แล้วแม็คเคนก็ประกาศตัวคู่ร่วมสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี 12 ชั่วโมงให้หลังการประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคเดโมแครตสิ้นสุดลง แผนของแม็คเคนในการทำลายโมเมนตัมและช่วงชิงพื้นที่ข่าวจากสุนทรพจน์ตอบรับเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตของโอบามาต่อหน้าผู้ชม 80,000 คนในสนามอเมริกันฟุตบอล และอีก 40 ล้านคนทางโทรทัศน์ เป็นไปอย่างประสบความสำเร็จ เพราะตัวเลือกของแม็คเคนถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในศึกชิงทำเนียบขาวครั้งนี้ และสามารถดึงความสนใจจากสื่อมวลชนออกจากสุนทรพจน์ครั้งประวัติศาสตร์ของโอบามาได้สำเร็จ
แม็คเคนเลือกคู่หูโดยใช้แนวคิดเดียวกับโอบามาคือ เลือกคนที่ ‘มี’ ในสิ่งที่เขา ‘ขาด’ เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ให้แก่บัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้ จุดอ่อนสำคัญของแม็คเคนในสายตาของนักวิเคราะห์การเมือง ได้แก่
1. ความสามารถในการชนะใจกลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของพรรครีพับลิกัน แม็คเคนมีภาพลักษณ์เป็นนักการเมือง ‘นอกคอก’ ของพรรค มีแนวคิดหลายเรื่องซึ่งขัดแย้งกับอุดมการณ์ทางการเมืองและสังคมของกลุ่มอนุรักษ์นิยมในพรรค หากแม็คเคน ‘ซื้อใจ’ สมาชิกพรรคกลุ่มนี้ไม่สำเร็จ ก็ไม่ต่างจากการถูกปิดประตูทำเนียบขาวใส่หน้า
2. ความสดใหม่ ด้วยมีอายุมากและอยู่ในวงการการเมืองมายาวนานทำให้แม็คเคนมีภาพลักษณ์เป็นนักการเมืองโบราณ และเป็นหนึ่งในกลุ่มวอชิงตันที่น่าเบื่อหน่ายของผู้ใช้สิทธิ์ซึ่งต้องการแสวงหาทางเลือกใหม่ ยิ่งเมื่อคู่แข่งคือโอบามา ซึ่งมีพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง จุดอ่อนด้านนี้ยิ่งถูกขับออกมาอย่างชัดเจน
3. ความแนบชิดกับประธานาธิบดีบุช แม้แม็คเคนจะเป็นหนึ่งในนักการเมืองพรรครีพับลิกันที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายในอดีตของบุชหลายเรื่อง แต่ในช่วงเลือกตั้ง เขาจำเป็นต้อง ‘กลับลำ’ หันมาสนับสนุนหลายนโยบายของบุช เช่น นโยบายลดภาษี นโยบายขุดเจาะน้ำมัน เพื่อเอาชนะใจคนในพรรค ทั้งยังต้องจำใจยอมรับการสนับสนุนและเสียงชื่นชมจากบุช ซึ่งมีคะแนนนิยมระดับชาติต่ำเตี้ยติดดิน ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพระหว่างแม็คเคนและบุชดูแนบชิดกันมากขึ้น และอาจส่งผลบั่นทอนเสียงสนับสนุนจากนอกพรรค ยิ่งพรรคเดโมแครตพยายามชูธงว่า หากเลือกแม็คเคนย่อมหมายถึงรัฐบาลบุชเทอมที่สาม ซึ่งมีนโยบายไม่ต่างอะไรจาก 8 ปีที่ผ่านมาด้วยแล้ว หากแม็คเคนมีทีท่าใกล้ชิดกับบุชมากเพียงใด เช่น เลือกคู่หูที่มีภาพเกี่ยวพันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อคะแนนนิยม
นอกเหนือจากจุดอ่อนเหล่านั้น ยุทธศาสตร์หลักในการหาเสียงช่วงหลังของแม็คเคนคือ การพยายามดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้สนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน ที่ยังทำใจยอมรับในตัวโอบามาไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและแรงงานผิวขาวรายได้ต่ำการศึกษาต่ำให้หันมาสนับสนุนตน
การแข่งขันในศึกเลือกตั้งขั้นต้นอย่างรุนแรงของพรรคเดโมแครต ทำให้แฟนพันธุ์แท้ของโอบามาและคลินตันมองหน้ากันไม่ติด กองเชียร์ของคลินตันจำนวนมากประกาศว่า หากคลินตันแพ้ ตนจะไม่เลือกโอบามา แต่จะนอนหลับทับสิทธิ์หรือหันไปเลือกแม็คเคนแทน เช่นนี้แล้ว แม็คเคนควรเลือกคู่หูที่มีศักยภาพในการเจาะฐานเสียงของกลุ่มผู้หญิงและกลุ่มแรงงานผิวขาวของพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญใน Swing State เช่น เพนซิลเวเนีย โอไฮโอ มิชิแกน ซึ่งคลินตันเป็นฝ่ายชนะเลือกตั้งขั้นต้น
ในที่สุด แม็คเคนตัดสินใจเลือก ซาราห์ เพลิน (Sarah Palin) ผู้ว่าการมลรัฐอะแลสกาสมัยแรก วัย 44 ปี เป็นคู่สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ซึ่งสร้างความแปลกใจให้ทุกฝ่าย เพราะไม่มีใครคาดถึงว่าคู่หูโนเนมที่ไม่เป็นที่รู้จักในระดับประเทศจะแซงหน้าสามตัวเต็งโค้งสุดท้ายอย่าง มิตต์ รอมนีย์ ทิม พาวเลนตี และโจ ลิเบอร์แมน ได้
เพลินเพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2006 นี่เอง ก่อนหน้านี้เคยเป็นนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเมืองวาซิลลาในอะแลสกา เพลินแต่งงานกับท็อด เพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลาย ตั้งแต่อายุ 24 ปี ตัวสามีไม่จบปริญญาตรี ปัจจุบันอายุ 44 ปีเท่ากัน ทำงานในบริษัทน้ำมันบีพี พร้อมกับทำอาชีพประมงควบคู่กันไปด้วย และยังเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เธอเป็นคุณแม่ลูกห้า ลูกชาย 2 คน (19 ปี และ 4 เดือน ซึ่งลูกคนเล็กเป็นดาวน์ซินโดรมด้วย) ลูกสาว 3 คน (17 ปี 14 ปี และ 7 ปี)
เพลินมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม ต่อต้านการทำแท้ง สนับสนุนสิทธิการครอบครองอาวุธปืนของประชาชน ต่อต้านการแต่งงานของคนรักร่วมเพศ นอกจากนั้น เธอยังสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นนโยบายที่แม็คเคนชูเป็นยาแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันแพง
เธอมีภาพลักษณ์เป็นนักปฏิรูป โดยต่อต้านการคอร์รัปชันในการบริหารงานในรัฐบาลท้องถิ่น และควบคุมการใช้จ่ายของมลรัฐอย่างเข้มงวด ในด้านชีวิตส่วนตัว เธอเป็นนักกีฬาตัวยง ทั้งบาสเก็ตบอล ฮ็อกกี้ วิ่งมาราธอน เธอยังเคยประกวดนางงามสมัยยังสาว เคยเป็นผู้สื่อข่าวกีฬา และชอบล่าสัตว์อีกด้วย
ข้อดีของการเลือกเพลิน นอกจากจะเติมเต็มส่วนที่ขาดไปของแม็คเคน คือ เพิ่มความเป็นอนุรักษ์นิยม เพิ่มความสดใหม่ และรักษาระยะห่างจากบุช แล้ว เพลินยังช่วยนำความคึกคักกลับสู่การหาเสียงของแม็คเคน เพราะเธอกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปแล้ว และเธอยังมีบุคลิกดูดีมีเสน่ห์ การเลือกเพลินช่วย ‘เขย่า’ ศึกชิงทำเนียบขาวให้เกิดพลวัตใหม่ เพราะตอนนี้การแข่งขันเริ่มนิ่งลงตัวและแยกขั้วกลุ่มผู้สนับสนุนค่อนข้างชัดเจน ซึ่งแม็คเคนตกเป็นรองอยู่ เพลิน ซึ่งถือว่าเป็นช็อคของระบบ อาจจะนำพาศึกชิงทำเนียบขาวไปสู่ดุลยภาพใหม่ก็เป็นได้ นอกจากนั้น ยังเรียกภาพลักษณ์นักการเมืองคนกล้าและมีแนวทางของตัวเองกลับคืนมาให้แม็คเคน หลังจากยิ่งหาเสียง ภาพดังกล่าวยิ่งหายไป
ที่สำคัญ การเลือกผู้หญิงให้มีชื่อบนบัตรเลือกตั้ง ยังเป็นการตบหน้าพรรคเดโมแครต และแอบหวังว่าจะดึงคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้สนับสนุนของคลินตันได้ ไมค์ ฮัคคาบี อดีตผู้สมัครของรีพับลิกัน ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าพรรคเดโมแครตไม่มีที่ว่างให้ผู้หญิง ก็หันมาเลือกพรรครีพับลิกันที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงก็ได้ (ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงมีชื่อเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ครั้งแรกต้องย้อนกลับไปปี 1984 ที่วอลเตอร์ มอนเดล ตัวแทนพรรคเดโมแครตเลือก เจอราล์ดีน เฟอร์ราโร เป็นคู่หู) นอกจากนั้น พื้นฐานครอบครัวที่เป็นครอบครัวคนทำงาน สามีเป็นสมาชิกสหภาพ คงจะสื่อสารกับกลุ่มแรงงานฐานล่างได้ด้วย
ส่วนข้อด้อยของการเลือกเพลิน คือจุดอ่อนที่แม็คเคนใช้โจมตีโอบามามาตลอด นั่นคือ ความไร้ประสบการณ์ ประสบการณ์ของเพลินยิ่งด้อยกว่าโอบามาเสียอีก เธอเป็นผู้ว่าการมลรัฐได้ไม่ถึง 2 ปี แม้อะแลสกาจะเป็นมลรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา แต่มีประชากรเพียง 6.5 แสนคนเท่านั้น (เป็นอันดับ 47 ใน 50 มลรัฐ) และเป็นมลรัฐที่มีความสำคัญทางการเมืองน้อยมาก และตัวเธอเองก็แทบไม่เป็นที่รู้จักนอกมลรัฐและนอกพรรคเลย
นอกจากนั้น ความคิดที่ว่า หากเลือกผู้หญิงจะสามารถดึงดูดคะแนนเสียงของกลุ่มผู้หญิงที่สนับสนุนนางคลินตันได้นั้น ดูจะง่ายไปสักหน่อย เพราะฐานเสียงที่สนับสนุนคลินตัน ถึงเป็นผู้หญิงแต่ก็มีแนวคิดเสรีนิยม เช่น สนับสนุนสิทธิการทำแท้งของสตรี สนับสนุนการแต่งงานของคนรักร่วมเพศ และไม่เห็นด้วยกับสิทธิในการครอบครองอาวุธปืนของประชาชน ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดอนุรักษ์นิยมของเพลิน ความเหมือนของเพลินและคลินตันดูจะมีเพียงแค่การเป็นผู้หญิงเหมือนกันเท่านั้น
ท้ายที่สุด ต้องไม่ลืมว่าประชาชนจับตามองการเลือกคู่หูของแม็คเคนมากกว่าโอบามา เพราะแม็คเคนมีอายุถึง 71 ปี และเคยมีปัญหาสุขภาพหลายอย่างในอดีต รองประธานาธิบดีต้องพร้อมที่จะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งหากประธานาธิบดีไม่สามารถทำหน้าที่ได้ คำถามในใจของผู้ใช้สิทธิคือ เพลินพร้อมที่จะเป็นประธานาธิบดีสำรองหรือไม่
แม้ด้านหนึ่ง การเลือกเพลินแสดงให้เห็นถึงความกล้าได้กล้าเสียของแม็คเคน ซึ่งดูจะประสบความสำเร็จในระยะสั้น แต่ในระยะยาว เมื่อมองย้อนกลับไป ความกล้าที่ว่าอาจเป็นเพียงแค่ความบ้าบิ่นก็เป็นได้

