รี-ยู-เนีย

วินทร์ ถึง ปราบดา

14 พฤษภาคม 2550


หน้าร้อนปีนี้พิกลนะครับ ฝนตกนานหลายวันติดต่อกัน ตามมาด้วยความร้อนระอุราวกับว่าโลกเราถูกเทวดาผลักเข้าหาดวงอาทิตย์อีกสองสามกิโลเมตร ตามมาด้วยฝนหนักอีกหลายกระบุง ผมเองชอบโลกตอนฝนตกมาก แต่ในกรณีนี้ไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ ผมไม่ค่อยชอบอะไรที่มาก่อนเวลานัดแบบนี้ ได้ยินเสียงหลายคนสรุปทันทีว่า “เป็นเพราะวิกฤติโลกร้อนแหงๆ” แหม! ทันสมัยม้ากมาก นึกๆ ดู หากไม่มีหนังสารคดีเรื่องนั้นของ อัล กอร์ กับการประชุมต่างๆ ของนานาชาติ และสื่อที่ออกมาเล่นเรื่องนี้ พวกเราจะสรุปว่า “โลกร้อน” ไหม

เมื่ออาทิตย์ก่อนกรุงเทพมหานครได้ทดลองปิดไฟฟ้าในบางเขตนานสิบห้านาที เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ให้ผู้คนรู้จักรับผิดชอบกับปัญหาที่เราทั้งหลายช่วยกันก่อขึ้นมานี้ ก็นับว่าเป็นความพยายามที่ดี ไม่นานมานี้เมืองซิดนีย์ในออสเตรเลียก็ทำอย่างนี้ (แฮ่ม! ผมเองก็ช่วยปิดไฟเพื่อโลกเสมอก่อนเข้านอน)

ปราบดาเชื่อไหมว่ากรุงเทพฯเป็นต้นเหตุของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 40% ในประเทศไทย ทั้งที่พื้นที่ของกรุงเทพฯเท่ากับ 0.3% ของประเทศไทยเท่านั้น! ไม่น่าเชื่อนะครับว่าคนกระจุกเดียวนี้สามารถสร้างเรื่องยุ่งได้ขนาดนี้ เวลาล้มรัฐบาลที่ประชาชนทั้งประเทศเลือกเข้ามา ก็เป็นฝีมือของคนเมืองหลวงกระจุกนี้อีกเหมือนกัน เอาละ วันนี้ไม่เล่นเรื่องการเมือง เอาเรื่องเบาๆ ดีกว่า


เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปงานชุมนุมศิษย์เก่าโรงเรียนชั้นมัธยมปลาย เป็น “รียูเนียน” ครั้งแรกในรอบสามสิบสี่ปี เยส! สามสิบสี่ปี จุ๊! จุ๊! อย่าไปบอกใครเขานะครับว่า ผมเรียนจบชั้นมัธยมปลายมานานขนาดนี้

คำว่า “มัธยมปลาย” ในที่นี้ผมหมายถึงชั้น ม.ศ. 4-5 ช่วงที่ผมยังละอ่อนอยู่นั้น การเรียนชั้นมัธยมปลายมีถึงชั้น ม.ศ. 3 ต่อจากนั้นก็เข้าชั้นเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งมีสองปีคือ ม.ศ. 4-5 ไม่มี ม.ศ. 6 เหมือนสมัยนี้

ที่แตกต่างอีกอย่างหนึ่งคือ สมัยก่อนการเรียนขั้นประถมมีถึงชั้น ป. 7 ต่างจากสมัยนี้ที่จบแค่ ป. 6 แล้วต่อชั้นมัธยมถึง ม.ศ. 6 อย่างไรก็ตามจำนวนปีที่ใช้ชีวิตในห้องเรียนเท่ากัน

ผมเรียนจบชั้น ม.ศ. 5 จากโรงเรียนบดินทรเดชาฯ หรือชื่อเต็มว่า บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ผมเป็นศิษย์เสียวลิ้มยี่ เอ้ย! บ.ด. รุ่นสาม โรงเรียนนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 เดิมทีตั้งอยู่ในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (ที่อยู่ข้างๆ คณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ น่ะ) พอขึ้นปีที่สาม โรงเรียน บ.ด. ก็ย้ายไปอยู่ที่ถนนลาดพร้าว ซึ่งเป็นปีแรกที่ผมเข้าเมืองกรุงพอดี

ถนนลาดพร้าวเวลานั้นยังเป็นถนนดินแดงสายยาว เขรอะขระขลุกขลัก แต่ตัวโรงเรียนไม่ได้ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ ต้องเข้าซอยลูกรังดินแดงยาวสองกิโลเมตร ตั้งอยู่โด่เด่กลางทุ่งวังทองหลาง หนทางย่ำแย่กว่าถนนใหญ่ ที่ปากซอยมีรถสองแถวเก่าๆ รับผู้โดยสารต่อไปยังจุดหมาย ฝุ่นปลิวฟุ้งทุกครั้งที่รถแล่นผ่าน ในฤดูฝนทางสายนั้นเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นผิวดวงจันทร์ ถนนสีแดงเจิ่งน้ำแฉะด้วยโคลนเปียกเหนียวเหนอะ ทุกครั้งที่รถสองแถวคันเก่าวิ่งผ่าน หยดน้ำแดงกระเซ็นกระจายไปรอบทิศ มิพักเอ่ยถึงตอนน้ำท่วม พูดง่ายๆ คือ หากจะถ่ายทำหนังเรื่อง ครูบ้านนอก ก็ไม่ต้องถ่อไปชนบทไกลๆ สามารถใช้โรงเรียนนี้เป็นฉากได้เลย

สำหรับเด็กจากต่างจังหวัดที่เข้ากรุงเป็นครั้งแรก ทุกอย่างรอบตัวเป็นของใหม่ อาคารใหม่ ครูใหม่ และเพื่อนใหม่ซึ่งเป็นนักเรียนที่เพิ่งเรียนจบชั้น ม.ศ. 3 มาจากทุกสารทิศของประเทศ กว่าครึ่งมาจากต่างจังหวัด ดังนั้นเราต่างมองตากันงงๆ

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมนั่งรถเมล์และรถสองแถวไปเรียนหนังสือ ตอนที่เรียนหนังสือในต่างจังหวัด ผมขี่จักรยานไปโรงเรียน เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ผมมีเพื่อนหญิง! สำหรับเด็กที่โตมากับโรงเรียนชาย ผมไม่เคยคุยกับหญิงสาววัยรุ่นอย่างนี้ นี่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นม้ากมาก

เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ผมรับรู้ว่ากรุงเทพฯมีฤดูหนาว และอากาศเหนือทุ่งทองหลางหนาวถึงขั้วหัวใจ ชุดนักเรียนกางเกงขาสั้นไม่ช่วยอะไรมาก ที่น่าขำก็คือพวกเราได้รับอนุญาตให้สวมเสื้อกันหนาว แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใส่กางเกงขายาว ดังนั้นแม้ท่อนบนจะอบอุ่น แต่ก็หนาวสั่นอยู่ดีเพราะช่วงขารับลมหนาวเต็มที่

นั่นคือปี พ.ศ. 2516 เวลาแล่นปรู๊ดปร๊าด แผล็บเดียวก็ผ่านสามสิบสี่ปีล่วงมาแล้ว

ปราบดาอย่าเพิ่งอ้าปากหาวนะครับ ผมมิได้มีเจตนาย้อนเวลาหาอดีต รำลึกความหลังของพวกคนแก่ แต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามสิบกว่าปีที่ผมมีโอกาสพบเพื่อนเก่า จึงเป็นงานที่มิอาจไม่ไป


งานชุมนุมศิษย์เก่าครั้งนี้จัดขึ้นในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แน่นอน เจอกันก็ต้องกิน คงไม่มีใครจัดงานรียูเนียนในวัด บ้านพักคนชรา หรือ slow forest (ป่าช้า) ใช่ไหม?

เมื่อเดินเข้าไปในงาน มีเคาน์เตอร์วางสมุดให้ศิษย์เก่าทั้งหลายกรอกชื่อ ที่อยู่ หมายเลขชั้นเรียน ฯลฯ หลังจากนั้นก็ติดสติ๊กเกอร์บนอกเสื้อ บอกชื่อ หมายเลขห้อง มองไปรอบตัว แต่ละคนที่มาร่วมงานอยู่ในวัยกลางคน อายุอานามราวห้าสิบโดยถ้วนหน้ากัน ครับ! ความแก่ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

เมื่อเจอหน้ากัน ก็มองป้ายบนเสื้อของแต่ละคนก่อนว่า เอ็งอยู่ห้องเดียวกับข้ารึเปล่าวะ ถ้าใช่ ก็ต้องถามตัวเองซ้ำว่า ทำไมข้าจึงจำเอ็งไม่ได้ หลังจากนั้นก็ทักทายเล่าเรื่องย้อนความหลังอันน่าชวนน้ำตาไหลด้วยอาการของโรค nostalgia ทำไงได้ครับ ไม่ได้เจอหน้ามาสามสิบกว่าปี น่าจะมีเรื่องเล่าเยอะ

น่าแปลกนะครับ เราชอบใช้คำว่า “วัยกลางคน” กับคนที่อายุ 40-50 ทั้งที่ลองคำนวณดูตามหลักคณิตศาสตร์ง่ายๆ หากอายุขัยของคนคือ 65-70 พวกที่มาชุมนุมกันในงานนี้น่าจะจัดเป็น “วัยปลายคน” มากกว่า ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเพื่อนเก่าหลายคนบ่นว่า สายตาแย่ลง กระดูกข้อเข่าก็เสื่อม ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็เมื่อย บางคนบอกว่าความจำแย่ลง จำชื่อคนไม่ค่อยได้

เอ้อ! ไอ้คนที่บอกว่าจำชื่อคนไม่ค่อยได้คือผมเองครับ เป็นความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะเมื่อพบเพื่อนเก่าหรือคนรู้จักกันที่ไม่ได้พบกันพักใหญ่ ที่แย่ก็คือ เมื่อจำเป็นต้องแนะนำเขาคนนั้นให้คนอื่นรู้จัก ครั้งหนึ่งมีคนถาม มาร์ธา สจวต (ผู้หญิงเก่งที่ทำเป็นทุกอย่างคนนั้นน่ะ) ว่า ทำอย่างไรหากเจอสถานการณ์น่าอึดอัดแบบนี้

มาร์ธา สจวต ซึ่งเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสน่าคบหาสมาคม (อย่างน้อยก็ต่อหน้ากล้อง) ตอบว่า ในแต่ละวันเธอต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นประสบการณ์จำชื่อคนไม่ได้จึงเกิดขึ้นบ่อยมาก เธอบอกว่าก็บอกเขาไปตรงๆ ว่า “ขอโทษครับ (ค่ะ) ฉันจำชื่อคุณไม่ได้จริงๆ” นี่เป็นเรื่องธรรมดาของสมองคนเรา จะให้จำชื่อคนทุกคนแม่นยำเหมือนชื่อแฟนคนแรกหรือกิ๊กคนล่าสุดได้ยังไง

เพื่อนเก่าคนหนึ่งนำหนังสืออนุสรณ์บดินทรเดชาปี 2516 มาดูกันเพื่อเสริมบรรยากาศให้โหยหาอดีตชวนน้ำตาเล็ดมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเธอยังเก็บหนังสือแห่งความหลังมาได้นานขนาดนี้ เห็นรูปถ่ายเก่าๆ ของตัวเองและผองเพื่อนแล้วไม่อยากเชื่อว่าพวกเราเคยเป็นหนุ่มเป็นสาว (และหน้าตาดี) อย่างนั้นมาก่อน

การที่เราทั้งหลายเจอกันครั้งแรกในวัย 16-17 หนุ่มสาวสดชื่น ผิวพรรณสดใส (และหน้าตาดี ย้ำอีกครั้งเพื่อให้เชื่อ) และมาพบกันอีกครั้งในวัย 50 เห็นแต่เห็นรอยย่น ทำให้ปลงสังเวชในเรื่องชีวิตไปได้เยอะจริงๆ ครับ เพราะสภาพร่างกายของคนสองวัยนี้มันต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือ รุ่นหนึ่งกำลังเบ่งบาน รุ่นหนึ่งกำลังเดินหน้าไปสู่ความร่วงโรย

ความจริงก็คือ คนรุ่นผมตายไปแล้วสิบสี่คน มีตั้งแต่ตายโดยธรรมชาติและไม่ธรรมชาติ อุบัติเหตุและฆาตกรรม ฟังดูก็ชวนหดหู่ หนังสืออนุสรณ์ทำให้ความหลังผุดขึ้นมาชัดเจนกว่าเดิม

เวลาขนาดสามสิบสี่ปีทำให้โลกทัศน์ของผมเปลี่ยนไปมาก แน่นอนส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพราะการเดินทางครั้งนั้น ในชีวิตของผมเข้าโรงเรียนมาหลายแห่ง ทั้งในและต่างประเทศ แต่ 'บดินทรเดชาฯ' เป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดช่วงหนึ่ง

อย่างที่เล่าคือ โรงเรียนตั้งอยู่กลางทุ่ง ไม่มีรั้วล้อม มีเรือกสวนชาวบ้านเป็นหย่อมๆ การหนีเรียนเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก แต่ผมก็ไม่เคยเห็นเพื่อนร่วมสถาบันสักคนหนีเรียน บางทีเราส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ดี เงินค่าเล่าเรียนทุกบาททุกสตางค์หามายากเย็น หรือบางทีเราต่างรู้ดีว่า การเรียนชั้นเตรียมอุดมศึกษาสำคัญกว่าชั้นอุดมศึกษา เพราะมันกำหนดทิศทางชีวิตที่เหลือของเรา เพื่อนร่วมชั้นซึ่งล้วนเป็นนักเรียนสายพันธุ์ nerd จึงเรียนหนัก ไม่วอกแวก ไม่เคยชวนกันไปดูหนังหรือช็อปปิ้ง เรามีจุดหมายแน่ชัด เราต้องการเข้าคณะวิชาที่ดี ดังนั้นเราล้วนมี “รั้วโรงเรียน” อยู่ในใจ

ในบรรดาโรงเรียนทั้งหมดที่ผมเคยเข้า เพื่อนนักเรียนกลุ่มนี้เป็นพวกที่ไม่เหลวไหลที่สุดเท่าที่เคยเจอมา แต่ละคนเรียนหนัก เอาจริงเอาจัง เรียนเพียงปีเดียว เราต่างก็สอบเทียบผ่านชั้น ม.ศ. 5 ได้อย่างไม่ยากเย็น เวลาที่เหลือก็ใช้ในการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปตามทางของตัว มาพบกันอีกครั้งในงานรียูเนียนดังกล่าวนี้เอง ประสบการณ์สองปีในโรงเรียนกลางทุ่งนั้นทำให้เราเห็นว่าการเดินทางไปสู่ความรู้มีแต่ต้องทำงานหนัก ความยากลำบากไม่เคยทำให้ใครตาย และสำนึกที่ดีอยู่ในใจ ไม่ใช่ที่รั้ว ไม่ใช่กฎข้อบังคับ

เป็นเรื่องแปลกที่เมื่อหวนมองอดีตไกลออกไป เราเห็นภาพต่างๆ ที่ฝังลึกอย่างแม่นยำราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ และเมื่อพิจารณาโลกที่เราเคยอยู่ด้วยสายตาและวุฒิภาวะปัจจุบัน เราก็เข้าใจชีวิตในช่วงเด็กดีขึ้น

ในสายตาของผู้ใหญ่ที่ผ่านการเรียนแบบเคร่งครัด เรามองเห็นว่าการเรียนในยุคนี้เต็มไปด้วยสิ่งเย้ายวนชวนวอกแวก ทว่าคงเปล่าประโยชน์ที่จะตัดสินเด็กรุ่นหลังด้วยการเปรียบเทียบวิธีการเรียนของคนสองรุ่น ความแตกต่างที่คั่นด้วยระยะเวลากว่าสามทศวรรษไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี สภาพแวดล้อมมันไม่เหมือนกัน ค่านิยมก็ไม่เหมือนกัน

หลังจากการพบปะกันครั้งนี้แล้ว ศิษย์เก่าทั้งหลายตกลงกันว่าจะพบกันอีกปีละครั้ง นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่เจอกันอีก ใบหน้าของเราจะมีรอยตีนกามากขึ้น บางทีอีกสิบปีเราอาจจำชื่อของกันไม่ได้แล้ว!

จดหมายสองฉบับก่อนหน้านี้ ผมเขียนถึงความตาย ผมว่าผมคงแก่จริงๆ แล้วละ

อา ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยบอกว่าไม่ค่อยชอบเจอหน้าคนรุ่นเดียวกัน มันหดหู่ สู้คุยกับคนหนุ่มสาวมากกว่า (เอ้อ! นั่นหมายถึงผมด้วย!) ผมเข้าใจซึ้งแล้วคร้าบ และหากปราบดาเห็นผมขลุกกับสาวเอ๊าะๆ ทั้งหลาย อย่าเพิ่งหาว่าผมเป็นพวก old cow นะครับ แหม! บรรยากาศมันดีกว่ากันจริงๆ ว่ะ

.................

ปราบดา ตอบ วินทร์

๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๐


คุณวินทร์ไปงานเลี้ยงรุ่น (ซึ่งผมไม่มีโอกาสไปแน่ๆ เพราะเพื่อนไม่คบ สถาบันการศึกษาต่างๆคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นศิษย์เก่า เนื่องจากผมเป็นศิษย์เก่าประเภทไม่เคยกลับไปสังสรรค์อะไรกับใครเขาเลย อาจเรียกว่าอกตัญญูต่อสถาบันคงไม่ผิดนัก...อย่าเอาเยี่ยงอย่างนะครับน้องๆ) ส่วนผมมีโอกาสได้กลับไปเยือนย่านที่ตัวเองเคยใช้เวลาอยู่ประมาณห้าปี เมื่อเกือบจะยี่สิบปีมาแล้ว สมัยเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ย่านที่ว่าคือเมืองเล็กๆชื่อเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ทส์ (Cambridge, Massachusetts) ประเทศอเมริกา

เคมบริดจ์เป็นย่านเล็กก็จริง แต่มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยเหตุผลหลายประการ นอกจากจะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบพอๆกับการกำเนิดสหรัฐอเมริกา (เคมบริดจ์เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นให้เหมือนกับชื่อเมืองเคมบริดจ์ในประเทศอังกฤษ ย่านนี้ทั้งหมดมีชื่อเรียกรวมๆว่า New England หรือ “อังกฤษใหม่”) เคมบริดจ์ยังเป็นที่อยู่ของมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกอย่าง Harvard (ฮาร์วาร์ด) และ MIT (เอ็มไอที ย่อมาจาก Massachusetts Institute of Technology)

สำหรับผู้มีความสนใจในวรรณกรรมและปรัชญาตะวันตก โดยเฉพาะเกี่ยวกับนักเขียนคนสำคัญๆของอเมริกา ย่านนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ทางวรรณกรรมมากมาย นักคิดหลายต่อหลายคนของ New England มีอิทธิพลอย่างมากในการก่อร่างสร้างความเข้มแข็งทางปัญญาให้กับประเทศของพวกเขา ผมคิดว่าคุณสมบัติ “ดีๆ” ของความเป็นอเมริกัน ล้วนเป็นภาพลักษณ์และเป็นธรรมเนียมที่มีต้นกำเนิดมาจากนักคิดชาว New England อย่างเบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน (Ralph Waldo Emerson) และเฮนรี เดวิด โธโร (Henry David Thoreau) ชาว “อังกฤษใหม่” เหล่านี้คือต้นแบบของการ “คิดต่าง” อย่างสร้างสรรค์ เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังยังแสวงหาเสรีภาพ ยังมีความผูกพันกับธรรมชาติ และยังตั้งคำถามกับค่านิยมผิวเปลือกในสังคม

สำหรับประชาชนชาวไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เคมบริดจ์ยังมีความสำคัญตรงเป็นที่ประสูจิของในหลวงเมื่อแปดสิบปีก่อน

สมัยผมมีโอกาสได้มาเรียนแถวๆนี้ ผมอยู่ในวัยขี้รำคาญและขี้อึดอัด เป็นวัยของการเชิดชูพลังหนุ่มสาวมากกว่าจะให้ความสนใจกับคนโบร่ำโบราณที่ตายไปแล้วและแต่งตัวเชยๆ แม้ว่าผมจะชอบศิลปะ ชอบอ่านหนังสือ และใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนอยู่ลึกๆ แต่ความเป็นวัยรุ่นก็ชี้นำให้ผมหมกมุ่นอยู่กับเรื่องฉาบฉวยเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่นฟังเพลงอะไรถึงจะเรียกว่าเจ๋ง แต่งตัวอย่างไรให้เข้ากับเพลงที่ชอบฟัง เวลาว่างควรจะไปนั่งเล่นกับเพื่อนแถวไหน จนไม่มีเวลาเหลือให้ใส่ใจในรายละเอียดหรือประวัติศาสตร์ของสถานที่ อาจารย์เล่าเรื่องเก่าๆเกี่ยวกับนักปรัชญาหรือกวีอะไรให้ฟังก็นั่งหาว โรงเรียนพาไปทัศนศึกษาตามจุดสำคัญๆก็เซ็ง อึดอัดเพราะถูกบังคับให้ไป ปล่อยให้วัยรุ่นนั่งฟังเพลงอยู่ในห้องเฉยๆไม่ได้หรือไง อะไรกันนักหนา

โตขึ้นกว่านั้น ผมย้ายไปเรียนในนครนิวยอร์ก ตื่นตาตื่นใจกับความเป็นเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมและผู้คนหลากรูปแบบ แม้ความหมกมุ่นแบบวัยรุ่นจะลดลงไปบ้าง แต่ก็กลายเป็นความหมกมุ่นแบบวัยหนุ่มแทน ความสนใจทุกอย่างของผมยังเหมือนเดิม เพียงแค่เปลี่ยนจากความฝันกลางวันลอยๆของสมัยมัธยม เป็นความฝันแบบเกือบเป็นความจริงขึ้นมาเล็กน้อย เพราะการเรียนในนิวยอร์กทำให้ได้สัมผัสกับงานแต่ละแขนงอย่างใกล้ชิด ได้เรียนกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ตามสื่อที่ครั้งหนึ่งผมเคยคิดว่าห่างไกลจากตัวเองเหลือเกิน ชีวิตวัยมหาวิทยาลัยจึงเต็มไปด้วยความพยายามที่จะก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน โลกของผู้ใหญ่ โลกของการกระเสือกกระสนสร้าง “ตัวตน” และตอนนั้นผมคิดไม่ออกเลยว่า สำหรับคนที่สนใจศิลปวัฒนธรรมแบบที่ผมสนใจ จะมีที่ไหนน่าตื่นเต้นไปกว่านครนิวยอร์ก

วันหนึ่งผมกับเพื่อนสนิท (ในตอนนั้น) ว่างเพราะมีวันหยุดยาว เราเป็นเพื่อนเรียนมัธยมย่าน New England มาด้วยกัน จึงคุยกันว่าไปหาตั๋วรถทัวร์นั่งไปเยือนถิ่นเก่ากันสักสองวันดีไหม เมื่อสรุปกันแล้วว่าดี เราก็ขึ้นรถจากนิวยอร์กไปลงที่กลางเมืองบอสตัน (Boston) ซึ่งอยู่ติดกับเคมบริดจ์ ระหว่างการเดินทาง (ประมาณห้าถึงหกชั่วโมง) เราคุยย้อนความหลังถึงวีรกรรมพิเรนทร์ๆที่เคยสร้างไว้ด้วยกันอย่างสนุกสนาน และตั้งตารอการกลับไปเยือนความทรงจำเหล่านั้นอย่างค่อนข้างตื่นเต้น

ผมจำวันนั้นได้ดีมาจนถึงวันนี้ เพราะมันเป็นความทรงจำที่ตลก และสะท้อน “วัย” ของผมและเพื่อนได้อย่างชัดเจน

เมื่อเราลงจากรถ เดินไปหาข้าวกิน และนั่งคุยกันได้สักประมาณหนึ่งชั่วโมง เรามองหน้ากันแล้วพูดออกมาเกือบพร้อมกันว่า “กลับนิวยอร์กเหอะว่ะ”

ครับ แล้วเราสองคนก็ซื้อตั๋วรถกลับนิวยอร์กวันเดียวกันนั้นเลย

ในสมองของพวกเรามีแต่คำถามเซ็งๆประมาณว่า “ทำไมที่นี่มันถึงได้น่าเบื่อขนาดนี้”

และหลังจากนั้น ผมไม่เคยมีความอยากกลับไปบอสตัน เคมบริดจ์ หรือย่าน “อังกฤษใหม่” แม้แต่น้อย

การได้กลับมาครั้งนี้ทำให้ผมได้ดื่มด่ำกับความหมายของคำพูดที่ว่า “อย่างอื่นไม่เปลี่ยน ตัวเราเองที่เปลี่ยน” เพราะสถานที่ที่เคยเป็นคล้ายๆสัญลักษณ์ของความ “น่าเบื่อ” สำหรับผม กลับกลายเป็นที่ที่อุดมไปด้วยรายละเอียดน่าตื่นเต้น ในขณะที่ความรู้สึกของผมเกี่ยวกับนิวยอร์เป็นตรงกันข้าม ความจริงผมจะกลับไปเยือนมหานครแห่งนั้นอีกก็ได้ ไหนๆมาไกลถึงนี่แล้ว และผมยังมีเพื่อนสนิทๆอยู่ที่นั่นสองสามคน แต่กลายเป็นว่าผมไม่รู้สึกอะไรกับการไปเมืองใหญ่ๆอย่างนิวยอร์กสักเท่าไร

วัยนี้ของผม ผมเรียกของผมเองว่าเป็น “วัยเนิร์ด” (“nerd” คำเรียกคนประเภทคงแก่เรียน ท่าทางเรียบร้อยเกินเหตุ เช่นแต่งตัวมิดชิด ใส่แว่นหนาๆ หวีผมเรียบๆ มีความรู้มากจนน่ารำคาญ) ผมเกิดชอบเข้าพิพิธภัณฑ์ ชอบเยือนสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ชอบดูและอ่านสารคดี คงเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้ย่าน New England โดดเด่นขึ้นมาในสายตาของผมทันที เมืองที่ผมเคยให้เวลากับมันแค่ชั่วโมงกว่าๆก่อนจะตัดสินว่า “น่าเบื่อ” กลายเป็นสถานที่ที่มีค่าทางความรู้มหาศาล ผมได้เห็นตึกที่เบนจามิน แฟรงคลิน เกิด! ผมได้เห็นบ้านของอีเมอร์สัน! ผมได้เห็นบึงวอลเดนและตำแหน่งปลูกกระท่อมที่เป็นตำนานของโธโร! (ซึ่งผมเคยได้เยือนมาแล้วเมื่อสมัยเป็นวัยรุ่น โดยไม่ได้สนใจอะไรกับมันเลย...น่ากระทืบจริงๆ) ผมได้เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ต่างๆของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่มีงานแสดงสวยงามและน่าสนใจมากมายอย่างน่าอัศจรรย์ หลายคนบอกว่าพิพิธภัณฑ์ของฮาร์วาร์ดเป็น “one of the best-kept secrets” หรือความลับที่ถูกปกปิดไว้ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของอเมริกา เนื่องจากไม่ค่อยมีคนรู้กว้างขวางนักว่าที่นั่นมีพิพิธภัณฑ์ดีๆเปิดรอให้คนเดินเข้าไปชม

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็อาจปะทะกับจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ได้เสมอ ก้าวจาก “จตุรัสกษัตริย์ภูมิพล” (หรือ King Bhumipol Square ใกล้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด) ไปไม่เท่าไร ก็เจอถนนชื่อ Brattle ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของกวีหญิงที่ผมชอบมากคนหนึ่ง นั่นคืออลิซาเบ็ธ บิชอป (Elizabeth Bishop) ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเธอเคยอยู่แถวนี้ เพิ่งจะรู้ก็เมื่อให้ความสนใจกับประวัติศาสตร์มากขึ้นนี่เอง

การเดินทางปะทะความประทับใจกับประวัติศาสตร์ อาจไม่ใช่การเดินทางแบบ “อยู่กับปัจจุบัน” การเดินไปบนถนนสายหนึ่ง หรือการแหงนมองตึกเก่าๆหลังหนึ่ง แล้วย้อนนึกถึงวันเวลาที่บุคคลสำคัญต่างๆเคยมีตัวตนอยู่ในพื้นที่นั้น อาจเป็นเพียงความประทับใจแบบนามธรรมที่ไม่เกิดประโยชน์กับอะไร “นอกตัว” หรือความเป็นไปในสังคม แต่ผมคิดว่ามันก็เป็นการเดินทางแบบที่เรียกว่า “การเดินทางภายใน” ที่ให้ประสบการณ์ทางความรู้สึกได้พอๆกับการสัมผัส “ปัจจุบันขณะ”

“The landscape lies far and fair within, and the deepest thinker is the farthest traveled,” โธโรเคยเขียนไว้เกี่ยวกับกิจกรรมที่เขาโปรดปรานที่สุด นั่นคือ “การเดิน” เขาบอกว่ามีพื้นที่กว้างทอดยาวไกลอยู่ภายใน และผู้ใดที่ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งที่สุด คือผู้ที่เดินทางไปไกลที่สุด

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าผมครุ่นคิดอะไรลึกซึ้ง แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางพลางคิดโน่นคิดนี่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคิดถึงประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน หรืออนาคต ย่อมได้ประโยชน์จากการเดินทางนั้น เป็นประโยชน์สำหรับตัวตนข้างใน ไม่ใช่ประโยชน์ทางรูปธรรมหรือวัตถุ ดังที่นักท่องเที่ยวบางประเภทแสวงหา

หากผมแสวงหาความตื่นเต้นภายนอกเหมือนสมัยก่อน คงไม่สามารถเพลิดเพลินไปกับย่าน New England ได้แน่ๆ เพราะถึงอย่างไรเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก หรือกระทั่งกรุงเทพฯ ย่อมต้องมีสีสันและแสงสีตระการมากกว่าเป็นไหนๆ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือการเปลี่ยนแปลง “ภายใน” จริงๆเสียด้วยสิครับ

ระหว่างการเดินทาง ผมยังอุตส่าห์ได้ข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยอยู่เกือบทุกวัน ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราสองคนเขียนระบายความรำคาญเรื่องการเมืองกันไปมาเป็นเวลาหลายปี ทุกวันนี้สถานการณ์ต่างๆก็ยังไม่เปลี่ยน ม็อบก็ยังเป็นม็อบ นักธุรกิจบ้าอำนาจก็ยังพยายามจะซื้อทีมฟุตบอลอังกฤษ ประชาธิปไทยก็ยังกลายเป็นเครื่องมือในการแก่งแย่งอิทธิพล และ “ประชาชน” (หรือ “พ่อแม่พี่น้องที่เคารพครับ”) ก็ยังเป็นเพียงเครื่องมือของคนฝ่ายต่างๆ ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครเห็น “ประโยชน์ของชาติ” เป็นเรื่องสำคัญอย่างแท้จริง

เห็นทีเราต้องหัดเปลี่ยนแปลง “ภายใน” ของเรา แม้แต่ในประเทศของเราเอง

เพราะภายนอกเห็นมีแต่ความวุ่นวายที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ “ประชาชน” อย่างแท้จริง

โธโรเขียน: “What is called politics is comparatively something so superficial and inhuman, that, practically, I have never fairly recognized that it concerns me at all.”

“สิ่งที่เรียกว่าการเมืองดูเหมือนจะเป็นสิ่งจอมปลอมและไร้มนุษยธรรมเสียจนผมไม่เคยรู้สึกว่ามันจะเกี่ยวกับผมตรงไหนเลย”


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนกรกฎาคม 2550