The West Wing 2008: ความฝันของเดโมแครต

วันที่ 4 พฤศจิกายน มิได้เป็นเพียงแค่วันเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด (ส.ส. มีวาระ 2 ปี) สมาชิกวุฒิสภาบางมลรัฐ (ส.ว. มีวาระ 6 ปี แต่จุดเริ่มไม่พร้อมกัน จึงมีการเลือกตั้ง ส.ว. จำนวนประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมด ทุก 2 ปี) และผู้ว่าการรัฐบางมลรัฐอีกด้วย นอกจากนั้น ยังมีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและระดับมลรัฐอีกมากมายหลายตำแหน่งแตกต่างกันไปตามแต่ละมลรัฐ รวมถึง การลงประชามติในเรื่องต่างๆ ในระดับมลรัฐ

เป้าหมายหลักของพรรครีพับลิกันและเดโมแครตคือศึกชิงทำเนียบขาว โดยมีศึกชิงเสียงข้างมากในรัฐสภาเป็นเป้าหมายรอง หากเสียงข้างมากในรัฐสภาเป็นพรรคเดียวกับประธานาธิบดี ฝ่ายบริหารก็ย่อมทำงานได้ง่ายขึ้น และสามารถแปรนโยบายออกมาเป็นกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ย้อนกลับไปเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมในปี 2006 พรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้สำเร็จเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1994 ทั้งนี้เนื่องจากคะแนนนิยมอันต่ำเตี้ยติดดินของประธานาธิบดีบุชและพรรครีพับลิกัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันที่ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันไม่สามารถแย่งชิงเก้าอี้ที่เคยเป็นของพรรคเดโมแครตจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าได้เลยแม้แต่เก้าอี้เดียวจากทั่วประเทศ

ในปี 2006 พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนน 233 ต่อ 202 เสียง (แต่ปัจจุบันพรรคเดโมแครตขยายเสียงข้างมากเพิ่มเป็น 236 ต่อ 199 เสียงจากการเลือกตั้งซ่อม 3 ครั้ง) ทำให้นางแนนซี เปโลซี (Nancy Pelosi) ส.ส.จากแคลิฟอร์เนีย ขึ้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมาก เพราะอยู่ในไลน์อันดับสองที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดี ต่อจากรองประธานาธิบดี หากประธานาธิบดีมีอันเป็นไป

ส่วนทางด้านวุฒิสภา การเลือกตั้งกลางเทอมทำให้พรรคเดโมแครตที่เคยเป็นเสียงข้างน้อย (มี 44 ต่อ 55 เสียง) กลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ โดยมีคะแนนเสียง 51 ต่อ 49 เสียง พรรครีพับลิกันต้องเสียไปถึง 6 ที่นั่ง (จริงๆ แล้ว ทั้งสองพรรคมีคะแนนเสมอกันที่ 49 เสียง แต่มี ส.ว. 2 คนที่เป็น ส.ว.อิสระ แต่ประกาศตัวเป็นพันธมิตรของพรรคเดโมแครตและเข้าร่วมประชุมกับพรรคเดโมแครต)

ในส่วนของผู้ว่าการรัฐก็สามารถแย่งเก้าอี้ผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ นิวยอร์ก โคโลราโด อาร์คันซอ แมรีแลนด์ โอไฮโอ กลับคืนมาจากรีพับลิกันได้ ทำให้พรรคเดโมแครตครองเก้าอี้ผู้ว่าการรัฐ 28 มลรัฐ ส่วนพรรครีพับลิกันลดลงเหลือ 22 มลรัฐ (ส่วนปี 2008 มีชิงกัน 11 เก้าอี้ เป็นของเดโมแครต 6 เก้าอี้ และรีพับลิกัน 5 เก้าอี้)

สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2008 คาดว่า ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และผู้ว่าการรัฐ คงไม่แตกต่างจากการเลือกตั้งกลางเทอมในปี 2006 โดยในภาพรวมพรรคเดโมแครตยังคงครองความได้เปรียบเหนือพรรครีพับลิกันอยู่มาก และคาดว่าจะสามารถช่วงชิงเก้าอี้ที่เคยเป็นของพรรครีพับลิกันมาได้มากขึ้น

ในการเลือกตั้งปี 2008 มีการเลือกตั้ง ส.ว. ที่ครบวาระ 35 ที่นั่ง ในจำนวนนี้ เป็นของพรรครีพับลิกันถึง 23 คน โดย 5 คนในนั้นประกาศไม่ลงเลือกตั้งอีก นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า มีโอกาสที่พรรคเดโมแครตจะชิงเก้าอี้มาได้ 9 ที่นั่ง โดย 6 ที่นั่ง มีระดับการแข่งขันที่สูสีรุนแรง ได้แก่ สนามเวอร์จิเนีย โคโลราโด นิวเม็กซิโก นิวแฮมป์เชียร์ อะแลสก้า และมินนิโซตา ส่วนอีก 3 สนาม ได้แก่ โอเรกอน นอร์ทแคโรไลนา มิสซิสซิปปี แม้รีพับลิกันยังนำอยู่ แต่ก็ประมาทไม่ได้

ส่วน ส.ว. 12 คนของพรรคเดโมแครตที่หมดวาระ ยังคงลงสู้ศึกต่อทั้งหมด และมีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกตั้งกลับมา มีเพียง 1 คนที่ต้องสู้ศึกหนัก ได้แก่ ส.ว.ลุยเซียนา

หากพรรคเดโมแครตชิงเก้าอี้จากพรรครีพับลิกันมาได้ 9 เสียงจริง ดุลอำนาจในวุฒิสภาจะตกเป็นของพรรคเดโมแครตอย่างสมบูรณ์ เพราะพรรคเดโมแครตจะสามารถครองเสียง 3 ใน 5 ของวุฒิสภาได้ (60 เสียง) ซึ่งเป็นระดับเสียงข้างมากที่สามารถเสนอปิดการอภิปราย แก้เกม Filibuster (การอภิปรายโดยไม่จำกัดเวลา) ของเสียงข้างน้อยได้ ซึ่งจะทำให้ฝ่ายเสียงข้างมากสามารถออกกฎหมายได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงสามารถให้การรับรองบุคคลไปดำรงตำแหน่งสำคัญทำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลคำขู่ Filibuster จากพรรครีพับลิกัน

ครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองพรรคมีคะแนนเสียงถึง 60 เสียงในวุฒิสภา ต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 1977-1979 (รัฐสภาชุดที่ 95) ซึ่งพรรคเดโมแครตมี 61 เสียง

สำหรับพรรคเดโมแครต ความฝันสูงสุดในวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายนก็คือ บารัค โอบามาก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรก ได้คะแนนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และแย่งเก้าอี้ ส.ว.จากพรรครีพับลิกันให้ได้มากที่สุด จนแตะระดับ 60 เสียงในวุฒิสภาให้ได้

เมื่อนั้น การเมืองอเมริกาจะก้าวเข้าสู่ยุคโอบามาอย่างแท้จริง