อัลบั้มใหม่ที่น่าสนใจของเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม 2550

“ เดือน ก.ค. และ ส.ค. ภายในช่วง 2 เดือนนี้เหล่าบรรดาผู้คนในหน่วยงานต่างๆที่มีชื่อย่อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม แก็งค์ ก๊วน คณะ ฯลฯ อาทิ คมช. นปก. สสร. สนช. นรม. รมต. รมช. เป็นต้น ล้วนแล้วแต่ร่วมสมานฉันท์กันสร้างสารพันความเซ็ง ความน่าเบื่อ ความอึดอัด ความน่าอาย ความเสียหายทั้งหลายให้กับคนไทยและประเทศไทย จนทำให้ใครต่อใครต่างไม่มีแรงหรือพลังในการสร้างสรรค์ หรือแม้แต่การลงทุนใดๆ คงไม่มีคำถาม ไม่มีคำด่า ไม่มีการต่อว่าหรือประชดประชันใดๆ เพราะบุคคลต่างๆ เหล่านี้ไม่มีใครดีกว่าใคร เก่งกว่าใครและเลวกว่าใคร ...ใช่มั้ยครับ ? ประเทศไทยจึงเป็นอย่างที่เราเห็นกันในวันนี้

มาแปรเปลี่ยนความรู้สึกที่ไม่ดีต่างๆต่อพวกเขาเหล่านั้นด้วยอัลบั้มที่ดีมากและดีไม่มากประจำช่วงเวลานี้กันดีกว่าครับ”

................................

อัลบั้ม Send Away The Tigers

ศิลปิน Manic Street Preachers

สังกัด Sony-BMG

“ ซิงเกิลแรกของอัลบั้มนี้คือ ‘ Your Love Is Not Alone ’เราได้ Nina Persson นักร้องของวง The Cardigans มาร้องให้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นวงดนตรีอีกวงที่คนในวงการประมาณความสามารถของพวกเขาน้อยไปหน่อย เนื้อหาของเพลงนี้ค่อนข้างซับซ้อนนะ เพราะมันอธิบายและสื่อสารถึงองค์ประกอบที่ทำให้ประเทศหนึ่งอยู่รอดได้ ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น เช่นเราไม่สามารถมีศาสนา ความรักหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เราต้องการทุกๆองค์ประกอบที่จะสร้างความสามัคคีในชาติด้วย ..........”

นี่คือคำบอกเล่าของนาย Nicky Wire มือเบสและแกนนำของวง ที่หันมาทำหน้าที่เขียนเนื้อร้องและกำหนดทิศทางกับคอนเซ็ปท์ของแต่ละอัลบั้มอย่างเต็มตัว ตั้งแต่เพื่อนรักนาย Richey หายตัวไปจากวงในปี 1995 ( ตัดตอนมาจากบทสัมภาษณ์บางส่วนที่ทางต้นสังกัดส่งมาให้เป็นข้อมูลพร้อมกับซีดี)

จริงๆ แล้วน่าจะนำเพลงนี้ไปเปิดประจำในทุกสถานีวิทยุตอนเย็นๆหลังรายการเพื่อแผ่นดินไทย เพื่อให้คนไทยบางกลุ่มบางพวกที่กำลังลุ่มหลง งมงาย ยึดติดอยู่คำโฆษณาชวนเชื่อของนโยบายประชานิยมบางนโยบายที่สร้างความหายนะและความแตกแยกของผู้คนในชาติ ด้วยเศษเงินอันน้อยนิดของมารร้ายหน้าเหลี่ยมจากลอนดอน ที่โปรยปรายมาให้เพื่อรักษาอำนาจ ทรัพย์สมบัติของตนเองและพวกพ้องเครือญาติเท่านั้น รวมไปจนถึงพวกที่คลั่งศาสนาหน้ารัฐสภาเพื่อแค่ต้องการให้บรรจุคำไม่กี่คำลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยลืมไปว่าแก่นแท้ของศาสนาจริงๆคืออะไร และพวกสัตว์เดรัจฉานในคราบมนุษย์ที่ใช้ศาสนากับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในอดีตมาบังหน้า เพื่อทำร้ายและเข่นฆ่าผู้คนทุกๆวันทาง 3 ภาคใต้ด้วย จะได้รู้ว่าสังคมและประเทศจะเจริญก้าวหน้าไปในทางที่ดีได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบหลายๆอย่างผสานกัน ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือความต้องการให้ได้ดังใจของตัวเองเท่านั้น

อัลบั้มล่าสุด ‘Send Away The Tigers’ ของวงพังค์ร็อคจาก Black Wood เมืองชนบททางใต้ของประเทศเวลส์ ที่ทั่วโลกและคอร็อคชาวไทยรู้จักกันในนามของวง Manic Street Peachers มาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก ‘Generation Terrorists’ ในปี 1992 จากการหนุนหลังและโปรโมทอย่างสุดขั้วของคุณป้าแต๋ว – วาสนา วีระชาติพลี ที่ตอนนี้ได้กลับมาแสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยดนตรีอินดี้ร็อคอีกครั้งทาง FM 99.50 The Radio

แฟนพันธุ์แท้ของวงนี้ชื่นชอบและหลงรักต่อพวกเขาเพราะอะไร ? ท่วงทำนองของความเกรี้ยวกราด ดุดัน ดิบหยาบ หนักแน่นตามแบบฉบับของดนตรีพังค์ที่จับเอาดนตรีเฮฟวี่เมตัลมากระทำชำเราอย่างเหี้ยมโหด กล้าที่จะพูดและทำอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความกล้าหาญและใช้ฝีปากกล้าตะโกนผ่านสำนวนโวหารที่ไม่ต่างไปจากบทกวีหรือปรัชญา ร่ายออกมาเป็นเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความคับแค้น การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพอย่างอดทนและยาวนาน (พวกเขาเติบโตมาในช่วงที่มีการสไตรค์ของชาวเหมืองในยุค 80s The Manics จึงวางตัวเองเป็นวงสังคมนิยมและเป็นกระบอกเสียงของชนชั้นแรงงาน) การตีแผ่ความเลวร้ายของสงคราม ความล่มสลายของสังคม สิทธิเสรีภาพของเด็กและสตรีไปจนถึงการอยู่รวมกันอย่างสมานฉันท์ท่ามกลางความแตกต่างทางความเชื่อ เชื้อชาติและฐานะความเป็นอยู่ทางสังคม

และวันนี้เหล่านักบวชพังค์ร็อคข้างถนนทั้ง 3 คนที่เหลืออยู่คือ James, Nicky และ Sean ได้นำเอาเรื่องราวทั้งหมดข้างบนมาใส่ไว้ในอัลบั้มล่าสุด ‘Send Away The Tigers’ อีกครั้ง หลังจากที่ได้ลดทอนดีกรีของความพลุ่งพล่านและความเกรี้ยวกราดลงไป หันมาประนีประนอมทำดนตรีและเขียนเนื้อหาที่เป็นมิตรและมองโลกในแง่ดีออกมา ให้คนฟังในหมู่กว้างของวงการเมนสตรีมร็อคได้สัมผัสจนเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันอย่างแพร่หลายมาจนถึงวันนี้ว่า The Manics คือวงร็อคที่ไม่มีวันตายอีกวงของโลกดนตรีร็อค ทั้ง 4 อัลบั้มที่ทำกันเอง 3 คนและอีก 3 อัลบั้มแรกที่ผ่านมารวมเป็นเวลา 16 ปีเต็ม พวกเขาได้ผ่านจุดสูงสุดและสถานการณ์เลวร้ายที่สุดมาแล้วอย่างผู้ชนะ ความเป็นผู้ก่อการร้ายทางดนตรีจึงถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพกลับมาอาละวาดอีกครั้ง ผ่าน 10 บทเพลงของอัลบั้มนี้ ที่มอบพลังแห่งความเร่าร้อนพลุ่งพล่านเหมือนกับในสมัย 3 อัลบั้มแรกได้อย่างน่าชื่นชม

“นับตั้งแต่ Everything Must Go และ This Is My Truth Tells Me Your เราพยามที่จะลดตัวเองลงให้เท่ากับก้อนยางเล็กๆ ในการทำ Send Away The Tigers เราเลยกลับไปนั่งฟังงานเก่าๆอย่าง Everything Must Go จนถึงงานในอุดมคติของวัยหนุ่มสาวอย่าง Generation Terrorists ด้วยการเอาตัวเองกลับไปเป็นเด็กอายุ 18 หรือ 21 อีกครั้ง การเสียดสีแดกดันเป็นเรื่องฉลาด

แต่วันนี้พวกเรากลับเดินทางมาถึงจุดที่ว่า มันไม่ได้ช่วยอะไรๆให้ดีขึ้นมาได้เลยถ้าเรายังอยู่ในวงการดนตรี แต่เราก็จำเป็นต้องทำมันออกมาอีกจนได้ Send Away The Tigers จึงไม่ใช่อัลบั้มที่มีคอนเซ็ปท์สูงเลิศเลอ ไม่มีทฤษฎีสลักสำคัญอะไร ซึ่งเราแต่งเพลงทั้งหมดเกือบ 30 เพลงสำหรับอัลบั้มนี้ และเลือก 10 เพลงที่ดีที่สุด มันสั้นมากรวมทั้งหมดแค่ 38 นาทีเท่านั้น Nicky ได้พูดถึงอัลบั้มนี้ไว้อย่างน่าคิด

38 นาทีของ 10 เพลงไม่รวมเพลงอีแอบ ‘Winterloves / Working Class Hero’ ที่เป็นเพลงคัฟเวอร์ เราได้รับฟังทุกรสชาติของความเป็น The Manics ทั้ง 16 ปีที่ผ่านมาอย่างเต็มที่ ด้วยความรู้สึกว่ามันมีความยาวนานเหมือน 3800 นาทีเลยทีเดียว แฟนพันธุ์ใหม่และคอร็อคทั่วไปสามารถเข้าใจในท่วงทำนองพังค์ร็อคทั้ง 38 นาทีได้ไม่ยาก ส่วนแฟนพันธุ์แท้ห้ามพลาดเพราะ ผู้ก่อการร้ายตัวจริงของดนตรีพังค์ร็อคได้กลับมาแล้ว !

...............................

อัลบั้ม Young Modern

ศิลปิน Silverchair

สังกัด EMI

Silverchair เป็นวงดนตรีโมเดิร์นร็อคหรือกรั๊นจ์จากออสเตรเลีย ที่เดินตามรอยดนตรีของ Nivana ดั่งเงาตามตัว มาตั้งแต่อัลบั้มแรก ‘Frogstomp’ ในปี 1995 ซึ่งตอนนั้นนาย Daniel Johns นักร้องนำมีอายุแค่ 15 ปีเอง แต่วงทรีโอร็อควงนี้กลับโด่งดังคับโลกด้วยอัลบั้มชุดนี้ทันที จากความใสซื่อจริงใจที่ซ่อนอยู่ในพลังของเด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยความฝันและทะเยอทะยาน 10 กว่าปีที่ผ่านมาของ Silverchair พวกเขาตั้งหน้าตั้งตาก้าวเดินมาตามครรลองโดยออกผลงานอย่างสม่ำเสมอทุก 2 ปี เพื่อเป็นสายใยเนี่ยวรั้งแฟนเพลงเก่าๆ ไว้ ซึ่งพวกเขาก็ยึดไว้ได้อย่างแน่นหนาท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกราก และหลากหลายของสารพันแนวดนตรีที่ไหลบ่าออกมาให้ผู้คนได้ลิ้มลองกันทุกๆปี

แต่ดนตรีโมเดิร์นร็อคของพวกเขาก็ไม่เคยโดนทอดทิ้งไปจากคอร็อคทั้งหลายเช่นกัน 3 อัลบั้มหลังแม้ไม่ตูมตามแต่ก็สามารถเอาตัวรอดผ่านมาถึงวันนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

วันเวลาและประสบการณ์ย่อมส่งผลให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเสมอฉันท์ใด Silverchair ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีฉันท์นั้น Daniel Johns แฟนหนุ่มของนักร้องสาวคนดัง นาตาลี อิมบลูเกลีย ได้ใช้เวลาในการพักวงจากอัลบั้มสุดท้ายก่อนหน้านี้คือ ‘ Diorama (2002)’ ไปทำงานอีกชิ้นกับเพื่อนนอกวงชื่อ Paul Mac โดยตั้งวง Dissociatives ขึ้นมาเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเองด้วยดนตรีร็อคกึ่งอิเล็กโทรนิกาที่ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นอย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งที่เขาได้รับจากการทำงานนอกวงในครั้งนี้ จึงเป็นประโยชน์สูงสุดที่ย้อนกลับมายังวง Silverchair ในอัลบั้มล่าสุด ‘Young Modern’ อย่างช่วยไม่ได้

ชั้นเชิงของดนตรีในแต่ละเพลงตั้งแต่แทร็คแรก ‘Young Modern Station’ จึงเป็นซาว์นดร็อคที่ร่วมสมัยทั้งนุ่มนวล หนักแน่นและได้จังหวะจะโคน กลิ่นอายของเสียงสังเคราะห์ที่นำมาใช้นั้นพอเพียงไม่เลอะเทอะ สัดส่วนของดนตรีเปิดกว้างทั้งภาคของร็อคและดนตรีเต้นรำที่ไม่จำเป็นต้องเน้นบีทที่ย่ำมาก ก็สามารถนำไปมิกซ์ต่อกับจังหวะเฮ้าส์, อิเล็กโทรหรือเบรคบีทได้สบายๆ

The Killers อาจจะถูกเป็นผู้ถูกฆ่าเสียเองได้ง่ายๆ โปรดอย่าเผลอเปิดคางเป็นอันขาด กลิ่นอายเมนสตรีมร็อคยุค 80s ที่เท่และขรึมขลังด้วยซาว์นดที่เฉพาะตัว ถูกนำมาเป็นหนึ่งในแม่สีหลักของแทร็ค ‘Straight Lines’ เพื่อละลายเจือจางกับดนตรีโมเดิร์นร็อคที่โอ้อวดของวัยรุ่นยุค 90s จนได้สีสันที่แตกต่างออกมาทั้งอ่อนโยน เร่าร้อนและขึมขลังในคราเดียวกัน แทร็ค ‘Those Thieving Birds(part 1) และ Part 2’ ท่วงทำนองและการเรียบเรียงงดงามดั่งโครงสร้างและท่วงทำนองอันอมตะของ The Beatles มาสมานฉันท์กับดนตรีซอฟท์ร็อคสุดเก๋าของวง Rush ที่ร่วมบรรเลงกับวง Journey โดยมีนาย Brian Eno มานั่งจิ้มเสียงสังเคราะห์ประกอบ แต่เสียงร้องยังคงเป็นของนาย Daniel John เหมือนเดิม

ส่วนแทร็ค ‘ Reflections Of A Sound ’ นั้นขอมอบให้กับสาวสวยเซ็กซี่ทั้งหลาย ที่มีทัศนคติไม่ค่อยดีกับดนตรีโมเดิร์นร็อคเพราะคิดว่าหยาบคายแข็งกระด้างและไม่ละเมียดละไม เนื่องจากแทร็คนี้ช่างงดงามพริ้วไหวน่าลูบไล้ไม่ต่างทรวดทรงองค์เอวที่ได้สัดส่วนของพวกเธอเลยแม้แต่น้อย นี่คือสุดยอดของดนตรี Beautiful Pop Rock ของปี 2007 ที่ใครๆต้องหลงรัก

‘Young Modern’ คืออีกหนึ่งอัลบั้มร็อคยอดเยี่ยมประจำปีนี้ของผม !

...............................

อัลบั้ม Good Girl Gone Bad

ศิลปิน Rihanna

สังกัด Universal

ก้าวที่ 3 ของสาวสวยเซ็กซี่ผิวสีอีกคนของวงการฮิปฮอป ซึ่งกำลังก้าวขึ้นสู่แถวหน้าในระนาบเดียวกับเหล่าดีว่ารุ่นใหม่ยุคนิวมิลเลเนียม 2 อัลบั้มแรกของเธอ ‘Music Of The Sun (2005)’ และ ‘A Girl Like Me (2006)’ ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นทั้งชื่อเสียง ยอดขายและรางวัลแกรมมี่โดยเฉพาะอัลบั้มที่แล้ว แถมยังได้ก็อดฟาเธอร์อย่างนาย Jay-Z ผู้บริหารคนใหม่ของค่ายเพลงชื่อดัง Def Jam หิ้วกระเตงไปโปรโมทเป็นศิลปินรับเชิญในการทัวร์รอบโลกของเขามาแล้ว ขาโย่ชาวไทยคงยังจำความสนุกจากเธอและเขาได้

ด้วยความสามารถที่หลากหลายกว่าการร้องเพลงสไตล์อาร์แอนด์บี โซลและแร๊พดังนักร้องสาวคนอื่นๆ เพราะเธอมีชาติกำเนิดที่มาจากบาบาร์โดส หมู่เกาะย่านทะเลแคริบเบียน อิทธิพลของดนตรีเร็กเก้และ Dancehall จึงผสมผสานอยู่ในสายเลือดของเธออย่างเข้มข้น ด้วยสาเหตุนี้เองที่นาย Jay-Z จึงประคบประหงมเธอยิ่งกว่าสาวบียอนเซ๋ที่เป็นกล่องดวงใจของเขาเสียอีก

อัลบั้มล่าสุด ‘Good Girl Gone Bad’ของเธอจึงถูกนาย Jay-Z ระดมพลเหล่ายอดฝีมือแห่งวงการอย่าง Timbaland, Ne-Yo และ Stargate ไปจนถึงนายหยิก Justin Timberlake ที่มาร่วมเขียนเพลงและร่วมประสานในเพลง ‘Rehab’ ให้ด้วย ทั้ง 12 แทร็คจึงก้าวกระโดดไปไกลเกินกว่าที่เหล่าดีว่าหน้าใหม่คนอื่นๆจะตามทัน ทั้ง ‘Umbrella’ ซิงเกิลแรกที่สร้างความทึ่งให้กับเราทั้งการร้องและดนตรีฮิป-พ๊อพกึ่งพ๊อพด๊านซ์สไตล์เดียวกับสาว Gwen แต่ลงตัวและสนุกกว่า แทร็คโปรดปราณของผมคือ ‘Shut Up and Drive’ ที่มากับดนตรีฮิป-ร็อคสุดเท่จนต้องเทความรักไปให้เธอไม่มีเหลือให้สาวอื่นๆอีกต่อไป

ดาวดวงใหม่แห่งวงการฮิปฮอป-อาร์แอนด์บี ที่กำลังจรัสแสงแรงกล้า และจะกลบความสว่างไสวของเหล่าดีว่าคนอื่นไปหมดสิ้นได้ด้วยอัลบั้มชุดนี้แน่นอน ...มั่นในยิ่งกว่าฟันธง !!!

...............................

อัลบั้ม Call Me Irresponsible

ศิลปิน Michael Buble’

สังกัด Warner Music

สตูดิโอชุดอัลบั้มนี้ก็เป็นก้าวที่ 3 ของศิลปินหนุ่มพ๊อพแจ๊สสตาร์จากแคนาดาคนล่าสุดของวงการ ที่มาพร้อมกับฝีมือ พรสวรรค์และไอเดียอันล้ำเลิส ในการเขียนเพลงเล่นเปียโนและนำเพลงคลาสสิคแจ๊สขึ้นหิ้งมารี-เมคใหม่ จนกลายเป็นแจ๊สสตาร์ได้ตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก รวมจากยอดขาย 11 ล้านชุดในทุกอัลบั้มนับว่าเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ก็ว่าได้

จากอิทธิพลดนตรีแจ๊สอมตะของป๋า Frank Sinatra (ที่ไม่ใช่ตัวปลอมจากเมืองไทย) และ Ella Fitzgerald ที่เขาฟังมาตั้งแต่วัยเด็ก ได้สร้างให้เขากลายเป็นศิลปินหนุ่มที่ตระเวณแสดงไปทั่วโลก และมีศิลปินรุ่นใหญ่มากมายอยากทำงานร่วมกับเขา อัลบั้มชุดนี้จึงอุดมไปด้วยศิลปินระดับป๋าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะให้เพลงอมตะของตัวเองมาให้เขารี-เมคใหม่อย่าง ‘Wonderful Tonight’ ของ Eric Clapton, และ ‘Me & Mrs. Jones’, ‘Always On My Mind’, ‘ I’m Your Man ’, ‘Call Me Irresponsible ’ ฯลฯ ของเหล่าศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่คอแจ๊สรู้จักกันดีจากยุค 30s -60s หรือเพลง ‘Lost’ และ ‘Everything’ ที่เขาแต่งขึ้นมาใหม่โดยมีนาย Bob Rock มาช่วยโปรดิวซ์

ส่วนเพลงทั้งหมดที่เหลืออยู่ภายใต้การควบคุมและโปรดิวซ์โดย David Foster และ Humberto Gatica ไม่นับรวมศิลปินและนักดนตรีรับเชิญระดับป๋าอีกหลายคน แค่นี้คงเพียงพอที่จะการันตีถึงความยอดเยี่ยมในแต่ละเพลงจากอัลบั้มชุดใหม่ของเขาได้แล้วใช่มั้ย ?

ณ จุดนัดพบของอดีต ปัจจุบันและอนาคตแห่งความคลาสสิคตลอดกาล.

...............................

อัลบั้ม Memory Almost Full

ศิลปิน Paul McCartney

สังกัด Universal

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ของวงการดนตรีโลกที่ถูกเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงอีกครั้ง ด้วยวิธีวิธีการทำการตลาดแบบใหม่ หลังจากที่ท่านเซอร์ Paul ได้เคยร่วมสร้างปรากฏการณ์และเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับโลกดนตรีมาแล้วกับผองเพื่อนๆ ร่วมวง The Beatles ในอดีตยุค 60s จวบจนถึงวันนี้และอนาคตที่ยังคงกล่าวขานถึงตำนานของสี่เต่าทองอย่างไม่มีวันจบสิ้น

ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ที่สยายปีกวางสาขาครอบคลุมไปทั่วทุกมุมเมืองใหญ่ๆของโลกไปแล้วเรียบร้อย ได้หันมาจับธุรกิจดนตรีโดยตั้งค่ายเพลงของตัวเองขึ้นมา เพื่อขายผลงานของศิลปินในสังกัดภายในร้านของตัวเองเงินทองที่อยู่ในกระเป๋าของคอกาแฟและผู้ชื่นชอบบรรยากาศดีๆแบบฟรีๆภายในร้านจะได้ไม่รั่วไหลหลุดรอดออกไปไหน นี่คือคำอธิบายของคำว่า ‘รวยทุกๆ ชาติ’ โดยแท้จริง ไม่เหมือนกับสโลแกนปลอมๆ เพื่อหลอกขายวัตถุมงคลที่คนไทยนิยมเชื่อกัน

ท่านเซอร์ Paul จึงได้รับเกียตริเป็นศิลปินคนแรกของค่ายนี้ไปโดยปริยาย เนื่องจากไร้ที่ติในทุกๆด้านของการเป็นศิลปิน เมื่อความสมบูรณ์แบบมาพบกับความฉลาดหลักแหลมด้านธุรกิจ สิ่งที่เราได้รับคืออะไร ? เสียเงินสิครับ ‘Dance Tonight’ แม้จะมีกลิ่นอายดนตรีคันทรี่นิดหน่อยด้วยเสียงของแบนโจ แต่มันก็มีความไพเราะสมบรูณ์แบบตามสไตล์ของ The Beatles ที่อุดมไปด้วยเนื้อหาที่คมคายโดนใจ ดนตรีที่ฟังง่ายได้ความรื่นรมย์ไม่เสียชื่อรุ่นเดอะอย่างท่านเซอร์ฯแน่นอน

ทั้ง 13 แทร็คที่ได้ David Kahne อดีตโปรดิวเซอร์คนเก่งของ The Boss – Bruce Springteen ในหลายๆอัลบั้มมาดูแลอยู่เบื้องหลัง ตัวท่านเซอร์ฯเองก็ดูแลภาคดนตรีทุกๆส่วนและเครื่องสายเองทั้งหมด อัลบั้ม ‘Memory Almost Full’ แฟนพันธุ์แท้ของท่านเซอร์ทั้งรุ่นเก่าและคอพ๊อพรุ่นใหม่คงอิ่มเอม และคงไม่มีคำวิจารณ์จากใครๆ ที่เจาะจงถึงจุดด้อยของแต่ละเพลงเลย ถึงแม้มันจะไม่โด่งดังเป็นพลุแตกและมียอดขายถล่มทะลาย แต่เมื่อรุ่นเดอะระดับช้างสารกลับมาอย่างเต็มตัวและเอาจริงเอาจังแบบนี้

หญ้าแพรกทั้งหลายโปรดหลีกทางเถอะ ไม่งั้นแหลกแน่ๆ.

...............................

อัลบั้ม The Police

ศิลปิน The Police

สังกัด Universal

The Police คือวงร็อคที่โด่งดังจนถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกวง โดยมีนาย Sting เป็นแกนนำและยังคงเป็นศิลปินเดี่ยวมาจนถึงวันนี้ การเดินทางบนถนนสายดนตรีในช่วงระยะเวลา 30 ปีกับ 2 รางวัล Brit Award, 6 Grammy Award และ ยอดขายมากกว่า 70 ล้านชุดทั่วโลก นั่นคือสิ่งที่ผู้คนในโลกนี้รับรู้มาตลอด

เมื่อวงจรการหมุนของโลกดนตรีได้หมุนกลับไปสู่คำว่า ‘Retro’ ที่หมายถึงการกลับมาได้รับความนิยมใหม่อีกครั้งของดนตรีในอดีตจากยุค 70s และ 80s แน่นอนว่า The Police ที่เป็นหนึ่งในวงดังของยุคนั้นย่อมได้รับสิทธิในการกลับมารวมตัวกันอย่างจริงจังอีกครั้ง ก่อนที่เหล่าสาวกทั่วโลกของพวกเขาจะได้รับอรรถรสจากผลงานชุดใหม่ ที่เหล่าพลพรรคตำรวจดนตรีกำลังขะมักเขม้นทำมันอยู่ในสตูดิโอ เพลงฮิตและอมตะจากหลายๆอัลบั้มต่างๆในอดีตอาทิ ‘Fall Out ’, ‘Roxanne’, ‘Hole In My Life’, ‘De Do Do Do, De Da Da Da’, ‘Every Breath You Take’, ‘Synchronicity I & II’ หรือ ‘Murder By Numbers’ จึงถูกนำมารวมไว้ในอัลบั้มชุดนี้ถึง 28 เพลง กับซีดี 2 แผ่น เพื่อเป็นการเตือนความทรงจำอันแสนรื่นรมย์ต่อบทเพลงของ The Police และอุ่นเครื่องไปในตัว ก่อนที่แฟนๆทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยจะได้พบกับคอนเสิร์ทแบบเต็มๆของพวกเขาในปีหน้า

อีกหนึ่งวงขิงแก่ของจริงที่ทั้งเผ็ดและไพเราะในคราเดียวกัน.

...............................

อัลบั้ม Lost Highway

ศิลปิน Bon Jovi

สังกัด Universal

Bon Jovi เป็นวงร็อคยิ่งใหญ่ตลอดกาลระดับตำนานของยุคกลาง 80s ที่ไม่เคยห่างหายไปจากวงการดนตรีโลก แม้จะมีกระแสดนตรีอะไรมาได้รับความนิยมแทนที่ในยุคต่างๆที่ผ่านมาก็ตาม แต่ผลงานทางดนตรีของพวกเขาก็ยังคงออกมาให้แฟนเพลงทั่วโลกได้ฟังกันสม่ำเสมอ ทั้งในรูปแบบผลงานของวงหรืองานเดี่ยวของนาย Jon Bon Jovi เองและนาย Richie Sambora มือกีตาร์คนดังของวง แม้พวกเขาจะหยุดวงไปบ้างบางช่วงเวลาแต่ Bon Jovi ก็ไม่เคยแตกหรือแยกวงกันเลยสักครั้ง นี่คือเหตุผลเดียวที่ทำให้วง Bon Jovi ยิ่งใหญ่มาจนถึงวินาทีนี้

อัลบั้มล่าสุด ‘Lost Highway’ พวกเขาได้ปรับเปลี่ยนดนตรีจากเมนสตรีมร็อคที่เราคุ้นเคย ไปสู่ความเป็นคันทรี่ร็อคอย่างเต็มตัว คล้ายกับเป็นภาคต่อจากอัลบั้ม ‘Slippery When Wet’ และ ‘New Jersey’ ที่โด่งดังในอดีต โดยเลือกทำงานกับโปรดิวเซอร์ชื่อดังมือฉมังเฉพาะด้าน 2 คน คนแรกคือ John Shanks ที่ร่วมทำในอัลบั้มที่แล้ว ‘Have A Nice Day’ จนได้รับรางวัลแกรมมี่มาแล้ว อีกคนคือ Dann Huff ที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับนาย Keith Urban สามีของดาราสาว นิโคล คิดแมน จนประสบความสำเร็จมาแล้วเช่นกัน

แทร็ค ‘We Got It Again’ เป็นแทร็คที่แฟนพันธุ์แท้ของพวกเขาจะเป็นปลื้ม เพราะมันคือตัวตนที่แท้จริงของซาว์นด Bon Jovi ที่ทุกคนคุ้นเคย แล้วแบบบัลลาดๆล่ะเอาแทร็คนี้ไปเลย ‘( You Want To) Make A Memory’ ส่วนแทร็คอื่นๆที่เหลือก็ขอมอบให้คอเพลงคันทรี่ร็อคแล้วกัน แถมยังได้สาวน้อย LeAnn Rimes ก็มาช่วยร้องในเพลง ‘Til We Ain’t Strangers Anymore’ ด้วย เมื่อความหลากหลายของกลิ่นอายที่ยึดท่วงทำนองดนตรีร็อคเป็นแกนหลัก ความหนักแน่น ความร่วมสมัยและความไพเราะจึงแสดงความสมานฉันท์กันน่าอิจฉา

อีกหนึ่งตำนานของวงร็อคระดับช้างสารที่บรรดาหญ้าแพรกจะโดนเหยียบแหลกอีกตามเคย.

...............................

อัลบั้ม Humanity. Hour I

ศิลปิน Scorpions

สังกัด Sony-BMG

ขิงแก่จากปลายยุค 70s วงสุดท้ายปิดท้ายฉบับนี้ที่คล้ายกับเป็นการนำเสนอเรื่องราวในอดีตเกือบทั้งคอลัมน์ เราต้องยอมรับความจริงว่าดนตรีในวันนี้ทุกๆ แนวเพลงล้วนได้รับอิทธิพลมาจากยุค 60s,70s และ 80s แทบทั้งสิ้น ดังที่ได้เคยบอกไว้แล้วว่าทุกๆ 10 ปีวงจรดนตรีของโลกจะหมุนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของดนตรีในยุคต่างๆ ในอดีตเสมอ ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงวันนี้วงการดนตรีโลกได้พากันย้อนกลับไปนำเอาดนตรีในยุคปลาย 70s และ ยุค 80s กลับมารี-เมคใหม่ให้ร่วมสมัยกันอย่างคึกคัก เหล่าวงดนตรีที่โด่งดังในยุคนั้นทั้งที่ยังรวมตัวกันอยู่หรือที่แตกวงไปแล้ว ต่างกลับมารวมตัวกันใหม่เพื่อเข้าทำงานสตูดิโอกันเป็นแถว

วง Scorpions วงฮาร์ดร็อคที่คนไทยทุกยุคสมัยรู้จักพวกเขาดีพอๆกับพี่เบิร์ดหรือวงคาราบาว จึงหันมาทำงานเพลงใหม่ๆบ้างหลังจากที่ตระเวณทัวร์ขายเพลงอมตะเก่าๆในทุกรูปแบบ และทุกเวอร์ชั่นมาแล้วทั่วโลกซ้ำไปซ้ามาจนหมดมุก

กลุ่มแมงป่องผยองเดชจากเยอรมันกลุ่มนี้ ทำดนตรีร็อคครอบคลุมได้เกือบทุกแขนง ทั้งพ๊อพร็อค บัลลาดร็อค เฮฟวี่ร็อค เมนสตรีมร็อคจนถึงซอฟท์ร็อค จึงเป็นเรื่องง่ายที่บทเพลงต่างๆจากดนตรีร็อคทุกแขนงของพวกเขายึดโยงอยู่ในใจของคนไทยและคอร็อคทั่วโลกมาจนถึงวันนี้ อาจยกเว้นเฉพาะกลุ่มเด็กแนว เด็กเนิร์ด เด็กแว้นท์ ขาโย่และสาวๆแอ๊บแบ๊วที่อ่อนไหวเปลี่ยนไปกับทุกกระแสเท่านั้น

ซิงเกิลแรกที่ทุกคลื่นวิทยุในบ้านเราเปิดในวันนี้คือ ‘Love Will Keep Us Alive’ หรือ ‘Your Last Song’ และ ‘Humanity’ ซึ่งเป็นแทร็คบัลลาดบาดใจคงได้รับความรักความหลงใหลจากคอเพลงช้าอีกตามเคย เนื่องจากโดนใจในท่อนฮุคและท่วงทำนองที่ไพเราะเศร้าสร้อยไม่แพ้แทร็คอมตะ ‘Still In Love With You’ หรือ ‘Wind Of Change’ ในอดีตแม้แต่น้อย สำหรับคอร็อคและบรรดาชาวหูเหล็กหรือขาเก๋าชาวฮาร์ดร็อคทั้งหลาย คงไม่ผิดหวังกับแทร็คที่เหลือทั้งหมดในอัลบั้มนี้แน่ๆ ( อีกแล้ว)

วงร็อคขาประจำที่ทำเพลงเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ หรือคุณว่าไม่ใช่ ?

...............................

อัลบั้ม Volta

ศิลปิน Bjork

สังกัด Universal

ประเด็นร้อนๆ ในการถกเถียงของสังคมโลกวันนี้คือ ภาวะโลกร้อน ! ซึ่งแม้แต่นักร้องสาวสุดเซอร์ที่มีชื่อว่า Bjork ยังต้องหันมาใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยเขียนเป็นเนื้อเพลง ส่งเสียงโหยหวนครวญคราง บนจังหวะของดนตรีที่หลากหลาย แต่จับมันมาสมานฉันท์ไว้อยู่ในเพลงเดียวกันได้อย่างน่าทึ่ง ‘Earth Intruders’ ที่เป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้มชุดล่าสุด ‘Volta’ ของศิลปินสาวชาวไอซ์แลนด์ ที่ได้รับฉายาว่า ‘ราชินีจากดินแดนจุดเหยือกแข็งแต่ เว่อร์ เซอร์ ซ่าและมีไอเดียล้ำหน้าตลอดกาล’ จึงเปรียบเสมือนการป่าวร้องเพื่อสื่อสารให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่า ปรากฎการณ์ธรรมชาติต่างๆ ที่กลายเป็นภัยพิบัติสร้างความหายนะให้กับผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างมากมายในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้น ล้วนแล้วมาจากน้ำมือของมนุษย์โลกทั้งสิ้น

3 ปีเต็มที่เธอได้เดินทางไปยังดินแดนต่างๆที่ประสบกับหายนะจากภัยธรรมชาติ อาทิ คลื่นยักษ์สึนามิ คลื่นความร้อน พายุและน้ำท่วม เพื่อเยี่ยมเยือนผู้เคราะห์ร้ายและช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้น ได้ทำให้เธอได้ค้นพบวัตถุดิบและแรงบันดาลใจมากมายกับการทำงานในอัลบั้มชุดนี้ ผลงานในอดีตทั้ง 5 ชุดที่ผ่านมาโดยมี ‘Medulla (2004)’ เป็นอัลบั้มล่าสุดก่อนหน้านั้น เธอไม่ได้นำเสนอแค่ความเพี้ยน ไอเดียอันบรรเจิดสุดขั้ว ดนตรีที่เสมือนหนึ่งทดลอง ความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกแยก เสียงร้องที่ผสมผสานระหว่างเสียงหัวเราะของนางฟ้ากับเสียงร้องให้ของปีศาจร้าย เนื้อหาที่อุดมไปด้วยความทุกข์ระทม ปวดร้าว โกรธเกรี้ยว เสียดสีประชดประชัน เย้ยหยัน บวกกับท่วงทำนองและจังหวะของดนตรีที่ล้ำสมัยไปไกลโพ้น แต่ถูกนำมาสนธิกับสำเนียงอันบริสุทธิ์ใสสะอาดและไร้เดียงสาของทุกสรรพสิ่งจากธรรมชาติรอบๆตัว ฯลฯ เท่านั้น เธอยังนำเสนอแนวคิดของการต่อต้านสงคราม ความรุนแรง เพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก ความสามัคคีในการพิทักษ์และปกป้องโลกใบนี้ให้พ้นจากภัยพิบัติต่างๆได้ โดยผ่านสัญลักษณ์ต่างๆที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาของแต่ละเพลง ไม่ว่าจะเป็นสรรพเสียงสังเคราะห์ทั้งหลายจากโปรแกรมดนตรีติจิตอล หรือเสียงดนตรีแท้ๆ ของชนเผ่าต่างๆ จากทั่วโลก ไปจนถึงการแสดงบนเวทีและมิวสิควิดิโอ

อัลบั้ม ‘Volta’ ชุดล่าสุดนี้แม้เธอยังคงเรียกใช้บริการของ Mark Bell โปรดิวเซอร์คู่ใจเหมือนเดิม แต่เธอก็เพิ่มกลิ่นอายใหม่ๆเพี้ยนๆ สุดเท่และล้ำสมัยเข้ามาอีกมากมาย ผ่านการร่วมมือของของนักดนตรีรับเชิญชื่อดังอย่าง Chris Corsano ( Sonic Youth, Cold Bleak Heat, Sunburned Hand of The Man ), Brian Chippendale ( Lightning Bolt ) และอีกหลายคน จนถึงโปรดิวเซอร์มือทองสมองอัจฉริยะของวงการฮิปฮอปที่มีชื่อว่า Timbaland ผู้ซึ่งสร้างบีทเท่ๆ ในซิงเกิลแรก ‘Earth Intruders’ ด้วย

ทุกบทเพลงในอัลบั้มนี้จึงสะดุดหูสะดุดตาเรา ตั้งแต่จังหวะแรกของห้องดนตรีที่ไล่เรียงอารมณ์และบีทต่างๆ ตั้งแต่ทริปฮอป ฮิปฮอป เบรคบีท อิเลคโทร เทคโนยันเวิร์ลบีทไปจนถึงการออกแบบแพ็กเกจอัลบั้ม ที่มีสีสันฉูดฉาดร้อนแรงไร้ซึ่งกรอบขอบเขตและพรมแดนของคำว่า ‘ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์’

ไม่มีอะไรจะอธิบาย ไม่มีคำกล่าวที่ยกย่องชื่นชม ไม่มีคารมที่เชือดเฉือนให้ร้ายหรือวิพากย์วิจารณ์ในแง่ลบต่อทุกเพลงในอัลบั้มชุดนี้ เนื่องจากแฟนเพลงของ Bjork ทุกคนทั่วโลกศรัทธาและเชื่อมั่นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เธอคือผู้หญิงของโลกดนตรีตัวจริงที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร มาตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและอนาคต ทุกคนจึงหลงรักผลงานทุกๆชิ้นของเสมอและตลอดไป แล้วคุณหล่ะ ?

...............................

อัลบั้ม Beauty & Crime

ศิลปิน Suzanne Vega

สังกัด EMI

แม้เธอจะเงียบหายไปจากวงการเพลงโลกไปเกือบ 7 ปีเต็มด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่บทเพลงอมตะ ‘Luka’ จากอัลบั้มที่ 2 ‘Solitude Standing (1987) ’ ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้คนที่ชื่นชอบในน้ำเสียงอันสวยใสไร้เดียงสาของเธอตลอดมา เพราะเธอคือจุดรวมของความดีงามและความยอดเยี่ยมที่ได้มาจาก Leonard Cohen, Lou Reed, Bob Dyla, Tracy Chapman, Michelle Shocked, Shawn Colvin, Edie Brickell, The Indigo Girls และ Sinead O’Conner นั่นคือหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นเหตุผลทำให้เราหลงใหลในผลงานเพลงของเธอทั้ง 6 อัลบั้มที่ผ่านมา แม้จะไม่มีเพลงฮิตอื่นๆที่อมตะอย่าง ‘Luka’ หรือ ‘Tom’s Diner’ ก็ตาม

สปิริตแห่งดนตรีโฟล์คพ๊อพที่อบอวลอยู่ทุกอณูในสายเลือด ได้ถูกถ่ายทอดผ่านนื้อหาที่เธอแต่ง เสียงร้องและท่วงทำนองที่งดงามสดใสมองโลกในแง่ดี จึงยังคงเป็นเรื่องดีๆที่ดึงดูดให้เราหันกลับมาทักทาย และกล่าวคำต้อนรับการกลับมาของเธออีกครั้งด้วยความปิติยินดี Jimmy Hogarth โปรดิวเซอร์คนเก่งของ Corinne Bailey Rea และ KT Tunstall ได้เข้ามาจัดการตบแต่งและร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆในรอบ 6 ปีที่ผ่านมาของเธอ ให้เป็นเพลงโฟล์คพ๊อพที่ร่วมสมัยเจือปนกับกลิ่นอายแจ๊สอันละเมียดละไม แทร็ค ‘Zephyr & I’, ‘ Ludlow Street ’, ‘As You Are Now’ และ ‘New York Is Woman’ เลยซึมซับเข้าสู่ในใจเราอย่างไม่รู้ตัว จังหวะที่คึกคักสนุกสนานในแทร็ค ‘Unbound’ ที่ตรงกันข้ามกับอารมณ์อันอ้อยสร้อยผสมเสียงแอมเบี้ยนท์พริ้วๆลอยๆ สลับไปมากับความครึกครื้นของจังหวะและเครื่องสายในแทร็ค ‘Bound’ และปิดท้ายด้วยแทร็คโปร่งๆเบาบางอย่าง ‘Anniversary’ เพียงเท่านี้เราก็เข้าใจความหมายที่แท้จริงของชื่ออัลบั้ม ‘Beauty & Crime’ ได้อย่างหมดจด

ดนตรีโฟล์คพ๊อพเจือแจ๊สบางๆ กับดนตรีอิเลคโทรนิกาเบาๆในอัลบั้มนี้ของ Suzanne Vega ยังคงงดงามสุกสกาวไม่ต่างจากกลุ่มดาว Vega เลยแม้แต่น้อย

...............................

อัลบั้ม Icky Thump

ศิลปิน The White Stripes

สังกัด Warner Music Jack และ Meg White คือ พี่กับน้องที่มีกันแค่สองคนบนเวที พวกเขาเล่นดนตรีฮาร์ดร็อค เฮฟวี่ พังค์ บลูส์ โดยเขียนเนื้อหาประหนึ่งปรัชญาและบทกวี Jack คนพี่เล่นกีตาร์ ร้องและแต่งเพลง Meg น้องสาวตีกลองและร้องประสานเป็นบางครา นักวิจารณ์หลายๆคนยกย่องให้พวกเขาเป็น ‘กวีร็อคเปิดหมวก’ หรือ ‘Led Zapplin และ Deep Purple กลับชาติมาเกิด’ แต่นักวิจารณ์ยุคใหม่บางกลุ่มเรียกดนตรีของพวกเขาว่า ‘Garage Rock Rivival’ เพราะแจ้งเกิดในวงการได้พร้อมๆกับวงคุณหนูๆอย่าง The Strokes และ The Hives แต่ความเป็นจริงดนตรีของพวกเขาทั้งสองกลับแปลกแยกและแตกต่างจากวงเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง

Icky Thump เป็นอัลบั้มชุดที่ 6 ถ้านับจากอัลบั้มชุดแรกในปี 1999 ‘The White Sripes’ พวกเขาใช้เวลาแค่ 6 ปีเท่านั้นที่สำแดงเดชให้ผู้คนในวงการร็อคยอมสยบในฝีมือ ด้วยฝีมือกีตาร์ที่หาตัวจับยากของ Jack บวกกับพลังและไอเดียอันล้นทะลัก จึงทำให้ผลงานในแต่ละชุดได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นจากชาวร็อค จนประสบความสำเร็จทั้งยอดขายและรางวัล อีกทั้งมีเพลงฮิตมากมายที่ถูกศิลปินในแขนงอื่นๆของนำไปรีมิกซ์และรี-เมคใหม่หลายครั้งอาทิ ‘Fell In Love With A Girl’ และ ‘Seven Nation Army’ เป็นต้น

ดนตรี 2 สีคือขาวกับแดงอันเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัวของวง คือดนตรีร็อคที่จะกระแทกกระทั้นให้คุณสั่นไปทั้งตัว อีกทั้งเสียงกรีดร้อง บ่น ก่นด่าด้วยคำเสียดสีต่างๆ นานา ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญานของดนตรีร็อคยุค 70s ที่สดดิบหยาบหนักแน่นปานภูผาที่ไม่หวั่นไหวต่อสรรพสิ่งใดๆ ‘Don’t Know What Love Is( you just do as you’re told )’ คือบทกวีแห่งรักที่ร่ายผ่านดนตรีพังค์ที่บดขยี้ด้วยดนตรีฮาร์ดร็อค, ‘Icky Thimp’, ‘Rag And Bone’ และ ‘Little Cream Soda’ ก็ไม่ต่างไปจากการได้ย้อนยุคกลับไปนั่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการเมายาของเหล่าวงฮาร์ดร็อคยุค 70s ที่กำลังแสดงสดบนเวที ซึ่งมีทั้งความเกรี้ยวกราด โวยวาย ดุดันผสมความมันและความเป็นมิตรสหาย ที่ยากจะหาได้ในปัจจุบัน และแทร็คที่เราโปรดปราณที่สุดคือ ‘Catch Hell Blues’ ซึ่งเฮฟวี่สุดกึ่นกับสำเนียงกีตาร์ที่สุดเก๋า และแทร็ค ‘Conquest’ ที่ Jack แสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะโดยการนำท่วงทำนองสไตล์ละตินมาบิดให้เบี้ยวเป็นดนตรีเฮฟวี่หนักๆ แต่โจ๊ะได้สาแก่ใจเหล่าฮาร์คอร์อย่างเรา

นี่คือ หยินและหยางที่แปรเปลี่ยนจากขาวและดำไปเป็นสีขาวกับแดง ซึ่งมีความเข้มข้นของจิตวิญญานในอดีตกับยุคสมัยแห่งปัจจุบันรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ด้วยความเรียบง่ายแต่จริงจังและหนักแน่น อัลบั้ม ‘Icky Thump’ และผลงานทุกชุดที่ผ่านมา ( รวมถึงโปรเจ็คท์วง The Raconteurs ที่ Jack ทำร่วมกับเพื่อนๆด้วย) จึงเหมาะสำหรับคอเพลงร็อคที่เข้าใจถึงแก่นแท้ของคำว่า ร็อคแอนด์โรลเท่านั้น

The Minimalist Rockers โดยแท้ !

...............................

อัลบั้ม Version

ศิลปิน Mark Ronson

สังกัด Sony-BMG

Mark Ronson คือดีเจชื่อดังแนวฮิปฮอปของอังกฤษที่ไปสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับของวงการฮิป ฮอปในอเมริกา และได้ร่วมงานกับศิลปินระดับแถวหน้าอย่าง Jay –Z, Macy Gray, Mos Def Sean Paul, P. Diddy จนถึงวงร็อคอย่าง Weezer และ The White Stripes มาแล้ว ทั้งๆที่เขาเติบโตมากับการเล่นกลองและเล่นกีตาร์เพื่อดำเนินรอยตาม Mick Jones แห่ง Foreigner แต่เมื่อโตขึ้นกลับหลงใหลในดนตรีฮิปฮอปของ The Beastie Boys และ Run-D.M.C จึงทำให้เขากระโดดเข้าสู่วงการนี้อย่างเต็มตัวโดยย้ายไปอยู่นิวยอร์ค และสามารถสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับได้ในที่สุด เขาเคยมีอัลบั้มของตัวเองมาแล้วในปี 2003 กับอัลบั้ม ‘Here Come The Fuzz’ หลังจากนั้นก็กลายเป็นดีเจเนื้อหอมที่เหล่าบรรดา Celeb ทั้งหลายต้องการตัวเพื่อนำไปเปิดในงานปาร์ตี้ส่วนตัว อาทิ David Backham เป็นต้น

อัลบั้ม ‘Version’ ส่วนใหญ่เป็นการนำเพลงฮิตของศิลปินชื่อดังมารี-เมคใหม่ในสไตล์ฮิปฮอป แต่บีทและดนตรีอันเป็นลายเซ็นต์ส่วนตัวของเขานั้น แตกต่างจากศิลปินคนอื่นอย่างชัดเจนเพราะเขาเน้นความสนุกสนานของจิตวิญญานความเป็นปาร์ตี้จริงๆ โดยมีทั้งอารมณ์ของดนตรีโซล ฟังค์ เลาจน์และบอลล์รูม ดนตรีของเขาจะกระเดียดไปทาง Uk Hiphop ที่มีกลิ่นอายของดนตรีบริทพ๊อพ –ร็อคปะปนอยู่มากมาย อีกทั้งมีเพลงใหม่หลายเพลงที่เขาแต่งเองด้วย ก่อนหน้านี้เขาได้โปรดิวซ์อัลบั้มให้กับ Lily Allen ในอัลบั้มแรดและ Amy Winehouse ในชุดล่าสุดจนโด่งดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วโลกมาแล้ว แน่นอนว่าทั้งสองสาวนี้เลยถูกเชิญมาเป็นแขกในอัลบั้มชุดนี้ด้วยเช่นกัน

แค่รายชื่อเพลงต่างๆในอัลบั้มไม่ว่าจะเป็นของ Coldplay, Radiohead, Britney Spearsหรือรายชื่อของศิลปินอย่าง Paul Smith – Maximo Park, Robbie Williams หรือ Kasabian และอีกหลายๆคน ที่มาเป็นแขกรับเชิญ ก็สามารถส่งให้อัลบั้มนี้ขึ้นสู่อันดับ Top 5 ของทุกๆชาร์ททั่วโลกได้ไม่ยาก รีบออกตามหาอัลบั้มโดยด่วนที่สุด ถ้าคุณอยากรู้ว่าใครร้องเพลงอะไรและเพลงไหนบ้างที่ถูกนำมาทำใหม่ เนื่องจากมันได้กลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี 2007 ของผมไปเรียบร้อยแล้วครับ.

...............................

อัลบั้ม Idealism

ศิลปิน Digitalism

สังกัด EMI

เมื่อดนตรีอิเลคโทรนิคยุค 80s ได้หวนกลับมาอาละวาดในวงการดนตรีเต้นรำอีกครั้ง เหล่าเด็กหนุ่มที่ต้องมนต์เสน่ห์และหลงใหลในซาว์นดดนตรีสไตล์นี้ จึงพากันตั้งวงและสร้างดนตรีแนวนี้ออกมาสู่ฟลอร์เต้นรำกันอย่างคึกคัก ถ้ามองย้อนกลับไปยังยุค 80s จริงๆ ก็จะเห็นได้ว่าซาว์นดดนตรีที่เกิดจากเครื่องดนตรีสังเคราะห์ที่เรียกว่า ‘Analog Synthesizer’ เหล่านี้ มีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มศิลปินของประเทศเยอรมันอย่างวง Kraftwerk เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ 2 หนุ่มจากประเทศนี้ซึ่งมีนามว่า Jens Moelle และ Ismali Fakci ได้หันมารวมตัวกันทำงานดนตรีสไตล์นี้อย่างจริงจังโดยตั้งวงชื่อ Digitalism หลังจากที่เคยออกซิงเกิลแรก ‘Idealistic’ ในปี 2004, ‘Zdarlight’ ในปี 2005 และ ‘Jupiter Room’ ในปี 2006 มาก่อนแล้ว

ในอัลบั้มชุดแรกนี้แม้พวกเขาจะเน้นไปทางเสียงสังเคราะห็มากมายก็ตาม แต่ก็ยังคงเสียงกลองสดกับเสียงร้องแบบธรรมดาไว้ เพราะต้องการให้เป็นรูปแบบของวงมากกว่าดีเจหันมาทำเพลง รูปแบบการนำเสนอของวง Digitalism จึงแทบไม่แตกต่างไปจากวงสุดเท่อย่าง Daft Punk เลยแม้แต่น้อย แต่ละเพลงที่หลายๆคนกลัวว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง และหนักไปทางเสียงสังเคราะห์รกๆหยาบๆ จึงสละสลวยและไพเราะอย่างไม่น่าเชื่อ แทร็ค ‘I Want I Want’, ‘Idealistic’, ‘Pogo’ หรือ ‘Anything New’ เลยคล้ายกับการนำเพลงของ Klaxons, The Killers, Kasabian หรือ Mika มารีมิกซ์ใหม่ในสไตล์ Electro ที่กำลังร้อนสุดๆบนฟลอร์เต้นรำตามคลับดังๆทั่วโลกในวันนี้

เมื่อดนตรีดิสโก้ ฟังก์ พังค์และร็อคมาร่วมรักกับดนตรีอิเลคโทร ไม่จำเป็นต้องโม้ก็รู้ว่ามันส์ส์ส์!!!!