ประเสริฐ หรือ ประสาท

วินทร์ ถึง ปราบดา

9 ตุลาคม 2550


หนังสือพิมพ์วันนี้มีข่าวเล็กๆ ชิ้นหนึ่งคือ มีผู้ร้องเรียนว่าลิงกอริลลาในสวนสัตว์เอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯมีอาการไม่สู้ดีนัก กล่าวคือมันมีท่าทางเงื่องหงอย ซึมเศร้า อีกทั้งนั่งหันหลังให้ผู้มาเยือน นับว่าเป็นลิงที่ไร้มารยาทอย่างยิ่ง แลเกรงว่าจะเป็นการทรมานสัตว์ จึงแจ้งไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ก็ไปตรวจดู และสรุปว่าลิงไม่เป็นอะไร สุขภาพแข็งแรงดี อาจเป็นเพราะคนที่ร้องเรียนบังเอิญไปเห็นลิงในยามที่ลิงกำลังเนือย ซึ่งก็มิใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะคนเราก็ยังเนือยได้

สวนสัตว์เอกชนแห่งนี้ต่างจากสวนสัตว์ทั่วไปตรงที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง มีสัตว์สารพัดชนิด เช่น ลิง เสือ นกเพงกวิน ฯลฯ อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่จัดแต่งเป็นป่าเทียม การเปิดสวนสัตว์ในศูนย์การค้านัยว่าเป็นการสร้างความแตกต่าง และแน่นอน ช่วยดึงดูดลูกค้าเข้ามาในศูนย์การค้ามากขึ้น และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกกที่มีผู้ร้องเรียน

ต่อข้อกล่าวหาว่า “สวนสัตว์” แห่งนี้ทรมานสัตว์ป่า ผู้ดูแล “สวนสัตว์” บอกว่า ลิงตัวที่ไร้มารยาทหันหลังให้คนดูนี้มีราคาแพงกว่าสิบล้านบาท ดังนั้นพวกเขาจึงดูแลมันอย่างดีเยี่ยม อยู่ในห้องขนาดใหญ่ (ใหญ่กว่าคอนโดมิเนียมของคนชั้นกลางหลายแห่งในเมืองหลวงเสียอีก) มีห่วงยางให้เล่น อีกทั้งมีโทรทัศน์ให้ดู ข่าวบอกว่าลิงตัวนี้ชอบดูรายการสารคดีธรรมชาติ (คล้ายลิงกำลังจะบอกเราว่า แม้แต่ลิงก็ไม่ดูรายการละครโทรทัศน์แบบจำเจ!) ผู้เลี้ยงบอกว่า ถ้าดูแลไม่ดี มันคงไม่อยู่รอดมาฉลอง (แฮปปี้) เบิร์ธเดย์ ครบยี่สิบขวบเมื่อไม่นานมานี้

ส่วนเสือที่เลี้ยงนั้นก็มีรูปร่างดี ไม่อ้วนเกินไป เพราะมีโปรแกรมแบบฟิตเนสส์ เซ็นเตอร์ เนื่องจากความอ้วนนำพามาซึ่งโรคภัยต่างๆ สำหรับนกเพงกวินที่ย้ายสำมะโนครัวจากขั้วโลกมาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เช่นกัน นับว่าเป็นข่าวดียิ่งที่ลิงและสัตว์ทั้งหลายในสวนสัตว์แห่งนี้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีถ้วนหน้า


เมื่อผมมาเยือนกรุงเทพฯเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน กิจกรรมลำดับต้นๆ อย่างหนึ่งของคนบ้านนอกเข้ากรุงคือการไปเยือนสวนสัตว์ดุสิต เนื่องจากในเมืองน้อยที่ผมเกิดและโต ไม่มีสวนสัตว์ใดๆ ผมเห็นสัตว์ป่าครั้งแรกก็เมื่อมีคณะละครสัตว์จากต่างประเทศมาแสดงในเมือง นอกนั้นก็เห็นจากภาพยนตร์เท่านั้น

ประสบการณ์การเยือนสวนสัตว์ดุสิตในครั้งนั้นสนุกสนานมากครับ ผมดูสัตว์ต่างๆ ในกรงด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจ หรือพูดด้วยภาษาปัจจุบันก็คือ หนุกมั่กมั่ก หรือเพลินอ่ะ

ครั้นไปทำงานที่สิงคโปร์และนิวยอร์ก และเยือนเมืองอื่นๆ ในอเมริกา มีโอกาสเยือนทั้งสวนสัตว์บก สวนสัตว์น้ำ สวนนก หลายแห่ง ก็ตื่นตาตื่นใจ รู้สึกเพลิดเพลินเจริญใจเช่นกัน

สวนสัตว์ที่สิงคโปร์ดูจะกว้างขวางโอ่อ่ากว่าสวนสัตว์บ้านเรา ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างใหญ่มาก ทั้งที่ราคาที่ดินในเกาะแพงสุดสุด ส่วนสวนนกนั้นเล่าก็มีการจำลองธรรมชาติ สร้างน้ำตกใหญ่ที่สุดในเอเชีย (ตามคำโฆษณาในแผ่นพับ) เป็นสถานที่พักผ่อนของชาวเมืองเป็นอย่างดี ส่วนในอเมริกาก็มีสวนสัตว์มากมายนับไม่ถ้วน ผมเคยไปเยือนสวนสัตว์ที่ เดอะ บรองซ์ นิวยอร์ก และอีกหลายแห่ง มาตรฐานก็ดูจะดีกว่าสวนสัตว์ดุสิต อันน่าจะมาจากงบประมาณการดูแลสวนสัตว์ที่มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ผมมารู้สึกถึงความไม่ปกติของสวนสัตว์ (เอ! น่าจะเป็นความไม่ปกติของตัวเองมากกว่า!) หลังจากไปอเมริกา พบว่าหลักการออกแบบสวนสัตว์หลายแห่งในตะวันตกพยายามลดความเป็น “คุก” ลง นั่นคือเปลี่ยนคุกธรรมดาให้เป็นคุกธรรมชาติ ถ้าจำไม่ผิดก็เช่นสวนสัตว์ ซาน ดิเอโก ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้กรงเหล็ก ก็ใช้บึงหรือคลองขุดล้อม เพื่อไม่ให้สัตว์ป่าหนีออกมาได้ ดูเผินๆ ก็เหมือนว่าสัตว์ป่ากำลังอาศัยอยู่บนเกาะธรรมชาติ ไม่มีกรงหรือลวดหนามให้รำคาญตา คอนเส็ปท์สวนสัตว์แบบนี้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ หรืออย่างน้อยก็เป็นที่ยอมรับมากกว่าสวนสัตว์แบบเก่า ดังนั้นเมื่อทราบข่าวการสร้างสวนสัตว์ในศูนย์การค้า ผมก็อดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้

สมัยเด็ก ในห้องเรียนผมได้ยินครูเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน นั่นคือมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ เวลาเดินมนุษย์ไม่ยื่นศีรษะออกไปก่อน ต่างกับสัตว์ที่ยื่นหัวไปข้างหน้า คิดดูก็แปลก เพราะครูไม่ยักยกตัวอย่างลิงชิมแปนซี นกเพงกวิน หรือสัตว์อีกหลายประเภทที่ไม่ยื่นหัวออกไปข้างหน้า แต่ผมไม่เคยกล้าเถียงครู

ครั้นโตขึ้น ยิ่งเรียนมากอ่านมากก็ยิ่งเห็นว่า คนก็คือสัตว์ดีๆ นี่เอง คำว่า “สัตว์ประเสริฐ” เป็นคำที่เหลวไหลที่สุด น่าจะถูกลบออกจากตำราเรียนทุกเล่มมานานแล้ว สิ่งมีชีวิตที่ทำลายโลกและสัตว์สายพันธุ์อื่นอย่างมโหฬาร รวมทั้งกักขังสัตว์อื่นๆ ไว้ในกรงเพื่อดูเล่นนั้น ไม่น่าจะเรียกว่า “สัตว์ประเสริฐ” อย่างแน่นอน ตรงกันข้ามเราควรเรียกเราว่า “ไอ้สัตว์” มากกว่า เพราะพูดก็พูดเถอะ เราเป็นสัตว์โลกสายพันธุ์ที่มีนิสัยแย่ที่สุด

หลายคนบอกว่า หากไม่มีสวนสัตว์ พวกสัตว์ป่าจะไปอยู่ที่ไหน และเราจะให้เด็กนักเรียนศึกษาเรื่องสัตว์ป่าได้อย่างไร มิต้องจ้างคุณรพินทร์ ไพรวัลย์ ให้นำทางเด็กๆ ไปเรียนชีวิตสัตว์ป่าในป่ารึ และอีกอย่างเราก็ไม่ค่อยเหลือป่าให้สัตว์อยู่อาศัยอีกแล้ว

ผมมองว่ามนุษย์เราสามารถหาคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ได้เสมอ ไม่ต่างจากคำอธิบายในเรื่องอื่นๆ เช่น “ถ้าเราไม่ออกหวยบนดิน เดี๋ยวก็มีคนทำหวยใต้ดิน และรัฐจะจัดเก็บภาษีไม่ได้” “ถ้าเราไม่สร้างบ่อน เดี๋ยวพวกบ่อนเถื่อนจะรวย” ฯลฯ ความจริงก็คือ สัตว์ป่าไม่เคยส่งใบสมัครมาขออยู่ในสวนสัตว์ในเมือง พวกมันไม่เคยบอกว่า “กระผมเบื่อชีวิตในป่าเต็มทีแล้วว่ะ ขอไปอยู่ในห้องแอร์และป่าเทียมๆ กับพวกคุณด้วยคนนะ” พวกมันถูกจับมาสนองตัณหาของคนเท่านั้น ไม่ต่างจากการดักจับทาสในแอฟริกาเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา

ในตลาดนัดบางแห่งในเมือง ยังมีการขายสัตว์ป่าที่ถูกลับลอบนำเข้ามาเสมอ และบ่อยครั้งเราจะได้ยินข่าวสัตว์ป่าที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง ตกอยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย แต่ข่าวแบบนี้ไม่ค่อยตรึงตราใจใครนาน เพราะเราไม่รู้สึกถึงความรู้สึกของสัตว์ที่ถูกจับมา

เราจะเข้าใจความรู้สึกของสัตว์ที่ถูกพลัดพรากจากอ้อมอกพ่อแม่ในป่า ก็ต่อเมื่อลูกวัยสองขวบของเราถูกคนร้ายลักพาตัวไปขายในมาเลเซีย หรือไปเป็นขอทานที่มุมใดมุมหนึ่งในโลก ผมเชื่อว่าสายใยของครอบครัวนั้นไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นลูก “สัตว์ประเสริฐ” หรือ “สัตว์เดรัจฉาน”

คำอธิบายว่า “ลิงไม่เป็นอะไรหรอกคุณ มันสุขภาพแข็งแรงดี” หรือ “สัตว์ป่าพวกนี้ราคาแพงหลายสิบล้านบาท เราไม่ปล่อยให้พวกมันป่วยหรอก” ก็มีนัยคล้ายกับการที่โจรลักพาเด็กบอกว่า “ผมลักพาลูกของคุณไปนั่งขอทานก็จริง แต่ผมดูแลเขาอย่างดีเลยละ”


ผมอาจจะคิดเข้าข้างตัวเองเมื่อเชื่อว่ามีคนเห็นด้วยว่า การพรากสัตว์จากป่ามาเลี้ยงในเมือง (ไม่ว่าในบ้านพักอาศัยหรือในสวนสัตว์) เป็นเรื่องแย่ อย่างน้อยก็มีองค์กรพิทักษ์สัตว์หลายองค์กรที่พยายามช่วยเหลือสัตว์ป่าให้กลับคืนสู่ธรรมชาติที่ร่อยหรอลงไปอย่างรวดเร็ว แต่เราจะทำอะไรได้บ้าง นอกจากร้องเรียน บ่น (และที่ผมกำลังเขียนจดหมายถึงคุณอยู่ในขณะนี้) ในเมื่อโลกเรายังไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องพิทักษ์สิทธิสัตวชนในรูปของกฎหมายที่ดูแลสัตว์เทียบเคียงกับมนุษย์

ผมเลิกเยือนสวนสัตว์ใดๆ ในโลก ไม่ว่าจะสร้างดีเพียงใดมานานแล้ว นี่เป็นเพียงการประท้วงเล็กๆ ในฐานะปัจเจกชนซึ่งมีสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย บอกตรงๆ ว่าผมไม่สามารถรับความบันเทิงจากการชมดูสัตว์ในกรงในระดับ “หนุกมั่กมั่ก” ไม่ว่ากรงนั้นจะสวยงามเพียงใดได้เหมือนเมื่อครั้งผมยังเป็นเด็กกว่านี้

และในสถานะนักเขียนที่พิมพ์งานเอง ผมก็เลือกทำอะไรบางอย่างที่ผมเชื่อว่าถูกต้องและสมควรทำ

ช่วงปีที่ผ่านมา ผมเริ่มรณรงค์ผ่านปกหนังสือของตัวเอง คำโปรยประเภท “รักป่า ไม่ซื้อสัตว์ป่า” อาจจะไม่ส่งผลใดๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากทำ อาจเป็นก้าวเล็กๆ ที่ไม่สร้างความแตกต่าง แต่เป็นก้าวที่ผมเชื่อว่าเราควรช่วยกัน

นี่คือหลักอุปสงค์-อุปทานธรรมดา ไม่มีอะไรซับซ้อน การรณรงค์ให้ผู้คนเลิกสวมขนเฟอร์ เลิกกินอาหารกระป๋องที่ใช้ชิ้นส่วนของสัตว์สงวนบางชนิด เลิกกินอาหารที่จับสัตว์มาแบบไม่เหมาะสม ฯลฯ ก็อยู่ในหลักการนี้

แต่ไหนแต่ไร ผมเกลียดรถแท็กซี่ที่มีกลิ่นบุหรี่ แต่เนื่องจากการเรียกรถแท็กซี่ในเมืองไทยมิใช่เรื่องง่ายดาย ผู้โดยสารไม่อาจเลือกมาก ก็จำต้องยอมขึ้นรถที่มีกลิ่นบุหรี่ แต่มาคิดกับตัวเองว่า เราจะยอมรับสภาพเช่นนี้อีกนานเท่าไร เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งก็บอกตัวเองพอเป็นพอ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมเริ่มวิธีใหม่ นั่นคือทุกครั้งที่เข้าไปในรถแท็กซี่ที่มีกลิ่นบุหรี่ ผมจะบอกคนขับอย่างสุภาพว่า “ขอโทษ ผมแพ้กลิ่นบุหรี่” แล้วก้าวลงจากรถ

คนขับแท็กซี่บางคนงงกับปฏิกิริยานี้ ผมเชื่อว่า หากผู้โดยสารทุกคนในเมืองใช้มาตรการแบบนี้ กลิ่นบุหรี่ในรถแท็กซี่จะหายสาบสูญไปอย่างแน่นอน

สำหรับคนที่บอกว่า “พี่คิดมากไปรึเปล่า? นั่นมันสัตว์ เราคือคน พี่จะเอามาตรฐานของคนไปใช้กับสัตว์ไม่ได้ ไม่เชื่อพี่ลองเอาแมวหมาที่เลี้ยงไปปล่อยในป่าซี แล้วดูซิว่าพวกมันจะอยู่รอดไหม รับรองตายแหงๆ”

คำพูดแบบนี้เป็นการจับแพะชนแกะ เป็นสองประเด็นที่ไม่เกี่ยวกัน เพราะความเป็นคนกับความเป็นสัตว์เป็นเรื่องหนึ่ง การปล่อยสัตว์เลี้ยงเข้าป่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แน่นอนแมวหมาที่มนุษย์เลี้ยงนั้นถูกคนเลี้ยงมาแบบให้มันพึ่งพาตัวเองไม่ได้มานับหมื่นปี หมดความสามารถที่จะเอาตัวรอดในป่ามานานแล้ว เช่นเดียวกับที่มนุษย์เลิกกินเนื้อสัตว์ดิบๆ แบบมนุษย์หิน เพราะเรามีเตาไฟใช้มานานนับหมื่นปีแล้ว

สายพันธุ์มนุษย์นั้นวิวัฒนาการมาตลอดเวลา ทั้งทางกายภาพและจิตใจ ความรู้สึกแบบเห็นใจกันและพึ่งพากันเป็นคุณสมบัติที่ทำให้เราอยู่รอดมาถึงวันนี้ และพัฒนาทางจิตใจนี่เองที่ทำให้เรามีการกินเจ (ที่เป็นเจแท้ ไม่ใช่เจเทียม ประเภทที่ยังยึดติดกับรูปรสเนื้อสัตว์ แม้จะเป็นของปลอม) เพราะเรามีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนขึ้น แต่ความรู้สึกแบบนี้จะเหมาะหรือไม่สำหรับมนุษย์ในยุคปัจจุบัน เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

คำถามคือ ในเมื่อเรามี “เตาไฟ” แล้ว เรายังจะหวนกลับไปกิน “เนื้อดิบ” อีกหรือไม่

ผมเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ดัดจริตจะเป็นนักบุญ แต่เชื่อว่ามนุษย์เรายังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกสักขั้น อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อตัวเราเอง เนื่องจากเราอยู่ไม่ได้หากไม่มีสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ เราอยู่ไม่ได้หากในโลกนี้ไม่เหลือ “สัตว์เดรัจฉาน” สักตัวเดียว

วิถีกิจกรรมหลายอย่างของโลกเราสืบสานต่อเนื่องมานานหลายๆ ศตวรรษเพียงเพราะมนุษย์เราเคยชินกับมันเท่านั้น มีหลายกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นเรื่องแย่ แต่ก็ยังสืบทอดต่อไป เราไม่รู้สึกว่ามันประหลาดจนกว่าเราเปลี่ยนมุมมอง และวิธีเปลี่ยนมุมมองที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้หลัก “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และเมื่อเราพิจารณาให้ดี เราทุกคนก็อาจเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์ให้ดีขึ้นได้

.......................

ปราบดา ตอบ วินทร์

๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๐


ตั้งแต่ได้ยินคำว่า “สัตว์ประเสริฐ” เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ผมก็อดไม่ได้ที่จะทบทวนถึงความหมายของมันด้วยความตะขิดตะขวงใจ ผมทราบว่าคำนี้เชื่อมโยงกับคำสอนของศาสนาพุทธ (อย่างน้อยก็คำสอนของศาสนาพุทธแบบไทยๆ) แต่คิดเท่าไรก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า ความ “ประเสริฐ” ที่ว่านั้นเกิดจากการวัดแบ่งโดยมาตรฐานยุติธรรมที่ไหน จนถึงบัดนี้ผมก็ยังคงมีความเห็นคล้ายกับคุณวินทร์ว่ามันเป็นเพียงทัศนคติเข้าข้างตัวเองของมนุษย์ เพราะไม่ว่าจะใช้เหตุผลใดตรึกตรอง ผมก็ไม่เคยรู้สึกว่ามนุษย์ “ฉลาด” หรือ “เก่งกาจ” กว่าสัตว์ชนิดอื่นแต่อย่างไรเลย

ผมคงจะเคยเขียนถึงประเด็นเช่นนี้มาบ้างแล้ว แต่มันก็ยังคงเป็นประเด็นคลาสสิกส่วนตัว ที่ผมย้อนนึกทบทวนบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะผมรังเกียจรังงอนเพื่อนมนุษย์อะไรหนักหนา และไม่ใช่เพราะผมเป็นคนรักสัตว์มากมายถึงขั้นจะทำหน้าที่เป็นทนายหรือเป็น “พีอาร์” ให้สัตว์ แต่พฤติกรรมและการแสดงทัศนคติต่างๆที่ผมมักได้เห็นหรือได้ยินจากสื่อ มักสะกิดใจให้ผมเป็นต้องนึกเปรียบเทียบความเป็นคนกับความเป็นสัตว์โดยปริยาย

กระทั่ง “เทศกาลกินเจ” ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นเหตุให้ผมต้องคิดถึงความแปลกประหลาดทางพฤติกรรมของมนุษย์เช่นกัน ก่อนเทศกาลกินเจหนึ่งวัน ผมนั่งดูรายการทีวีอะไรสักอย่าง จำไม่ได้แล้วจริงๆว่าเป็นรายการอะไร ที่จำได้ชัดเจนคือสิ่งที่พิธีกรของรายการพูด เขาคงมีความตั้งใจดีที่จะประชาสัมพันธ์การกินเจ จึงบอกคนดูประมาณว่า “อยากให้ทุกคนกินเจในช่วงเทศกาลนี้ เพราะการงดกินเนื้อสัตว์เพียงเก้าหรือสิบวัน ก็จะสามารถช่วยชีวิตสัตว์ไว้ได้มหาศาลทีเดียว” ฟังเหมือนจะดีนะครับ แต่เอาเข้าจริง กลับเป็นตรรกะที่พิลึกพิลั่นชอบกล ต่อให้ทุกคนในโลกหยุดกินเนื้อสัตว์เป็นเวลาสิบวันพร้อมกันหมด ก็ไม่ได้แปลว่าสัตว์ที่ถูกเตรียมไว้เพื่อฆ่าจะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระเสียเมื่อไร ทันทีที่เทศกาลจบลง พวกมันก็ต้องถูกเชือดอยู่ดี ความจริงเทศกาลกินเจไม่มีผลต่อการช่วยเหลือสัตว์หรือการละเว้นจากการฆาตกรรมสัตว์เลยแม้แต่น้อย มันมีผลดีเฉพาะต่อพ่อค้าแม่ค้าที่มีโอกาสกระตุ้นรายได้จากพฤติกรรมสร้าง “มายา” ว่าทุกคนกำลังช่วยกันทำความดีเท่านั้น หากใครอยากจะละเว้นการกินเนื้อสัตว์เพื่อสัตว์จริงๆ ก็ไม่เห็นมีความจำเป็นใดที่จะต้องรอให้ถึงช่วงเทศกาลกินเจ

ผมยังสงสัยไม่สร่างว่าความ “ประเสริฐ” ของมนุษย์ถูกหมกเม้มไว้ที่ไหนและอย่างไร หากบอกว่ามนุษย์ประเสริฐเพราะเรารู้จักคิด รู้จักตัดสินผิดชอบชั่วดี ผมก็ไม่แน่ใจว่านั่นคือความประเสริฐหรือเป็นปัญหาของมนุษย์กันแน่ เพราะเท่าที่เห็นจากภายนอก ถึงแม้สัตว์อื่นๆดูเหมือนจะไม่มีการนับถือศาสนา ไม่มีการเสวนาด่าทอถกเถียงกันเรื่องจริยธรรม เรื่องศีลธรรม เรื่องใครถูกใครผิด แต่พวกมันก็ดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติของมันโดยไม่ต้องคิดเรื่องผิดชอบชั่วดี และถึงแม้ว่าสัตว์อื่นจะมีพฤติกรรมเข่นฆ่ากันเองเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่มันก็เข่นฆ่ากันซื่อๆตรงๆ เพื่อความอยู่รอด เพื่อหาอาหารใส่ท้องไปวันๆ เพื่อหาเสบียงไปให้ครอบครัว เพื่อป้องกันตัว หรืออาจเพื่อความบันเทิงบ้างก็คงมี แต่ไม่ใช่เพื่อจุดมุ่งหมายลึกลับซับซ้อนและเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนซ่อนหุ้นเหมือนที่มนุษย์หลายต่อหลายคนนิยมทำ

ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหน ผมก็ยังไม่เห็นว่าความเป็นสัตว์ของสัตว์อื่นๆมีความประเสริฐน้อยกว่าความเป็นมนุษย์ตรงไหน การที่พวกมันไม่ประดิษฐ์อาวุธ ไม่สามารถผลิตพลาสติกหรือสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ การที่พวกมันไม่มีวงการบันเทิง ไม่สร้างหนัง ไม่สร้างเครื่องดนตรี ไม่มีระบบธนาคาร ไม่เล่นหุ้น ไม่ตีกอล์ฟ ไม่เตะบอล ไม่หัดขุดหาน้ำมันมาใช้เป็นเชื้อเพลิงพลังงาน ไม่จัดงานเลี้ยงแต่งงานในโรงแรมหรู ไม่สามารถยกหูโทรศัพท์คุยกันข้ามทวีป และไม่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ก็ไม่เห็นว่าพวกมันจะมีปัญหาอะไรในการดำรงชีวิต นอกไปจากปัญหาปกติของการเอาตัวรอด เราที่เรียกตัวเองว่า “สัตว์ประเสริฐ” นั่นต่างหากที่กลับมีปัญหาเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ บางปัญหาก็คาราคาซังมาเป็นหมื่นๆพันๆปี (รัก โลภ โกรธ หลง) และบางปัญหาก็เพิ่งจะก่อตัวขึ้นจากพฤติกรรมใหม่ๆที่ดูเหมือนจะไม่ยอมหยุดยั้ง และที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลยก็คือ สร้างปัญหาให้ตัวเองยังไม่พอ เรายังอุตส่าห์ใจกว้างสร้างปัญหาให้กับบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่ไม่เคยคิดจะครองโลก โดยการทำลายสิ่งแวดล้อมและเบียดเบียนชีวิตของพวกมันอย่างบ้าคลั่งสิ้นคิด เพียงเพื่อตอบสนองกิเลสตัณหาอันแสนจะประเสริฐของพวกเรากันเอง

บางทีที่ผมทนความรำคาญไม่ได้ ผมก็ตบยุงที่ริอาจล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัวและทำร้ายร่างกายผมด้วยการดูดเลือด และบางครั้งที่ผมบังคับตัวเองไม่อยู่ ผมอาจกระทืบแมลงสาบที่วิ่งรี่เข้ามาหาในทีท่าหยาบคายและไม่ให้เกียรติกัน แต่ผมไม่เห็นเหตุผลอะไรที่คนเราต้องล่าปลาวาฬ ฆ่าช้าง กินเนื้อสัตว์ป่า หรือจับสัตว์ที่ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือมากักขังไว้ในธรรมชาติจำลอง กิจกรรม “ประเสริฐๆ” เช่นนั้นมักมีเหตุผลเพียงอย่างเดียวคือ “เงิน” หรือถ้าจะเรียกแบบประเสริฐขึ้นหน่อย ก็คือการ “ทำธุรกิจ” ของคนเรานั่นเอง

ผมคงไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจมากนัก ถ้าคนเราไม่พยายามสรรเสริญเยินยอการกระทำของเราเองว่าดีอย่างนั้น ประเสริฐอย่างนี้ อยู่ตลอดเวลา ผมว่าความจริงแล้วคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์ “ประเสริฐ” ก็คือความสามารถในการเกลี้ยกล่อมและชื่นชมตัวเองว่าเลิศล้ำเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเราประเสริฐเพราะเราสามารถสร้างความเชื่อให้ตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพว่าเราประเสริฐจริงๆ ผมคิดว่าความพิเศษของมนุษย์คือการปลิ้นปล้อนพลิกแพลง เราเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม และในขณะเดียวกันเราก็ทำลายสิ่งที่เป็นครูสอนเรา เราสร้างมายาต่างๆนานาขึ้นเพื่อหลอกตัวเอง เราแสดงตัวเป็นเจ้าของโลกใบนี้ด้วยการแบ่งแยกที่ดิน ให้สิทธิ์ตัวเองในการจับจองเป็นเจ้าของ และซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งที่สัตว์อื่นดำรงอยู่โดยไม่ต้องเสียเงินหรือรับมรดกตกทอดมาจากญาติผู้ใหญ่ที่ไหน เมื่อเราทำร้ายโลกมาถึงจุดหนึ่ง เรายังมีหน้ามาทำตัวเป็นผู้ที่จะ “ช่วยโลก” อย่างที่ผู้ประเสริฐพึงกระทำ ตามความเชื่อของเรา

ถ้าพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องแปลกและน่าขำ ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรคือความแปลกแล้วละครับ สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในทะเลลึก ที่ว่าหน้าตาท่าทางแปลกๆ ผมว่ายังไม่แปลกเท่าพฤติกรรมของมนุษย์แม้แต่น้อยนิด

คุณวินทร์อาจได้ข่าวเรื่องที่มีกลุ่มพระสงฆ์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และประท้วงการแสดงผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เพิ่งได้รางวัลเหรียญทองจากงานศิลปกรรมแห่งชาติเมื่อไม่นานมานี้ ผลงานศิลปะที่ว่า ชื่อภาพ “ภิกษุสันดานกา” โดย นายอนุพงษ์ จันทร ซึ่งเป็นภาพสะท้อนพฤติกรรมแย่ๆของพระสงฆ์ ที่มีอยู่จริงและมีอยู่อย่างค่อนข้างมากในปัจจุบัน (วัดจากความถี่ที่พระสงฆ์ตกเป็นข่าวฉาวตามหน้าหนังสือพิมพ์) แต่ก็อย่างที่คาดเดาได้นั่นแหละครับ คือผลงานศิลปะดังกล่าวถูกพระสงฆ์และคนบางกลุ่มเรียกว่าเป็น “การลบหลู่ศาสนาอย่างรุนแรง” เพราะสัตว์ประเสริฐอย่างเราๆ (รวมถึงพระสงฆ์ ผู้ที่ควรจะศึกษาความไม่ยึดติดมากกว่าคนทั่วไป) ไม่อาจยอมรับความเป็นจริง และนิยมที่จะแบ่งแยกว่าใครหรืออะไรเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ และใครหรืออะไรอยู่สูงเกินการวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อมีใครริอาจวิจารณ์ก็กลายเป็นคนชั่วผู้ลบหลู่และสร้างความเสื่อมเสียไปทั้งนั้น

ผมไม่มีความรู้สึกเข้าข้างศิลปินเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะผมมีความสนใจทางศิลปะผมจึงรู้สึกขัดแย้งกับฝ่ายที่ออกมาประท้วงต่อต้านผลงานของคุณอนุพงษ์ แต่ผมรู้สึกตะขิดตะขวงกับสถานภาพ “ห้ามวิพากษ์วิจารณ์” ที่คนบางกลุ่มตั้งให้กับศาสนาพุทธ (และศาสนาอื่นๆทุกศาสนาที่ลุกขึ้นมาประท้วงทุกครั้งเมื่อโดนคนวิจารณ์) ผมอาจไม่ใช่สัตว์ประเสริฐเท่ามนุษย์หรือพระสงฆ์เหล่านั้นก็เป็นได้ แต่ผมรู้สึกเสมอมาว่าศาสนาพุทธมีความพิเศษตรงที่เป็นศาสนาของการไตร่ตรองทบทวน “ตัวเอง” และสอนให้เรารู้จัก “ปลดปล่อย” หรือละวางคุณสมบัติแย่ๆหลายๆอย่างที่เรามีอยู่ในตัวมาแต่กำเนิด ผมนึกว่าแก่นคำสอนของศาสนาพุทธคือ “ชีวิตคือความทุกข์” และต้นเหตุของความทุกข์ก็คือ “ตัวเรา” ซึ่งอาจแปลได้ว่าสิ่งที่เราควรตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข และระมัดระวังมิให้ออกนอกลู่นอกทางจนเสียสมดุล ก็คือตัวเรา หรือความเป็นมนุษย์ของเรานั่นเอง ผมยังเข้าใจเอาเองอีกด้วยว่าพระสงฆ์คือคนธรรมดาที่ตั้งใจจะเจริญรอยตามและศึกษาคำสอนของพุทธปรัชญาอย่างจริงจัง และการศึกษาอย่างจริงจัง (เพื่อให้เห็นแจ้งด้วยตัวเอง ดังที่พระพุทธเจ้าทำ) นั้นทำให้คนเราจำเป็นต้องละทิ้งสิ่งอื่นที่อาจรบกวนหรือเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา เราจึงควรต้องปลดเปลื้องตัวเองออกจากวัฏจักรสังคม ลดความสำคัญของเรื่องนอกกาย และดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย สมถะที่สุด เพื่อจะได้ใช้เวลาของชีวิตไปกับการศึกษาธรรม

หมายความว่าพระสงฆ์คือคนที่อุทิศชีวิตเพื่อการเรียนรู้ชีวิต แต่ก็คือคนธรรมดา ไม่ใช่ผู้วิเศษวิโส อาจมีความน่าเลื่อมใสตรงที่สามารถลดละกิเลสตัณหาลงได้มากกว่าคนธรรมดา แต่ไม่ได้น่าเลื่อมใสเพราะสีของผ้าที่ปกคลุมเรือนร่าง ไม่ได้น่าเลื่อมใสเพราะทรงผม ไม่ได้น่าเลื่อมใสเพราะสามารถสวดมนต์เป็นภาษาโบราณ และไม่ได้น่าเลื่อมใสเพราะมีปาฎิหาริย์พิสดารใดๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้การวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์ผู้มีพฤติกรรมแย่ๆ เป็นการ “ลบหลู่ศาสนา”

ในเมื่อศาสนาพุทธคือศาสนาของการวิเคราะห์และฝึกฝน “ตนเอง” ให้ดำเนินไปในทางธรรม ยิ่งดีเสียอีกไม่ใช่หรือที่จะมีคนช่วยวิเคราะห์ ช่วยตักเตือน และช่วยชี้ให้เห็นความบกพร่องนอกลู่นอกทางที่จะทำให้การศึกษาธรรมของพระสงฆ์ไม่สำเร็จลุล่วงดังที่ควรจะเป็น

ผมรู้สึกว่าการ “ลบหลู่” ก็เป็นสิ่งที่พุทธปรัชญาสอนให้เราทำกับตัวเองเช่นกัน ในเมื่อปัญหาทั้งหลายของชีวิตเกิดจากตัวเรา เราก็ควรเริ่มตรวจสอบปัญหาด้วยการลบหลู่ตัวเองเพื่อหาทางแก้ไขไม่ใช่หรือ ในแง่นั้น การลบหลู่ดูจะมีประโยชน์และเข้ากันดีกับคำสอนของศาสนาพุทธด้วยซ้ำไป

ถ้าคนเราจะมีความประเสริฐอยู่บ้าง ผมว่าน่าจะเป็นคุณสมบัติของการล่วงรู้ในความทุกข์และการมองเห็นกระทำแย่ๆของตัวเอง ซึ่งก็เป็นคุณสมบัติพิเศษของศาสนาพุทธและปรัชญาตะวันออกบางลัทธิ (ในขณะที่ศาสนาใหญ่ๆส่วนมากเน้นหนักไปกับการสรรเสริญบูชาและเชื่อฟังคำสั่งของ “พระเจ้า” และไม่มีสิทธิ์ขัดแย้งกับสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นความประสงค์ของพระเจ้า) จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่ดูเหมือนพระสงฆ์บางกลุ่มในปัจจุบันกลับต้องการทำศาสนาให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจแตะต้องตักเตือนหรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะด้วยงานศิลปะหรือด้วยการแสดงความคิดเห็นทางอื่น

การจับสัตว์มาขังไว้ในโลกจำลองเพื่อให้คนซื้อตั๋วเข้าดูก็ว่าเป็นเรื่องแปลกแล้ว การกักขังตัวเองไว้ในโลกมายาที่มีแต่กฎเกณฑ์จอมปลอมและการหลีกหนีความจริง ยิ่งเป็นพฤติกรรมที่ประหลาดลึกล้ำจนไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไรดี

ที่แน่ๆ ผมว่าไม่ใช่ “ความประเสริฐ”


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2550