วินทร์ ถึง ปราบดา
9 มีนาคม 2550
จดหมายฉบับแรกที่ผมเขียนถึงคุณลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 นับถึงวันนี้ก็ผ่านไปร่วมหกปีกับจดหมายที่เขียนกันคนละหลายสิบฉบับ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะครับว่าเวลาและธารอักษร (ขออนุญาติใช้คำเก๋!) ไหลผ่านมาไกลและเร็วขนาดนี้
ในยุคของการสื่อสารทางอีเมลและเอสเอ็มเอส การส่งสารหากันสั้นและห้วนลงทุกที จนไม่อาจเรียกสิ่งที่เขียน (หรือพิมพ์) ได้เต็มปากเต็มคำว่า ‘จดหมาย’ การเขียนจดหมายยาวๆ ใช้คำเต็มๆ และประโยคสมบูรณ์ ดูจะเป็นเรื่องเสียเวลาและพลังงานโดยไม่จำเป็น เป็นความเชยที่ไม่ต่างจากการสื่อสารในยุค Pony Express และ ‘จดหมายจางวางหร่ำ’
เมื่อย้อนไปอ่านจดหมายเก่าๆ บนเส้นขนานนี้ ก็พบว่าเรื่องที่เราคุยกันครอบคลุมกว้างขวางเอาการ ตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนถึงการมุ้ง เรื่องหนังสือ หนัง เพลง ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา ไสยศาสตร์ การเดินทาง ไปจนถึงเรื่องดาราแก้ผ้า หลากหลายสารพัด
แต่ทว่าเมื่อพิจารณาดูเนื้อหาของจดหมายทั้งหลายให้ดี ก็อาจสรุปเป็นคำคำเดียวว่า ‘ตัณหา’ ซึ่งเป็นแก่นที่ไม่เป็นแก่นสารของความเป็นมนุษย์
มองดูแล้ว การที่คนเราดิ้นรนกันทุกวันนี้ก็เพื่อสนองตัณหาสองอย่าง หนึ่งคือตัณหาที่ฝังมากับตัวตั้งแต่แรกเกิดที่เรียกว่า ‘แรงขับเคลื่อนทางเพศ’ หนึ่งคือตัณหาที่ถูกยัดใส่หัวโดยคนอื่นหรือสังคม
ผมไม่ได้พยายามบอกว่าตัณหาเป็นเรื่องผิด ผมเลิกตัดสินมานานแล้วว่าอะไรผิดอะไรถูก โลกของคนหมุนของมันไปอย่างนี้ เกิดมาแล้วก็กิน ขี้ ปี้ นอน แล้วก็จากโลกไป สิ่งเดียวที่อาจแตกต่างระหว่างมนุษย์สองคนก็คือการกระทำ หรือถ้าจะให้เท่ ก็ต้องยกบทกวีเก่าๆ มาอ้างอิงสักหน่อย
“นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา”
อันที่จริงแล้วมันไม่สำคัญหรอกว่าคนเราทำเรื่องดีหรือเลวมากี่เรื่อง ประเด็นอยู่ที่ว่าสังคมจดจำคุณอย่างไรต่างหาก สมมุติว่าผมสร้างคุณงามความดีมาสักร้อยเรื่อง และทำเรื่องชั่วแบบเก๋ๆ เพียงเรื่องเดียว สิ่งที่คนจดจำผมได้หลังจากผมตายไป ก็คงเป็นเรื่องชั่วเก๋ๆ เรื่องนั้นนั่นเอง
ผมไม่เชื่อว่าคนอย่างฮิตเลอร์จะเลวบริสุทธิ์ปานนั้น แกก็น่าจะเคยได้กระทำเรื่องดีๆ สักเรื่องสองเรื่องหรือสามเรื่อง (เลขานุการคนหนึ่งของฮิตเลอร์บอกว่า แกดูแลลูกน้องใกล้ตัวดีมาก) แต่ชาวโลกจดจำได้แต่เรื่องชั่วของแกเท่านั้น เพราะเราชอบโลกแบบขาว-ดำ มากกว่าโลกสีเทา
กลับมาที่เรื่องตัณหา เคยมีคนบอกผมว่า คนที่ไม่มีความมุ่งหวังอะไรเลยในชีวิตเลยมักแก่เร็ว ตายเร็ว แรงตัณหาเป็นตัวต่ออายุของคน คิดๆ ดูก็อาจจะจริง แม้แต่พระหลายรูปที่ดูเหมือนจะละวางได้ทุกสิ่ง ลึกๆ ก็ยังมุ่งหวังจะสำเร็จผลทางธรรม
ผมผ่านวัยหนุ่มมานานพอควรแล้ว (ไม่อยากโกหกตัวเองว่ายังหนุ่มอยู่) ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม ตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่าสภาวะสังขารเริ่มร่วงโรย ผมคิดถึงเรื่องความตายบ่อยขึ้น แต่ไม่ถึงกับกลัวมัน (อาจเพราะผมยังไม่ได้นอนพะงาบๆ อยู่บนเตียงในโรงพยาบาล) ผมรู้สึกเพียงว่าชีวิตเลื่อนไหลไปด้วยความเร็วอย่างที่ผมไม่สามารถชลอมันได้ เข็มนาฬิกาชีวิตแต่ละวันของผมยังหมุนเร็ว อาจเป็นสิ่งที่ดีก็ได้ เพราะมันหมายความว่าผมยังสนุกกับงานที่ทำ ความจริงก็คือเวลาผ่านไปเร็วมากจนจะต้องมีอีกหลายเรื่องในชีวิตที่ผมอาจไม่ได้ทำ
ผมเคยเขียนเล่าให้คุณเรื่องลูกชายของผมกับเรื่องราวไร้เดียงสาหลายอย่างของเขา ตอนนี้เขาเติบโตเป็นเด็กหนุ่ม ตัวสูงกว่าผมแล้ว หลานๆ ของผมที่เคยเป็นทารกตัวเล็กๆ ก็เติบใหญ่ บางคนก็แต่งงานมีลูกแล้ว ที่รับไม่ได้ก็คือการให้ลูกของเขาเรียกผมตามศักดิ์ว่า ‘ปู่’
ปู่? ไม่เอาน่า! ผมยังไม่แก่ขนาดนั้น หรืออย่างน้อยผมก็ยังไม่รู้สึกตัวว่าแก่
ไอ้ความรู้สึกว่าตัวเองแก่นี้มันแย่เหมือนกันนะ
วันก่อนผมนั่งแท็กซี่ไปธุระ คนขับรถผมขาวทั้งหัว ผมถามแกว่า “ลุงอายุเท่าไหร่แล้วครับ?”
คำตอบคือ “เจ็ดสิบแปด”
แกเล่าว่าขับรถแท็กซี่มาแค่หกสิบปีเท่านั้นเอง คือตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองโน่น นี่เป็นคนขับรถแท็กซี่ที่อายุมากที่สุดที่ผมเคยเจอ ท่าทางแกยังแข็งแรงดี
แกเล่าว่าลูกๆ โตและทำงานเป็นหลักฐานกันหมดแล้ว แต่แกก็ยังไม่ยอมเลิกขับรถ ที่น่าทึ่งก็คือเป็นการขับแบบกะเดียวด้วย
ผมถามแกว่า ทำไมลุงไม่ยอมเกษียณ ทั้งที่ลูกๆ ก็หาเงินเลี้ยงพ่อได้ แกตอบว่า ขืนอยู่บ้านไม่ทำอะไร ไม่นานก็เฉาตาย ออกจากบ้านหากิจกรรมทำ ให้มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้สึกว่าแก่
อาจจะจริงของแก คนไม่น้อยเดินชีวิตตามวันเวลาที่ถูกกติกาสังคมกำหนด พออายุหกสิบปุ๊บ ก็หยุดงานปั๊บ เท่าที่เห็นคนเหล่านี้มักแก่เร็ว ราวกับว่าหากเราเชื่อว่าตัวเองแก่ และทำตัวแบบคนแก่ เราก็จะแก่จริงๆ
อาจเป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง อา ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ จึงพยายามเลี่ยงคุยกับคนรุ่นเดียวกัน เพราะเจอหน้ากันทีไรก็มักคุยกันแต่เรื่องอดีต ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยย่น อ้าปากทีก็เห็นแต่ฟันปลอม น่าหดหู่ สู้คุยกับคนหนุ่มสาวไม่ได้ นอกจากจะรู้ว่าโลกเราหมุนไปถึงไหนแล้ว ยังทำให้จิตใจกระชุ่มกระชวยกว่าการคุยกับไอ้แก่และอีแก่ทั้งหลาย
ด้วยเหตุนี้ หากปราบดาพบเห็นผมคุยกับสาววัยเอ๊าะ อย่าเพิ่งคิดว่าผมเป็นเฒ่า snake head หรือพวก old cow เป็นอันขาด ผมเพียงแต่ไม่อยากแก่ก่อนวัยเท่านั้น และ เอ้อ! ผมพยายามจะใช้แรงตัณหาเป็นเครื่องมือในการต่ออายุน่ะ ไม่มีอะไรแอบแฝง!
งานมอบรางวัลออสการ์ปีนี้ฉายภาพดาราและคนในวงการบันเทิงฝรั่งผู้ล่วงลับไปในปีที่ผ่านมา เป็นจำนวนไม่น้อยเลยครับ ผมเคยดูหนังที่คนเหล่านั้นเล่นและสร้างตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก รู้สึกสะทกสะท้อนอยู่ลึกๆ เหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าเผลอแผล็บเดียวคนที่เราคุ้นเคย (แม้จะเป็นการรู้จักผ่านจอภาพยนตร์) ก็จากโลกไปหมดสิ้นทีละคนสองคน
ผมรู้ว่าวันหนึ่งผมก็คงจากโลกไป อาจมีคนอาลัยอาวรณ์ผมบ้าง แต่ไม่นานผมก็จะถูกลืมเลือนไป เช่นเดียวกับที่เราลืมเลือนคนมากมายที่จากไปก่อนหน้าเรา
ถ้าผมจากโลกไปก่อนคุณ คุณอาจจะรู้สึกสะทกสะท้อนแล้วนึกในใจว่า ไอ้คนที่กูเขียนจดหมายคุยด้วยมาหลายปีตายไปแล้วว่ะ ถ้าคุณจากโลกไปก่อนผม ผมก็คงรู้สึกคล้ายกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ท้ายที่สุดแล้ว จดหมายบนเส้นขนานนี้ก็ต้องถึงวันยุติจนได้
ยิ่งอายุมากขึ้น ผมก็ยิ่งเห็นว่าชีวิตมีคุณค่ามาก และก็ไร้สาระมากเช่นกัน
สุชาติ สวัสดิ์ศรี เคยตั้งข้อสังเกตเรื่องสั้นไทยที่เขียนโดยนักเขียนหนุ่มสาวในช่วง 10-20 ปีนี้ว่า แปลกที่นักเขียนหนุ่มสาวชอบเขียนเรื่องเกี่ยวกับความตายอย่างเป็นวรรคเป็นเวร โดยส่วนตัวผมว่ายากที่จะเข้าใจความตายหากยังไม่ได้ใกล้ชิดมันจริงๆ
ในช่วงปี 2519 อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ป่วยหนักเป็นตายเท่ากัน นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร หลังจากอาการดีขึ้นบ้าง แกก็เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ‘คุณมหาประสก’ (คงคล้ายๆ กับจดหมายระหว่างเรา) จดหมายฉบับนั้นมีชื่อว่า ‘เมื่อปัญญาชนสัมผัสกับความตาย’ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐในปีนั้นเอง ผมได้ยินว่าคุณก็ชอบงานเขียนของแกเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าคุณเคยอ่านมันหรือเปล่า จึงถือโอกาสนี้เล่าให้ฟัง
อาจารย์คึกฤทธิ์เล่าว่า ในช่วงใกล้ตายแบบนั้นทำให้แกเห็นชีวิตชัดแจ้งกว่าเดิม จึงอยากบันทึกความรู้สึกนั้นก่อนที่มันจะเลือนหายไป
ท่อนหนึ่งของจดหมายเขียนว่า
“...คุณมหาและผมได้รู้จักคบค้าสมาคมกันมาช้านาน ได้เคยพูดคุยกัน ตั้งแต่เรื่องที่เป็นสาระจนถึงเรื่องที่ไม่เป็นสาระ แต่คุณมหาคงจะได้สังเกตแล้วว่า ไม่ว่าเราจะคุยกันในเรื่องใด จิตใจของเราทั้งสองคนไม่มีสักกายทิฏฐิหรือสีลัพพตปรามาส ข้อความที่คุยกันนั้น ก็ไม่เคยก้าวล่วงออกมานอกอริยสัจ เพราะคุณมหากับผมไม่เคยคุยกันเลยว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นสุข หรือบางครั้งเราอาจคุยกันถึงเรื่องนมคนที่เขาเอารูปมาลงหนังสือพิมพ์ว่ามันเต่งตึงสวยงามน่าจับเล่น แต่เราไม่เคยเชื่อว่า นมคู่นั้นมันจะเที่ยงและเต่งตึงตลอดไป ตรงกันข้าม ทั้งคุณมหาและผม ต่างแน่ใจว่า นมคู่นั้นมันจะต้องเหี่ยว จะต้องหย่อนยานเข้าวันหนึ่งและเน่าไปในที่สุด ถ้าเราจะมีบาปกรรมอะไรบ้าง ก็เห็นจะอยู่ที่ว่าคุณมหาและผมเห็นว่า ในขณะที่มันเต่งตึงอยู่นั้น มันก็น่าดูอยู่ ไม่ได้แลเห็นเป็นอสุภไปในทันทีทันใด ที่พูดมาเช่นนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผมยังไม่เห็นว่าตัวผมเป็นพระอริยบุคคล และขอโทษเถิดครับ ผมไม่เห็นว่าคุณมหาก็เป็นพระอริยบุคคลเช่นเดียวกัน...
“คนเดี๋ยวนี้เขาชอบตัดสินบุคคลกันว่า คนนั้นเป็นพระโสดาบัน คนนี้เป็นพระสกิทาคามี คนโน้นเป็นพระอนาคามี และคนนู้นเป็นพระอรหันต์ ที่เป็นเช่นนี้เห็นจะเป็นเพราะคนสมัยนี้เขาเห่อวุฒิ เห่อปริญญา เรียนหนังสือก็เพื่อเอาปริญญา เพื่อเทียบวุฒิ เมื่อศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรมก็ต้องหาปริญญา ต้องเทียบวุฒิเช่นเดียวกัน จะเรียนหรือปฏิบัติเพื่อรู้หรือเพื่อเข้าใจเฉยๆ นั้นเป็นไม่มี วุฒิเก่าๆ เช่น เปรียญ ๗ เปรียญ ๙ ที่คุณมหามี แต่ผมไม่มีนั้น เดี๋ยวนี้เขาเห็นว่าเป็นคัมโม (เชย) ไปเสียแล้ว และเป็นอนริโย (ไม่โก้เหมือนปริญญาฝรั่ง หรือฝรั่งเขาไม่ทำกัน) จึงต้องแสวงหาวุฒิอื่น อะไรจะมาโก้เท่าพระอริยบุคคลเห็นจะไม่มี เพราะคำว่าอริยะก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นฝรั่ง เป็นปริญญานอก และอะไรจะมาง่ายเท่ากับอ้างว่าเป็นโสดาบันก็เห็นจะไม่มี เพราะถือกันเอาเองว่า สอบกันได้เพียงอานาปานัสสติ ซึ่งคุณมหาก็ทำได้ ผมก็ทำได้...
“พูดนอกเรื่องนอกราวมาเสียนาน เห็นจะต้องเข้าเรื่องที่ได้รู้ได้เห็น เมื่อใกล้ตายเสียที เอาเรื่อง ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ก่อน ขอบอกเสียก่อนว่า เวลาเจ็บหนักใกล้จะตายนั้น ถ้าใครยังมีสติคอยสังเกตดู จะแลเห็น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ชัดยิ่งกว่าเวลาที่ร่างกายยังเป็นปกติ ไม่ป่วยหนัก...
“เกิด นั้นไม่ได้หมายความว่า อุบัติขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆไป ซึ่งเรียกกันว่า งอกเงย เติบโต ทั้งนี้เป็นจริงไม่ว่าจะเป็นในทางรูปธรรม หรือทางนามธรรม ร่างกายนั้นเมื่อเกิดแล้วก็เจริญเติบโตขึ้น บางส่วนตายไปก็มี ส่วนที่ใช้การได้อย่างเดียวกันนั้น เกิดขึ้นแทนและงอกเงยต่อไปอีก สังขารที่เป็นนามนั้นก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็งอกเงยต่อไป ที่ตรงไหนดับลง ก็มีอะไรเกิดขึ้นมาแทนที่แล้วงอกเลยต่อไปอีก แต่การเกิดนี้มิใช่ของที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่สุดของเกิดคือ มรณะ หรือความตาย ความตายมาถึงเมื่อใด ความเกิดก็สิ้นสุดลง เมื่อนั้นความตายจึงเป็นไม้ท่อนเดียวกับเกิด ถ้ามีเกิดเป็นหัวไม้ ตายก็เป็นหางไม้ พ้นจากนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรอีก ที่ว่าไม่มีอะไรอีกก็คือ นามรูป หรือขันธ์ห้าที่เรามักยึดถือว่าเป็นของเรา ผมเชื่อว่าสิ้นสุดลงแน่เมื่อตายมาถึง...
“สรุปแล้ว มรณะ เป็นที่สุดของ ชาตะ หรือ เกิด เป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ไม่มีใครเลี่ยงได้ เพราะทุกอย่างย่อมมีที่สุด มีขอบเขต จักรวาลยังมีขอบ พระมหาสมุทรยังมีฝั่ง อันที่จริงก็เป็นบ่อขนาดใหญ่เท่านั้นเอง หนังไทยนั้นถึงจะยาวจนหลับแล้วหลับอีก ก็ยังมีจบลงจนได้ ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น ใครอยากเกิดก็ต้องยอมรับความตาย จะไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ไม่ได้...”
จดหมายยาวกว่านี้มากนะครับ เช่นเดียวกับคนเขียนที่อยู่ต่อมาอีกนานหลายปี
อาจารย์คึกฤทธิ์เป็นคนที่รู้รอบด้าน และเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง แกเป็นคนที่มีความสามารถในการย่อยเรื่องยากให้เข้าใจง่าย แกเคยเขียนหนังสือเซนเล่มหนึ่งชื่อ นิกายเซน อ่านแล้วรู้สึกว่าอาจารย์แกก็ ‘กวน teen’ เป็นเหมือนกัน
พูดถึงเซน ก็ต้องออกนอกเรื่องสักนิด เซนก็เหมือนชาวพุทธที่เห็นว่าคนเราควรเตรียมพร้อมรับความตาย ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้หลายคนเห็นว่าปรัชญาพุทธออกจะน่าหดหู่ เกร็ดชีวิตเกี่ยวกับความตายในนิทานเซนมีมากมาย แต่ที่ชวนอมยิ้มที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของอิ๊กคิวซัง เรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อนอ่านเจอในหนังสือ ปล่อยวางอย่างเซน ของ ละเอียด ศิลาน้อย
อิ๊กคิวซัง หรือเณรน้อยเจ้าปัญญาที่เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นโด่งดังในบ้านเรามีตัวตนจริง เป็นพระเซนรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก เมื่อยังเป็นเด็ก อิ๊กคิวซังทำถ้วยน้ำชาของอาจารย์แตก เป็นถ้วยเก่าที่มีค่ามาก อิ๊กคิวซังนึกไม่ออกว่าจะแก้ตัวอย่างไร
เมื่ออาจารย์เดินมา อิ๊กคิวซังก็เอาเศษถ้วยชาซ่อนไว้ข้างหลัง ถามอาจารย์ว่า “อาจารย์ครับ ทำไมคนเราต้องตายด้วย?”
อาจารย์ตอบว่า “เป็นเรื่องธรรมดา สรรพสิ่งล้วนต้องตาย”
อิ๊กคิวซังยื่นถ้วยชาแตกให้อาจารย์ เอ่ยว่า “ถึงเวลาตายของถ้วยชาอาจารย์แล้วละครับ”
ยายของผมตายในวัยแปดสิบกว่า ทำงานจนวันตาย เป็นคนแข็งแรงมาก ในวัยชรายังใช้ขวานฝ่าฟืนได้ เช้าวันหนึ่งแกฝ่าฟืน แล้วก็ล้มตายไปง่ายๆ อย่างนั้น ไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปนอนในโรงพยาบาล ผมชอบการตายแบบนี้ครับ ผมอยากทำงานจนวันตาย เคาะแป้นพิมพ์โป๊กๆๆ แล้วหัวคะมำคอพับทับคีย์บอร์ด ตายไปง่ายๆ อย่างนั้น มีวาสนาดีกว่าคนที่ตายบนเตียงในโรงพยาบาลเยอะ
น้าชายของผมจากโลกไปด้วยมะเร็ง เมื่อรู้ความจริงว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย เขาก็ยิ้มรับจุดจบของชีวิต บอกคนใกล้ตัวว่า “ผ่านชีวิตมาขนาดนี้ ผมก็พอใจแล้วว่ะ”
จะมีใครสักกี่คนในโลกที่สามารถเอ่ยประโยคนี้ออกมาได้อย่างจริงใจ?
มองดูตัวเอง มาถึงวันนี้ผมเขียนหนังสือมาแล้วร่วมสามสิบเล่ม เขียนนิยายภาพ (ที่ตัวเองเคยฝันว่าอยากทำ) มาหลายเล่ม เขียนเรื่องสั้น (ที่เคยอยากเขียน) มาหลายร้อยเรื่อง ออกแบบงานในสายต่างๆ มาไม่น้อย ที่สำคัญที่สุดคือ ผมตอบคำถามที่ตัวเองสงสัยมาแต่เด็กได้หลายคำถาม แม้ว่ายังมีอีกหลายคำถามที่คงหาคำตอบไม่ได้ แต่หากต้องจากโลกไปในวันนี้ ผมก็บอกกับตัวเองได้เต็มปากว่า “ผมพอใจแล้วว่ะ” ได้เช่นกัน
ชีวิตก็คงมีแค่นี้เองกระมัง
มองในมุมของฟิสิกส์ มนุษย์เราทุกคนเป็นเพียงอะตอมมารวมกัน แต่ละอะตอมของเราเคยเป็นส่วนหนึ่งของดวงดาวและจักรวาล (stardust) เป็นอะตอมที่ไม่มีวันตาย ดังนั้นจะว่าไปแล้ว เราก็เป็นการชุมนุมร่วมกันของหน่วยย่อยที่ไม่มีวันตาย และเมื่อร่างกายของเราย่อยสลายไปแล้ว เราก็ยังอยู่ในจักรวาลนี้ อาจประกอบร่างใหม่เป็นก้อนขี้ ดวงดาว ไปจนถึงมนุษย์ต่างดาว
เพราะถึงร่างกายของเราอาจตายไป แต่จริงๆ แล้วเราอาจเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย
ก่อนที่อาจารย์คึกฤทธิ์ถึงแก่กรรมไม่กี่ปี ท่านเขียนกลอนเกี่ยวกับความตายของท่านล่วงหน้าก่อนท่านจากโลกไปดังนี้
“เมื่อโลกนี้ไม่มีคนชื่อคึกฤทธิ์
มันจะผิดแปลกไปที่ไหนนั่น
ทิวาวารยังจะแจ้งแสงตะวัน
ยามราตรีมีพระจันทร์กระจ่างตา
ไก่จะยังขานรับอุทัย
ฝนจะพร่ำร่ำไปในพรรษา
คลื่นจะยังกระทบฝั่งไม่สร่างซา
สกุณายังจะร้องระงมไพร
ลมจะพัดชายเขาเหมือนเก่าก่อน
เข้าหน้าร้อนไม้จะออกดอกไหว
ถึงหน้าหนาวหนุ่มสาวจะเร้าใจ
ให้ฝันใฝ่ในสวาสดิ์ไม่คลาดคลา
ประเวณียังจะอยู่คู่ฟ้าดิน
ไม่สุดสิ้นในความเสน่หา
คนที่รักคึกฤทธิ์อย่างคิดระอา
เพียงนึกถึงก็จะมาอยู่ข้างกาย
คอยเข้าปลอบประโลมใจในยามทุกข์
เมื่อมีสุขก็จะร่วมอารมณ์หมาย
เมื่อรักแล้วไหนจะขาดสวาสดิ์วาย
ถึงตัวตายใจยังชิดมวลมิตรเอย”
ครับ ช้าหรือเร็ว เราคงต้องจากโลกนี้ไป แต่เราคงไม่ไปไหนไกล ก็คงอย่างที่อาจารย์คึกฤทธิ์เขียนไว้ “เพียงนึกถึงก็จะมาอยู่ข้างกาย”
...............
ปราบดา ตอบ วินทร์
14 / 3 / 50
คุณวินทร์อาจจะเรียกตัวเองว่าวัยรุ่นไม่ได้อีกแล้ว (ผมเองก็เรียกตัวเองอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะครับ) แต่จะเรียก “แก่” ก็คงไม่ใช่ ตรงกันข้าม ทุกครั้งที่เราได้พบกันแบบตัวเป็นๆ ผมรู้สึกว่าคุณวินทร์ยังดูหนุ่มแน่นอย่างน่าทึ่งเสมอ ขนาดพ่อของผมเอง เมื่อปีที่แล้วอายุครบหกสิบปี ในความรู้สึกของผม ท่านก็ไม่ได้ดูต่างไปกว่าเมื่อสิบปีก่อนสักเท่าไร ความ “ชรา” อาจจะเป็นขั้นตอนตามธรรมชาติก็จริง แต่ผมคิดว่า “อาการชรา” น่าจะเป็นส่วนผสมของสังขารกับการใช้ชีวิตของคน มากกว่าจะมีเหตุจากปริมาณปีเพียงอย่างเดียว ผมสังเกตว่าคนที่มีกิจกรรมให้กับชีวิต มีความต้องการที่จะสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง มักไม่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงภายนอกที่ชัดเจนนัก ถ้ามีก็ช้ามาก จนแทบเดาอายุไม่ถูก อาจเป็นเพราะอายุ “ภายใน” ยังคงที่อยู่เสมอ
หลายครั้งผมเองก็รู้สึกเช่นนั้น ไม่ได้ชมตัวเองว่าดูเด็ก ผมหมายถึงผมยังคง “รู้สึกเหมือนเดิม” อยู่ตลอดเวลา
วันนี้ผมอายุสามสิบต้นๆ แต่ผมกลับไม่รู้สึกแตกต่างจากเมื่อครั้งยังยี่สิบต้นๆ หรือวัยรุ่นตอนปลายๆ ความสนใจและความชอบหลายๆอย่างของผมยังคล้ายคลึงกับความสนใจในสมัยก่อน บางอย่างอาจลดทอน (แต่ยังไม่หย่อนนะครับ) หรือเจือจางลงไปบ้าง แต่ก็ไม่มาก
ผมไม่เคยผ่านความรู้สึกของการ “ก้าวสู่โลกของผู้ใหญ่” ไม่ใช่เพราะพยายามรักษาความเป็นเด็กเอาไว้ในแบบโรแมนติกอย่าง “ปีเตอร์ แพน” หรือ “เจ้าชายน้อย” แต่เพราะผมไม่เคยคิดว่าการเป็นผู้ใหญ่หมายถึงการต้องเปลี่ยนขั้นตอน “ภายใน” ตามรูปแบบที่สังคมกำหนดขึ้น เช่น เป็นผู้ใหญ่แล้วต้องวางแผนมีครอบครัว เป็นผู้ใหญ่แล้วต้องพูดจาด้วยสำนวนภาษายุ่งยากซับซ้อน หรือเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องเลิกอ่านการ์ตูน เลิกเล่นของเล่น เลิกฟังเพลงใหม่ๆ บางทีที่ผมมีภารกิจต้องร่วมงานหรือสังสรรค์กับ “ผู้ใหญ่” ผมจะเกิดความรู้สึกขัดแย้งอยู่ลึกๆ บางครั้งที่ได้เห็นความพยายามทำตัวจริงจัง การวางฟอร์มว่า “โตแล้ว” ของเหล่าผู้ใหญ่ทั้งหลาย ทำให้ผมแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เพราะในความรู้สึกของผม ผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเด็กที่ชินชากับโลกมากขึ้น เบื่อหน่ายชีวิตมากขึ้น และมีกิเลสตัณหาอย่างเป็นระบบและซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับผม ความเป็น “ผู้ใหญ่” ที่สำคัญจริงๆ คือการมี “ความรับผิดชอบ” มากกว่า ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรให้ยุ่งยาก เพียงหัดรับผิดชอบตัวเองให้ได้ในทุกๆเรื่อง ก็น่าจะพอ
ไม่ต้องเปลี่ยนวิธีพูดจา วิธีแต่งตัว หรือสถานะหน้าตาในสังคม มีผู้ใหญ่ถมเถไปที่ใส่เสื้อผ้าน่าเชื่อถือ เดินเหินสวยงามตามแบบอารยชน ใช้ศัพท์แสงหรูหราในการสื่อสาร แต่กลับประพฤติตัวเหลวไหล ไร้สาระ ปลิ้นปล้อน กลับกลอก ไม่ได้น่านับถือกว่าเด็กทารกที่เอาแต่ร้องไห้ขี้มูกโป่ง หรือเด็กเล็กน่ารำคาญที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจสภาพแวดล้อมและความเป็นไปอื่นๆ
ดูเอาจากสถานการณ์เลวร้ายต่างๆในบ้านเมืองตอนนี้สิครับ ผู้ใหญ่ทั้งนั้นใช่ไหม
เด็กทารกยังน่ายกย่องกว่าผู้ใหญ่บางคน เพราะร้องไห้ขี้มูกโป่งอย่างไม่มีอะไรแอบแฝง ธรรมชาติบังคับให้ร้องก็ร้อง กระทั่งเด็กนิสัยเสียที่เอาแต่ใจตัวเอง ก็ยังน่าเอ็นดูกว่าผู้ใหญ่เห็นแก่ได้หลายๆคน เพราะไม่ว่าเด็กจะมีความประพฤติแย่แค่ไหน ก็มักทำไปเพราะไม่เข้าใจภาพใหญ่ของโลก ในขณะที่ผู้ใหญ่ต่างก็รู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไร แต่ข้าจะทำ หนักศีรษะใครมั้ย
การสังสรรค์ระหว่างเด็กเล็ก อาจเต็มไปด้วยเรื่องไม่ค่อยมีสาระ หรือ nonsense ก็จริง แต่ผมรู้สึกว่าการสังสรรค์ระหว่างผู้ใหญ่เต็มไปด้วย “ขี้กระทิง” หรือ bullshit ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรนอกจาก nonsense ที่ถูกปรุงแต่งให้ดูสำคัญขึ้น เท่านั้นเอง
