ถึงยุคกิ่งก้าน "ผลไม้พิษ" เผยอกิ่ง

ทางกอง บก.บอกว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นผ่าน "เว็บไซต์ ไทยโพสต์" ด่าผมอื้ออึงไปหมด โทษฐานไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ที่ต่อต้านนายกฯ ๓ ส. ก็ไม่เป็นไรครับ ความเห็นต่างคือความงามของประชาธิปไตย รถ-เรือเขายังมีเกียร์เดินหน้า-ถอยหลัง ถ้าไม่รู้จักถอยหลัง แล้วจะเดินหน้าเข้าที่จอดได้แนบสนิทชิดขอบอย่างไร?

แต่ผมเชื่อ ที่ด่ามา เขาไม่ได้ตั้งใจด่าผมจริงจังจากใจหรอก เป็นแค่ปฏิกิริยาสนองอารมณ์ชั่วมื้อ-ชั่วครั้งเท่านั้น ส่วนเนื้อนพคุณชั้นใน เขาต้องเข้าใจประเด็นที่ผมพูดไป

ถ้าอ่านเอาอารมณ์ ก็จะได้อารมณ์ แต่ถ้าอ่านเอาความ ก็จะได้ความ คือความว่า อย่าเดินป่าโดยไม่พกพาเข็มทิศ!

ทุกคนก็รู้ว่าการเมืองมันโหลยโท่ย และทุกคนก็รู้ว่า ส.ใด ส.หนึ่ง ใน ๓ ส.นั้น มันบ่มิไก๊ แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไร "สิ่งแรก" ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนคือ "วิถีธรรมชาติ"

เพราะนี่คือ "แม่บท" ของศาสตร์ทุกศาสตร์ เพราะไม่ว่าการขยับเขยื้อน-เคลื่อนที่ทั้งสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ในกรอบใหญ่จะพิไลพิลาส อลังการงานสร้างขนาดไหนก็เถอะ

แต่ถ้าหลุดจากแกน "กรอบใน" คือไม่ยึดวิถีธรรมชาติแล้ว ผลลัพธ์บั้นปลายที่จะได้คือ "หลุดกรอบ" ประการเดียว!

ธรรมชาติตรงนี้ คืออะไร?

คำตอบง่ายๆ คือ..การทำอะไรที่ "ไม่ฝืนธรรมชาติ" นั่นแหละคือ การขับเคลื่อนด้วยกงล้อที่ยึดแน่นด้วย ดุมล้อ-เพลาล้อ-แกนล้อ แล้วมันจะไม่หลุดกลางทาง หรือพังกลางคัน!

-สาดน้ำดับไฟในเตาที่ลุกโชน ยังเหลือถ่านแดงก้อนเล็ก-ก้อนน้อยคุอยู่

-ขับรถด้วยความเร็วแล้วเบรกเต็มแรง ก็ยังไถลวิ่งไปข้างหน้าอีกระยะ

-นักโทษประหาร ถึงตายคาหลักแต่ร่างยังสั่นกระตุกด้วยเซลล์ประสาท

-ตัดต้นไม้ไม่ว่าเล็ก-ใหญ่ โค่นลงมาใบจะยังไม่แห้งโรยราไปทันตาเห็น

อำนาจระบอบทักษิณ หรือความชั่วร้ายทรราชแผ่นดิน ก็เช่นนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำหน้าที่ชุมนุมขับไล่ด้วยสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๙ ถ้ามวลชนพันธมิตรฯ ไม่ทำ

แล้วใครจะทำ?

พันธมิตรฯ ก็ทำหน้าที่นักสู้เพื่อประเทศชาติที่ถูกต้องตามวิถีแล้ว แต่การใช้สิทธิตามมาตรา ๖๙ นั้น ก็ต้องให้สอดคล้องกับมาตรา ๖๘ วรรคแรกด้วย นั่นคือ

"บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้"

นั่นคือ ในตัวเนื้อความเน้นนั้น เป็นส่วนของดุม ของแกน ของเพลา ควบคุมทิศทางในการขับเคลื่อนอย่างหนึ่ง ฉะนั้น ในขั้นต้น ของปฏิบัติการมวลชนขับเคลื่อนสังคมชาติ

แกนนำทั้ง ๕ จะเสนอแนวทางอะไร "เป็นทางออก" สังคมขณะนี้ นั้น จำเป็นต้องยึดกรอบอันเป็นกติการวมไว้ก่อน จะเริ่มต้นด้วยการ "แหกทาง" ก่อน โดยไม่เกาะกุม "เส้นทางเดิม" ก่อน

จะลงเหวก่อน!?

ขณะนี้ ถือว่าพันธมิตรฯ โค่น "ต้นไม้พิษ" คือต้นระบอบทักษิณล้มไปแล้ว

บั่นต้นไม้พิษที่ล้มนั้น "ขาด ๒ ท่อน" คือขับไล่ "สมัครนอมินี" ขาดต่อไม่ติดไปแล้ว!

ที่เหลือคือกิ่งก้านพิษ และกาฝากพิษ ที่เปลือกยังชุ่ม ใบยังเขียวอยู่ด้วย "น้ำเลี้ยงค้าง" เพียงทอดระยะออกไป ควบคุมไม่ให้ใช้กรรมวิธี "เสียบตอ-ต่อตา" ได้เท่านั้น

ในไม่ช้า เปลือกกิ่งก้านที่ขาดลำต้นอาศัยก็จะแห้ง ใบเล็ก-ใบใหญ่ก็จะเหี่ยวเฉา ปลิดขั้วจากกิ่งทับถมเป็น "ใบไม้เน่า" เคล้าอยู่กับดิน

ส่วนไม้ประเภทกาฝาก อยู่บนต้นไม้เรียกกาฝาก อยู่บนพื้นเรียกขยะหรือสวะ ก็สันดานกาฝาก ถึงตายไปกับไม้ใหญ่ที่โค่นล้มจมดิน ด้วยชาติกำเนิดจากขี้นก-ขี้กา ตราบใดที่ยังมีป่า

ตราบนั้น ด้วยสัญชาติขี้กา มันก็จะหาที่เกาะ-ที่เกิดใหม่ไปเรื่อยๆ ตามไม้ยืนต้น เกาะต้นไม้พิษก็เป็น "กาฝากพิษ" เกาะต้นไม้ไม่มีพิษ ก็เป็น "กาฝากไร้พิษ" สรุปแล้ว พิษ-ไม่พิษ ขึ้นอยู่ที่ต้นใหญ่ สันดานกาฝากผันแปรตามไปเช่นนั้น

นี่คือธรรมชาติที่ต้องเข้าใจ ถ้าไม่แยกแยะก็ยากจะจัดรูปแบบในการกำจัดและแก้ไขได้เหมาะสม

สรุปก็คือ ต้องให้เวลาระยะหนึ่งเพื่อ กิ่งก้านพิษ ผลไม้พิษ กาฝากพิษ ที่เพิ่งปลิดขั้วจาก "ต้นไม้พิษ" ค่อยๆ ลืมต้นไป

เหมือนญาติสนิทมิตรสหายถึงคราตายจาก เรายังตัดรัก-หักอาลัยไม่ขาด จนห่างไปสักระยะโศกจึงคลาย ทั้งหลาย-ทั้งปวงในการกวาดล้าง "ระบอบทักษิณ" ก็ล้วนอยู่ในกรอบความหมายที่จาระไนมา

ผมไม่ได้ต่อต้านการชุมนุม แต่ผมเห็นว่า ถึงเวลาต้อง "ปรับกระบวนท่า" ในปฏิบัติการ เพราะผ่านการ "โค่นต้น" และบั่นขาดไปเป็นท่อนๆ แล้ว จะใช้กลยุทธ์เดิม วิธีเดิม "ไม่น่าจะใช่"

จึงอยากให้ ๕ แกนนำพันธมิตรฯ ใคร่ครวญเพื่อ "ปรับกลยุทธ์" ใหม่เท่านั้น!

ตามประวัติศาสตร์สงคราม ในตะวันตก ฤดูหิมะลง ถ้าไม่จำเป็นเขาไม่ยกทัพบุก เพราะโอกาสถูกหิมะฝังมีมาก ในตะวันออก หน้าน้ำ เขาจะไม่พาไพร่พลไปตั้งค่ายกรำศึก เพราะโอกาสจะถูกน้ำหลากมีมาก

การรบยืดเยื้อ แต่อยู่กับที่ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามปรับค่ายกล ก็ต้องระวังปฏิกิริยาย้อนกลับ..จะเสียมวลชน!

สูงสุดของพันธมิตรฯ คือการได้ "ยึดทำเนียบรัฐบาล" อันเป็นสัญลักษณ์ศูนย์กลางอำนาจบริหารรัฐ

แต่ก็ได้แค่อาคารอิฐ-ปูนที่ว่างเปล่า เพราะด้วยยุทธวิธี "จี้กระบี่ถึงจุดแล้วหยุดไว้" พอทอดระยะไป ก็จะเริ่มเห็นว่า ได้ตึกมาหาใช่ได้ "อำนาจควบคุมกลไกรัฐ" ไม่ คำถามในเชิงอำนาจก็จะตามมาทันที

แล้วจะยึดทำเนียบฯ ยึดสะพานมัฆวานฯ เป็นที่ชุมนุมเพื่อผลใด?

และจะอยู่กันไปถึงเดือนพฤศจิกา ที่จะมีแขกบ้าน-แขกเมืองในฐานะ "ราชอาคันตุกะ" มาในงานพระราชทานเพลิงพระศพ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" เช่นนั้นหรือ?

ข้อเสนอของผมก็คือ ในเมื่อภารกิจหลัก "โค่นต้นไม้พิษ" ไปได้แล้ว เหลือภารกิจ "ขุดราก-ถอนโคน" และลิดกิ่ง สุมฟืน-สุมไฟเผาใบแห้ง ก็หยุดพักไพร่พล และปรับยุทธวิธีเป็นภารกิจใหม่ จะไม่ดีกว่าหรือ?

สู้กับ "กิ่งรอตาย" ไม่ต้องทัพใหญ่หรอกครับ!

เรื่องคดีอันเป็นชนักปักหลังนั้น ผมอยากจะบอกว่า "คุกตะรางคือเวียงวังของนักสู้เพื่อมวลชน" ไม่มีนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่คนไหน ไม่เคยผ่านปราสาทราชวัง คือคุกตะรางทางการเมืองมาก่อน

นายอันวาร์ อิบราฮิม ที่กำลังเคี่ยวคลั่งอยู่ที่มาเลเซียขณะนี้นั่นไง ไม่ต้องไปดูให้ไกลถึงท่านมหาตมะ คานธี หรือนายเนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีคนแรกของแอฟริกาใต้ ซึ่งได้ชื่อ เป็นนักสู้ที่มีคนรักมากที่สุดในโลกแห่งศตวรรษนี้หรอก

ท่านเขียนมา ไม่ว่าเจ็บร้อนแทนด้วยข้อความใด ผมก็ดีใจ อาศัยเป็นเครื่องชั่ง-ตวง-วัด ได้ว่า แฟนๆ ยังเชื่อมั่น-ศรัทธาต่อ ๕ แกนนำพันธมิตรฯ ก็จงใช้ศรัทธานี้ในการนำด้วย "ลดอัตตา" เข้าพิจารณาเถิด

มาดูทางด้านการประชุมสภาฯ หาตัว "นายกรัฐมนตรี" คนที่ ๒๖ กันบ้าง ดูข่าวแล้วก็แปลก ส.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะชิง ส.สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ารับเป็นผู้เสนอชื่อต่อสภาฯ เช้านี้ (๑๗ ก.ย.๕๑)

แต่แทนที่ ส.สมชายจะเจรจากับ ส.สุรพงษ์ กลับกลายเป็นว่า ส.สมชายต้องไปปิดห้องเจรจากับ น.เนวิน ชิดชอบ

ก็เพิ่งรู้ตอนนี้แหละว่า นายเนวินเป็นพ่อของพรรคพลังประชาชนแทนทักษิณ?

เนี่ยะ..เห็นมั้ย บ้านเมืองขนาดนี้แล้ว พวกนักการเมืองฝ่ายอำนาจยังหาได้สำนึกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในฐานะจะเป็น "ผู้นำอำนาจบริหารใหม่" กันไม่

ที่กัดกัน-ไม่ลงตัวแต่แรกก็ดี สุดท้าย ปิดห้องคุยกันแล้วจึงลงตัวก็ดี ไม่ได้มาจากการต่อรองด้วยประโยชน์ชาติ ประโยชน์เมืองอะไรเลย

ประโยชน์กู เพื่อกู ทั้งนั้น!

ยังไม่ทันไร ก็กัดกันเพื่อ "แย่งโควตารัฐมนตรี" เสียแล้ว แล้วนี้..พอไปเป็นนายกฯ ไปเป็นรัฐบาล ไอ้พวกกิ่งก้าน และกาฝากพิษทั้งหลาย มันก็จะ "ไม่ซื่อสัตย์-ทรามสำนึก" เหมือนเดิม!

เพราะอย่างนี้ "พันธมิตรฯ" จึงยังมีความจำเป็น เพียงแต่ว่าต้อง "ทำให้เป็น" เท่านั้น

ทำไมพรรคเดียวกัน ต้องแย่งกัน คำตอบง่ายๆ ตอนนี้ก็คือ พลังประชาชนพรรคเดียว แต่แตกเป็นหลายกิ่งก้านพิษ และรู้ดีว่า "อยู่ไม่นาน" ฉะนั้น ต้องหาทางรีบคว้า

แก๊งนายเนวิน-นายสุรพงษ์ ต้องออกแรงแย่งเก้าอี้นายกฯ ทำไม?

คงไม่ใช่แย่งเก้าอี้นายกฯ หรอก แต่ตั้งเป็นเงื่อนไขเพื่อต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างว่า ก็คิดดูซีครับ ถ้านายสุรพงษ์ได้เป็นนายกฯ แก๊งสุรพงษ์-แก๊งเนวิน ก็แบ่งกัน ๕๐/๕๐

แต่ถ้าให้นายสมชายเป็นนายกฯ ขืนไม่ต่อรองไว้ก่อน เก้าอี้อาจหด เพราะเบื้องหลัง-มือค้ำเก้าอี้นายกฯ ประกอบด้วย แก๊งเจ๊แดง แก๊งเจ๊หน่อย แก๊งอีสานพัฒนา แก๊งขุนค้อน และแก๊ง ส.สมชายเอง

๕ แก๊งก็มากก้น นั่นคือตัวหารใน ๓๕ เก้าอี้มากขึ้น จำเป็นที่แก๊งสุรพงษ์-เนวิน ต้องต่อรอง "กันส่วน" ที่ต้วเองต้องการให้ตกลงเสียก่อนแต่เนิ่นๆ

ก็เวรกรรมชักพาแหละครับ วันนี้-ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๖ ชื่อ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" แต่วันพรุ่งนี้-มะรืนนี้ ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร และนายกฯ ยังจะชื่อสมชายถึงเดือนพฤศจิกา หรือไม่ ขึ้นอยู่กับโฉมหน้า ครม.และนายกฯ สมชายว่าจะใช้ยุทธวิธี "ประสานพันธมิตรฯ" ลีลาไหน แต่บอกได้คำเดียวว่า..เป็นเรื่องเศร้าเคล้าเลือด!


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 17 กันยายน 2551