ทุกข์ทีวี

วินทร์ ถึง ปราบดา

24 มิถุนายน 2550

วันนี้เป็นวันครบรอบ 75 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย หากเป็นบริษัทห้างร้านที่อยู่มานานขนาดนี้ ก็คงต้องเฉลิมฉลองใหญ่โต ที่แน่ๆ ก็คือออกแบบโลโก้บริษัทประกบคู่ตัวเลข 75 ใหญ่ๆ ทว่ามองดูสภาพการเมืองไทยตอนนี้แล้ว ก็ถอนหายใจยาว คงไม่ต้องฉลองครบรอบ 75 ปีกระมัง เพราะไม่ว่าจะครบสิบปี ยี่สิบปี ห้าสิบปี ก็ถอนใจมาโดยตลอด เฮ้อ! เราไปคุยเรื่องที่ไม่ต้องถอนใจดีกว่านะครับ

ถ้าผมมีชีวิตอยู่ถึงวัยเจ็ดสิบห้า ว่าจะทำโลโก้เลข 75 พิมพ์บนปกหนังสือ พร้อมสโลแกน “อึดเขียนมาจน 75” หรือ “75 ยังไม่เลิกเขียน” เป็นจุดขายอย่างหนึ่ง ทำให้หนังสือดูขลังดี ไม่อ่านก็ซื้อไปบูชาได้ เดี๋ยวนี้สินค้าอะไรจะอยู่รอดต้องทำให้ศักดิ์สิทธิ์เข้าไว้ ปัญหาคือผมจะอยู่ไม่ถึงเลข 75 น่ะซี เพราะเมื่อเห็นลักษณะการทำงานแต่ละวันของตัวเองแล้วไม่คิดว่าจะอยู่รอดถึงวัยนั้นแน่ ทุกวันนี้ผมทำงานตั้งแต่เช้ายันดึก จำนวนชั่วโมงยาวกว่าตอนทำงานโฆษณาเสียอีก ไม่มี โอ.ที. ด้วย

วันก่อนมีข่าวแนะนำตัวชายอายุยืนที่สุดในโลก เป็นคุณทวดชาวญี่ปุ่นวัย 111 ปี คุณทวดบอกว่าแกไม่เสพของมึนเมาทุกชนิด กินอาหารที่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ท่าทางแกยังดุหนุ่มกว่านักเขียนอายุ 50 หลายคนเสียอีก ผมเชื่อว่าหากคุณทวดประกอบอาชีพเป็นนักเขียน ป่านนี้คงเด๊ดไปนานแล้ว

การเป็นนักเขียนอาชีพนี้ ดูเผินๆ ก็เป็นอาชีพที่เท่ (cool) ไม่หยอก สังเกตจากการที่มีคนจำนวนมากอยากเป็นนักเขียน เหตุผลอาจเพราะเป็นอาชีพที่สามารถนอนเวลาใดก็ได้ ตื่นสายก็ได้ อยากทำงานก็ทำ ไม่อยากทำงานก็ไปดูหนัง ไม่ต้องตอกบัตรเข้าทำงาน ไม่ต้องรายงานตัวกับเจ้านาย โอ! ช่างเป็นงานที่ดีเลิศประเสริฐศรีกระไรปานนั้น แต่ถ้าประพฤติตนโดยไร้วินัยในการทำงาน คงต้องตายเพราะไส้แห้งแน่ๆ และหากนักอยากเขียนลองมาใช้ชีวิตตั้งแต่เช้าจรดค่ำอย่างผมสักอาทิตย์หนึ่ง ก็อาจเปลี่ยนใจไปขายประกันฯดีกว่า

ผมเป็นพวกมีกรรม ตื่นสายไม่เป็น ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหน ไม่ว่าอากาศจะขมุกขมัวฝนตกปรอยๆ น่านอนปานใด เมื่อถึงเช้าตรู่ “ติ๊ง!” ตาก็เบิกโพลงขึ้นมาโดยไม่ต้องมีนาฬิกาปลุก ส่วนยามค่ำคืนจะหลับก็ยากแสนยาก ยิ่งเมื่อเขียนนิยายคาไว้ถึงตอนที่พระเอกไล่ปล้ำนางเอก ยิ่งสลัดความคิดในสมองออกยาก อีกประการผมทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด นี่คือเหตุผลที่ว่าอาตมาท่าจะอยู่ไม่ถึง 75 เป็นแม่นมั่น

ปราบดารู้ไหมว่า อวัยวะส่วนที่น่าสงสารที่สุดในร่างกายของผมน่าจะเป็นส่วนที่ยืดได้หดได้ส่วนนั้นน่ะ - อย่าคิดมาก! ผมหมายถึงสมอง มันอยู่ในสภาพยืดๆ หดๆ ทั้งวันทั้งคืน เวลาคิดเรื่องออกก็ยืด เวลาคิดไม่ออกก็หดหงอ มันทำงานหนัก คิดโน่นคิดนี่ ฟุ้งซ่านตลอดเวลา บางทีผมขับรถไปถึงจุดหมายโดยที่ไม่รู้ว่าไปถึงได้อย่างไร เพราะจำได้แต่ว่ากำลังคิดพล็อตเรื่องอยู่เพลินๆ ก็ถึงที่หมายแล้ว ผมจึงไม่ค่อยอยากขับรถ เพราะวันดีคืนดีคงขับไปชนใครเขาตาย ต้องเขียนหนังสืออีกหลายสิบเล่มหาค่าเรื่องมาชดใช้ อย่างที่บอกคือเมื่อต้องทำงานทุกวัน จึงจำต้องจัดการเรื่องการพักผ่อนสมองให้ดี การนั่งเขียนหนังสืออยู่ในบ้านเป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกันนั้น หากไม่รู้จักพักผ่อนสมอง หรือขจัดความเครียดที่เกิดจากการคิดไม่ออก งานเขียนที่ใครๆ อยากทำก็กลายเป็นงานนรกได้ไม่ยาก ผมมักแก้เครียดด้วยการดูหนัง ทว่าการดูภาพยนตร์ในโรงหนังบ้านเราก็ไม่มีทางเลือกมากมายอย่างโรงหนังในนิวยอร์กหรือประเทศที่ผู้คนชื่นชอบศิลปะ วัฒนธรรม นอกจากดูสิ่งที่เจ้าของโรงสั่งให้ดู ผมก็ดูตามมาอย่างว่าง่ายเสมอ หากเป็นหนังประเภท Blockbuster ก็ยิ่งต้องทำใจ เพราะคนดูจะถูกยัดเยียดให้ดูแต่เรื่องนั้นๆ แทบไม่เหลือพื้นที่ให้หนังเรื่องอื่นๆ เป็นมาอย่างนี้หลายปีแล้ว จนถึงจุดหนึ่งผมก็ร้องว่า “โอ๊ย! ไม่ไหวแล้วโว้ย!” แต่เลิกดูหนังไปได้ไม่นาน ก็ต้องซมซานกลับไปหาโรงหนังอีก เพราะเมื่อเปิดดูโทรทัศน์ เจอรายการละคร-เกมโชว์-เรียลิตี้ โชว์ ซ้ำซากทั้งหลาย ซึ่งไม่ต่างจากโรงหนังคือ คนดูถูกยัดเยียดให้ดู มิหนำซ้ำยังมีโฆษณาในรายการอย่างโจ๋งครึ่ม แสดงว่าผู้คนประเทศนี้ชอบยัดเยียด

เมื่อหาหนังในโรงหนังดูยาก และถึงไม่ชอบดูโทรทัศน์นัก ก็จำต้องเปิดมัน อย่างน้อยก็ดูภาพเคลื่อนไหว พักสมองสักครู่ค่อยกลับไปทำงานต่อ

ผมคงไม่ใช่นักเขียนอาชีพคนเดียวที่แก้เครียดด้วยการดูโทรทัศน์เป็นช่วงๆ พี่หยก บูรพา ก็เคยเล่าว่าเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้เลยทั้งวัน ส่วน ชาติ ภิรมย์กุล ก็ติดหนังซีรีส์ของเกาหลี ดูกันเป็นชุดๆ แต่ผมอาจเป็นคนเดียวที่มีนิสัยเสียคือดูไปบ่นไปว่ารายการมันห่วยอย่างนั้นอย่างนี้ เพลิดเพลินไปอีกแบบ! เป็นวิธีระบายความเครียดอย่างหนึ่งสำหรับคนที่ต้องทำงานคนเดียว

อย่างไรก็ตาม นานๆ ครั้งก็มีหนังหรือ ทีวี ซีรีส์ ที่ทำให้เพลิดเพลินและคลายเครียดได้พอสมควร ระยะหลังนี้ผมจึงไม่ค่อยช่างเลือกเหมือนก่อน เอ้า! มีอะไรให้ดูก็ดู หนูเลิกบ่นแล้วค่ะ

ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากเปลี่ยนทัศนคติเลิกด่าความไร้สาระของรายการโทรทัศน์ ผมก็เริ่มดูทีวีได้โดยไม่เครียดเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้ผมจำได้แล้วครับว่า วันจันทร์สี่ทุ่มมี ทีวี ซีรีส์ ชุด Rome วันอังคารสี่ทุ่มมี The West Wing วันพฤหัสบดีสามทุ่มมี 24 วันอาทิตย์มี Studio 60 on the Sunset Strip ตอนสามทุ่ม กับ Prison Break ตอนสี่ทุ่ม ปราบดาห้ามไปบอกใครนะครับว่าผมติดทีวีไปแว้ววว! อย่างที่บอก ทีวี ซีรีส์ บางชุดคลายเครียดดี แต่บางเรื่องก็ไม่ไหว ผมเลิกดูไปแล้วหลายเรื่องแล้วเพราะหนังยืดเรื่องจนทนไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง Prison Break เป็นเรื่องของความพยายามแหกคุกของชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ซึ่งตั้งใจประกอบอาชญากรรมเพื่อที่จะได้เข้าคุกเพื่อที่จะได้แหกคุก อย่าเพิ่งงง! คือเจ้าหนุ่มคนนี้วางแผนเข้าคุกเพื่อไปช่วยพี่ชายที่ติดคุกอยู่ให้แหกคุกออกมา ทั้งนี้เพราะพี่ชายของเขาบริสุทธิ์ (เอ้อ! ไม่ได้หมายถึง virgin นะครับ) เนื่องจากไปพัวพันกับความลับสะท้านโลกเรื่องหนึ่ง วิธีการก็คือพระเอกของเราสลักลายแผนที่คุกบนร่างกายจนลายพร้อยไปทั้งตัว (เชื่อว่าคงเจ็บน่าดู) เมื่อเข้าไปในคุกก็หาทาง “Prison Break” ออกมาโดยใช้แผนที่นั้น โดยมีเพื่อนชาวคุกช่วย ทุกตอนจะจบแบบตื่นเต้นคาเรื่องไว้ (cliffhanging) ให้คนดูมิอาจไม่ดูตอนต่อไป แต่ผ่านไปหลายสิบตอนก็ยังแหกคุกไม่สำเร็จเสียที ไม่เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับคนร้ายและผู้คุม ก็ไล่จีบลูกสาว ผบ. เรือนจำ ฯลฯ เหตุผลง่ายนิดเดียวครับ เพราะหนังทีวีชุดนี้เกิดดังขึ้นมา เมื่อดังก็ขยายเรื่อง (ถ้าเป็นหนังใหญ่ก็จะสร้างภาค 2-3-4-5-6 ไปเรื่อยๆ จนคนสร้างหรือคนดูตายกันไปข้างหนึ่ง)

เชื่อว่าคนดูคงบ่นพึม ผู้สร้างก็สนองให้โดยการให้ก๊วนนี้หนีออกจากคุกจนได้ หลังจากนั้นก็ยืดเรื่อง ทั้งหนีตำรวจ หนีผู้คุม หนีคนร้ายตัวจริง บวกกับการตามล่าสมบัติจนเรื่องชักเลอะ ถึงจุดจุดหนึ่งผมก็บอกว่า “ไม่ไหวแล้วโว้ย!” เดินเรื่องแบบนี้ รับรองปีหน้าพระเอกคงได้หนีขึ้นจรวดไปดาวอังคาร แล้วผู้คุมก็คงตามไปล่ากันที่โน่น เลิกดีกว่า ก่อนที่จะหลวมตาไปมากกว่านี้

เรื่อง Lost ก็เป็นหนังโทรทัศน์อีกชุดที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอเมริกา เป็นเรื่องของคนติดเกาะที่ผจญภัยต่างๆ นานาบนเกาะ ผมก็เลิกดูไปแล้วเหมือนกัน เพราะโครงเรื่องเริ่มจะ Lost สมกับชื่อเรื่อง ผ่านไปหลายสิบตอนก็ยังออกจากเกาะไม่ได้สักที

ส่วนหนังชุด 24 เป็นเรื่องแนวจารกรรมบู๊ตื่นเต้น คอนเส็ปท์ของเรื่องคือเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงพอดีเป๊ะ นั่นคือในชั่วโมงแรกคนร้ายมักจะสร้างสถานการณ์ร้ายๆ เช่น ลอบฆ่าประธานาธิบดี หรือก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ ฯลฯ ครั้นถึงชั่วโมงที่ 24 คนร้ายก็จนมุมพอดี ดูสนุกดีครับ แม้ว่าเรื่องจะไม่มีอะไรใหม่ ตอนจบของทุกตอนก็เช่น Prison Break คือจบแบบ cliffhanging พร้อมดนตรีตื่นเต้นเร้าใจ ให้ต้องติดตามตอนต่อไปเสียดีๆ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ เมื่อต้องสร้างเรื่องให้ยาวขนาด 24 ตอน ก็ต้องมีการยืดเรื่องเป็นธรรมดา บางตอนก็เข้ารกเข้าพงไปเลย ดูไปหลายๆ ตอนซึ่งตั้งใจหักมุมจนชักไม่มีเหตุผล ก็เริ่มเฝือ

ดูหนังยืดพวกนี้แล้วทำให้อดคิดถึงละครทีวีเรื่อง บ้านทรายทอง ราวยี่สิบปีก่อนไม่ได้ ตอนนั้นแทบทุกบ้านติดละครเรื่องนี้ยิ่งกว่าทาด้วยกาวตราช้าง เพราะนางเอกน่าสงสารม้ากมาก และเพลงก็ไพเราะ ช่วงนั้นผมเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศไม่นาน นึกสงสัยว่าทำไมชาวบ้านชาวช่องถึงติดหนังเรื่องนี้ถึงปานนี้ จึงลองดูสักตอนหนึ่ง ปรากฏว่าดูไม่รู้เรื่องครับ ที่ว่าไม่รู้เรื่องไม่ใช่เพราะผมไปนอกนานจนฟังภาษาไทยไม่ออกแล้ว แต่เพราะทั้งตอนนั้นไม่มีบทพูดและไม่มีเนื้อเรื่องเลย ผมเห็นแต่นางเอกเดินไปเดินมาในห้องนานร่วมสิบนาที ครับ! เดินเรื่องด้วยการเดินอย่างเดียว บวกเพลงประกอบ จนทีแรกคิดว่ากำลังชม มิวสิก วิดีโอ!

คงเป็นกฎไปแล้วกระมังที่หากเรื่องดัง เรทติ้งสูง ก็ต้องขยายเรื่อง


ในบรรดาหนังซีรีส์ในรอบหลายปีนี้ ผมออกจะชอบชุด The West Wing มากกว่า ดูเหมือนจะเป็นหนังที่มีบทพูด “ฉลาด” กว่าหนังทีวีทั่วไป จนบ่อยครั้งก็ฟังไม่รู้เรื่อง คนที่ดูหนังพร้อมผมถามว่า “รู้ไหมว่าพวกเขาพูดอะไรกัน?” ผมตอบว่า “ไม่รู้เรื่องหรอก แต่มันดูดีอ่ะ”

ความจริงหนังชุดนี้หลายตอนมีคุณภาพการผลิตที่ดีกว่าหนังโรงเสียอีก ซึ่งก็ไม่น่าแปลก เพราะราคาสร้างตอนละหกล้านเหรียญ (สมัยสิบกว่าปีก่อน ค่าสร้างหนังชุด The X - Files ตอนละหนึ่งล้านเหรียญก็ถือว่ามากแล้ว) เงินลงทุนขนาดนี้จัดว่าสูงมากสำหรับหนังโทรทัศน์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบรรดานักแสดงหลักๆ ได้เงินค่าแสดงถึงตอนละ 75,000 เหรียญ ส่วนตัวละครหลักที่แสดงเป็นประธานาธิบดี (มาร์ติน ชีน) ได้ค่าตัวตอนละสามแสนเหรียญ

The West Wing เป็นส่วนหนึ่งของตึกไวท์เฮาส์ปีกตะวันตก เป็นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ในโลกของความจริง พนักงานที่มีชื่อเสียงที่สุดคงหนีไม่พ้นนางสาวโมนิกา ลูวินสกี้ ในยุคประธานาธิบดี บิล คลินตัน ผู้สอนชาวโลกว่า ซิการ์ทำอะไรได้มากกว่าการจุดสูบ!

เมื่อปี 1995 มีหนังโรแมนติก-คอเมดี-ดรามาเรื่องหนึ่งมาฉายบ้านเรา ชื่อ The American President นำแสดงโดย ไมเคิล ดักลาส, แอนเน็ตต์ เบนนิง เป็นเรื่องของประธานาธิบดีหนุ่มใหญ่ที่เป็นม่ายหลงรักสาวนักล็อบบี้ยิสต์ หนังดูเพลินๆ สบายๆ หนังเรื่องนี้เขียนบทโดยหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ชื่อ แอรอน ซอร์กิน

บทหนังดั้งเดิมของเรื่องนี้หนาถึง 385 หน้า แต่ใช้เพียง 120 หน้า ดังนั้นไม่กี่ปีต่อมา คนเขียนบทก็ได้นำบทส่วนที่ไม่ได้ใช้ไปรื้อเขียนใหม่กลายเป็นเรื่องชุด The West Wing ปรากฏว่าหนังดังระเบิด เป็นหนังชุดที่ได้รับรางวัลเอมมีมากที่สุด เท่ากับชุด Hill Street Blues ตั้งแต่ปี 1999 มาถึงวันนี้ สร้างมาแล้วกว่า 150 ตอน

หนังทีวีชุดนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับการเมืองอเมริกันดีกว่าการอ่านตำรา บางเรื่องก็เข้าใจยากหรือไม่เคยรู้มาก่อน และแน่นอนหนังได้เติมสีสันใส่ไข่พอสมควร กระนั้นคนที่เคยทำงานใน The West Wing จริงๆ รวมทั้งประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด, จิมมี คาร์เตอร์ และ บิล คลินตัน ต่างยกนิ้วให้หนังชุดนี้

หนังเต็มไปด้วยบทสนทนาที่ยากๆ ที่เราไม่มีวันพบในหนังทีวีไทย ส่วนมากเป็นบทพูดยาวๆ และบางครั้งก็ดูเหมือนว่าพยายามให้ดูฉลาดๆ เข้าไว้ ประเด็นของเรื่องมีทั้งการเมืองภายในและภายนอก เช่น สงครามอิสราเอล อิหร่าน เกาหลี การก่อร้าย ฯลฯ แต่น่าเสียดายยังไม่มี The West Wing ตอนใดที่เล่นเรื่องคนไปชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยกับขับไล่เผด็จการหลังจากพรรคโดนยุบ! (แน่ะ! ไหนว่าไม่คุยเรื่องที่ไม่ต้องถอนใจแล้วไง)

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าการเขียนบทหนังโทรทัศน์ดีๆ ช่างยากจริง โดยเฉพาะหากเป็นสคริปต์โทรทัศน์ที่ต้องเขียนอาทิตย์ต่ออาทิตย์

เหตุผลที่ผมยกหนังเรื่องนี้มาเล่าก็เพราะเชื่อว่านี่เป็นหนังที่ไม่มีวันถูกสร้างในบ้านเรา ผู้สร้าง The West Wing บอกว่า เรื่องนี้จับกลุ่มคนดู (ที่การตลาดเรียกว่า target group) อีกระดับหนึ่ง คือคนที่มีรายได้สูงและมีการศึกษาสูงหน่อย

ถึงแม้ว่าอเมริกาเต็มไปด้วยหนังโทรทัศน์ที่ไร้สาระ แต่ก็ต้องยอมรับว่า วงการหนังโทรทัศน์ของพวกเขาไปไกลกว่าเราหลายปีแสง ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ที่นั่นมีความหลากหลายกว่า มีทั้งเรื่องน้ำเน่า เรื่องบู๊ไร้สาระ แต่ก็มีเรื่องประเทืองปัญญาที่บ้านเราบอกว่า “ไม่มีคนดูหรอก” เช่นกัน

ทุกครั้งที่ผมตั้งคำถามว่า ทำไมละครทีวีไทยจึงมีแต่เรื่องแบบเดิมๆ การแสดง “เหนือจริง” แบบเดิมๆ (ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยท่านหนึ่งเคยบอกกับผมว่า นักแสดงที่เล่นหนังทีวีนานๆ เมื่อมาเล่นหนังใหญ่ ต้องจับมาเรียนการแสดงใหม่หมด) จะได้รับคำตอบว่า “ก็เพราะคนดูต้องการอย่างนั้น”

ปราบดาครับ บอกตรงๆ ว่า ผมรับคำตอบแบบนี้ไม่ได้จริงๆ ครับ ผมทำงานในวงการสร้างสรรค์และวงการตลาดมานานพอที่เห็นว่า ประโยค “ก็เพราะคนดูต้องการอย่างนั้น” เป็นเพียงข้ออ้างของความขี้เกียจเท่านั้น ทุกครั้งที่ผมเห็นของกินจานใหม่ๆ ที่พ่อค้าแม่ค้า “ตลาดล่าง” เหล่านี้สร้างสรรค์ออกมาขาย ผมก็เชื่อว่าการสรุปว่าพวกเขาชอบดูแต่ของเดิมๆ ออกจะดูหมิ่นสติปัญญาของพวกเขาไปหน่อย

และหากผู้สร้างหนังเชื่อจริงๆ ว่า “ก็เพราะคนดูต้องการอย่างนั้น” อย่างน้อยก็ควรถามตัวเองว่า ได้สร้างหนังออกมาดีพอหรือเปล่า วงการโทรทัศน์บ้านเราก็เหมือนคุกที่มีคนไฟแรงจำนวนมากวางแผนเข้าไป “Prison Break” ออกมา แต่จนแล้วจนรอด ทุกคนก็ยังถูกขังอยู่ภายในนั้น ออกมาไม่ได้สักที

........................

ปราบดา ตอบ วินทร์

กรกฎาคม ๒๕๕๐

อดแปลกใจไม่ได้ครับ ที่คุณวินทร์มีความรู้เกี่ยวกับรายการทีวีและซีรีส์ฝรั่งพอๆกับเด็กวัยรุ่น ผมกลับเป็นคนที่ไม่ประสีประสา บางครั้งยังนึกด้วยซ้ำว่ามีทีวีไว้ก็ไม่ค่อยคุ้ม ยิ่งเคเบิ้ลทีวียิ่งไม่ต้องพูดถึง บางเดือนรู้สึกเสียดายเงินอย่างบอกไม่ถูก เพราะผมเป็นพวกเสพทีวีแบบสะเปะสะปะ นั่นคือดูตามอารมณ์ ไม่มีเวลาแน่นอน ไม่เคยสนใจจำว่ารายการอะไรมาวันและเวลาไหน จะว่าไป ผมก็เหมือนกับคุณวินทร์ที่ใช้ทีวีเป็นยาแก้เครียด แต่สงสัยผมจะไม่ค่อยเครียด นานๆจึงจะอยากแก้สักที

ผมเคยนึกสงสัยนะครับ ว่าทำไมตัวเองจึงไม่มีพฤติกรรมการดูทีวีที่เป็นระบบเหมือนชาวบ้าน ผมทึ่งที่หลายต่อหลายคนมีรายการ ละคร หรือซีรีส์ที่พวกเขา “ติด” และต้องกลับบ้านไปอาบน้ำอาบท่าเพื่อตั้งตารอ ผมเองก็ไม่ใช่ว่าไม่มีรายการที่ชอบดู แต่ต่อให้ชอบขนาดไหน ผมก็ยังไม่เคยจดจำอยู่นั่นเองว่ารายการเหล่านั้นออกอากาศเมื่อไร หรือผมจะเป็นคนประเภทชอบเสี่ยงโชคก็ไม่รู้ ประมาณว่าภาวนาขอให้เปิดมาเจอรายการที่ตัวเองชอบ ถ้าไม่เจอก็ซวยไป

แต่ก็มีบางคืนบางวันที่รู้สึกขอบคุณทีวี ผมเป็นคนชอบดูรายการสารคดีช่อง National Geographic และ Discovery บางทีก็เปิดไปเจอขุมทรัพย์มหาศาลที่ไม่คาดฝันว่าจะได้ดู ช่องพวกนี้มีเหมือนกันนะครับที่อยู่ๆก็เสนอแต่รายการน่าตื่นเต้นติดต่อกันตลอดวัน ผมเคยเจอมาแล้วประมาณสองสามครั้ง ทำให้ต้องนั่งติดเก้าอี้อยู่เป็นชั่วโมงๆ ไม่เป็นอันกินอันนอน บางคืน (หรือน่าจะต้องเรียกว่าบางเช้ามากกว่า) ผมมองนาฬิกาแล้วถอนหายใจ ดวงอาทิตย์จะขึ้นอยู่แล้ว รายการดีๆก็ยังไม่ยอมจบ อยากนอนก็อยาก อยากดูก็อยาก อยากประหยัดไฟก็อยาก

ผมไม่เคยคิดจะหยิบหนังสือตารางเวลาการถ่ายทอดขึ้นมาดูว่ารายการเดียวกันนี้จะกลับมาฉายซ้ำอีกทีเมื่อไร ถ้าเปิดมาแล้วเป็นรายการที่ผมสนใจจะดู ต่อให้รายการจบตีห้าครึ่ง ผมก็อึดทนจนจบ วิธีแก้ทางเดียวคือต้องไม่เปิดทีวีตอนตีสองตีสามเท่านั้น

การพูดถึงทีวีมักทำให้ผมนึกถึงครูคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เคยสอนผมเมื่อนานมาแล้ว เธอเป็นครูผู้หญิง ผมเพิ่งมีโอกาสได้พบเธออีกครั้งโดยบังเอิญไม่นานมานี้เอง เมื่อยี่สิบปีก่อนเธอก็ดูมีอายุมากพอสมควร ตอนนี้ไม่น่าเชื่อว่าเธอยังไม่เปลี่ยนไปเลย (ตอนผมถามเธอว่า “เป็นอย่างไรบ้างครับ” เธอตอบพร้อมเสียงหัวเราะว่า “ก็ดี แต่ความชรามันก็ไม่เกรงใจใครหรอกใช่ไหม” ทั้งๆที่เธอยังดูแข็งแรงไม่ต่างจากสมัยก่อนแม้แต่น้อย) ครูคนนี้เป็นที่รู้กันว่าเธอตั้งใจไม่มีทีวีอยู่ในบ้าน และรู้สึกว่าลูกๆของเธอก็จะไม่เคยได้ดูทีวีเหมือนกัน ผมมีประสบการณ์การเรียนที่ดีกับเธอ ไม่ใช่เพราะเธอไม่ดูทีวี แต่เพราะเธอเป็นครูที่สอนด้วยความทุ่มเทและจริงใจ เธอมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ผมเริ่มชอบคณิตศาสตร์ ทั้งที่เคยเกลียดมันมาตลอด

แต่นอกจากนั้น ความเป็นครูที่น่าทึ่งของเธอยังทำให้ผมสนใจพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากชาวบ้านของเธอด้วย เธอทำให้ผมตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจังว่าทีวีเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตหรือไม่ ทำไมทุกคนจึงต้องซื้อทีวี ดูทีวี มีทีวีอยู่ที่บ้าน เหตุใดทีวีจึงต้องกลายเป็นธุรกิจทางความบันเทิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดธุรกิจหนึ่ง

โดยส่วนใหญ่ คนเราชอบให้ “คนอื่น” สร้างความบันเทิงให้เรา มากกว่าที่จะอยากออกแรงหาความบันเทิงใส่ตัวเอง ใครลุกขึ้นมาแสดงอะไรอยู่ข้างถนน เราก็มุงดู ใครก้าวขึ้นไปบนเวทีแล้วจับไมค์ร้องเพลง เราก็แหงนหน้าดูและฟังอย่างตื่นตาตื่นใจ นี่ไม่ใช่พฤติกรรมสมัยใหม่ของมนุษย์ แต่อาจเรียกได้ว่าเป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ เรายินยอมที่จะตกอยู่ภายใต้มนตร์สะกดของความบันเทิงมาช้านาน การแสดงข้างถนนหรือละครเวทีของชาวกรีก ก็คือทีวีของยุคสมัยเหล่านั้นนั่นเอง ผมจึงไม่คิดว่าการ “ติดทีวี” ของเราเป็นเรื่องแปลกหรือน่าตกใจ

คุณสมบัติของทีวีที่ผมคิดว่าทำให้ชีวิตมนุษย์เปลี่ยนไป คือการล่วงล้ำและบังคับของผู้มีอำนาจในการผลิตความบันเทิงทางทีวีมากกว่า ความสามารถในการ “เข้าถึงห้องนั่งเล่นในทุกครัวเรือน” เป็นสิ่งที่ทำให้ทีวีมีอำนาจแฝงเกินเลยจากการเป็นเพียงความบันเทิง สำหรับหลายคนผมคิดว่าทีวีก็เหมือนยาเสพติด เหมือนการสูบบุหรี่หรือกินเหล้า ที่ถูกกฎหมายและทำเงินมหาศาลให้ผู้อยู่เบื้องหลัง มันอาจไม่ใช่ยาเสพติดที่มีผลต่อร่างกายของผู้เสพเหมือนยาเสพติดชนิดอื่น แต่ผมเชื่อว่ามันมีผลต่อสุขภาพด้านอื่นของเราแน่ๆ เช่นสุขภาพทางความคิด สุขภาพทางการใช้ชีวิต สุขภาพทางการใช้วิจารณญาณ และสุขภาพทางความเชื่อ

ครูของผมสะกิดให้ผมคิดได้ว่าจริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องดูทีวีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ ที่รายการทีวีส่วนใหญ่ดำเนินไปภายใต้กลไกของธุรกิจอย่างแน่นแฟ้น มีน้อยรายการนักที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนดูอย่างแท้จริง กระทั่งในแง่การให้ความบันเทิง

เมื่อพูดถึงด้านร้ายของทีวี คนฟังมักจะคิดว่าคนที่คิดแบบผมเป็นพวกเครียดกับชีวิต อยากให้ทุกอย่างมีแต่สาระ อยากดูแต่สารคดี ข่าว หรือรายการเพื่อสังคม (รายการประเภทหลังนี่ผมแทบไม่ชอบดู เพราะมักจะไม่ค่อยฮา) คนบันเทิงเมื่อถูกตำหนิว่าทำแต่เรื่องตลกไร้สาระ มักเป็นต้องแก้ตัวหรือโต้แย้งด้วยคำพูดประมาณว่า “ชีวิตปกติก็เครียดพอแล้ว เมื่อดูหนังหรือทีวีก็ควรจะได้ผ่อนคลายด้วยความบันเทิงขำๆบ้าง” ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยอยากดูหรือทำอะไร “เครียดๆ” ผมชอบความสนุก ตลก บ้าบอ ติงต๊อง ฮาตรึม เหมือนกับคนอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ชอบความซ้ำซากหรือการพยายามจะหากินกับคนดูอย่างมักง่ายเกินไป ความเบื่อหน่ายที่ผมมีต่อทีวี ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกที่ว่าทีวีมีแต่รายการห่วยๆ แต่เกิดจากความรู้สึกว่าถูกบังคับให้จำเจ รายการแบบไหนประสบความสำเร็จก็จะมีรายการแบบเดียวกันผุดขึ้นอีกเป็นสิบ ดาราคนไหนฮ็อทขึ้นมาก็จะเห็นหน้าเขาหรือเธอทุกรายการ ทุกวัน ทุกเดือน บางรายเรียกได้ว่าทุกปี พล็อตละครส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นสนุก คาดเดาได้หมดตั้งแต่ตอนแรก

พระเอกกับนางเอกไม่รู้จักกัน ขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ โอ้ พนันได้เลยครับว่าเขาและเธอต้องบังเอิญนั่งเก้าอี้ติดกันแน่ๆ และเมื่อลงจากเครื่องแล้ว พนันเพิ่มเข้าไปอีกได้ว่าทั้งคู่ต้องเดินชนกันในเมืองใหญ่โดยไม่คาดฝัน หรือไม่อย่างนั้นก็ค้นพบที่สนามบินว่าจริงๆแล้วทั้งสองเป็นญาติห่างๆกัน (เป็นญาติสนิทไม่ได้ เดี๋ยวกลายเป็นรักต้องห้าม มีลูกออกมาจะขาสั้น) สุดท้ายก็ต้องเช่าห้องอยู่ด้วยกันจนตกหลุมรักกัน ทั้งๆที่บุคลิกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผมไม่ได้เครียดเลยครับ ผมเบื่อ! และความน่าเบื่อของความบันเทิงซ้ำๆซากๆนั่นแหละที่ทำให้ผมเครียด!

ยิ่งทีวีนำเสนอความซ้ำซากจำเจมากขึ้นเท่าไร มันยิ่งกลายเป็นยาเสพติดมากขึ้นเท่านั้น เพราะความหมายของการเสพติดก็คือการได้รับสารเดิมๆอยู่เสมอเพื่อความอยู่รอด

เคยมีหลายครั้งที่ผมมีความจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไร้ทีวี เช่นต้องเดินทางไปทำงานในที่ที่ไม่มีโอกาสได้ดูทีวีเป็นเดือน ซึ่งทำให้ผมขาดการเชื่อมต่อกับกระแสนิยมไปโดยปริยาย แต่มันก็พิสูจน์ให้ผมเห็นว่าทีวีไม่มีความจำเป็นใดๆทั้งสิ้น หากมีข่าวสารอะไรสำคัญในสังคม ต่อให้ไม่มีทีวีผมก็เป็นต้องได้รู้ได้ยินจากทางอื่น การพลาดละครหรือซีรีส์ดังๆยิ่งไม่สำคัญเข้าไปใหญ่ ผมไม่เคยเจอปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะผมไม่เคยดูซีรีส์เกาหลีหรือรายการประกวดแข่งขันปั้นคนให้เป็นดาว (ปั้นคนให้เป็น “สินค้า” จะตรงกว่า)

เพื่อนของผมคนหนึ่งมีอพาร์ทเม้นท์ที่เขากำลังหาคนมาเช่า เขาบอกผมเมื่อเร็วๆนี้เองว่าทุกคนที่มาดูห้อง ถามเขาว่าทำไมไม่มีเคเบิ้ลทีวี ทำให้เขาต้องติดเคเบิ้ลทีวี หากต้องการได้คนเช่าง่ายและเร็วขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าคนสมัยใหม่ “ติด” ทีวี

เรื่องความด้อยคุณภาพของทีวีไทยเป็นสิ่งที่หลายคนบ่นแบบคุณวินทร์มานานแล้ว ผมคงไม่มีอะไรเพิ่มเติมเพราะผมก็รู้สึกเหมือนคุณวินทร์นั่นแหละครับ แต่ความจริงฟรีทีวีของประเทศอย่างอเมริกาก็ไม่ได้ดีไปกว่าเราเท่าไร ค่านิยมของเขาอาจจะไม่เหมือนกับของเรา แต่ในแง่ความซ้ำซากจำเจก็ไม่ต่างกันมากนัก รายการที่ว่าดีๆ ส่วนใหญ่จะออกอากาศทางช่องเคเบิ้ล นั่นก็หมายความว่า อะไรก็ตามที่ “ฟรี” และมีขึ้นเพื่อนำเสนอกับ “คนส่วนใหญ่” ล้วนต้องรักษาคุณสมบัติของความเป็นยาเสพติดเอาไว้ไม่มากก็น้อย

บางคนอาจเถียงว่า รายการดีๆทางฟรีทีวีก็มีอยู่เหมือนกัน

มีครับ เพราะโดยนิสัยของคนเรา ก็ยังคงมีความละอายใจกับความประพฤติหรือนิสัยแย่ๆของเราอยู่ เหมือนเวลาทำกับข้าวก็โรยผักลงไปบ้างให้ดูเหมือนมีคุณค่าทางโภชนาการ ทีวีก็จะยังคงมีพื้นที่เล็กๆสำหรับรายการหรือละครดีๆเป็นครั้งคราว แต่ก็จะไม่มีวันมากพอที่จะส่งผลให้ทีวีกลายเป็น “สื่อคุณภาพ” แน่ๆ

ที่พูดมาทั้งหมด ผมไม่ได้อยากให้มีการปฏิวัติทางทีวีหรอกนะครับ ในเมื่อผมไม่เห็นความจำเป็นของการดูทีวีเท่าไร ผมว่าดีแล้วด้วยซ้ำที่ทีวีไม่ค่อยมีอะไร “ดีๆ” ให้ดู ผมค่อนข้างเชื่อว่าสื่อทุกอย่างมีธรรมชาติของมัน ซึ่งเกิดจากจุดประสงค์แท้จริงและดั้งเดิมทางสื่อนั้นๆ เช่น ทีวีเกิดจากความต้องการทางธุรกิจเป็นหลัก มันก็จะต้องทำหน้าที่นั้นมากกว่าจะทำตัวเป็น “ครู” ให้ความรู้กับสังคม อินเตอร์เน็ทเกิดจากความต้องการของนักวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้อย่างรวดเร็ว มันจึงทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการเป็นแหล่งข้อมูลและการสื่อสาร ในช่วงแรกของการมีอินเตอร์เน็ท ยังไม่ค่อยมีใครจับทางได้ว่าจะหาเงินกับอินเตอร์เน็ทอย่างจริงๆจังๆได้อย่างไร และจนถึงวันนี้ ผมว่าอินเตอร์เน็ทก็ยังไม่ได้มีหน้าที่ให้ “ความบันเทิง” กับผู้ใช้ได้แบบทีวี อีกหน่อยเมื่อทีวีกับอินเตอร์เน็ทถูกผสมร่างเข้าด้วยกันแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นผมก็ไม่ทราบ แต่ถ้าจะให้เดา คุณสมบัติของเป็นการเป็นพื้นที่สำหรับแชร์ข้อมูลที่ “เร็วและฟรี” ของอินเตอร์เน็ท คงต้องถูกความบันเทิงและโฆษณากลืนกินจนกลายเป็นทีวีรูปแบบใหม่นั่นเอง

ความเบื่อทีวีทำให้ผมหันไปทำอย่างอื่นแทนการดูทีวี บางคืนเปิดทีวีแล้วเจอแต่รายการน่าเบื่อผมก็ปิดทันที หยิบหนังสือมาอ่านแทน ปัญหาของผมจึงไม่ใช่ความกลัดกลุ้มใจต่อคนผลิตรายการทีวี ยิ่งมีแต่รายการห่วยๆ ผมก็ยิ่งจะเปิดทีวีน้อยลงเท่านั้น ดีเสียอีก

ผมรู้สึกตื่นเต้นและดีใจที่ได้เจอครูผู้ไม่มีทีวีของผมอีกครั้งแม้เราจะได้ยืนคุยกันเพียงไม่กี่นาที เธอถามถึงชีวิตและหน้าที่การงานของผม และเมื่อได้รับรู้ข้อมูลคร่าวๆ เธอยิ้มและแสดงความยินดีที่ชีวิตผมไม่กเฬวรากอะไรนัก

ส่วนผม ผมดีใจที่มีโอกาสบอกเธอว่าที่ผมโตขึ้นอย่างค่อนข้างไม่เป็นปัญหาต่อสังคม (แต่หลายคนอาจเถียง!) “ก็เพราะได้เรียนกับคนอย่างครูนั่นแหละครับ”

เธอเป็นครูผู้ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผม

ตลกดีนะครับ ที่สาเหตุหนึ่งเกิดจากการไม่มีและไม่ดูทีวีของเธอ

สงสัยผมต้องกราบขอบคุณทีวีจริงๆเสียแล้ว


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนสิงหาคม 2550