให้ คนแรกคือ Adam Schlessinger โปรดิวเซอร์ของอัลบั้มซาว์นดแทร็ค Music and Lyrics และแต่งเพลง ‘Way Back Into Love’ ที่คุณโปรดปราณ อยู่ในวันนี้ และอีกคนคือ James Iha อดีตสมาชิกวงร็อคชื่อดัง The Smashing Pumpkins
ซิงเกิลแรก ‘Chasing The Rainbow’ จึงไพเราะไร้ที่ติเกินคำบรรยาย เพราะอุดมไปด้วยดนตรีโฟล์คพ๊อพที่ฟังสบายๆ เหมาะหน้าร้อนนี้อย่างที่สุด ส่วนเพลงที่เหลือทั้ง 24 แทร็คนั้นก็ไพเราะยอดเยี่ยมไม่เสียชื่อรุ่นใหญ่เลยแม้แต่น้อย
ได้เวลาขิงแก่เสียที.
ศิลปิน Montefiori Cocktail
ฮัลบั้ม Montefiori Appetizer Vol. 2
สังกัด EMI
ดนตรีสวิงแจ๊สที่ผสมผสานกับดนตรีบอสซาโนวา โดยเน้นจังหวะที่คึกคักและห้อมล้อมด้วยเสียงกรุ๋งกริ๋งกับเสียงสดใสของเครื่องเป่า เมื่อหลอมละลายรวมกันก็จะถูกเรียกว่า Jazz-Loungeหรือ Cocktail Music ไปในบัดดล
หลังจากที่เราได้อิ่มเอิบกับผลงานสุดเท่ของดูโอชาวอิตาเลี่ยนคู่นี้มาแล้วจากอัลบั้มแรก Montefiori Appetizer Vol. 1 เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา โดยนำเพลงฮิตอย่าง ‘Love Generation’, ‘Rudebox’ หรือ ‘Hung Up’ และอีกมากมายมาทำใหม่ในสไตล์ดนตรีแจ๊สเล้าจน์ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
Montefiori Appetizer Vol. 2 จึงเป็นอัลบั้มชุดต่อมา ของพวกเขา เพื่อออกมาตอกย้ำความสนุกอีกครั้งด้วยความไพเราะจากเพลงพ๊อพสุดฮิตที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว อาทิ ‘Crazy ( Gnarls Barkley)’, ’Ain’t No Other Man( Christina Aguilera)’, ‘Seven Nation Army (The White Stripes)’ หรือ ‘Deja’ Vu ( Beyonce’)’ เป็นต้น
และแล้ว Cocktail Party ในซัมเมอร์นี้์ก็เริ่มต้นอีกครั้งอย่างไร้จุดจบด้วยเครื่องดื่มหลากสีสันรสชาติ และดนตรีแจ๊สเล้าจน์ชั้นดีจากดูโอสุดโรแมนติกชาวอิตาเลียนที่ชื่อ Montefiori Cocktail.
อัลบั้ม A Weekend In The City
สังกัด Platinum
4 หนุ่มร็อคจากแถบ East London ที่ประกอบด้วย Kele Okereke, Russell Lissack, Gordon Moakes และ Matt Tong ซึ่งร่วมกันฟอร์มวงนี้ขึ้นมาด้วยอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากวงร็อคและพังค์ชื่อดัง อย่าง Gang Of Four, The Cure และ Sonic Youth
Bloc Party สร้างชื่อจากอัลบั้มชุดแรก ‘Silent Alarm‘ ซึ่งอุดมไปด้วยความนัวและหนักแน่นของเสียงกีตาร์ ทั้งจังหวะจะโคนก็มีกลิ่นอายดนตรีเต้นรำ แต่ยังคงเข้มข้นด้วยวิญญาณของดนตรีพังค์ร็อค งานหลายๆซิงเกิลก่อนหน้าที่พวกเขายังเป็นวงอินดี้เล็ก ได้กลายเป็นงานระดับมาสเตอร์พีชไปแล้วหลังอัลบั้มนี้ออกขาย และตามมาด้วยอัลบั้ม ‘Silent Alarm Remixed’ ในเวลาต่อมา ที่ผลักดันให้เพลงร็อคของพวกเขาเข้าสู่ฟลอร์เต้นรำอย่างเต็มตัว
‘A Weekend In The City’ เป็นงานล่าสุดที่ดนตรีลดความดิบกระด้างออกไปพอควร แต่มิติต่างๆ ของดนตรีร็อคที่ถูกผสมผสานจากพังค์และเสียงเอฟเฟคท์ ซึ่งได้กลายเป็นเอกลักษณ์เด่นของ Bloc Party ยังคงยิ่งใหญ่อยู่ทั้ง 11 เพลง แทร็ค ‘The Prayer’ และ ‘Where Is Home?’ คือกลิ่นอายใหม่ของดนตรีร็อคที่น่าตื่นเต้น และมาช่วยเพิ่มเติมให้ Bloc Party โดดเด่นมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
แม้พวกเขาจะย้ายจากค่ายใหญ่อย่าง Sony-BMG มาอยู่ค่ายเล็กๆอย่าง Platinum แต่ดนตรีร็อคของพวกเขา ก็ยังคงเดินหน้าไปสู่ความเป็นรุ่นใหญ่ได้ในไม่ช้าก็เร็ว เนื่องจากวง Bloc Party ล้วนเป็นวงขวัญใจของเหล่าร็อคสตาร์ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ในอังกฤษเกือบทุกคน
สุดสัปดาห์หยุดอยู่ที่บ้านกับงานล่าสุดของ Bloc Party คือความลงตัวที่สุดของหน้าร้อนปีนี้.
อัลบั้ม Public Warning
สังกัด Universal
สาวลอนดอนเนอร์อีกหนึ่งคนที่กำลังมาแรงไม่แพ้ Lily Allen เมื่อปีกลาย เพราะแม่ของเธอเป็นคนดังแห่งวง Salt-N-Pepa ในอดีต งานเพลงดีๆจากอัลบั้มต่างๆของแม่เธอได้กลายเป็นพลัง และแรงบันดาลใจให้เธอตัดสินใจเป็น MC ตั้งแต่อายุ 14 ปี และเป็นแฟนเพลงตัวยงของ So Solid Crew
MC ตามคลับในอังกฤษไม่ได้แตกต่างจากแรปเปอร์ของฝั่งอเมริกา แต่ MC จะเน้นการร่ายกลอนบนบีทเต้นรำที่หลากหลายกว่าแรปเปอร์ ทั้ง ฮิปฮอป,ยูเค-การาจ,เบรคบีท และดรัมแอนด์เบส จึงถูกขับเคลื่อนให้บรรยากาศในแต่ละคลับร้อนแรงจนถึงขั้นปรอทแตก ด้วยดีเจและ MC เท่านั้น
Lady Sovereign รัวลิ้นได้เร็วยิ่งกว่าหายใจทางผิวหนัง ชื่อเสียงของเธอจึงลอยไปเข้าหูของนาย Jay –Z แรปเปอร์ผู้ยิ่งใหญ่ของอีกฝากฝั่ง จนถูกจับเข้าเป็นศิลปินในค่าย Def Jam ออกอัลบั้มทันทีหลังจากนาย Jay-Z ได้บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาดูเธอร่ายกลอนสดถึงคลับดังในลอนดอน
ทั้งสไตล์ Old Skool, Nu Skool และ Uk Style ถูกเธอนำมาคลุกเคล้าและร่ายกลอนออกมาเป็นอัลบั้มแรก ‘Public Warning’ ที่แตกต่างกว่างานของ MC และ แรปเปอร์ คนอื่นอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากบีทที่หลากหลายผสมกับดนตรีฮิปฮอปแท้ของฝั่งอเมริกา และยูเคฮิปฮอปที่มีดนตรีพ๊อพ,พังค์,เรกเก้และร็อคผสมอยู่เป็นเอกลักษณ์ ทั้ง 10 แทร็คของเธอจึงทำให้ Eminem, Lily Allen และ The Streets ต้องกลับไปทำการบ้านกันอย่างหนักแน่นอน
‘Love Me Or Hate Me Remix ’ แทร็คสุดท้ายแถมมาให้ เพราะได้แรปเปอร์สาวสุดซ่า Missy Eliott มาร่วมรัวลิ้นด้วย คือบทพิสูจน์ว่าเธอจะเป็น Superstar ในวันพรุ่งนี้.....แน่นอน.
อัลบั้ม Meet The Smithereens!
สังกัด Platinum
วงร็อค 4 ชิ้นจากนิวเจอร์ซีย์วงนี้มีชื่อเสียงมานมนานตั้งแต่ยุค 80s โดยมีผลงานชุดแรกตั้งแต่ปี 1983 คือ ‘Beauty and Sadness’ เรื่อยมาจนถึงชุดล่าสุดก่อนหน้าอัลบั้มนี้คือ ‘God Save The Smithereens’ รวมทั้งหมดถึง 9 อัลบั้ม The Smithereens ไม่ใช่วงร็อคเมื่อวานซืน คุณจึงไม่อาจมองข้ามผลงานคัฟเวอร์เพลงดังๆ ของชาวบ้านในอัลบั้มล่าสุดนี้ของพวกเขาได้
Buddy Holly, Nick Lowe, Elvis Costello และ The Clash คือแรงบันดาลใจของ 4 หนุ่มใหญ่แห่งวงนี้ ผลงานดนตรีของพวกเขาที่ผ่านมาจึงกลมกล่อมและอุดมไปด้วยโครงสร้างของดนตรีพ๊อพ ในแบบฉบับที่เป็นตัวของตัวเอง โดยพิสูจน์ได้จาก 12 เพลงในอัลบั้ม ‘Meet The Smithereens !’ ที่นำเพลงฮิตทั้งหมดของ The Beatles อาทิ ‘I Want To Hold Your Hand’, ‘All My Loving’ หรือ ‘It Won’t Belong’ มาคัฟเวอร์ใหม่ ได้สนุกคึกคักร่วมสมัยไม่แพ้งานต้นฉบับเลยแม้แต่น้อย
สนุกกับเพลงต่างๆที่คุณคุ้นเคยด้วยฝีมือของศิลปินระดับมืออาชีพ และเต็มไปด้วยประสบการณ์อันยาวนานบนถนนสายดนตรี คงทำให้ความร้อนของเดือนเมษาฯปีนี้ผ่อนคลายไปได้ไม่มากก็น้อย
ศิลปิน Nils Landgren Funk Unit
อัลบั้ม Funky Abba
สังกัด Hitman
ในความเป็นจริงดนตรีดิสโก้พ๊อพกับดนตรีฟังก์นั้นไม่ได้มีความห่างไกลกันมากมาย เนื่องจากมันมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน เพราะดนตรีดิสโก้ในยุค 80s นั้นก็คือดนตรีโซลฟังก์นั่นเอง แม้วง Abba จะเป็นวงโซลพ๊อพของคนขาวที่มาจากแถบสแกนดิเนเวียก็ตาม แต่ผลงานเพลงต่างๆของวงนี้ในอดีต กลับได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลายและยืนยาวมาจนถึงวันนี้ ในฐานะของศิลปินดนตรีพ๊อพและดิสโก้ยุคแรกเริ่ม
เราคุ้นเคยกับวง Abba ด้วยเพลงอมตะอย่าง ‘Money Money Money’, ‘Knowing Me, Knowing You’, ‘Voulez – Vous’ หรือ ‘Gimme! Gimme! Gimme!’ ที่เพิ่งถูกราชินีพ๊อพด๊านซ์ มาดอนน่า นำมาทำใหม่ในเพลง ‘Hung Up’ จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายอีกครั้ง เลยทำให้เพลงต่างๆ อีกหลายๆ เพลงที่อมตะสุดฮิตของวง Abba กลับมาขายดิบขายดีอีกครั้งทั้งต้นฉบับเดิมและเวอร์ชั่นที่ถูกนำมาทำใหม่
Nils Landgren ที่เป็นทั้ง นักร้อง มือทรอมโบนและโปรดิวเซอร์คนสำคัญของยุโรปฉายา Mr. Red Horn ได้รวบรวมเพื่อนๆนักดนตรีที่มีฝีมือระดับพระกาฬทั้งหลายมาตั้งกลุ่ม Funk Unit ขึ้นมา เพื่อนำเพลงอมตะต่างๆ ของ Abba ตามรายชื่อข้างบน มาตีความใหม่ในสไตล์แจ๊สฟังก์สุดโจ๊ะและนวลเนียนเนี๊ยบหรูกว่าเดิมหลายเท่า จน Benny Andersson หนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งวง Abba อดใจไม่ไหวต้องเข้ามาร่วมงานในอัลบั้มนี้ด้วย มันจึงโจ๊ะและไพเราะในเวลาเดียวกันอย่างน่าทึ่ง
ได้เวลาของดนตรีแจ๊สฟังก์ของโปรดของใครหลายๆคน ที่รอคอยมานานแสนนานเสียที
ศิลปิน Remington Super 60
อัลบั้ม Go System Go!
สังกัด Smallworld
ดนตรีพ๊อพนั้นมีหลายสีสันและรูปแบบที่แตกต่างกันจนมิอาจแยกแยะได้หมด เนื่องจากมันมีที่มา แหล่งกำเนิดหรือภูมิศาสตร์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น ดนตรี Power Pop ของสก๊อตแลนด์ กับดนตรี Indy Pop ของศิลปินแถบสแกนดิเนเวีย จะให้ความรู้สึกที่ต่างกันแม้โครงสร้างและเสียงดนตรีของแต่ละชิ้นจะคล้ายๆและเหมือนกันก็ตาม เพราะดนตรีพ๊อพที่ดีย่อมเต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยของแหล่งที่มา โดยสามารถสรุปภาพรวมและถ่ายทอดออกมาให้เราได้สัมผัสอย่างแจ่มชัดทั้งรูปธรรมและนามธรรม
ความขาวโพลน สว่างจ้า อบอุ่นแต่อบอวลไปด้วยไอเย็นๆ ที่สดชื่น คือคำจัดความง่ายของดนตรีพ๊อพจากแถบสแกนดิเนเวีย และครอบคลุมมาจนถึงงานล่าสุดของวง Remington Super 60 ที่มาจากประเทศนอร์เวย์ วงนี้ด้วยเช่นกัน
พวกเขาเคยมีผลงานที่คอเพลงเพาเวอร์พ๊อพในบ้านเรารู้จักกันมาบ้างแล้วกับเพลง ‘Wasting All My Feelings’ จากอัลบั้ม ‘Smallworld 001 ‘Bangpop’ ’ ทั้ง 10 เพลงในอัลบั้มล่าสุดนี้จึงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมแต่อย่างใด เพราะเสียงเครื่องเป่าอันสนุกสานที่ผสานกับเสียงกีตาร์อันสดใสและจังหวะจะโคนที่คึกคัก ย่อมเป็นเรื่องยากที่เราจะปฏิเสธได้ลงคอเมื่อได้ยิน ด้วยงานเพลงพ๊อพชั้นดีที่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานเพลงพ๊อพฮิตตามชาร์ททั่วไป ของวงที่มีชื่อแปลกๆ อย่าง Remington Super 60 คงเพียงพอให้เราเลิกโหยหางานใหม่ๆของศิลปินจากค่าย Jeepster หรือ งานอมตะนิรันดร์กาลหลายๆ อัลบั้มจากอดีตตราแผ่นเสียง Sarah Records ได้ชงัดนัก
แค่ไตเติ้ลแทร็ค ‘Go System Go’ ก็สามารถสร้างปาร์ตี้ค็อกเทลสนุกๆในบ้าน ท่ามกลางอากาศร้อนตับแล่บได้ดีกว่าชายหาดใดๆ...เชื่อหรือไม่?
ศิลปิน Black Strobe
อัลบั้ม A Remix Selection
สังกัด Platinum
Arnaud Rebotini และ Ivan Smagghe คือคู่หูของ Black Strobe ที่ทำเพลงเต้นรำหนักๆสไตล์ Acid Techno, Death disco, Industrial และ Neo-trance เคยมีผลงานออกวางขายในอัลบั้มรวมเพลงของ Sourclab มาแล้ว กับแทร็ค ‘Paris Acid City’ ที่กลายเป็น Club Anthem ของปี 1996ไปโดยปริยาย
จากอดีตพนักงานของร้านตราแผ่นเสียงอินดี้ชื่อดังของอังกฤษ Rough Trade ทำให้ทั้งคู่มาทำงานเป็นดีเจและรีมิกเซอร์ชื่อดังในที่สุด อัลบั้ม ‘A Remix Selection’ ชุดนี้เป็นงานที่โชว์ฝีมือการรีมิกซ์ครั้งสำคัญของพวกเขา ด้วยการเลือกเพลงของศิลปินชื่อดังระดับโลกทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ในแนวเพลงต่างๆหลากหลาย อาทิ The Rapture, Depeche Mode, Bloc Party, Rammstein, Martini Bros, Tiefchwarz, Dominatrix, Sweet Light และ Caretta, Hacker, Millimetric และ เพลงของพวกเขาเอง มาต้มยำทำรีมิกซ์ให้ออกมากลายเป็นเพลงเต้นรำที่สามารถเผาผลาญทุกฟลอร์ทั่วโลกให้กลายเป็นจุลได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
สำหรับผู้ที่มั่นใจว่าตัวเองเป็น Clubber และ Party Animal ตัวจริงเท่านั้น.







