The West Wing 2008: Super Obama

เมื่อนาง Hillary Clinton ประกาศตัวชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม 2007 นักวิเคราะห์การเมืองต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สหรัฐอเมริกากำลังจะมีประธานาธิบดีหญิงคนแรก ไม่เฉพาะ Bill Clinton ยังมีบารมีกล้าแกร่งในพรรค Democrat และยังเป็นที่รักใคร่ในหมู่ชาวอเมริกัน ตัวเธอเองในฐานะวุฒิสมาชิกหญิงแห่งมลรัฐนิวยอร์กก็มีบทบาททางการเมืองโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับความตกต่ำของประธานาธิบดี George W. Bush และพรรค Republican

แล้วเดือนกุมภาพันธ์ 2007 Barack Obama นักการเมืองหนุ่มวัย 46 ปี วุฒิสมาชิกยังไม่เต็มสมัยแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นชีวิตการเมืองระดับชาติเมื่อปี 2004 ก็ออกมาประกาศตัวอีกคน ด้วยน้ำเสียงใหม่ ด้วยการเมืองแนวใหม่ ซึ่งมีใจกลางอยู่ที่ ‘ความหวัง’ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ‘การเมืองเชิงนโยบาย’ ‘การฟื้นฟูอเมริกา’ และ ‘การเมืองที่ข้ามพ้นความแตกแยกของสองพรรค’

ในเวลานั้น แม้ทุกคนจะเห็นตรงกันว่าอนาคตทางการเมืองของ Obama จะแสนสว่างไสวกาววาว แต่น้อยคนนักที่กล้าคิดว่า ‘วันนั้น’ ของเขาจะมาเร็วถึงเพียงนี้ อย่างมากก็คงเป็นสีสันชั้นดีในการเลือกตั้งครั้งนี้เท่านั้น

กระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2007 สองเดือนก่อนหน้าสนามเลือกตั้งขั้นต้นสนามแรก คะแนนนิยมของ Clinton ยังลิ่วละล่องเหนือ Obama ถึง 63% ต่อ 14% ต่อมาในเดือนธันวาคม 2007 ช่องว่างลดลงเหลือ 59% ต่อ 21% เดือนมกราคม 2008 เมื่อเริ่มเทศกาลหาเสียงอย่างเป็นทางการ Clinton โดน Obama ไล่บี้จนนำอยู่ 56% ต่อ 33% หลังจากนั้น คะแนนนิยมของ Obama ก็สูงขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแซงหน้า Clinton ได้สำเร็จในช่วงเดือนมีนาคม ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนเมษายน Obama นำห่าง Clinton ถึง 56% ต่อ 43% (ข้อมูลจาก AP-Yahoo News Poll)

ย้อนกลับไปเดือนมกราคม Clinton มี Superdelegates ประกาศสนับสนุนเธอประมาณ 150 เสียง ขณะที่ Obama มีเพียง 50 เสียง ระยะห่างหลักร้อยของทั้งสองคงอยู่ยาวนาน จนถึงต้นเดือนมีนาคม จึงลดเหลือ 50 เสียง ภายหลังจากที่ Obama เอาตัวรอดมาได้จาก Super Tuesday และเก็บชัยชนะต่อเนื่องในหลายสนามเลือกตั้งหลังจากนั้น

ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา Obama ได้คะแนนเสียงจาก Superdelegates แซงหน้า Clinton เป็นครั้งแรก ทั้งจากกลุ่มที่เคยสนับสนุน Clinton แล้วเปลี่ยนใจย้ายข้าง และกลุ่มใหม่ที่เพิ่งตัดสินใจประกาศสนับสนุนผู้สมัคร CNN ประเมินว่า ขณะนี้ Obama ได้เสียงสนับสนุนจาก Superdelegates 282 เสียง ต่อ Clinton 273 เสียง ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขของหนังสือพิมพ์ The New York Times (282 เสียง ต่อ 265 เสียง) และสำนักข่าว AP (285 เสียง ต่อ 271 เสียง)

Obama จึงมีคะแนนนำทั้งจาก Delegates ที่ผูกติดกับการเลือกตั้งขั้นต้น และ Superdelegates จนจ่อคิวใกล้เป็นตัวแทนพรรคเต็มที ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อแทบทุกสำนักขนานนามเขาว่าเป็นตัวแทนพรรค Democrat อย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว แม้ว่า Obama จะพ่ายแพ้ยับเยินถึง 67% ต่อ 26% ในสนามเวสต์เวอร์จิเนีย เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ก็ตาม สถานะดังกล่าวก็ยังไม่สั่นคลอน เพราะที่นั่นเป็นฐานเสียงหลักของตระกูล Clinton มายาวนาน กระทั่ง Obama เองก็ไม่สนใจมากนัก แต่มองข้ามช็อตไปหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ใน Swing State อย่างมลรัฐมิสซูรี และมิชิแกนแทน

แม้หลายคนจะเห็นว่า การต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค Democrat ที่ยาวนานและรุนแรง จะเป็นการทำลายผู้สมัครของพรรคในระยะยาว จนทำให้พรรค Republican ได้ประโยชน์ในบั้นปลาย แต่ Mark Leibovich เขียนบทความวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ The New York Times เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า การที่ Obama โดน Clinton กระหน่ำอัดอย่างรุนแรงในการเลือกตั้งขั้นต้นมีแง่งามอยู่ไม่น้อย

ประการแรก ทำให้ Obama เป็นผู้สมัครที่แข็งแกร่งขึ้น (สมัยก่อน Obama โดนวิจารณ์ว่าอ่อนนุ่มชวนฝันเกินไปจนมีฉายาว่า Obambi) มีประสบการณ์การเมืองมากขึ้น ทั้งนี้ ประสบการณ์การต่อสู้อย่างหนักหน่วงในสนามเลือกตั้งจะช่วย ‘นิยาม’ และ ‘สร้าง’ ตัวตนของผู้สมัคร บารมีและเครดิตทางการเมืองมักได้มาจากการต่อสู้อย่างรากเลือด ประมาณว่า ‘กลองดียิ่งตียิ่งดัง’ แบบนั้น

ในอดีต มีผู้สมัครหลายคนที่เจองานง่ายในสนามเลือกตั้งขั้นต้น เช่น Michael Dukakis ในปี 1988 และ John Kerry ในปี 2004 แต่ก็พ่ายแพ้ในสนามใหญ่แบบหมดลุ้น การเลือกตั้งขั้นต้นที่หนักหน่วงรุนแรงจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน (Antibodies) ให้แก่ผู้สมัคร (ถ้าไม่ตายไปเสียก่อน – ฮา) ถึงตอนนี้ Obama ผ่านการโต้วาทีกับ Clinton มาแล้ว 21 ครั้งในหลายเวทีทั่วประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมตัวสู้ศึกใหญ่

ประการที่สอง การต่อสู้อย่าง Clinton อย่างหนักหน่วงและยาวนาน ทำให้ Obama มองเห็น ‘จุดอ่อน’ ตัวเองได้เร็ว จนสามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนหน้าการเลือกตั้งใหญ่ เช่น จุดอ่อนใน Swing State จุดอ่อนในฐานเสียงกลุ่มแรงงานผิวขาวรายได้ต่ำ ทำให้เวลานี้ Obama เสริมการปราศรัยที่ตนทำได้ดีอยู่แล้ว ด้วยการเน้นหาเสียงในระดับตัวต่อตัว ลงไปพูดคุยกับกลุ่มแรงงาน ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ และเล่าความยากลำบากทางเศรษฐกิจในวัยเด็กของตน ทั้งหมดนี้เพื่อลบภาพความเป็นผู้สมัครชนชั้นนำที่ชาวบ้านเข้าไม่ถึงและเข้าไม่ถึงชาวบ้าน ซึ่งมักโดนคู่แข่งกล่าวหา

และประการสุดท้าย หาก Obama ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรคในบั้นปลาย เขาจะมีสถานะแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ติดตัว และจะถูกคนทั่วโลกจดจำในฐานะนักการเมืองผู้เอาชนะตระกูล Clinton ได้ อย่าลืมว่า นี่เป็นตำแหน่งที่ยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน นับแต่ตระกูล Clinton เรืองอำนาจตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา