ปฏิบัติการอุ้มสถาบันการเงิน (ภาคสอง)

- ณ พัฒน์ -

napatization@gmail.com


จริงๆ แล้ว วันนี้ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องการเมืองสักหน่อย แต่ของดไว้ก่อนดีกว่าครับ กลัวคนอ่านเครียดไปด้วย ไว้ทำใจได้เมื่อไรจะขอเขียนถึงสักทีครับ

วันนี้ขอเขียนถึงเรื่องปฏิบัติการอุ้มแบงก์ครั้งยิ่งใหญ่ที่อเมริกา ที่กำลังได้รับความสนใจไม่น้อยทีเดียวครับ

คราวก่อนผมเคยเล่าให้ฟังถึงการเข้าช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของอเมริกาอย่าง Freddie Mac และ Fannie Mae โดยรัฐบาลสหรัฐไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของสถาบันการเงินทั้งสองแห่งยังไม่ดีขึ้น และดูเหมือนว่าความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินโดยรวมดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเสียด้วย

คงยังจำกันได้ว่า Fannie Mae และ Freddie Mac มีความสำคัญต่อระบบการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ โดยสถาบันการเงินทั้งสองแห่งมีหน้าที่รับซื้อสินเชื่อ (ที่มีคุณภาพดี) ที่ปล่อยโดยธนาคาร และสถาบันการเงินอื่นๆ ก่อนจะนำมา pool รวมกัน และออกเป็นตราสารหนี้ที่มีคุณภาพสูง และมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระต่ำ ส่วนหนึ่งเพราะสถาบันการเงินทั้งสองรับประกันความเสี่ยงของตราสารหนี้เหล่านี้ แลกกับ "ค่ารับประกันความเสี่ยง" ที่ผู้ถือพันธบัตรยอมจ่ายให้

หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นตัวกลางที่สำคัญในการระดมเงินจากตลาดการเงิน สู่ผู้กู้เงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์

ประมาณกันว่า สถาบันการเงินสองแห่งนี้ รับประกันสินเชื่อรวมกันกว่าครึ่งหนึ่งของสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมด หรือกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์

และตราสารหนี้ที่ออกโดย Fannie Mae และ Freddie Mac นั้น ได้รับการยอมรับว่ามีความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่องสูง เกือบจะเทียบได้กับพันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐ จนธนาคารกลางหลายๆ ประเทศถือพันธบัตรเหล่านี้ไว้เป็นส่วนหนึ่งของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

แม้ว่าโดยทางเทคนิคแล้ว สถาบันการเงินสองแห่งนี้มีสถานะเป็นบริษัทเอกชน เพราะนักลงทุนเอกชนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่นักลงทุนก็มีความเชื่อกันโดยทั่วไปว่า เพราะด้วยขนาดที่ใหญ่โตมโหฬาร และความสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน รัฐบาลจะต้องเข้ามาให้การช่วยเหลือสถาบันการเงินสองแห่งนี้อย่างแน่นอน ถ้าเกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน (ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ)

พอราคาบ้านตกกันแบบทั่วหน้า มูลค่าของสินเชื่อที่หนุนหลังสินเชื่อทั้งหลายเริ่มลดมูลค่าลง ย่อมกระทบฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินทั้งสองแห่ง นักลงทุนทั้งหลายก็เริ่มเป็นห่วงว่า ถ้าสินเชื่อเหล่านี้ทยอยเจ๊งกันไป แล้วสถาบันการเงินสองแห่งนี้จะหาเงินทุนจากไหนมาจ่ายคืนหนี้มูลค่ามหาศาล ทั้งที่ออกเอง และที่ค้ำประกันเอาไว้ โดยเฉพาะในภาวะที่สภาพคล่องในตลาดเงินตึงตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

ราคาหุ้นของสถาบันการเงินสองแห่งนี้จึงปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง

และเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลและธนาคารกลางสหรัฐก็ประกาศให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินสองแห่งนี้อย่างเต็มตัว โดยอนุญาตให้สถาบันการเงินสองแห่งนี้เข้ากู้ยืมเงินจาก discount window ของ Federal Reserve ได้ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ใช่ธนาคาร โดยใช้พันธบัตรของตัวเองเป็นหลักค้ำประกันได้

เท่ากับว่า รัฐบาลเข้าไปยอมรับความเสี่ยงทางเครดิตของสถาบันการเงินสองแห่งนี้แล้วส่วนหนึ่ง

และรัฐบาลก็ประกาศว่าจะใช้เงินของรัฐเพื่อให้ความช่วยเหลือยักษ์ใหญ่ทั้งสองอย่างเต็มที่

จนเป็นที่มาของประโยคเด็ด ของนาย Paulson รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่บอกว่า "ถ้าคุณมีปืนบาซูกาอยู่ในกระเป๋า และ (คุณทำให้) ทุกคนรู้ว่าคุณมี คุณอาจจะไม่ต้องนำเอามันออกมาใช้"

แต่ดูเหมือนว่า การให้ความช่วยเหลือที่ผ่านมาจะยังไม่เพียงพอ นักลงทุนยังไม่เชื่อมั่นในสถานะของบริษัท ราคาหุ้นตกลงอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ในตลาดพันธบัตรก็ยังไม่ดีขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการระดมทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องของบริษัท