ผมชอบฟัง nonsense มากกว่าฟังขี้
ที่ตลกก็คือ สำหรับเราหลายคน ชีวิตช่วงผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วย bullshit ช่างยาวนานเสียจนเมื่อวัยชราและความตายมาเยือน เรายังไม่ทันมีโอกาสได้ล้างขี้ออก ไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างสะอาดสะอ้าน ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราทำอะไรต่ออะไรมากมายด้วยเหตุผลหรือเพื่อผลลัพธ์ใด ที่สำคัญ เรายังไม่ทันมีโอกาสได้ยอมรับในความเป็น bullshit ของ “โลกผู้ใหญ่” หากแต่ต้องปล่อยให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเจริญรอยตามความมั่วของเราต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าอารยธรรมจะหาไม่
ผมไม่ได้พูดถึง bullshit ในโลกผู้ใหญ่ที่ไกลตัวผมหรอกนะครับ แม้แต่ในสังคมศิลปะ หรือสังคมสร้างสรรค์ที่ผมคิดว่าตัวเองเป็นสมาชิกอยู่ ก็ไม่ได้มี bullshit น้อยไปกว่าสังคมผู้ใหญ่อื่นๆสักเท่าไร แม้ว่าดูเหมือนศิลปินจะพยายามสั่งสอนสังคมให้เป็น “อิสระ” หรือให้ “ทบทวนตัวเอง” อยู่เสมอ แต่ตราบที่สังคมศิลปะก็ยังจัดอยู่ในความเป็นอาชีพ เป็นวงการ เป็นรูปแบบการใช้ชีวิต ย่อมหนีไม่พ้นกรอบของการสร้างเปลือกจอมปลอมเพื่อการดิ้นรนอยู่รอดในโลก ศิลปินอาจจะคิดว่าตัวเองแตกต่างจากนักธุรกิจ แตกต่างจากมนุษย์เงินเดือนหรือพนักงานบริษัทที่มีชีวิตอยู่อย่างน่าเบื่อหน่าย ไร้การสร้างสรรค์ แต่ความจริงแล้วการเป็นศิลปินก็เป็นเพียงอีกหนึ่ง “ห้อง” ในบ้านของอารยธรรมเท่านั้น มันอาจจะเป็นห้องที่สบายๆกว่า เป็นห้องที่มีสีสันฉูดฉาดกว่า อาจจะเป็นห้องที่มีอิสระในการใช้สอยมากกว่า หรือกระทั่งอาจจะเป็นห้องที่ดูน่าอิจฉากว่า แต่ในที่สุด มันก็เป็นเพียงห้องที่ต้องเชื่อมต่อกับบ้านและห้องอื่นๆ นั่นแปลว่ามันย่อมต้องตกอยู่ภายใต้ค่านิยม bullshit ของสังคมผู้ใหญ่ไปด้วย
ผมไม่ทราบว่าคนยุคก่อนหน้านี้ หรือคนรุ่นใหม่ๆที่กำลังเติบโตขึ้นในขณะนี้ ผ่านการเสี้ยมสอนจากสถาบันศึกษา (ซึ่งอาจจะเรียกว่าสถานปลูกฝัง bullshit) มาอย่างไร แต่ในสมัยของผม ผมรู้สึกว่าสิ่งที่สังคมผู้ใหญ่ต้องการสอนให้คนทำเป็นและทำเป็นอย่างชำนาญมากที่สุดคือการ “อธิบายตัวเอง” เช่นตอนเรียนศิลปะ นักเรียนที่อาจารย์ชื่นชอบมักจะเป็นคนพูดเก่ง อธิบายที่มาที่ไปของความคิดและผลงานตัวเองได้เป็นวรรคเป็นเวร ไม่ใช่เฉพาะการเรียนศิลปะเท่านั้น ในสาขาวิชาอื่นๆผมก็เห็นว่าผู้ประสบความสำเร็จมักเป็นคน “พูดเป็น” รู้จักชี้นำหรือชักจูงคนฟังไปสู่ความประทับใจ ความเชื่อมั่น และความไว้วางใจในที่สุด
คุณคือใคร มีความเชื่ออะไร ทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร เหล่านี้คือคำถามที่ผู้ใหญ่กระหน่ำใส่คนวัยหนุ่มสาวที่กำลังจะต้องรับช่วงต่อในสังคม
ยกตัวอย่างเช่น ผมเป็นนักเขียนแนวโพสต์โมเดิร์น ผมเชื่อว่างานวรรณกรรมสามารถสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นหรือช่วยสะท้อนให้สังคมเห็นข้อบกพร่องของตัวเองได้ ผมทำงานเพื่อเดินทางไปสู่จุดสุดยอดของความเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกและอมตะ เพื่อฝากไว้ให้อารยธรรมมนุษย์ได้เห็นคุณค่าของงานวรรณกรรม เห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือ และสืบสานคุณค่าทางปัญญาต่อไปตราบนานเท่านาน
ครับ...กระทิงขี้ไว้กองใหญ่ทีเดียว
แต่ถ้าผมตอบว่า ผมไม่รู้หรอกว่าผมเป็นใคร ผมไม่มีความเชื่ออะไรเลย ผมเขียนหนังสือหรือทำงานศิลปะเพราะนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าชอบและทำได้ ผมทำเพื่ออยู่รอดไปวันๆ ไม่ต่างจากสัตว์ที่ต้องออกหากินและสืบพันธุ์ โลกของผู้ใหญ่คงไม่นับถือผมเท่าไรนัก ถึงแม้ทั้งหมดจะเป็นคำตอบที่จริงกว่าคำตอบในสองย่อหน้าที่แล้ว
สังคมผู้ใหญ่อัดแน่นไปด้วยความต้องการสรรหา “ความสำคัญ” ทุกอย่างต้องสำคัญเท่านั้น จึงจะมีความหมาย มีคุณค่า และมีความน่าเชื่อถือ
เราจึงต้อง “สร้าง” มายาของความสำคัญขึ้นมาเล่นกันเอง
แต่ก็ยังเป็นการ “เล่น” อยู่ดี
คุณวินทร์พูดถึงความตาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมได้เคยร่วมวงสนทนาในโครงการ GM Café กับท่าน ว. วชิรเมธี และคุณโตมร ศุขปรีชา เมื่อไม่นานมานี้เอง ความจริงประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดถึงอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อช่วงปี-สองปีที่แล้ว ผมคิดถึงความตายแทบตลอดเวลา จนเกือบนึกว่าตัวเองจิตหลอน หันไปทางไหนก็เห็นแต่ความตาย เดินอยู่ข้างถนนก็นึกว่าเสาไฟฟ้าจะหักลงมาทับ (ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายๆในบางกอก ก็ขนาดรถเมล์ยังหาเรื่องวิ่งชนคนตายอยู่ร่ำไป) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมนึกถึงโรคภัยไข้เจ็บบ่อยๆ นับวันผมจะยิ่งได้ยินว่าคนเป็นมะเร็งถี่ขึ้น ขณะนี้คนที่ผมรักอย่างคุณยายของผมเอง ก็กำลังต้องรักษาตัวจากโรคดังกล่าว
การเป็นโรคเช่นนี้อดทำให้นึกถึงชะตากรรมไม่ได้ ความเชื่อแบบเหตุและผลมักบอกให้เรามองชีวิตเป็น “โปรเจ็กท์” ของเราเอง เราทำอะไรก็จะได้อย่างนั้น เราพยายามมากแค่ไหน ก็จะได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกัน มันเป็นการให้กำลังใจและเป็นแรงบันดาลใจในการมีชีวิตที่ดี แต่หลายครั้งเราต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต ล้วนเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว และไม่อาจรู้ตัวได้เลย คนที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนอื่นๆ ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่ทำร้ายสุขภาพตัวเองด้วยวิธีร้ายแรงใดๆ ก็มีสิทธิ์เป็นโรคร้ายได้เช่นกัน
เมื่อก่อน ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์บอกให้คนเลิกงมงายในความเชื่อทางศาสนาหรือไสยศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์พยายามสอนว่ามนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ ไม่มีอะไรเป็นตัวกำหนด ไม่มีพระเจ้า ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน มีสิทธิ์ต่อสู้ชีวิต มีสิทธิ์ประสบความสำเร็จตามความฝันของตน แต่ในยุคนี้สถานการณ์และทัศนคติเริ่มเปลี่ยนไป การวิจัยเรื่อง DNA และเรื่อง genes ทำให้นักวิทยาศาสตร์เองกลับเริ่มเชื่อว่าชีวิตแต่ละคนถูก “โปรแกรม” ล่วงหน้าไว้แล้ว คนที่จะต้องเป็นโรคก็จะเป็น คนจะเป็นมะเร็งในปอดก็จะต้องเป็น ไม่ว่าเขาหรือเธอจะสูบบุหรี่หรือไม่ก็ตาม
แปลกที่การศึกษาทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นี้ ทำให้ผมรู้สึกสงบนิ่ง หรือ “ปลง” กับความตายได้มากขึ้น เมื่อถึงเวลาต้องร่วมสนทนาที่ GM Café ผมจึงไม่ค่อยมีอะไรจะพูดนัก จากที่เคยจินตนาการเรื่องความตายไว้ต่างๆนานา ผมกลับค่อยๆเลิกคิดถึงมัน และรู้สึกว่าความตายเป็นขั้นตอนตามธรรมชาติที่ไม่ควรให้เวลาคิดถึงเท่ากับการดำรงชีวิต ผมค่อนข้างเชื่อว่าการตายคือการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมีอะไรหลังความตายหรือไม่ ผมคงจะไม่ได้รู้สึกกับมันในฐานะของความเป็นปราบดา นั่นคือผมจะไม่ได้รู้สึกตัวเหมือนกับที่ผมรู้สึกตัวอยู่ตอนนี้ ดังนั้น ผมอยากจะให้เวลากับการคิดถึงชีวิตและคนรอบข้างมากกว่าเดิม เพราะเวลาเช่นนั้นเหลือน้อยลงทุกที
นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งครับ ที่ผมให้ผมเริ่มสนใจพฤติกรรมของความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผมรู้สึกว่า bullshit ของผู้ใหญ่ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหามากมายในสังคมจนเกินความจำเป็น ทั้งในเรื่องส่วนตัวและในระดับโลก
ในเมืองฝรั่ง เวลาที่ใครสักคนพูดพล่ามมากๆจนน่ารำคาญ อีกฝ่ายจะด่าแทรกขึ้นว่า “cut the bullshit, man!”
“เลิกพ่นขี้ซะทีสิโว้ย!”
ตอนนี้ ผมเริ่มพยายามบอกอย่างนั้นกับตัวเอง
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนเมษายน 2550

