ยุคข้าวยากหมากแพง (ระดับโลก!)

- ณ พัฒน์ -

napatization@gmail.com


ช่วงนี้นอกจากราคาน้ำมันที่ ถีบตัวขึ้นไปไม่หยุด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลายก็เริ่มปรับตัวขึ้นกันอย่างเห็นได้ชัด ราคาอาหารและสินค้าเกษตรโดยเฉพาะราคาข้าว ก็ปรับขึ้นไปอย่างมากดูน่าเป็นห่วง

ตอนที่ราคาน้ำมันขึ้นเอาๆ ใครไม่มีเงินซื้อรถขับก็คงไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไร เมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดจากราคาอาหารที่ขึ้นอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะ กลุ่มคนรายได้น้อย (ที่อาศัยอยู่ในเมือง และอยู่นอกภาคเกษตร) ที่อาหารเป็นรายการใช้จ่ายรายการใหญ่ และเป็นรายการใช้จ่ายที่ตัดลำบากเสียด้วย

แต่ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่เห็นราคาอาหารต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นไป เกือบสามเท่า ในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ในขณะที่ราคาข้าวสาลีและข้าวโพดก็ขยับตัวสูงขึ้นตามไปติดๆ

ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งประเทศยากจนทั้งหลาย องค์กรระหว่างประเทศก็เริ่มเป็นห่วงว่า ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้คนยากจน ยิ่งจนลงไปใหญ่ เพราะรายได้เพิ่มไม่ทัน ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น หลายๆ ฝ่ายบอกว่าโลกกำลังเผชิญกับ "วิกฤตการณ์ด้านอาหาร" ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี และต้องการความช่วยเหลือโดยด่วน

ลองนึกถึงกลุ่มคนที่เคยดำรงชีวิตด้วยรายได้ที่ต่ำกว่าใต้เส้นความยากจนสากล "1 เหรียญต่อวัน" หรือ "2 เหรียญต่อวัน" ดูสิครับ ถ้าราคาอาหารเพิ่มขึ้นไปสองเท่าสามเท่า จะเกิดอะไรขึ้นกับคนกลุ่มนี้

ธนาคารโลกเพิ่งจะออกข่าวว่า ภาวะ ราคาสินค้าเกษตรแพงรอบนี้ อาจจะทำให้ความพยายามในการลดภาวะความยากจนในรอบ 5-10 ปีที่ผ่านมาหายวับไปกับตา !

ปัญหาราคาอาหาร โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และภาวะการขาดแคลนอาหารกระจายไปทั่วโลก จนเป็นเหตุให้เกิดการประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับปัญหาราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายๆ ประเทศ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เห็นการจลาจลแย่งชิงอาหาร และปัญหาการขาดแคลนอาหารมากว่าสามสิบปีแล้ว

ข่าวการประท้วงและจลาจลในประเทศต่างๆ นับตั้งแต่ประเทศเล็กๆ อย่าง เฮติ แคเมอรูน, ไอเวอรี่โคสต์, มอริเตเนีย โมซัมบิก และ เซเนกัล ไล่ไปจนถึงประเทศที่เรารู้จักกันดีอย่าง อียิปต์, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก อาร์เจนตินา และบังกลาเทศ จนมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงระดับความรุนแรงและปัญหาที่กระจายไปเป็นวงกว้าง

ผมว่าเมืองไทยโชคดีอย่างมากครับ ที่เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก (ใช่ครับ แม้ว่าจีนจะเป็นผู้ผลิตข้าว รายใหญ่ที่สุดในโลก แต่ประเทศไทยเป็น ผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก เรามี ส่วนแบ่งในตลาดส่งออกกว่าหนึ่งในสาม และตามมาด้วยเวียดนาม และอินเดียครับ แล้วรู้ไหมครับว่า ประเทศไทยส่งออกข้าวไปประเทศ และทวีปไหนมากที่สุด ? เดี๋ยวจะมาเฉลยตอนท้ายนะครับ)

กลับเข้าเรื่องต่อ ด้วยความที่เราจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ เราเลยไม่มีปัญหาข้าวขาดแคลน แต่กระนั้นด้วยกลไกราคา เมื่อราคาตลาดโลกสูงขึ้นขนาดนี้ ราคาข้าวในประเทศก็คงอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ต้องถีบตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

เพราะถ้าราคาข้าวในประเทศไม่ปรับตัวให้สูงขึ้น คงมีคนแอบขนข้าวไปขาย ต่างประเทศ จนทำให้ข้าวในประเทศขาดแคลนได้ เหมือนที่เคยเกิดกับ น้ำตาลทรายมาแล้ว

(ตอนนี้ผมว่า คงมีคนบ่นเรื่องเงินบาทแข็งน้อยลงไปเยอะแล้วละครับ ลองนึกดูสิครับ ถ้าเงินบาทไม่แข็งขึ้นมาขนาดนี้ เราคงต้องจ่ายเงินซื้อข้าวและน้ำมัน แพงกว่านี้แน่ๆ)

ประเทศส่วนใหญ่แก้ไขปัญหาราคาอาหารแพงด้วยการลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร ให้เงินอุดหนุนสินค้าเกษตร หรือแม้แต่ออกมาตรการควบคุมราคาอาหาร (แม้ว่าจะได้ผลหรือไม่ก็ตาม)

ส่วนประเทศผู้ส่งออกส่วนใหญ่ (เช่น เวียดนาม อาร์เจนตินา รัสเซีย และอินเดีย) ก็มีมาตรการกีดกันการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น เก็บภาษีการส่งออกสินค้าเกษตร จำกัดโควตาการส่งออก หรือไม่ก็ห้ามส่งออกสินค้าเกษตรบางชนิดไปเลย เพื่อเก็บผลผลิตทางการเกษตรไว้บริโภคภายในประเทศ ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นมาตรการ ที่เหมาะสม ถ้ามองจากมุมมองผู้บริโภคภายในประเทศ

แต่หลายๆ ฝ่ายเริ่มจะแสดงความเป็นห่วงว่า ถ้าทุกประเทศทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกสูงขึ้นไปใหญ่ และประเทศยากจนทั้งหลายจะได้รับผลกระทบหนักเข้าไปใหญ่

ถ้ารัฐบาลประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอยากจะช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่สูงขึ้น น่าจะใช้มาตรการอุดหนุนทางการคลัง (เช่น การให้เงินชดเชยโดยตรงแก่ผู้มีรายได้น้อย) น่าจะได้ผลดีกว่า และทำให้เกิดผลกระทบต่อตลาดโลกน้อยกว่า

แน่นอนครับว่า ไม่มีใครฟังแน่นอน ใครจะอยากให้คนในประเทศตัวเองซื้อสินค้าที่ตัวเองผลิตในราคาแพง ยิ่งเห็นการประท้วงในหลายๆ ประเทศ ผมว่าคงไม่มีใครกล้าเสี่ยงยกเลิกมาตรการจำกัด การส่งออกแน่ๆ

นี่มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ? ทำไมราคาสินค้าเกษตรถึงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ? ผมว่าหลายๆ ท่านคงได้ยินคนพูดถึงเรื่องนี้มาเยอะแล้ว ขอพูดถึงคร่าวๆ ละกัน บางคนบอกว่าเป็นปัญหาด้านอุปสงค์ เพราะความต้องการอาหารจากประเทศกำลังพัฒนา ที่เพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้ เลยต้องการอาหารที่ดีขึ้น และปริมาณที่มากขึ้น บ้างก็ว่าเป็นเพราะประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น และออกจากภาคเกษตรกันไปมาก ทำให้ปริมาณการผลิตโตไม่ทันความต้องการสินค้าเกษตร

หรือบางคนบอกว่า น่าจะเป็นปัญหามากจากสภาพอากาศแปรปรวนที่ทำให้สินค้าเกษตรในบางประเทศเสียหาย (เช่น ภาวะแห้งแล้งในออสเตรเลีย พายุไซโคลนที่ถล่มบังกลาเทศ) หรือบางคนก็บอกว่าภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง

นอกจากนี้แล้ว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็มีส่วนทำให้ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าเกษตรอย่างปุ๋ยสูงขึ้น ยิ่งทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

บางคนก็ว่าเป็นเพราะความบิดเบี้ยวของตลาดที่เกิดจากการส่งเสริมและอุดหนุนให้นำสินค้าเกษตรไปผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิงทดแทนในบางประเทศ (เหมือนในโฆษณาเลยครับ "อะไรๆ ก็โทษแก๊ส โซฮอล์" !) ซึ่งเหมือนเป็นการให้คนจนที่ใช้รายได้ส่วนใหญ่กับอาหาร จ่ายค่าอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อไปอุดหนุนค่าน้ำมันเจ้าของรถ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนมีฐานะ

นอกจากนี้แล้ว การกักตุนสินค้าเกษตร (อย่างที่มีข่าวอยู่ในเมืองไทย) และการเก็งกำไรราคาสินค้าเกษตร ก็คงมีส่วนทำให้ราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อย่างทุกวันนี้

หลายๆ ฝ่ายก็กำลังหาทางแก้ไข และบรรเทาผลกระทบจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรกันอย่างเร่งด่วน แต่คงลำบากที่จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรลดลงมาในระยะเวลาอันสั้น เพราะด้วยความต้องการอาหารที่แทบจะไม่ตอบสนองต่อระดับราคา (ไม่ว่าราคาข้าวสูงขึ้นไปอย่างไร คนกินข้าวก็ยังต้องกินข้าว แม้ว่าอาจจะหันมากินข้าวคุณภาพต่ำลงบ้าง) และธรรมชาติของสินค้าเกษตรที่ปริมาณผลผลิตก็ไม่สามารถเพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะสั้น (เพราะพื้นที่ปลูกมีปริมาณจำกัด และไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว)

การแก้ไขปัญหาในระยะสั้น จึงคงจะต้องเน้นที่การบรรเทาผลกระทบโดยเฉพาะต่อประเทศยากจน อาจจะด้วยการเพิ่มเงินช่วยเหลือในการจัดหาอาหารแก่คนยากจน

ส่วนในระยะกลางและระยะยาว เราคงต้องหันมาให้ความสนใจต่อนโยบายอาหารโลก และผลกระทบของนโยบายด้านพลังงานต่อภาคเกษตรอย่างจริงจัง นอกจากนี้การเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรด้วยทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด คงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมากในอนาคต...

อ้อ...เกือบลืมตอบปัญหาที่ถามไว้ จากข้อมูลของกรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประเทศเบนินเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทย มีส่วนแบ่งเกือบร้อยละ 10 ของข้าวที่ไทยส่งออก และทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่ไทยส่งข้าว ไปขายมากที่สุด (ในรูปน้ำหนักนะครับ ไม่ใช่มูลค่า) ...ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันครับ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 เมษายน 2551