Joel Hodroff ผู้คิดค้น “เงิน” ชนิดใหม่เพื่อสร้างแรงจูงใจช่วยสังคม

ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรกับระบบทุนนิยม ก็คงไม่มีใครปฏิเสธได้อีกต่อไปว่า การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในธุรกิจทั่วโลกมีส่วนสำคัญในการสร้างแรงกระตุ้นให้คนสนใจแต่การบริโภคสินค้าและบริการจำนวนนับไม่ถ้วน นำความมั่งคั่งมหาศาลมาสู่คนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นเมื่อเทียบกับผู้ยากไร้อีกหลายพันล้านคนทั่วโลกที่ยังต้องอดมื้อกินมื้อ ไม่มีแม้แต่ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต

ในขณะที่มหกรรมบริโภคนิยมในโลกกำลังดำเนินไปอย่างสิ้นเปลืองทรัพยากร โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิดที่มีวันหมด คนจำนวนไม่น้อยผู้มีจิตสาธารณะพอที่จะเจียดเวลามาช่วยสังคมในมิติที่อยู่นอกโลกธุรกิจ เช่น การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย ผู้ชรา หรือคนพิการผู้มีรายได้น้อย กลับได้รับค่าตอบแทนน้อยมากหรือแทบไม่ได้อะไรเลย

เมื่อคำนึงว่าสาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้อาสาสมัครหลายคนยินดีทุ่มเท “แรงกาย” เป็นหลักในการทำงานช่วยเหลือสังคมมากกว่า “แรงเงิน” คือการที่พวกเขาไม่มีฐานะดีพอที่จะบริจาคเงินช่วยเหลือ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาและคนอื่นๆ ก็มี “เงิน” ประเภทอื่นที่มีมูลค่าแต่ยังไม่ได้ใช้ เช่น คูปองส่วนลด แต้มสะสม ชั่วโมงฟิตเนสฟรี คูปองกินบุฟเฟต์ฟรี ตั๋วหนังฟรี ฯลฯ สถานการณ์เช่นนี้ก็ดูจะไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควรในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์

เพราะถ้าเรามีวิธีคำนวณ “มูลค่า” ที่เป็นตัวเงินของ “เงิน” ประเภทคูปองส่วนลด ฯลฯ ที่ไม่ใช่เงินตราแต่มีมูลค่าทั้งหมด และมีระบบที่สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างเงินประเภทต่างๆ เหล่านี้ หรือแปลงมันให้เป็นเงินสดได้ เราก็อาจใช้ “เงิน” ที่ไม่ใช่เงินตราเหล่านี้ เป็น “รางวัล” ให้กับคนที่ทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม เท่ากับเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนยินดีสละเวลามาช่วยสังคมกันมากกว่าที่ผ่านมาในอดีต

ถ้าทำแบบนี้ได้ บริษัทผู้ออกคูปอง ฯลฯ เหล่านี้ก็ไม่เสียอะไร เพราะออกคูปองเหล่านั้นไปแล้ว กลับจะดีใจเสียอีกที่จะได้ลูกค้าเพิ่ม

ปัญหาอยู่ที่ว่าจะบันทึก “เงิน” ประเภทต่างๆ ที่มีความหลากหลายนับไม่ถ้วนเหล่านี้ใน “บัญชี” เดียวกันได้อย่างไร เพื่อให้เราคำนวณ “มูลค่า” ที่เป็นเงินตราของโปรแกรมเหล่านี้ได้ และจัดสรรมันให้กับอาสาสมัครเพื่อสังคมทุกคน Joel Hodroff โจเอล โฮดร็อฟ (Joel Hodroff) นักธุรกิจเพื่อสังคมชาวอเมริกัน มีคำตอบ และคำตอบของเขาคือ “เงิน” สกุลใหม่ที่สะท้อนมูลค่าของเงินประเภทคูปอง แต้มสะสม ฯลฯ ตลอดจนระบบแลกเปลี่ยนเงินชนิดนี้ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้คนประพฤติตัวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าเดิม

โฮดร็อฟก่อตั้งบริษัทชื่อ DualCurrency Systems (DCS) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านธุรกรรมการเงิน DCS ขายบริการ แต่มีวัตถุประสงค์ด้านสังคมเป็นเป้าหมายสูงสุด หลังจากทุ่มเทเวลาให้กับการพัฒนาระบบที่จะคำนวณ บันทึก และแลกเปลี่ยน “เงิน” ที่ไม่ใช่เงินตรากว่าหนึ่งทศวรรษ บริษัทของโฮดร็อฟก็จดสิทธิบัตรสองใบได้สำเร็จในปี 1997 สำหรับระบบที่เขาตั้งชื่อว่า “DualCurrency” ซึ่งเป็นระบบกำหนดราคา บันทึกบัญชี และทำธุรกรรมระหว่างเงินสองชนิดควบคู่กัน คือระหว่างเงินดอลลาร์ธรรมดา และเงินชนิดใหม่ที่เขาเรียกรวมๆ ว่า “ดอลลาร์ธุรกิจ” (business dollars) หรือ “รางวัลสากล” (Universal Rewards) ซึ่งเป็นเงินที่สะท้อนมูลค่าของคูปอง ไมล์สะสม แ้ต้มสะสม และ "เงินที่ไม่ใช่เงินสด" อื่นๆ ในระบอบเศรษฐกิจ