การปล่อยกู้ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็แทบหยุดชะงัก เพราะบริษัทที่เคยรับซื้อสินเชื่อไม่สบาย มาทำงานไม่ไหว

ล่าสุด ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ รัฐบาลสหรัฐจึงต้องงัดเอาปืนบาซูกาออกใช้จริงๆ โดยประกาศเข้ายึดกิจการของสถาบันการเงินทั้งสองแห่ง และรับเอาภาระหนี้ไว้ทั้งหมด แลกกับหุ้นบุริมสิทธิ (preferred shares) และ warrant ของบริษัททั้งสอง (เข้าใจว่าเพื่อให้สถาบันการเงินทั้งสองยังคงอยู่ในรูปบริษัท แทนที่จะเป็นหน่วยงานของรัฐ และการเข้าแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจะได้ไม่ต้องผ่านสภา)

นอกจากนี้ ถ้ามูลค่าของบริษัทลดลงไปอีก รัฐบาลจะเข้าซื้อหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มเติม โดยที่หุ้นบุริมสิทธินี้มีสิทธิได้รับการจ่ายคืนก่อนผู้ถือหุ้นอื่นๆ ของบริษัท เพื่อเป็นการคุ้มครองเงินของรัฐที่จะอัดฉีดลงไป

และถ้าสถาบันการเงินทั้งสองต้องออกพันธบัตรเพื่อระดมทุน แต่ขายไม่ออก รัฐบาลก็จะเป็นผู้รับซื้อเอง

เรียกว่าอุ้มกันสุดตัว และรัฐบาลประกาศว่าสามารถจะซื้อหุ้นบุริมสิทธิได้มากถึงแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อบริษัทเลยทีเดียว !

แน่นอนครับว่า ต้นทุนที่แท้จริงของการเข้าอุ้มสถาบันการเงินครั้งนี้ ยังไม่มีใครรู้ เพราะขึ้นอยู่กับว่าคุณภาพของสินเชื่อจะดีขึ้นได้ขนาดไหน แต่เชื่อได้ว่าคงเป็นมูลค่าไม่น้อยทีเดียว เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้ มูลค่าทางบัญชีของบริษัทสองแห่งนี้ถ้าไม่ติดลบก็ใกล้เต็มที่

แต่ก็เป็นต้นทุนที่รัฐบาลสหรัฐยอมจ่าย เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน (ลองนึกภาพว่า ถ้ามีการเทขายพันธบัตรมูลค่ามหาศาลของสถาบันการเงินทั้งสองแห่งนี้ออกมา จะเกิดอะไรขึ้น)

และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน เพื่อให้ Freddie Mac และ Fannie Mae กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองในการระดมทุน เพื่อหาแหล่งเงินทุนให้แก่สินเชื่อที่อยู่อาศัยได้เสียที เพื่อว่าเครื่องจักรการปล่อยสินเชื่อจะได้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง และหวังว่าจะช่วยพยุงตลาดบ้าน ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลย

และการอุ้มสถาบันการเงินรอบนี้คงจะไม่ใช่รอบสุดท้ายของรัฐบาลสหรัฐ

ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ธนาคารหลายแห่งมีอันเป็นไปในอัตราที่น่าเป็นห่วง ตั้งแต่ต้นปีมีธนาคารที่เป็นสมาชิกของบรรษัทประกันเงินฝาก (FDIC) ต้องปิดตัวไปแล้ว 11 แห่ง แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารเล็กๆ แต่เงินสำรองของ FDIC ที่ใช้จ่ายชดเชยเงินฝากที่ประกันไว้ก็เริ่มลดลง ถ้าเกิดมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับธนาคารใหญ่ๆ รัฐบาลคงไม่วายต้องเข้าไปอุ้ม FDIC อีกแน่ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด bank run แบบขนานใหญ่

อย่างไรก็ดี อนาคตของ Fannie Mae และ Freddie Mac ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่อย่างคึกคัก เพราะโมเดลที่ใช้อยู่ในปัจจุบันดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะ ที่เวลาบริษัทมีกำไรเอกชนก็เอาไปแบ่งกันสบายใจเฉิบ แต่พอมีปัญหาทีไรต้องเอาขาดทุนมาแบ่งให้รัฐไปด้วยทุกที

นอกจากนี้ การปล่อยให้สถาบันการเงินแบบนี้ใหญ่มากเสียจนไม่สามารถปล่อยให้ล้มได้ (too big too fail) ก็เป็นจุดเสี่ยงที่สำคัญของระบบการเงิน ในระยะยาวคงต้องมีการยกเครื่องระบบกันขนานใหญ่

แต่ในระยะสั้น การสร้างความเชื่อมั่น และการทำให้ระบบสามารถเดินต่อไปได้ เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญ ที่ดูเหมือนว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมจ่ายแบบไม่อั้น ดีแต่ว่าเครดิตของรัฐบาลยังดี สายป่านยังยาว แต่ถ้ารัฐบาลต้องระดมทุนจากตลาด จนถึงจุดที่ไม่มีใครอยากซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแล้ว ก็น่าคิดครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น...


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 กันยายน 2551