ผู้นำพระพม่าเปิดใจสื่อเยอรมัน ยืนยันความโหดร้ายของรัฐบาลทหาร

แปลจากบทสัมภาษณ์เรื่อง BURMESE MONK TESTIFIES TO REGIME'S BRUTALITY โดย สฤณี อาชวานันทกุล

'ชัดเจนว่าพวกเราทั้งหมดอาจต้องตาย'

พระหนุ่ม อาชิน เวน โกวิท เปิดใจกับหนังสือพิมพ์ SPIEGEL ของเยอรมัน ว่ากลายเป็นหนึ่งในผู้นำการประท้วงในกรุงย่างกุ้งที่ผ่านมาได้อย่างไร กองทัพปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างไร และเหตุใดเขาจึงต้องหลบหนีข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย

ชื่อของอาตมาคือ อาชิน เวน โกวิท อาตมาอายุ 24 พรรษา เป็นหนึ่งในผู้จัดการชุมนุมประท้วงร่วมกับพระอีก 14 รูป และนักศึกษาหลายคน

รัฐบาลพม่าเรียกตัวเองว่า “สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งชาติ” (State Peace and Development Council) แต่พวกอาตมามองว่าพวกเขาคือกลุ่มอาชญากรมือเปื้อนเลือด อาตมาถูกกดดันให้หนีมาประเทศไทย เพราะรัฐบาลสั่งทหารให้ยิงและทรมานพวกอาตมา รัฐบาลบอกว่าอาตมาคือผู้ก่อการร้าย และค้นเจอระเบิดในกุฏิ คำกล่าวนี้โกหกทั้งเพ

กองกำลังภาคตะวันตกของกองทัพมีศูนย์บัญชาการในบ้านเกิดของอาตมา คือเมืองอัน (Ann) ทางตะวันตกของประเทศ โยมพ่อของอาตมาเป็นช่างไม้ โยมแม่เป็นแม่ค้าแผงลอยในตลาด ครอบครัวเรายากจน แต่ก็ยังมีพอกินพอใช้ อาตมาอยากบวชตั้งแต่เล็กๆ บวชเณรที่วัดวรรณิธาราม (Wannitarama) ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ และบวชพระเมื่ออายุครบ 20 ปี เมื่อเจ้าอาวาสของวัดนั้นไม่มีอะไรจะสอนอาตมาแล้ว ท่านก็ส่งอาตมาไปอยู่ย่างกุ้ง

วัดเนียนอู (Nian Oo) ที่อาตมาไปอยู่เป็นวัดเล็กๆ มีพระทั้งหมดเพียง 30 รูป แต่มีชื่อเสียงดี พระที่นั่นไม่มีสมบัติส่วนตัว ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่เราต้องเดินถนนบิณฑบาตทุกเช้า แต่เราลำบากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพุทธศาสนิกจำนวนมากไม่มีอาหารพอเลี้ยงตัวเอง บางครั้งอาตมาได้พบปะนักศึกษาเมื่อออกมาบิณฑบาต เราคุยกันหลายเรื่อง และเราก็เห็นตรงกันว่าพม่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง หลังจากนั้นเราก็เริ่มเฝ้ารอจังหวะที่เหมาะสม

เราได้ยินข่าวจากสถานีบีบีซีของอังกฤษและ Democratic Voice of Burma (สื่ออิสระที่ทำงานจากนอร์เวย์) ว่ารัฐบาลทหารทุบตีพระในเมืองพะโคในวันที่ 5 กันยายน หลังจากที่พระมาชุมนุมประท้วงการขึ้นราคาน้ำมัน อาตมาคุยเรื่องนี้กับพระที่วัด เราได้ยินว่าพระในเมืองพะโคได้ร่วมกันจัดตั้ง “สมาพันธ์พระพม่า” (All Burma Monks Alliance) ขึ้น เราสงสัยว่าเราควรจะติดต่อพวกเขาหรือไม่ เจ้าอาวาสของเรากลัว ท่านบอกว่า เราทุกคนต้องถูกจับเข้าคุกถ้าเราเดินประท้วง และสำทับว่าพวกอาตมาไม่เข้าใจความเหี้ยมโหดของกองทัพ

เช้าวันต่อมา อาตมาไปพบเพื่อนๆ นักศึกษา พวกเขาใช้คอมพิวเตอร์เป็น เราเริ่มปริ้นท์ใบปลิว มีพระเพียงไม่กี่รูปจากวัดของอาตมาที่มีส่วนร่วม เราเอาใบปลิวไปแจกตามวัดต่างๆ ในย่างกุ้งและบางวัดที่อยู่นอกตัวเมือง

เมื่อกลุ่มผู้นำของสมาพันธ์พระพม่าเรียกร้องให้พวกอาตมาชุมนุม ผ่านทางวิทยุในวันที่ 18 กันยายน อาตมาไปเอาธงวัดมาจากในวัด พอตกบ่ายวันเดียวกัน พระจำนวน 200 รูปก็เริ่มเดินขบวนไปยังเจดีย์โบตาตอง (Botataung) อาตมาไม่แน่ใจว่ามีพระเดินขบวนทั้งหมดกี่รูป เพราะอาตมาเดินอยู่แถวหน้าสุด พวกอาตมาเดินไปก็แผ่เมตตาไปด้วย ฝูงชนสองข้างทางตบมือให้กำลังใจ ทำให้พวกอาตมามีความเชื่อมั่นมากขึ้น

ในวันที่ 19 กันยายน เราเคลื่อนขบวนหลังเที่ยงเล็กน้อย มีคนมาร่วมประท้วง 2,000 คน รวมทั้งพระหนุ่ม 500 รูป พวกเราเดินไปที่เจดีย์ชเวดากองก่อน ร้องเพลงไปตลอดทาง มีพระเข้ามาร่วมเดินขบวนเป็นจำนวนมาก เราเดินไปถึงเจดีย์ซูเลตอนเวลาประมาณ 16.00 น. นั่งลงกับพื้น แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกันต่อไป ปัญหาของพวกอาตมาคือเราไม่มีผู้นำ

อาตมาพึมพำบทสวดมนต์สั้นๆ บทหนึ่ง รวบรวมความกล้าหาญ และลุกขึ้นยืนต่อหน้าทะเลจีวรสีแดง ใครก็ไม่ทราบยื่นโทรโข่งให้อาตมา อาตมาประกาศว่า พวกเราต้องมีผู้นำเพื่อให้การประท้วงครั้งนี้ดำเนินต่อไปได้โดยสันติ อาตมาขออาสาสมัคร 10 รูป มีพระลุกขึ้นยืนประมาณ 20-25 รูป เราเลือก 15 รูปขึ้นเป็นผู้นำ

พวกเราตกลงเรียกกลุ่มของเราว่า "กลุ่มตัวแทนคณะสงฆ์" เป็นกลุ่มแนวร่วมของพระสงฆ์ อาตมาได้รับการเลือกให้เป็นผู้นำ และคนอื่นๆ ก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องอาหาร ของบริจาค การเงิน และการจัดความเรียบร้อย หลังจากนั้นอาตมาก็ปราศรัย ใจความว่า ขณะนี้ประเทศของเรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนอดอยาก รัฐบาลเผด็จการทหารกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้าย ดังนั้น อาตมาขอให้ประชาชนชาวย่างกุ้งร่วมเดินขบวนประท้วงกับเรา เราจะประท้วงจนกว่าจะได้รับชัยชนะ คราวนี้เราจะไม่ยอมแพ้

เรานัดประชุมกันอีกทีตอนเช้าวันรุ่งขึ้นเพื่อวางแผน และจะเริ่มเดินขบวนหลังเพล หนึ่งในกฎที่เราตกลงกันคือ เราจะห่มจีวรอย่างเคร่งครัดตรงตามแบบแผนในวินัยสงฆ์ เราจะได้ดูออกทันทีว่าใครเป็นสายลับที่รัฐบาลส่งมาให้ปลอมเป็นพระ

หนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเราคือ ทำอย่างไรจึงจะหาอาหารให้พระได้ทุกรูป ดาราหนังชื่อดังซาร์กานาร์ (Zarganar), เพื่อนนักแสดงของเขาคือ จ่อ ทู (Kyaw Thu) และกวี อ่อง เว (Aung Way) ช่วยพวกอาตมาจัดหาข้าวสำหรับคณะสงฆ์ การชุมนุมประท้วงของเราขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ กองทัพก็ไม่ทำอะไร ยกเครื่องกีดขวางการจราจรออกจากถนนให้เรา ทหารบางคนถึงกับโค้งให้เราด้วย ถึงตอนนี้จำนวนผู้ชุมนุมก็มีมากกว่า 100,000 คนแล้ว คนดูส่งเสียงเชียร์ตลอด พวกอาตมาหวังว่ารัฐบาลทหารจะยอมโอนอ่อน แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิด ดังที่เราได้บทเรียนในวันที่ 26 กันยายน

วันนั้นมีคนโทรมาหาอาตมาตั้งแต่ตีสี่ รายงานว่าตำรวจเข้าบุกค้นวัดมิงกาละยาม (Mingalayama) เมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา นั่นเป็นวิทยาลัยสงฆ์ที่สอนพระสูตรที่เป็นภาษาบาลีโบราณ ปกติจะมีพระจำวัดอยู่ที่นั่นประมาณ 200 รูป กุฏิของพระถูกค้นกระจุย หนังสือและเฟอร์นิเจอร์หล่นกระจายอยู่บนพื้น จีวรขาดวิ่นและคราบเลือดเกรอะกรังทุกหนแห่ง ทหารและตำรวจลากตัวพระสงฆ์ทุกรูปออกไปจากวัด

พวกอาตมาตัดสินใจว่าจะเริ่มเดินขบวนในวันนั้นให้เช้ากว่าเดิม ตอนนั้นฝนตก พวกอาตมาเดินไปถึงประตูทิศตะวันออกของเจดีย์ชเวดากองประมาณ 11.30 น. จากประตูมีบันไดมุงหลังคาตลอดทางสู่ตัวพระเจดีย์ ตรงนั้นเป็นที่นัดพบที่คนชอบใช้ ในการประท้วงใหญ่ปี 1988 ออง ซาน ซู จี ก็ปราศรัยเป็นครั้งแรกของการชุมนุมที่นั่น วันนั้นกลุ่มของอาตมามีพระและแม่ชีรวม 300 รูป เราเดินขบวนไปยังใจกลางเมืองย่างกุ้ง แต่กองกำลังทหารมาขวางทางเราไว้ไม่ให้เดินต่อ กำแพงวัดอยู่ข้างหลังเรา

ทหารคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า หลวงพี่เดินขบวนเข้าไปในเมืองไม่ได้ แต่ถ้าปีนขึ้นรถบรรทุก เราจะพาไปส่งในเมือง แน่นอนว่านี่เป็นกลอุบายเท่านั้น พวกอาตมานั่งลงบนพื้นถนนและร้องเพลงทางศาสนา ทหารไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเรา

และแล้วพวกเขาก็ใช้กำลัง ใช้ก๊าซน้ำตา ฉีกจีวรของแม่ชี และจับกุมพระไปหลายรูป อย่างไรก็ตาม กลุ่มของพวกอาตมาส่วนใหญ่ก็เดินไปจนถึงตลาด เทียน กยี เซย์ (Thein Gyi Zay) กลางเมืองราวๆ 16.30 น. ขณะที่อาตมากำลังจะเริ่มปราศรัย กองทัพก็เริ่มโยนระเบิดก๊าซน้ำตา และเคลื่อนกำลังมาทางเรา ผู้ชุมนุมบางคนโยนก้อนหินใส่ พวกอาตมาวิ่งหนี

เย็นวันนั้น เมื่อกลุ่มตัวแทนสงฆ์นั่งหารือกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป พวกเรารู้สึกสิ้นหวัง พระหลายรูปหวาดกลัว ชัดเจนว่าพวกเราทั้งหมดอาจต้องตาย อย่างไรก็ดี เราก็ตัดสินใจเดินขบวนประท้วงอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น ตอนนั้นมีประชาชนประมาณ 1,000 คน และพระอีก 300 รูป ทหารตั้งด่านขวางเราตรงใกล้ๆ กับเจดีย์ ไจ้ คา ซาน (Kyaik Ka San) นอกเมืองย่างกุ้ง ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 15.30 น. จับพวกนี้ให้หมด นายทหารคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขายืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นเหมือนเป็นอัมพาต นายทหารคนนั้นหัวเสียมาก เริ่มตบหน้าทหารที่ยืนอยู่แถวหน้า หลังจากนั้นทหารก็โจมตีเราอีก ฝูงชนวิ่งหนีไปคนละทิศทางด้วยความกลัว อาตมาเองก็วิ่งหนีเหมือนกัน

เราประชุมกันเป็นครั้งสุดท้ายในคืนนั้น ที่วัดมาเลกุก (Malekukka) ทุกคนพูดกันเซ็งแซ่ไปหมด มีข่าวลือว่าพระหลายร้อยรูปมรณภาพไปแล้ว และมีคนถูกจับไปหลายคันรถ ข่าวนี้ทำให้พวกอาตมาตัดสินใจแยกย้ายกันหนี เราถอดจีวรออก อาตมารู้สึกเศร้ามาก อาตมาไม่ได้ใส่ลองยี (โสร่งพม่า) และเสื้อทีเชิ้ตมาหลายปีแล้ว

อาตมาซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมร้างมืดๆ นอกเมืองย่างกุ้งจนถึงวันที่ 12 ตุลาคม ถึงตอนนั้นผมของอาตมาก็ยาวแล้ว มีเพื่อนช่วยย้อมให้มันเป็นสีบลอนด์ ทำบัตรประชาชนปลอมให้ และหาไม้กางเขนให้ใส่ เป็นเครื่องช่วยปลอมตัวเวลาขึ้นรถเมล์ ทหารตั้งด่านสกัดมากกว่าแปดแห่งระหว่างทางไปเมืองชายแดนชื่อ เมียวดี (Myawadi) แต่อาตมาไม่ถูกจับ ไปถึงเมืองนั้นตอนเย็นวันที่ 17 ตุลาคม

เช้าตรู่วันต่อมา อาตมานั่งเรือข้ามแม่น้ำเมยไปที่แม่สอดในฝั่งไทย ไปหาองค์กรพม่าลี้ภัยตามที่อยู่ที่เพื่อนให้ พวกเขาให้อาตมาหลบซ่อนตัว

ตำรวจไทยอาจจะจับกุมและส่งตัวอาตมาออกนอกประเทศเมื่อไรก็ได้ เพราะอาตมามาที่นี่ในฐานะคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย นอกจากนี้ แม่สอดก็เต็มไปด้วยสายลับที่ทำงานให้กองทัพพม่า

บางทีอาตมาควรจะหาที่หลบภัยอีกครั้ง แต่พวกอาตมาจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ.