ฉีดยาให้พวกผมตายไปเถอะหมอ

วินทร์ ถึง ปราบดา

9 สิงหาคม 2550


ช่วงเดือนที่ผ่านมา เครื่องยนต์ประจำตัวผมอยู่สภาพไม่ดีนัก พูดง่ายๆ คือ หากมาตรวัดความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายมีคะแนนสูงสุดที่เลข 10 สภาพร่างกายของผมในช่วงนี้ก็คงอยู่ในระดับ 5

เพื่อนหลายคนที่อายุใกล้เคียงกันบอกว่า พออายุขึ้นเลข 5 อะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม อาการ “เครื่องยนต์” รวนเป็นเรื่องแสนปกติล้านธรรมดา

สำหรับผม จู่ๆ ก็เกิดอาการหายใจไม่เต็มปอดเป็นพักๆ ทั้งที่ไม่สูบบุหรี่และมิได้อยู่ใกล้สาวสวยแสนเซ็กซี่ อาการแบบนี้น่าอึดอัดชะมัด จึงสรุปเอาเองว่า ผมอาจจะเป็นโรคหัวใจและ/หรือปอดแน่ๆ และคิดว่าน่าจะถึงเวลาหาหมอแล้ว

ผมเองนั้นมิเคยชมชอบการไปหาหมอ และเกลียดการนอนในโรงพยาบาลอีกหลายเท่า ไม่ว่าพยาบาลสาวจะสวยและน่ารักเพียงใด

ราวสิบปีก่อนผมมีประสบการณ์ผ่านการผ่าตัดไส้ติ่งแตก ยังจำความทุกข์ทรมานครานั้นได้ ปราบดารู้ไหมว่าการผ่าตัดไส้ติ่งไม่ได้หมายถึงแค่รับยาสลบ แล้วผ่าเอาอวัยวะที่ไม่รักดีชิ้นนั้นออกไป แต่หมายถึงการสวนท่อปัสสาวะด้วย แลอันว่าการสวนท่อปัสสาวะนั้นต่างจากการปัสสาวะในสวนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ คุณเอ๋ย มันเจ็บกว่าการถูกฉีดยาร้อยเท่า เพราะส่วนที่ถูกกระทำเป็นอวัยวะชิ้นที่สมควรได้รับการทะนุถนอมกว่าชีวิต!

หลังจากผ่าตัดไส้ติ่งครั้งนั้น ผมก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่หวนกลับไปที่โรงพยาบาลใดๆ อีก จะให้ออกกำลังกาย เล่นโยคะ แอโรบิค เตะบอล ชกมวย แบกข้าวสาร อย่างไรก็ยอม เลิกแล้วค่ะ หนูไม่ขอเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว

หลายปีนี้ผมไม่เคยไปตรวจสุขภาพใดๆ แต่ก็พยายามดูแลเรื่องการกินอาหาร และออกกำลังกายสม่ำเสมอ มาโดยตลอด แต่คนที่เกิดมาพร้อมสรีระที่อ่อนแอ ดูแลตัวเองดีอย่างไร ก็หนีไม่พ้นมือหมอจนได้

เชื่อไหมว่าแค่การหายใจไม่ปกติทำให้ในช่วงหลายอาทิตย์นี้ ผมต้องผ่านมือหมอมาแล้วหกคน ทั้งหมอไทยและเทศ (คำว่า “ผ่านมือ” ฟังดูเหมือนนิยายพิศวาสยังไงพิกล!)

ในเมื่อผมบอกหมอว่าผมสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นโรคหัวใจหรือปอด หมอคนแรกก็จับผมตรวจหัวใจและปอดให้สมใจอยาก การตรวจหัวใจเดี๋ยวนี้ใช้เครื่องสแกน หน้าตาแบบในหนังไซไฟ ก่อนเข้าเครื่องนี้ต้องกินยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ เหตุผลเพราะเครื่องนี้ไม่สามารถอ่านค่าหัวใจที่เต้นเร็วเกินไป บ๊ะ! จะไม่ให้มันเต้นเร็วได้ยังไง พอเห็นพยาบาลสาวๆ ใจมันก็กระเด้งกระดอนรัวแรงโดยอัตโนมัติ ผมขอเสนอว่า ทางโรงพยาบาลควรหาพยาบาลแก่ๆ หน้าตาดูไม่ดีมาประจำแผนกนี้จะดีกว่า เชื่อว่าจะทำให้อัตราเต้นของหัวใจลดลงโดยอัตโนมัติ

ความจริงก็คือ แค่เดินเข้าเขตโรงพยาบาล ใจผมก็ไม่ปกติแล้ว ดังนั้นก่อนตรวจหัวใจจึงต้องกินยาลดความเร็วของการเต้น (เพิ่งรู้ว่ามียาพรรค์นี้ด้วย)

การกินยายังเป็นส่วนที่ง่ายของงานนี้ ที่ยากกว่าคือ การถูกฉีดสีเข้าเส้นเลือดเพื่อให้เครื่องมองเห็นเส้นเลือดหัวใจ สีที่ว่านี้เมื่อเข้าเส้นเลือดจะถูกสูบฉีดไปทั่วร่าง และก่อความระคายผิวภายในของเส้นเลือด เป็นผลให้แสบผิวไปหมด และขณะที่เครื่องสแกนกำลังอ่านค่า คนรับการตรวจต้องกลั้นลมหายใจนานราวสิบห้าวินาที กว่าจะตรวจเสร็จ ก็แทบหมดลมบนแท่นตรวจเลย

อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการตรวจชี้ว่าหัวใจและปอดเป็นปกติ หมอก็บอกว่าอาการหายใจไม่ออกมาจากวัย และส่งผมไปหาหมอคนที่สอง ซึ่งบอกว่าผมเครียด

ผมจึงได้คิดว่าตัวเองนี่โง่จริง การด่วนสรุปว่าตัวเองเป็นโรคใดโรคหนึ่งจากอาการใดอาการหนึ่งนั้นไม่มีความแน่นอนอย่างยิ่ง เพราะคนเรามักคาดเดาในทางร้ายไว้ก่อน เป็นสัญชาตญาณ


อย่างไรก็ตาม ผ่านมาอีกหลายวัน อาการหายใจสั้นก็ยังไม่บรรเทา อาการหวัดก็ตามมา หมอหมายเลข 3 บอกว่าไม่เป็นไรมาก ไม่ต้องกินยาอะไร แค่หวัดแกมบรรจงธรรมดา

หลังจากหวัดหาย อาการหายใจขัดก็หวนกลับมา เพื่อนคนหนึ่งจึงจัดการนัดหมายให้ผมไปเยือนหมอคนที่ 4 ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องหูคอจมูกโดยเฉพาะ ผ่านการเอกซเรย์โพรงจมูก ก็ได้คำตอบคือเป็นไซนัสอักเสบ ทำให้บดบังการหายใจ ส่วนสาเหตุนั้นหมอว่ามาจากการนอนไม่พอและมลพิษทางอากาศ ซึ่งไม่น่าแปลกอะไร เพราะอากาศใจกลางเมืองที่ผมอาศัยอยู่สกปรกมาก

ผ่านไปอีกกว่าอาทิตย์ หมอหมายเลข 4 ยืนยันว่า ทุกอย่างในส่วนหูคอจมูกปกติแล้ว ผมว่า แต่อาการหายใจไม่เต็มปอดก็ยังไม่บรรเทา หมอว่า หน้าที่ของเขาจบแล้ว เขาตรวจแค่หูคอจมูก เกินกว่านั้นเป็นหน้าที่ของหมอคนอื่น ว่าแล้วก็ส่งผมไปหาหมอหมายเลข 5 ซึ่งก็ไม่พบสาเหตุ และคาดว่าเป็นอาการจากความเครียด

มาถึงตอนนี้ผมก็เบื่อการไปหาหมอที่ไหนอีกแล้ว ผมโทร.ถามหมอประจำตัวของผมที่สิงคโปร์ซึ่งบอกว่า มีคนไข้จำนวนมากที่หายใจสั้นเพราะวัยสูงขึ้น ร่างกายอ่อนล้าลง เมื่อมีอาการก็พยายามคาดคั้นจากหมอให้ได้ว่าเป็นโรคอะไร ทั้งที่ไม่เป็นอะไรมาก ยิ่งคาดคั้นก็ยิ่งวิตก ทำให้เกิดอาการไม่หยุด ทางแก้คือ จัดการกับความเครียดนี้เสีย หัดพักผ่อนเสียบ้าง เข้าใจไหม

ผมไปนอนริมทะเลตามคำสั่งหมอหมายเลข 6 อยู่สองสามวัน อาการหายใจขัดก็แทบหายไปเป็นปลิดทิ้ง ครั้นกลับมากรุงเทพฯได้วันเดียว อาการเก่าก็กลับมาเยือนอีก จึงเห็นว่า การใช้ชีวิตในเมืองกรุงมีส่วนทำลายสุขภาพอย่างมาก และตราบใดที่ยังอยู่ในเมืองหลวงนี้ ก็คงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องดูแลตัวเองให้ดี

ขณะเขียนจดหมายฉบับนี้ ผมเขวี้ยงยาทั้งหลายทิ้งไปหมดแล้ว ทั้งยาขยายหลอดลม ยาพ่น ยาแก้เครียด สารพัด พอแล้วค่ะ หนูกำลังวางแผนไปใช้ชีวิตที่เหลือแถบหิมาลัยหรือป่าดงดิบที่ไหนสักแห่งที่มีอากาศบริสุทธิ์ ปราบดาจะไปด้วยกันมั้ยจ๊ะ?


หลายอาทิตย์นี้ ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ทำไมผมต้องผ่านมือหมอถึงหกคน? ทำไมหมอโรคหัวใจจึงไม่ดูหูคอจมูก ในเมื่อท้ายที่สุดแล้วพบว่าอาการเกิดมาจากหูคอจมูก? ทำไมหมอหูคอจมูกจึงไม่ยอมดูเรื่องปอด ทั้งที่ผมเชื่อว่าเขารู้เรื่องปอดดี เพราะเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกัน? ผมคิดโง่ๆ ว่า หมอส่วนใหญ่ที่เป็นหัวสมองชั้นเลิศของประเทศน่าจะมีศักยภาพมากกว่าแค่ตรวจอวัยวะสองสามชิ้นเท่านั้น

คำอธิบายที่ง่ายที่สุดก็คือ เพราะโรงพยาบาลมีแต่หมอเชี่ยวชาญเฉพาะโรคมากเกินไป และมีแผนกต่างๆ มากมาย ทำให้หมอในแผนกหนึ่งไม่อยากก้าวก่ายงานของหมออีกแผนกหนึ่ง การแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ ทำให้แก้ปัญหาที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นคราวๆ ไป และอาจพลาดจากการตรวจโรคแบบองค์รวมทั้งหมด (holistic)

แน่นอน เราต้องมีหมอเชี่ยวชาญเฉพาะส่วน แต่ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า เป็นเพราะการตรวจแบบแยกส่วนจนเกินไปหรือเปล่าที่ทำให้คนไข้ต้องเสียเงินและเวลามากกว่าที่ควร เมื่อเทียบกับหมอในยุคก่อนที่ต้องเก่งทุกอย่าง แต่ผมอาจจะผิดก็ได้


ผมสังเกตว่า ตัวเองมักมีประสบการณ์ที่ไม่น่ารื่นรมย์กับหมอและโรงพยาบาล เปล่า ผมไม่มีอคติกับหมอหรอกครับ ผมเพียงแต่บังเอิญโชคร้ายเจอหมอแย่ๆ หลายคน

ที่ว่าแย่นั้นคือแย่จริงๆ นะครับ ยกตัวอย่างเช่น หมอ ซ.

หมอ ซ. คนนี้อยู่ต่างจังหวัด วันหนึ่งแกเห็นสีหน้าเซียวๆ ของผม ก็บอกว่า “น้องเป็นโรคหัวใจรั่ว แต่ไม่ต้องทำอะไรหรอก ฉีดยาบำรุงก็แล้วกัน” ว่าแล้วก็ฉีดยาบำรุงเข็มละหลายสิบบาท

หลังจากผมเข้าไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ก็ไปตรวจใหญ่ พบว่าหัวใจปกติทุกอย่าง (ผิดปกติแค่อย่างเดียวคือรักคนง่ายเท่านั้น) มาถึงตอนนี้คงรู้แล้วนะครับว่า ซ. = ซี้ซั้ว นอกจากซี้ซั้วแล้วยังเห็นแก่ได้ เพราะราคายาบำรุงหนึ่งเข็มในยุคนั้นสามารถซื้ออาหารเลี้ยงได้ทั้งครอบครัว

แต่หมอ ซ. ยังไม่แย่เท่าหมอ ด.

หมอ ด. (ด. = เดา) เป็นหมอหูคอจมูกที่มีชื่อเสียงมาก เปิดคลินิกรักษาเฉพาะโรคทางหูคอจมูก ใครๆ ก็ไปหา ทุกวันคิวคนไข้ยาวเหยียด

หมอ ด. มองหน้าผม ถามว่าเป็นอะไร ผมว่าผมมีอาการน้ำมูกไหลไม่หยุด หมอก้มหน้าเขียนอะไรขยุกขยิก บอกว่า เอายานี่ไปกินหนึ่งอาทิตย์

ผมงง ถามหมอว่า ไม่ต้องตรวจอะไรเลยหรือ อย่างน้อยก็น่าจะถามรายละเอียดของอาการ หมอ ด. ว่าไม่จำเป็น เอายาไปกิน สีหน้าหมอ ด. บอกว่า อย่าเซ้าซี้อีก

ผมกินยาเม็ดเดียว เกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง เมาไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ป่วยหนักกว่าเดิม ผมเหวี่ยงยานั้นทิ้งลงถังขยะ หลังจากนั้นผมก็เริ่มไม่แน่ใจในจรรยาบรรณของหมอ

หมอคนที่สามชื่อ หมอ ซ. 2 (ซ. ตัวนี้ย่อมาจาก เซลส์แมน) หมอคนนี้ขายอุปกรณ์เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ให้คนไข้คนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนบ้านผม ทั้งที่เธอไม่ต้องการ เธอบอกหมอว่าไม่ได้พกเงินเป็นหมื่นมา หมอบอกว่าในโถงข้างนอกมีตู้เอทีเอ็ม. เพื่อนบ้านผมก็เชื่อฟังดีแท้ ไปถอนเงินมาจ่ายหมออย่างว่าง่าย (แปลกนะครับที่คนไทยเกรงใจหมอมาก) หลังจากกลับบ้านเธอก็ขอให้ภรรยาผมไปช่วยพูดกับหมอขอคืนสินค้า ผลก็คือ หมอ ซ. 2 โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ไล่ภรรยาของผมออกจากห้องตรวจไป

หมอคนที่สี่ชื่อ หมอ ผ. (ผ. = ผ่า) ครั้งหนึ่งผมเกิดอาการริดสีดวงทวาร หมอบอกว่าต้องผ่าตัดสถานเดียว ไม่มีทางอื่นเด็ดขาด

ด้วยความที่ไม่ชอบผ่านราตรีในโรงพยาบาล ผมโทร.ไปหาหมอประจำตัวที่สิงคโปร์ ซึ่งบอกชื่อยายี่ห้อหนึ่ง ผมกินยาไปเพียงเม็ดเดียวก็หายสนิท เหตุการณ์นี้ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากหมอ ผ. เชื่อว่าวิธีรักษามีอยู่ทางเดียวจริงๆ ละก็ ยังไม่ร้ายแรงเท่าว่ามันเป็นนโยบายของโรงพยาบาลที่รักษาด้วยวิธีการที่แพงกว่า

หมอคนที่ห้าชื่อหมอ ร. (ร. ย่อมาจากไร้จรรยาบรรณ) หมอคนนี้ทำงานในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งญาติสนิทคนหนึ่งของผมนอนป่วยด้วยมะเร็งชนิดหนึ่ง หากไม่รักษาเขาจะมีชีวิตอยู่อีกไม่เกินสองปี ดังนั้นเขากับครอบครัวจึงต้องปรึกษากันว่า จะรักษาโดยการฉายรังสีซึ่งอาจจะต่ออายุอีกปีสองปี หรือทำใจอยู่ต่อไปอีกสองปี โดยไม่ต้องทรมานจากการฉายรังสี

ยังไม่ทันที่เขาและครอบครัวตัดสินใจจะทำอย่างไร หมอ ร. ก็ตัดสินใจจัดการฉายรังสีให้เขาเลยเสร็จเรียบร้อย คนไข้อยู่ได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ก็เสียชีวิตอย่างทรมาน

รายต่อมาก็คือ หมอ ช.

ครับ! ช. ย่อมาจาก เชือด

หมอ ช. ไม่ใช่หมอธรรมดา เป็นอาจารย์หมอและเป็นหมอระดับสูงในโรงพยาบาลระดับยักษ์แห่งหนึ่ง ผมไปเจอหมอ ช. เพราะลูกชายของผม

ลูกชายของผมเกิดที่ประเทศสิงคโปร์ เขาเกิดมาพร้อมอาการเท้าข้างหนึ่งบิดเข้าหาตัว เรียกว่า Club Foot เชื่อว่าเกิดจากการที่ทารกนอนทับขาตัวเองตอนที่อยู่ในท้องแม่ อาจแก้ได้ด้วยการดัดเท้าไปทีละนิด หมอที่สิงคโปร์จึงเริ่มใส่เฝือกที่เท้าเด็กตั้งแต่อายุยังไม่ครบสัปดาห์ หมอบอกว่าทุกๆ เดือนให้เปลี่ยนเฝือกโดยการแช่เฝือกในน้ำอุ่น คลายผ้าที่พันออก แล้วใส่เฝือกใหม่โดยดัดให้เข้าทรงกว่าเดิม

เมื่อเด็กอายุครบเดือนก็เดินทางกลับเมืองไทย ผมพาไปหาหมอ ช. ซึ่งเชี่ยวชาญโรคกระดูก หมอ ช. ใช้เครื่องผ่าเฝือกสำหรับผู้ใหญ่ตัดเฝือกของเด็ก ผมถามว่าทำไมไม่แช่น้ำและลอกผ้าออก หมอว่า ช้าเกินไป ตัดเอาก็ได้ เรื่องเล็กน่า ว่าแล้วก็เปิดสวิตช์ ใบพัดขนาดใหญ่หมุนติ้ว เทียบขนาดใบพัดกับเท้าเด็กแล้วเหมือนเอาปังตอไปปอกมันฝรั่ง เสียงใบพัดกระหึ่ม กรีดแรกดังฉัวะ เลือดทะลักจากน่องของเด็ก

“อุ๊บส์” หมอยิ้ม “เครื่องมันไม่ดี”

ทำแผลที่น่องแล้ว หมอ ช. ก็กดสวิตช์ใหม่ ใบพัดหมุนอีกระลอก แล้วก็อีกฉัวะ เฝือกหลุดออกพร้อมกับเลือดจากเท้าของทารกหนึ่งเดือน ไม่ต้องเล่าก็ได้ว่า ทารกร้องไหม

เชื่อไหมว่า ไม่มีคำขอโทษใดๆ จากหมอ ช. และที่ไม่น่าเชื่อที่สุดก็คือ ในวันนั้นผมต้องจ่ายค่าทำแผลเพิ่มในรายการค่ารักษาด้วย! ตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยเชื่อฟังหมอคนไหนอีกเลย

แน่นอน ในทุกวงการย่อมมีทั้งคนที่ดีและไม่ดีคละกันไป มองในด้านดีก็คือผมยังเจอหมอที่ดีมากๆ และหมอที่ทำงานเพื่อสังคมจริงๆ หลายคน หมอเหล่านั้นน่ารักมาก

อย่างไรก็ตาม ระบบการรักษาและภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปรู้สึกว่า หมอเป็นพวกฉลาดและผิดไม่ได้ ยังคงอยู่ ทำให้คนไข้จำนวนมากไม่กล้าแย้งหมอ เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งผมไม่กล้าเช่นกัน


ผมรู้ว่าตัวเองเกิดมาไม่แข็งแรงเหมือนคนอื่นเขา ผมมักเปรียบเทียบตัวเองเป็นรถมือสองราคาถูก สภาพเก่า เครื่องยนต์รวนได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่รถยุโรปคันใหม่ ดังนั้นหากไม่ดูแลสภาพรถ วันหนึ่งมันก็คงนอนตายกลางถนน

อย่างไรก็ตาม มองโลกในแง่ดีก็คือ เนื่องจากเรารู้ว่ารถของเราเก่า เราจึงไม่ประมาท ต้องดูแลเติมน้ำทำความสะอาดเครื่องยนต์ตลอด บางคนที่เป็นรถมือหนึ่ง แต่ประมาทไม่ดูแลเครื่องยนต์เลย วันหนึ่งเครื่องก็อาจพังอย่างกระทันหันได้

พุทธภาษิตว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสิรฐ นี่เป็นความจริงแท้ มีเงินแต่ไม่แข็งแรง เจ็บออดๆ แอดๆ นั้น ไม่มีประโยชน์เลย ปราบดารักษาสุขภาพให้ดีนะครับ และขอให้โชคดีไม่ต้องเจอกับหมอ ด. ซ. ผ. ร. ช. ฯลฯ

............................

ปราบดา ตอบ วินทร์

๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐


ผมจำอะไรเกี่ยวกับครั้งแรกที่ผมต้องนอนโรงพยาบาลไม่ได้แม้เศษเสี้ยว เพราะเวลาผ่านเลยมาสามสิบกว่าปีแล้ว ถ้าให้เดา ตอนนั้นผมคงอ่อนเพลียเอาการ เพิ่งถูกหมอดึงออกจากช่องคลอด ออกมาแล้วก็แหกปากร้องไห้ลั่นห้องเหมือนคับแค้นใจเหลือเกินที่ต้องพลัดพรากกับท้องแม่ (คนกำลังนอนขดอุ่นอยู่ดีๆ) แพทย์กับพยาบาลเป็นใคร หน้าตาดีหรือไม่ กระทั่งเตียงที่พวกเขาจัดให้ผมนอนมีสภาพนุ่มนิ่มสบายตัวแค่ไหน ผมลืมไปหมดเกลี้ยง

หลังจากนั้น ผมไม่เคยต้องนอนโรงพยาบาลอีก จะมีแวะเวียนไปบ้างก็เพื่อเยี่ยมคนอื่น หรือเพื่อหาหมอขอซื้อยาเมื่อมีอาการป่วยไข้เล็กๆน้อยๆ

ผมไม่ค่อยคิดเรื่องความเจ็บป่วยหรือการเข้าโรงพยาบาลเท่าไรนัก จนกระทั่งถึงวัยที่ได้เห็นคนรู้จักและคนใกล้ตัวไม่สบาย ล้มหายตายจากกันถี่ขึ้น ปีนี้ผมเข้าวัดบ่อยที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เพื่อนั่งสมาธิหรือศึกษาธรรมะ แต่เพราะต้องไปงานศพหลายงาน (และเป็นไปได้ว่าต่อแต่นี้การไปงานศพจะกลายเป็นกิจกรรมปกติสำหรับผมมากขึ้นเรื่อยๆ) รวมถึงงานศพคุณยายของตัวเอง ท่านเสียเพราะผลข้างเคียงของโรคมะเร็ง เป็นการเสียชีวิตของคนรักใคร่ใกล้ตัวคนแรกในชีวิตสั้นๆของผม

นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมเริ่มคิดถึงความเจ็บป่วยอย่างจริงจัง คุณยายของผมเสียอย่างค่อนข้างสงบที่บ้านของท่านเอง แต่ก่อนที่ท่านจะเสีย ก็ต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหลายครั้ง เมื่อผมไปเยี่ยมท่าน ผมจึงนึกถึงสังขาร นึกถึงความเจ็บความป่วย นึกถึงการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยปริยาย

ผมไม่ใช่คนสุขภาพแข็งแรงอะไรนัก มีโรคภูมิแพ้ประจำตัวและดูเหมือนว่าต่อมทอลซิลจะไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ไอค่อกแค่กอยู่เสมอ ร่างกายก็ใช่ว่าจะกำยำแบบนักกีฬา แต่เมื่อทบทวนดูแล้ว ผมคิดว่าตัวเองยังโชคดีกว่าหลายๆคน เพราะไม่เคยเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุขั้นร้ายแรงจนต้องนอนโรงพยาบาลเป็นวันๆ การได้เห็นคนป่วยทำให้ผมตระหนักว่า ยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งต้องใส่ใจและระมัดระวังเรื่องสุขภาพของตัวเอง ไม่ใช่เพราะผมหวาดผวาการมาเยือนของความเจ็บปวดหรือการต้องเข้าบำบัดรักษา แต่ที่สำคัญกว่านั้น การล้มป่วยของเรา นอกจากจะเกิดทุกข์กับตัวเอง ยังทำให้คนรอบข้างต้องเป็นทุกข์ทั้งทางกายและใจไปด้วย

ไม่ได้คิดเช่นนี้เพราะรู้สึกว่าการต้องเยี่ยมยายเป็นเรื่องทุกข์ยากลำบาก ผมดีใจมากที่มีเวลาพูดคุยกับคุณยายที่ผมรัก ก่อนที่ท่านจะจากไปตลอดกาล แต่ที่บอกว่าความเจ็บป่วยทำให้คนรอบข้างต้องเป็นทุกข์ ผมนึกเผื่อไว้เมื่อถึงคราวของตัวเอง ผมไม่ชอบทำตัวเป็นภาระหรือสร้างความวุ่นวายให้ใคร จึงเริ่มคิดว่าการดูแลตัวเองให้ดี ออกกำลังสม่ำเสมอ และการใช้วิจารณญาณมากกว่าเดิมเกี่ยวกับเรื่องการกินการอยู่ นอกจากจะดีต่อตัวผมเองแล้ว ก็ยังดีต่อคนอื่นตรงที่ผมอาจสามารถรักษาสุขภาพให้ปกติไปได้นานพอที่จะไม่ต้องสร้างปัญหาให้ใครเร็วจนเกินไปนัก

แน่นอน หลายครั้งความเจ็บความป่วยก็เกิดกระทันหันโดยไม่ให้เราตั้งตัวทัน โรคร้ายหลายโรคจะเกิดขึ้นเองในร่างกายของเราเมื่อไรก็ได้ อีกทั้งยังมีอุบัติเหตุหรือเหตุร้ายต่างๆนานาที่สามารถทำให้เราต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างไม่คาดฝัน หากเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดกับผม ก็ไม่อาจนึกโกรธโทษใคร เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ แต่ผมคิดว่าการพยายามดูแลสุขภาพตัวเองให้อยู่ในสภาพปกติ อย่างน้อยก็น่าจะเป็นการสร้างสมดุลที่มีประโยชน์มากกว่าโทษ เหมือนการดูแลสุขภาพของโลก ของสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าธรรมชาติอาจมีวัฏจักรเกิด แก่ เจ็บ ตาย และสักวันหนึ่งโลกก็คงต้องถึงจุดป่วยหนัก ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของมนุษย์หรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อย การช่วยกันทำร้ายโลกน้อยลง ก็ดีกว่าการตะบี้ตะบันทำลายสิ่งแวดล้อมโดยไม่สนใจอะไรเลยใช่ไหม

ผมค่อนข้างเข้าใจความรู้สึกที่คุณวินทร์มีต่อผู้ประกอบอาชีพแพทย์บางคน แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์โชกโชนเท่าคุณวินทร์ แต่ผมก็แปลกใจและตะขิดตะขวงใจเสมอเมื่อมีเหตุให้ต้องพบเจอแพทย์ สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจคือแพทย์จำนวนมากดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากเปิดปากพูดคุยกับคนไข้สักเท่าไร ไม่ทราบเป็นเพราะผมไม่ใช่สาวสวยสวมเสื้อคอลึกหรือเปล่า ผมพบว่าในฐานะคนไข้ ผมมักต้องเป็นผู้คะยั้นคะยอให้หมออธิบายให้ฟังว่าอาการป่วยของผมมันคืออะไร เกิดขึ้นอย่างไร และควรดูแลให้ดีขึ้นอย่างไร (ไม่นับการกินยาตามหมอสั่ง ซึ่งหลายครั้งเป็นยาที่สามารถหาซื้อเองได้ง่ายๆ) แทนที่ผู้เชียวชาญอย่างหมอจะนั่งสั่งสอนผมให้เข้าใจความผิดปกติในร่างกาย และบอกวิธีป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นในอนาคต เขาหรือเธอมักอยากแค่จะนั่งเขียนใบสั่งยาด้วยลายมือขยุกขยุยอย่างเงียบขรึม

ความเจ็บป่วยไม่ใช่เรื่องสนุก นอกจากความเจ็บปวดทางกาย จิตใจของผู้ป่วยก็พานไม่ค่อยดีไปด้วย เพราะเราเป็นกังวลกับความไม่รู้ของเราเอง เราไปหาหมอด้วยความหวังว่าเขาหรือเธอจะสามารถทำให้เราสบายใจไปพร้อมๆกับสบายกาย แต่ก็มักไม่ได้คำตอบหรือคำอธิบายอะไรให้คลายความวิตก หลายครั้งผมรู้สึกเหมือนกับว่าหมอเป็นเพียง “คนขายยา” มีหน้าที่เพียงเขียนใบสั่ง ยาบางตัวอาจไม่จำเป็นหรือไม่เหมาะสมที่สุดด้วยซ้ำ ไหนๆก็หลงมาแล้ว สั่งยาให้คนไข้เสียเงินเยอะๆหน่อยก็แล้วกัน

บางทีผมสงสัยว่าทำไมเราไม่มีบริการสาธารณะให้คนสามารถยกโทรศัพท์คุยกับหมอฟรีๆ เพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับร่างกายที่เราอาจมีในแต่ละวัน บางทีที่มีปุ่มปูดปุ่มบวมขึ้นบนบางจุดของร่างกาย ผมก็อยากจะสามารถถามใครสักคนได้ว่ามันน่าจะเป็นปุ่มอะไร หรือบางทีมีอาการแปลกๆที่ทำให้รู้สึกอยากกระทืบนักการเมืองบางคน ก็อยากมีหมอผู้เชี่ยวชาญคอยเป็นที่ปรึกษาว่าน่าจะกระทืบสักกี่ทีที่จะไม่ทำให้ถึงตาย

เป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับผมที่วงการแพทย์ไม่พยายามให้ความรู้ความเข้าใจกับคนทั่วไปมากนัก อาการป่วยบางอย่างความจริงมีวิธีแก้และป้องกันอย่างง่ายๆ ด้วยสิ่งที่หาได้ตามท้องตลาด แต่คุณหมอเอาแต่จะรอให้เราเข้าไปหาเพื่อท่านจะได้นั่งเขียนตัวหนังสือขยุกขยุยสั่งยาให้เท่านั้น

วงการแพทย์และวงการผลิตยาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มหาศาล ผมเพิ่งเข้าใจความจริงข้อนี้ได้ไม่นาน หมอจำนวนมากก็ทำตัวเป็นนักธุรกิจที่ดีนั่นเอง ผมไม่อยากเชื่อว่าจะมีใคร “ชอบไปหาหมอ” หรือ “ชอบเข้าโรงพยาบาล” แต่ทุกวันนี้โรงพยาบาลบางแห่งใหญ่โตโก้หรู เพียบพร้อมไปด้วยร้านรวงร่วมสมัยสารพัด เกือบจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดย่อม คล้ายกับว่าคนจำนวนมากนิยม “เที่ยวโรงพยาบาล” เป็นชีวิตจิตใจ ความจริงก็คือความเป็นธุรกิจในสังคมบริโภคนิยมไม่จำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากเขินอายอีกต่อไป โรงพยาบาลก็เปิดเผยกันเห็นๆว่านี่คือสถานที่ทำธุรกิจ ไม่ต่างจากบริษัทและห้างร้าน สถาบันการศึกษาหลายแห่งก็แสดงออกเช่นนั้น รวมไปถึงวัด ที่มีการจัดระบบ “รับเงิน” อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เรียกว่าไม่ต้องงุนงงสับสน ยืนเก้ๆกังๆกันอีกแล้ว ทุกที่มีป้ายติดแผนกและประเภทของการ “บริการ” ไว้อย่างชัดเจน

เวลาที่ผมป่วย ผมไปหาหมอด้วยความหวังว่าผมจะไม่ต้องไปอีกเลยในอนาคต ผมรู้ครับว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยผู้มีหน้าที่รักษาความเจ็บป่วยก็น่าจะต้องมีความหวังเดียวกัน ถ้าผมเป็นนักโทษในเรือนจำแล้วได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ ผมก็คงหวังว่าผมจะไม่มีวันต้องกลับเข้าไปกินข้าวแดงและถูกแทงประตูหลังอีกแล้วในชาตินี้ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็ควรหวังเช่นนั้นเหมือนกัน ตำรวจน่าจะหวังว่าสังคมมีคนดีมากกว่าคนร้าย หมอก็น่าจะหวังว่าสังคมมีคนแข็งแรงมากกว่าคนป่วย

แต่ผมไม่มั่นใจว่าวงการแพทย์รู้สึกอย่างนั้น (วงการตำรวจอาจไม่ต้องการให้สังคมมีคนร้ายเท่าไร เพราะจับมาขังคุกก็เสียค่าดูแลมันอีก)

เหมือนกับที่รัฐบาลไม่ได้ต้องการยกระดับการเรียนการศึกษาในสังคมอย่างจริงจังและเข้มข้น แม้จะมีการเสนอความเห็นทุกยุคสมัยว่าการศึกษามีความสำคัญเพียงไรก็ตาม นักการเมืองจำนวนหนึ่งหวาดกลัวความรู้เท่าทันของประชาชน พวกเขาจึงต้องการจำกัดการศึกษา (หรือในบางกรณี ใช้วิธีบิดเบือนการศึกษาและล้างสมองด้วยความคิดผิดๆ) ให้อยู่ประมาณขั้น “ปานกลางค่อนข้างโง่” เพื่อที่พวกเขาจะได้หลอกล่อและต้มตุ๋นต่อไปอย่างสบายๆ ระบบการศึกษานับวันมีแต่จะแย่ลง ผู้ใหญ่ก็บ่น เด็กก็บ่น ทุกคนลงความเห็นว่าสังคมที่ “พัฒนาแล้ว” คือสังคมที่คนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเปิดกว้างและเท่าเทียมกัน ทุกคนเห็นด้วยว่าการศึกษาในสังคมไทยมีปัญหาถึงขั้นน่าวิตก

ทุกคนรู้และยอมรับปัญหา แต่การศึกษากลับดิ่งลงเหวเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ธุรกิจการค้าพัฒนาว่องไวชั่วข้ามคืน

เราจึงยังอยู่ในสังคมกะลาที่คิดว่าการเซ็นเซอร์สื่อคือวิธีสร้างกรอบศีลธรรมอันดี คิดว่าการตั้งศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติจะทำให้คนเข้าหาธรรมะ และมีอดีตนายกฯที่นอกจากจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนจำนวนมากจนทำให้ประเทศชาติเกิดเรื่องเกิดราวที่น้ำเน่าเกินเยียวยา ยังอุตส่าห์เอาเวลาที่กลับประเทศไม่ได้ไปทำธุรกิจส่วนตัว สร้างภาพความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองในลักษณะหน้าด้านจนน่ารังเกียจ (ในความรู้สึกของคนโง่อย่างผม ใครที่อยากได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้นำที่น่ายกย่องสรรเสริญ ไม่ควรทำตัวอย่างนั้นเป็นอันขาด น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งที่ยังมีคนมองตัวตนที่แท้ของอดีตนายกฯไม่ออก เพียงแค่กิจกรรมที่เลือกทำด้วยเงินจำนวนมหาศาลก็สะท้อนความคิดและความต้องการได้ชัดเจน ไหนล่ะองค์กร “not for profit” เพื่อสังคมที่ว่าจะจัดตั้ง...การศึกษายิ่งไม่ต้องพูดถึง คนมีเงินขนาดนั้นสามารถช่วยสังคมได้มากมายนับไม่ถ้วนถ้าต้องการจะทำ และหากทำด้วยใจจริง รับรองว่าต้องเป็นที่ศรัทธาบูชาสืบต่อไปอีกห้าร้อยกว่าชาติ จะมีการปั้นอนุสาวรีย์ให้คนรุ่นหลังได้ยกมือไหว้...อย่าว่าแต่คนรุ่นหลัง ถ้าท่านเป็นคนอย่างนั้นจริง กระทั่งคนอย่างผมเองก็คงอดยกมือไหว้อนุสาวรีย์ท่านไม่ได้...เผลอๆจะแถมคอยไปเช็ดขี้นกพิราบให้ด้วย)

เรื่องสุขภาพของคนในสังคมก็เช่นกัน ความสนใจของคนในวงการแพทย์และอุตสาหกรรมผลิตยาดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับความเป็นดีอยู่ดีของมนุษย์น้อยกว่าความเป็นดีอยู่ดีของ “วงการ”

เราคงต้องท่องคำสอนของเฮราคลีตุสไว้ในใจ คลายความเครียด:

การได้ทุกอย่างที่เราต้องการ

อาจไม่ถือเป็นโชคดีที่สุด

เราเห็นค่าของการมีสุขภาพดี

ก็ต่อเมื่อเจ็บป่วย

เราเห็นความดี ต่อเมื่ออยู่ท่ามกลางความชั่วร้าย

และเห็นค่าของการนอน เมื่อต้องผ่านความเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน

เมื่อผ่านยุคป่วยของสังคมตอนนี้ไปแล้ว เมืองของเราอาจมีสุขภาพดีขึ้นได้บ้าง

มองโลกในแง่แอ๊บแบ๊วที่สุดเท่าที่แว่นตากันแดดจะอำนวยแล้วนะครับนี่


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนกันยายน 2550