ระบบ DualCurrency นับเป็นการต่อยอดระบบซื้อขายที่จุดซื้อสินค้า (Point-of-Sale system) ในปัจจุบัน ระบบ DualCurrency ทำให้ DCS สามารถออกและจัดการการใช้ “เงิน” ประเภทต่างๆ ที่ไม่ใช่เงินสด เช่น ไมล์สายการบินสะสม คูปองส่วนลด รวมถึงเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ ที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจหรือการช่วยสังคม เช่น “เครดิตสำหรับพนักงาน” ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานบริษัท โดยที่บริษัทไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดเพิ่ม หรือ “เครดิตสุขภาพ” ที่ช่วยลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลได้

เหตุใดบริษัทผู้ผลิตสินค้าและบริการต่างๆ จึงจะยินดีร่วมมือกับ DualCurrency? พวกเขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการหาลูกค้าใหม่ผ่านระบบนี้จริงหรือ? เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีใครเสียประโยชน์? คำตอบของคำถามสามข้อนี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในลักษณะของสังคมบริโภคนิยมสมัยใหม่ ที่โฮดร็อฟเล็งเห็นว่าสะท้อน “ความไร้ประสิทธิภาพ” ข้อหนึ่งของระบบตลาด ดังที่ผู้เขียนจะแปล เรียบเรียง และต่อเติมบางตอนจากรายงานสรุปแนวคิด (white paper) ที่โพสบนเว็บไซต์ของ DCS ดังต่อไปนี้:

……

ระบอบเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกกำลังผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดีกว่าในอดีต โดยใช้วัสดุ พลังงาน แรงงาน และเงินทุนที่น้อยลงกว่าเดิม แต่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กลับไม่ช่วยให้ระดับความเป็นอยู่ สภาวะสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม เราเห็นพยานหลักฐานมากมายที่ฟ้องความสิ้นเปลืองของกำลังการผลิตในระบบเศรษฐกิจโดยรวม ในรูปสินค้าคงเหลือ (inventory) ที่ผลิตออกมาแล้วแต่ยังขายไม่ออก (รวมทั้งบริการต่างๆ ด้วย เช่น โต๊ะว่างในร้านอาหาร) ตลอดจน “เงิน” ที่มีมูลค่าแต่ไม่ใช่เงินสดซึ่งมีปริมาณมหาศาล เช่น ปัจจุบัน โครงการสะสมไมล์ (frequent flyer program) ของสายการบินใหญ่ๆ ทั่วโลกมีมูลค่ารวมกันกว่า 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (โปรแกรมเหล่านี้ต้องสมัครเป็นสมาชิก) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ามูลค่าเงินตราที่หมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจอเมริกาทั้งระบบ ในจำนวนนี้ ไมล์สะสมกว่า 70% ไม่ได้รับการไถ่ถอนไปใช้ (แลกตั๋วเครื่องบิน) โดยลูกค้าของสายการบินเหล่านี้ ถ้าเราบวกมูลค่าของไมล์สะสมทั้งหมดกับมูลค่าของ “แต้มสะสม” ที่โรงแรม บริษัทให้เช่ารถ ร้านขายของชำ ร้านขายยา ร้านค้าปลีก ค็อฟฟี่ช็อป บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ฯลฯ แจกฟรีให้กับลูกค้าของพวกเขา เท่านี้คงพอจะทำให้เราเห็นภาพว่า มี “เงิน” ปริมาณมหาศาลเพียงใดที่ไม่ได้อยู่ในรูปสกุลเงิน เช่น บาท ดอลลาร์ เยน ฯลฯ ที่เราคุ้นเคยมากกว่า

“เงิน” ที่ไม่ใช่สกุลเงินแต่มีมูลค่าเหล่านี้นับเป็น “ผลิตภาพส่วนเกิน” (excess capacity) ในระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็นสิ่งที่ผลิตออกมาแล้ว และบริษัทผู้ผลิตก็ตัดมูลค่าของไมล์สะสม แต้มสะสม แต้มลดราคา ฯลฯ เหล่านี้เป็น “ค่าใช้จ่าย” ของบริษัทไปแล้ว เพราะถือว่าเป็น “กิจกรรมส่งเสริมการขาย” ประเภทหนึ่ง ดังนั้นถ้าผู้บริโภคที่ได้รับ “เงิน” เหล่านี้ (ซึ่งเป็นการได้แบบฟรีๆ จากผู้ผลิต เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการถึงระดับที่จะได้รับเงินชนิดนี้เป็น “รางวัล” ของการบริโภค) ไม่นำมันไปใช้ เงินเหล่านี้ก็จะอยู่เฉยๆ ในกระเป๋าผู้บริโภค ไม่มีใครได้ประโยชน์

ถ้าผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ซึ่งหมายความว่ามีเงินใช้ พวกเขาก็จะสามารถช่วยลดระดับ excess capacity ในระบอบเศรษฐกิจลงได้ ผู้บริโภคโดยรวมมีความต้องการเหลือเฟือสำหรับสินค้าและบริการของภาคธุรกิจ แต่บริษัทจำนวนมากกลับเลือกที่จะลดขนาด (downsize) กิจการของพวกเขาเป็นประจำ ทั้งๆ ที่พวกเขามีความสามารถในการผลิตและกระจายสินค้ามากกว่าแต่ก่อน การตัดสินใจลดขนาดนั้นส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ การเลิกจ้างแรงงานในธุรกิจหนึ่งส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมของผู้บริโภคลดลง (เพราะแรงงานทุกคนมีบทบาทเป็นผู้บริโภคด้วย) กำลังซื้อที่ลดลงนี้ก็จะส่งผลให้รายได้และกำไรของธุรกิจอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจหดตัวตามไปด้วย ซึ่งก็จะเพิ่มแรงกดดันให้บริษัทในธุรกิจเหล่านั้นพยายามลดต้นทุน ซึ่งก็จะนำไปสู่การลดขนาดกิจการ เลิกจ้างพนักงาน และปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

การลดขนาดจำนวนมากเกิดขึ้นเพราะบริษัทเอกชนแข่งขันกันมากเกินไป และร่วมมือกันน้อยเกินไป ในอดีตที่ผ่านมา เราเห็นการร่วมมือกันของบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน (level playing field) และส่งเสริมการเติบโต ยกตัวอย่างเช่น ในโลกการเงิน เมื่อธนาคารต่างๆ ตกลงที่จะใช้ระบบปฏิบัติการของบัตรเครดิตวีซ่า (VISA) ร่วมกัน ทำให้ธนาคารเหล่านี้สามารถแข่งกันให้บริการลูกค้า โดยใช้ระบบเดียวกันในการประมวลผล ส่งผลให้ลูกค้าของธนาคารมีความสะดวกสบายมากขึ้น และช่วยลดต้นทุนของธนาคารทุกแห่ง

ระบบของ DCS ก็ใช้ความร่วมมือกันเป็นพื้นฐานเช่นเดียวกัน กล่าวคือ บริษัทต่างๆ จะเท "ศักยภาพเหลือใช้" (spare capacity) ของตัวเองลงมาใน ‘ถังใหญ่’ (pool) ซึ่งถังนี้จะกลายเป็นฐานสำหรับเงินตราสกุลใหม่ที่เรียกว่า ‘ดอลลาร์ธุรกิจ’ หรือ ‘รางวัลสากล’ (business dollars หรือ universal rewards ซึ่งมี ‘ตัวตน’ เป็นเพียงตัวเลขอิเล็กทรอนิคส์ในระบบของ DCS ที่จับต้องไม่ได้) เนื่องจากแก่นที่แท้จริงของ “เงิน” คือเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ที่ใช้อำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยน ดอลลาร์ธุรกิจจึงน่าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการกระจายสินค้าและบริการที่มีล้นหลามเหลือเฟือ ในขณะที่เงินตราปกติก็ยังมีประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนและกระจายสินค้าและบริการที่ยังมีไม่พอในระบบ เมื่อ DCS วางระบบเรียบร้อย เครือข่ายดอลลาร์ธุรกิจจะเป็นเครือข่ายที่มีลักษณะ ‘เคออร์ดิค’ (Chaordic หมายถึงเครือข่ายที่มีทั้งความยุ่งเหยิง (chaos) และมีระบบ (order) ในเวลาเดียวกัน) ที่สมาชิกใช้งานโดยสมัครใจและกํากับดูแลกันเอง (self-governing) ในทำนองเดียวกันกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบปฏิบัติการของวีซ่า (VISA) ในปัจจุบัน

หลังจากเครือข่ายที่ใช้ระบบ DualCurrency ถือกำเนิด บริษัทต่างๆ ยังคงสามารถใช้ดอลลาร์ธุรกิจเป็นช่องทางในการ “ตอบแทน” หรือ “คืนกำไร” ให้กับลูกค้า ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่พวกเขาจะสามารถเพิ่มกำลังซื้อของลูกค้าผ่านช่องทางอื่นๆ ด้วย อาทิเช่น จากการทำงานอาสาสมัครในชุมชน การปรับปรุงกลไกประกันสังคม หรือเงินรางวัลที่มอบให้กับลูกจ้างในโอกาสต่างๆ ดังนั้นจะเห็นว่า ดอลลาร์ธุรกิจมีประโยชน์มากมายไม่ต่างจากเงินดอลลาร์ปกติเลย

……

ประวัติศาสตร์ของโลกธุรกิจมีกรณีศึกษามากมายที่แสดงให้เห็นว่า “การร่วมมือกัน” (co-operation) ในหลายๆ กรณีทำประโยชน์ให้กับทั้งบริษัทและลูกค้า (ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า win-win situation) มากกว่า “การแข่งขันกัน” แบบตัวใครตัวมัน ผลการวิเคราะห์และวิจัยในเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก ทั้งทางทฤษฎีและในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะทฤษฏีเกม (ที่รู้จักกันดีที่สุดคือเคสที่เรียกว่า “prisoner’s dilemma”) ก็ตอกย้ำผลลัพธ์ดังกล่าว แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ความโลภของผู้บริหารจำนวนนับไม่ถ้วนส่งผลให้บริษัทจำนวนมากเลือกที่จะแข่งขันกันมากกว่าจะร่วมมือกัน สูญเสียประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย

ระบบ DualCurrency ของโฮดร็อฟ ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจและกระบวนการที่บริษัทต่างๆ จะหันหน้ามาร่วมมือกัน ในทางที่ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเองเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชนอีกด้วย

ลองคิดดูว่า จะดีเพียงใดหากเราสามารถใช้ “เงินที่ไม่ใช่เงิน” มูลค่ามหาศาลที่สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของระบบตลาด เป็นรางวัลตอบแทนเหล่าอาสาสมัครเพื่อชุมชน ส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ส่งเสริมวิถีการดำเนินชีวิตที่รักษาสุขภาพ และเป็นเงินสนับสนุนการใช้ชีวิตหลังเกษียณของผู้สูงอายุ? นั่นคือสิ่งที่บริษัท DCS ของโฮดร็อฟ ได้ทดสอบไปแล้วในโครงการนำร่องหลายโครงการในเมืองมินนีอาโปลิส ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพวกเขา

โครงการนำร่องแรกๆ โครงการหนึ่งของ DCS ทำงานดังต่อไปนี้: ทุกครั้งที่มีใครอาสาสมัครทำงานให้กับโครงการ Third Way Network ซึ่งสร้างบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อยในชุมชน DCS ก็จะมอบ “Volunteer Service Dollars” (“ดอลลาร์จิตอาสา”) จำนวน 10 เครดิตให้ฟรีในบัญชีของอาสาสมัครคนนั้น เครดิตอาสาสมัครสามารถใช้ควบคู่กับเงินดอลลาร์ในการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ในสัดส่วนที่ร้านค้ากำหนด

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอาสาสมัครในโครงการ Third Way Network อยากซื้อพิซซ่าราคา $10 จากร้านพิซซ่าในชุมชน เขาก็อาจซื้อพิซซ่าได้ด้วยการจ่ายเงินสด $8 และเครดิตอาสาสมัครอีก 2 ยูนิต ผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ระบบอิเล็คทรอนิคส์ของ DCS จะเป็นระบบ “ตัวกลาง” ที่คำนวณให้โดยอัตโนมัติว่าควรคิดเครดิตอาสาสมัครจำนวนเท่าไหร่สำหรับพิซซ่าถาดนั้น อาสาสมัครผู้นั้นจะได้รับรายงานบัญชีทุกเดือนที่แสดงให้เห็นว่า มียอดเงินสดและยอดเครดิตอาสาสมัครเหลืออยู่อย่างละเท่าไร

โครงการนำร่องอีกโครงการหนึ่งของ DCS คือโครงการ “EcoBucks” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อมอบ “เงิน” ที่เรียกว่า “EcoBucks” เป็นรางวัลสำหรับคนที่มีพฤติกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โดยสารในรถคันเดียวกัน (car-pooling)

ระบบเงินตราชนิดใหม่ของโฮดร็อฟมีส่วนคล้ายคลึงกับ “เงินตราชุมชน” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนผลผลิตของคนภายในชุมชน เช่น เบี้ยกุดชุม ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บุญกุดชุม ในประเทศไทย แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ DualCurrency เป็นโมเดลธุรกิจที่แสวงหากำไรและใช้ระบบตลาดเป็นหลัก (รายได้ของ DCS จะมาจาก “ค่านายหน้า” ในฐานะผู้บริหารระบบและบันทึกบัญชี คล้ายกับโครงสร้างรายได้ของบริษัทที่ทำระบบธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ เช่น VISA)

หลายคนอาจสงสัยว่า การใช้ DualCurrency จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจโดยรวมหรือไม่? เมื่อได้ยินว่ามีเงินตราชนิดใหม่ เช่น เงินตราชุมชน คนจำนวนไม่น้อยจะนึกภาพว่าเงินจะมีปริมาณ “เพิ่มขึ้น” ในระบบ และดังนั้นก็จะเชื่อทันทีว่าจะต้องเกิดเงินเฟ้อแน่ๆ

แต่สถานการณ์ที่แท้จริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น

ลองค่อยๆ ลำดับตรรกะดูว่า โครงการสะสมไมล์ของสายการบินต่างๆ นำไปสู่การเดินทางด้วยเครื่องบินมากขึ้นหรือไม่? คำตอบคือ ใช่ เพราะโครงการทำนองนี้กระตุ้นให้คนบินมากขึ้น แต่ถ้าถามว่า ตั๋วเครื่องบินที่ใช้ไมล์สะสมไปไถ่ถอน ก่อให้เกิดแรงกดดันให้สายการบินขึ้นราคาตั๋วหรือไม่? คำตอบคือ ไม่ เพราะสายการบินจะออกแบบและปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการใช้ไมล์สะสมให้ตรงกับความต้องการของเขา เช่น ระบุว่าใช้ไมล์สะสมแลกตั๋วได้เฉพาะสำหรับเที่ยวบินที่ขายไม่ค่อยออก เที่ยวบินข้ามคืน (red eye flight) ที่นักเดินทางไม่ชอบบิน หรือกันไว้เฉพาะที่นั่งไม่กี่เปอร์เซ็นต์ในแต่ละเที่ยว พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สายการบินจะวางมาตรการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะใช้ไมล์สะสมสำหรับที่นั่งที่จะ “ว่างเปล่า” (ขายไม่ออก) ในกรณีปกติเท่านั้น

ร้านค้าที่เข้าร่วมเครือข่าย DualCurrency ของโฮดร็อฟ ก็มีแรงจูงใจไม่ต่างกัน พวกเขาย่อมพยายามให้เงินชนิดใหม่ถูกใช้ซื้อสิ่งที่เป็น “ผลิตภาพส่วนเกิน” (excess capacity) เท่านั้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางธุรกิจ เช่น ในโครงการนำร่องของ DCS ร้านอาหารร้านหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการยอมรับ “ดอลลาร์ธุรกิจ” แทนเงินสด เฉพาะในชั่วโมงที่ไม่เร่งด่วนของร้านเท่านั้น ดังนั้น ตราบใดที่คนใช้เงินชนิดใหม่ (ไม่ว่าจะเป็น DualCurrency หรือเงินตราชุมชน) เพื่อแลกกับผลิตภาพส่วนเกินที่ผลิตแล้วแต่ยังไม่มีใครใช้เท่านั้น ระบบ DualCurrency ก็ไม่อาจสร้างแรงกดดันให้ราคาสินค้าและบริการต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นได้ ไม่เหมือนกับการพิมพ์เงินตราที่นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (hyperinflation) ในระบบเศรษฐกิจกระแสหลัก

……

ระบบของ DCS ใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตที่มีคนใช้กันแพร่หลายทั่วโลกแล้วเป็นสื่อกลางในการทำธุรกรรม ดังนั้นผู้ใช้ DualCurrency จึงไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่ม โฮดร็อฟเชื่อว่า ในเมื่อเขาเพียงแต่พบวิธีปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบตลาด ด้วยการคิดค้นเงินแบบใหม่และระบบทำธุรกรรมที่ใช้ “ผลิตภาพส่วนเกิน” ในระบบ ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน จะไม่มีใครเสียประโยชน์จากระบบนี้เพราะผลิตภาพส่วนเกินคือสิ่งที่บริษัทเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม บริษัทผู้เข้าร่วมโครงการกลับจะมีรายได้และกำไรมากขึ้นจากกำลังซื้อของลูกค้าที่ระบบ DualCurrency มอบให้มากกว่าเดิม

ถ้าหากแนวคิดการใช้ “เงิน” เพื่อประโยชน์สังคมส่วนรวมฟังดูเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ เพราะเรามักจะมองว่า เงินเป็นสัญลักษณ์ของความโลภอันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ตลอดมา ลองคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งของเศรษฐกิจ สังคม และลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อการพาณิชย์เปลี่ยนจากระบบการแลกเปลี่ยนสินค้าสิ่งของ (barter) มาเป็นการใช้เหรียญโลหะ เงินกระดาษ จนถึงยุคของเงินพลาสติกอย่างบัตรเครดิต และเงินอิเล็กทรอนิคส์อย่าง PayPal (http://www.paypal.com) ในปัจจุบัน เงินแต่ละประเภทที่กล่าวมา ล้วนสะท้อนความเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในทัศนคติและค่านิยมของเรา ว่า “เงิน” คืออะไร และมันทำงานอย่างไร

ไอเดียของโฮดร็อฟมีนัย ความหมาย และโอกาสกว้างไกลมากมาย ปัจจุบันบริษัท DCS กำลังเร่งพัฒนาระบบและริเริ่มโครงการนำร่องใหม่ๆ เพื่อแสดงให้เห็นศักยภาพของแนวคิดของโฮดร็อฟ และความยืดหยุ่นของเทคโนโลยีที่เขาจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ โฮดร็อฟก็กำลังทุ่มเทเวลาให้กับการพูดคุยกับนักลงทุนที่อาจจะสนใจมาร่วมทุนใน “ธุรกิจเพื่อสังคม” ชนิดใหม่ถอดด้ามของเขา

เวลาเท่านั้นที่จะบอกเราได้ว่า เราจะเห็นคนใช้ EcoBucks ที่ตลาดชุมชนในแต่ละท้องถิ่นหรือไม่ และเงินชนิดใหม่ที่โฮดร็อฟคิดค้น จะช่วยกระตุ้นพฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นมิตรและเอื้ออาทรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่ผ่านมาจริงหรือ

ขอปิดท้ายด้วยบทความชิ้นหนึ่งของโฮดร็อฟ นักธุรกิจผู้มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในอานุภาพของ “เงิน” ในการเปลี่ยนแปลงสังคมสู่โลกใหม่ที่ดีกว่าเดิม

บางที ถ้าหากเครือข่าย DualCurrency ของโฮดร็อฟเกิดได้จริงและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในอนาคต เราอาจเห็นปรากฏการณ์ที่เงินชนิดใหม่นี้จะชักจูงให้ “ความต้องการส่วนตัว” ของปัจเจกชน เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องและตอบสนอง “ความต้องการส่วนรวม” ของสังคมไปพร้อมๆ กัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเงินและการพาณิชย์

……

แปลงเงินและการพาณิชย์เพื่อเยียวยาโลก แปลจาก "Transforming Money and Commerce to Heal the Planet" โดย โจเอล โฮดร็อฟ

สมัยที่ผมยังเด็ก ครอบครัวของผมเป็นเจ้าของร้านจัดงานศพ ผมโตมาในวัฒนธรรมที่ผนวกผสานการทำธุรกิจเข้ากับการรับใช้ชุมชนเป็นเนื้อเดียวกัน ผมไม่สนใจสิ่งที่ตอนนั้นคนเรียกว่า “วิธีการตายแบบอเมริกัน” (หมายถึงการจัดงานศพแบบใหญ่โตหรูหรา) ดังนั้น รูปแบบของการทำธุรกิจและการรับใช้ชุมชนของผมจึงแตกต่างออกไป ที่ผ่านมา ผมเคยเป็นนายหน้าช่วยเจรจาต่อรองดีลธุรกิจให้กับบริษัทและบุคคลธรรมดา ก่อตั้งบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อวางตลาดผลิตภัณฑ์ทำความร้อนจากพลังแสงอาทิตย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำงานเป็นผู้ประสานงานให้กับสหภาพแรงงานเป็นเวลาสั้นๆ และให้คำปรึกษาผู้บริหารธุรกิจคนอื่นๆ ถึงวิธีการใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลและมีสุขภาพดี

การเดินทางของชีวิตผมในระดับที่กว้างกว่านั้นรวมถึงประสบการณ์การเป็นคนบ้างานจนแทบจะประสาทเสีย ซึ่งเป็นจุดกระตุ้นให้ผมเริ่มสำรวจวิธี “บำบัดอารมณ์” หลายสิบวิธีในช่วงเวลายี่สิบปีหลังจากนั้น การสำรวจของผมตลอดช่วงเวลาดังกล่าวดำเนินไปโดยมีการเสาะแสวงหาทางจิตวิญญาณเป็นเส้นด้ายที่ร้อยเรียงประสบการณ์ทั้งหลายเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นลัทธิยิวแบบดั้งเดิม (Judaism), การบำบัดแบบใช้พลังจิต, การนั่งสมาธิแบบ Transcendental Meditation, โปรแกรม “บันไดสิบสองขั้น” (Twelve Steps), การเข้าคอร์สเรื่องปาฏิหาริย์, การสำรวจ “ศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์”, “What the Bleep!” และโปรแกรมลักษณะเดียวกันอีกจำนวนนับไม่ถ้วน เชื้อเพลิงที่ผลักดันการแสวงหาความสูงส่งและการแนะแนวทางจิตวิญญาณของผมคือการค้นหาความหมายของชีวิต เท่าๆ กับเสียงเรียกร้องจากจิตใต้สำนึกที่อยากทำให้โลกนี้ดีกว่าเดิม อันเป็นสิ่งที่ประเพณียิวเรียกว่า “ทิกคุน โอลาม” (Tikkun Olam) ซึ่งแปลว่า “การเยียวยาโลก”

ระหว่างการเดินทาง ผมได้ข้อสรุปอย่างน้อยหนึ่งข้อ นั่นคือ ธุรกิจคือพลังอันทรงอำนาจที่สุดในการปรับแต่งและเปลี่ยนแปลงโลกในวันนี้ และเงินตราที่ถูกบังคับทิศทางการไหลเวียนโดยธนาคาร บัตรเครดิต และระบบธุรกรรมต่างๆ ก็เป็นเครื่องมือสูงสุดที่กำหนดพฤติกรรมในโลกธุรกิจ ซึ่งก็หมายความว่าเงินกำหนดการดำเนินชีวิตแทบทุกมิติในสังคมสมัยใหม่ด้วย ผมเริ่มมองเห็นอย่างชัดเจนว่า การเพ่งพินิจ “ธรรมชาติ” ของเงิน หรือเพียงแต่ “ความเข้าใจผิด” ของเราเกี่ยวกับเงิน จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นจริงทางสังคมและเศรษฐกิจ

คำยืนยันเรื่องนี้ของผมไม่ใช่การกล่าวเกินจริง เงินตราได้วิวัฒนาการตลอดมาในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และวิวัฒนาการของมันก็เปลี่ยนแปลงชีวิตสังคมและเศรษฐกิจอยู่เสมอ การพาณิชย์เปลี่ยนจากการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันมาเป็นการใช้เหรียญทอง จากเหรียญทองเป็นเงินกระดาษ จากเงินกระดาษเป็นเช็ค และเมื่อเร็วๆ นี้ก็เป็นเงินอิเล็กทรอนิคส์และบัตรเครดิต ทำไมเราต้องอยู่สุดปลายน้ำในการเดินทางของเงิน ในเมื่อเราสามารถรังสรรค์คุณภาพชีวิตและระดับความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมให้กับคนทั้งโลก?

เงินเป็นเครื่องมือที่เราใช้ในการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันภายในอุตสาหกรรม ระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆ ระหว่างระบอบเศรษฐกิจ และในทุกซอกมุมของโลก แต่การไขว่คว้าหาเงินดูเหมือนจะทำให้คนธรรมดา บริษัทเอกชน และประเทศต่างๆ ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อกันในสนามแข่งขันอันรุนแรง การใช้เงินเพื่อการค้าทำให้เรามีสต็อกบ้าน อาหาร และยารักษาโรคปริมาณมหาศาล แต่ที่ใดก็ตามที่เงินมีไม่พอ เราก็จะเห็นคนไร้ที่อยู่อาศัย ขาดอาหาร และล้มตายด้วยโรคที่ป้องกันได้ สำหรับผม นี่เป็นความผิดปกติ ทรัพยากรเหลือเฟือที่อยู่ใกล้มือเราอยู่ติดกับผู้ต้องการทรัพยากรเหล่านั้นที่เข้าไม่ถึง ในสายตาของคนที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์อย่างผม ดูเหมือนว่านี่จะเป็นโอกาสของการแลกเปลี่ยนและโอกาสทางธุรกิจ

เงินและระบบแลกเปลี่ยนของเรามีธรรมชาติสองด้าน มันส่งเสริมความร่วมมือกันและการแข่งขัน กระตุ้นทั้งความโลภและความเสียสละ จัดสรรทั้งทรัพยากรที่มีจำกัดและที่มีอยู่เหลือเฟือ บางที เราอาจจะหวังมากเกินไปที่จะให้เครื่องมือทางการเงินชนิดเดียวตอบสนองความต้องการทั้งหมดนี้ ครั้งหนึ่ง อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) เคยกล่าวว่า “ถ้าคุณมีแต่ค้อนเป็นเครื่องมือ คุณก็จะเห็นปัญหาทุกข้อเป็นตะปูไปหมด” ถ้าเงินดอลลาร์ของเราเป็นมรดกจากยุคที่ทรัพยากรหายาก มันก็อาจไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดอีกต่อไปในการสนับสนุนพาณิชยกรรมในโลกแห่งนวัตกรรมไฮเทคและทรัพยากรเหลือเฟือที่มีใช้อย่างยั่งยืน เครื่องมือทางการเงินชนิดใหม่อาจช่วยขยับขยายกำลังซื้อของดอลลาร์ มันอาจช่วยสร้างมูลค่าให้กับ “สินทรัพย์” ในชีวิตนอกโลกธุรกิจที่คนให้ค่าน้อยเกินไป เช่น การร่วมมือกัน ความเอื้ออาทร สนามแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น ชีวิตชุมชน ครอบครัว และมิติทางจิตวิญญาณ

ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผมเริ่มสังเคราะห์บทเรียนต่างๆ ที่ผมได้รับจากการท่องไปในโลกธุรกิจ การเมือง การบำบัดอารมณ์ และการแสวงหาทางจิตวิญญาณ นำไปสู่ความเข้าใจ นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจใหม่ที่ทำให้แม้แต่ตัวผมเองแปลกใจ ผมเริ่มรวบรวมคนที่จะมาบุกเบิก DualCurrency ด้วยกัน เราออกแบบและจดสิทธิบัตรระบบที่สามารถบริหารจัดการเงินดอลลาร์ควบคู่ไปกับเงินชนิดอื่นๆ เราดำเนินโครงการนำร่องด้วยเงินที่ตั้งชื่อว่า “Volunteer Service Dollars” (“ดอลลาร์จิตอาสา”) ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไอเดียนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากเทศบาลเมืองเฮนเนพิน (Hennepin), ห้าง Mall of America, ธนาคาร National City, มูลนิธิมินนีอาโปลิส และองค์กรอื่นๆ แต่โชคร้ายที่หลายคนมองไม่เห็นโอกาสทางการค้าในระยะยาว เราจึงประสบความล้มเหลวในการดึงดูดร้านค้าจำนวนมากพอที่จะขยายโครงการในวงกว้าง (critical mass)

หลังจากนั้น บริษัทของเราคือ DualCurrency Systems ได้พัฒนาโปรแกรมเชิงพาณิชย์หลายโปรแกรมที่เป็นรากฐานให้กับโปรแกรมอื่นๆ ซึ่งอำนวยประโยชน์ทางสังคมสูงกว่า ตัวอย่างหนึ่งคือ เราได้พัฒนาระบบที่จะสามารถให้ผู้บริโภคไถ่ถอนไมล์สะสม แต้มสมาชิกอเมริกัน เอ็กซ์เพรส และแต้มสะสมอื่นๆ ได้ที่ร้านค้าต่างๆ ผ่านบัตรเครดิต อีกตัวอย่างหนึ่งคือระบบที่มอบเงินที่เราเรียกว่า “HealthBucks” เป็นรางวัลสำหรับพฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น การเลิกสูบบุหรี่ ลดน้ำหนัก มีโภชนาการเหมาะสม ฯลฯ วิธีนี้สร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันมากกว่าการให้รางวัลสำหรับการบริโภคแบบมูมมามเพียงอย่างเดียว เพราะในกรณีหลังนั้น ใครมีเงินสดมากก็จะได้รับรางวัลมากตามไปด้วย ระบบของเราเป็นวิธีช่วยลดต้นทุนด้านการรักษาพยาบาลของพนักงาน บริษัทนายจ้าง และระบบสาธารณสุขโดยรวม

DualCurrency เนรมิตอะไรได้บ้าง? คำตอบอาจช่วยให้เราสามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ ด้วยการสร้างสมดุลระหว่างการร่วมมือกันและการแข่งขัน ลองนึกภาพโลกที่มีหน้าตาดังต่อไปนี้

- ไม่มีปัญหาที่เกิดจากทรัพยากรทางการเงินไม่เพียงพออีกต่อไป
- สิทธิโดยกำเนิดของเด็กทุกคนคือสุขภาพดี ความปลอดภัย การศึกษาที่ได้คุณภาพ และโอกาสในการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง
- เทคโนโลยีได้เข้ามาทดแทนงานดั้งเดิมที่จำเจ ในขณะที่พลเมืองก็มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีเวลาว่างเหลือเฟือที่จะอุทิศให้กับการศึกษา การละเล่น ครอบครัว และการแสวงหาทางจิตวิญญาณ
- สิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลด้วยความเคารพและห่วงใย เพื่อให้รุ่นลูกหลานได้ชื่นชมกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติไปตราบนานเท่านาน

โลกแบบนี้อยู่ปลายนิ้วมือเราเท่านั้น เรามีองค์ความรู้ เทคโนโลยี ทักษะด้านการทำงานและการบริหารจัดการ โครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ และทรัพยากรทดแทนปริมาณมหาศาล สิ่งเดียวเท่านั้นที่เราจำเป็นต้องทำ คือการคิดแบบ “นอกกรอบ” เกี่ยวกับเงินและการพาณิชย์

ผมไล่ตามความฝันนี้ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ประสบเหตุการณ์มากมายที่ทำให้ผมตื่นเต้นเร้าใจ ปวดใจ และพบกับความท้าทายนานัปการที่เกี่ยวข้องกับ “เงิน” ในความหมายดั้งเดิมที่เรารู้จักมัน แต่ไม่ว่าผมจะต้องเผชิญกับอุปสรรคเพียงใด ชุมชนเพื่อนนักเดินทางผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์และความกล้าหาญที่ผมโชคดีได้รู้จักระหว่างทาง ทำให้งานที่ผมทำอยู่นี้เป็นงานในฝันของผม.