- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
pawin@econ.tu.ac.th
ในวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา ประเทศอังกฤษได้สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนทั่วโลกอีกครั้งครับ เปล่าครับ ผมไม่ได้พูดถึงการประกาศถอนวีซ่าห้ามเข้าประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีของ ประเทศไทย แต่ผมกำลังพูดถึงการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1.5% ในคราวเดียวที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว
การประกาศลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศอังกฤษปรับตัวสู่ระดับ 3% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 50 ปี ไม่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่าทางธนาคารกลางและผู้คนที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายของประเทศ อังกฤษก็ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะสิ้นสุดลงแต่ ประการใด
การประกาศลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ถือเป็นการทำตามกระแสผู้ นำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของโลกอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย นโยบายลงอีก 0.5% สู่ระดับ 1% จากในช่วงเดือนกันยายนปีก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ ณ ระดับ 5.25%
แม้แต่กลุ่มประเทศที่แทบจะไม่เคยสะทกสะท้านไปกับกระแสการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ของชาวโลก อย่างเช่น กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและออสเตรเลีย ก็ยังได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของตนลงตามไปกับเขาด้วยในรอบนี้
น่าแปลกใจครับว่าแม้แต่ประเทศที่มีการประกาศใช้นโยบายเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ อย่างเข้มข้นก็ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของตนเองลงไปเรียบร้อยแล้ว หรืออาจเป็นไปได้ว่าธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายของ ตนเองไปหมดเสียแล้ว
ผมไปอ่านเจอคอลัมน์หนึ่งในเว็บไซต์ Economist.com ซึ่งผมคิดว่าสามารถตอบข้อสงสัยต่อการกระทำของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทั่วโลกในขณะนี้ได้ดีมากครับ โดยคอลัมน์ชิ้นดังกล่าวมีชื่อว่า “Putting the air back in : Policy in a recession” ได้ถูกนำขึ้นเว็บไซต์ในวันที่ 30 ตุลาคม 2551
ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปัจจุบันอาศัย “เงิน” เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยกันทั้งนั้น ในสถานการณ์ปกติมีอยู่น้อยมากที่เราจะพบเห็นการซื้อขายสินค้าด้วยระบบ barter trade ที่ไม่ได้ใช้เงินเป็นสื่อกลาง และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ตัวปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อภาค เศรษฐกิจจริงของประเทศได้
ก่อนอื่นผมต้องขอทำความเข้าใจว่า ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจนั้น นักเศรษฐศาสตร์เราไม่ได้นับแต่เฉพาะตัวธนบัตรหรือจำนวนเหรียญกษาปณ์เพียงเท่านั้นครับ เรานับรวมไปถึงปริมาณเงินฝากในบัญชีที่สามารถนำเอาออกมาใช้จ่ายได้ง่าย อย่างเช่น บัญชีกระแสรายวัน หรือแม้กระทั่งบัญชีออมทรัพย์ด้วยในบางครั้ง โดยเราเชื่อว่าปริมาณรวมของเงินสดและเงินฝากเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดอำนาจในการจับจ่ายของผู้บริโภคและนักลงทุนได้เป็นอย่างดี
ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกสามารถดำเนินนโยบายการเงินได้โดยการควบคุมปริมาณธนบัตรและจำนวนเหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางอาจจะประกาศเป้าหมายปริมาณเงินลงไปโดยตรง หรืออาจจะประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้วควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ ปริมาณธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ในทางอ้อมได้ โดยกลไกที่ธนาคารกลางใช้ในการเปลี่ยนแปลงปริมาณธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ดังกล่าวจะกระทำผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ในแต่ละประเทศ
ในสถานการณ์ปกติ ธนบัตรจำนวน 100 บาทจะสร้างปริมาณเงินในระบบได้มากกว่า 100 บาทครับ เนื่องจากการเพิ่มเงิน 100 บาทเข้าไปในระบบธนาคารพาณิชย์ในเบื้องต้นจะเพิ่มสภาพคล่องส่วนเกินให้กับ ธนาคารพาณิชย์ และทำให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้เงินเพิ่มขึ้น ผู้กู้เงินจะนำเงินกู้ดังกล่าวไปลงทุนโดยการซื้อสินค้าต่างๆ และผู้ขายสินค้าให้กับผู้กู้ดังกล่าวก็นำเงินมาฝากกลับเข้าไปในระบบธนาคาร พาณิชย์อีกที เมื่อมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอีกธนาคารพาณิชย์ก็จะปล่อยกู้เพิ่มขึ้นอีก และธนบัตรจำนวน 100 บาทดังกล่าวก็อาจจะถูกใช้หมุนเวียนอยู่หลายรอบ และเมื่อเรานับรวมจำนวนธนบัตรที่เพิ่มขึ้นกับจำนวนเงินฝากที่เกิดขึ้นจากการ ขายสินค้าผ่านกลไกที่เกิดขึ้นข้างต้นก็ทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่ เป็นเครื่องสะท้อนถึงอำนาจในการซื้อหาสินค้ามาบริโภคและลงทุนในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นมากกว่า 100 บาท
ในสถานการณ์ปกติหรือในช่วงที่ระบบ เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะเติบโต ผู้ผลิตสินค้าจะกะเกณฑ์ปริมาณการผลิตสินค้าของตนเองออกมาให้เหมาะสมกับ ปริมาณความต้องการ การเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ กับระบบเศรษฐกิจแต่ประการใดครับ
การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินฝาก หรือธนบัตรในช่วงเวลาดังกล่าวรังแต่จะทำให้เกิดภาพลวงตาของระบบเศรษฐกิจที่ร้อนแรง โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุดก็คือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตรา เงินเฟ้อ และความผันผวนอย่างไม่จำเป็นที่เกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจจริง
แต่ในช่วงเวลาวิกฤต การเพิ่มปริมาณเงินดังกล่าวอาจมีประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในระดับหนึ่งครับ
วิกฤตมักเกิดขึ้นพร้อมความต้องการสินค้าที่ขาดหายไปจากช่วงเวลาปกติ ผู้ผลิตที่คาดการณ์ถึงความต้องการสินค้าที่ลดลงในช่วงเวลาดังกล่าวก็มักจะ ผลิตสินค้าให้น้อยลง ด้วยการปรับตัวเช่นนี้ภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศในช่วงดังกล่าวก็มักจะหดตัวลง
อย่างไรก็ตาม การหดตัวดังกล่าวมักจะถูกซ้ำเติมด้วยความกังวลของผู้คนต่อการจับจ่ายซื้อหาสินค้ามาเพื่อการลงทุนและการบริโภค ผู้คนกลัวว่าวิกฤตจะส่งผลกระทบต่อตนอย่างยาวนานทำให้ไม่กล้าใช้เงินที่ตนเอง มีอยู่ นักลงทุนไม่อยากลงทุนเพิ่มเติมเนื่องจากกลัวว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงเวลาดังกล่าวอาจติดลบ ผู้ผลิตลดกำลังการผลิตลงเนื่องจากเห็นว่าความต้องการสินค้าในตลาดลดลง เกิดการเลิกจ้าง การเลิกจ้างทำให้รายได้ของผู้คนกลุ่มหนึ่งน้อยลงยิ่งทำให้พวกเขาลดการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคลงไปอีก ฯลฯ
ในช่วงวิกฤตรุนแรงธนาคารพาณิชย์ ก็อาจลดการปล่อยกู้ของตนเองลง หรือแม้แต่หยุดการปล่อยกู้เงินก้อนใหม่เนื่องจากมีโอกาสสูงที่เงินกู้ก้อน ดังกล่าวจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต ผู้ผลิตที่เคยอาศัยเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ในการผลิตสินค้าต้องปิดตัวลง เพราะไม่สามารถหาเงินทุนมาหมุนเวียนซื้อหาสินค้าวัตถุดิบมาผลิตได้ ทั้งๆ ที่สินค้าของผู้ผลิตดังกล่าวอาจยังเป็นที่ต้องการอยู่ในตลาด การเลิกผลิตดังกล่าวนำมาสู่การเลิกจ้าง ผู้คนมีรายได้ลดลงยิ่งลดการใช้จ่ายลง
ความกลัวหรือความกังวลในลักษณะดังกล่าวยิ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจที่หดตัวลงอยู่แล้วหดตัวรุนแรงมากขึ้นไปอีก การอัดเงินเพิ่มเข้าไปในช่วงวิกฤตนี้อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจบอบช้ำน้อยลง
ในส่วนหนึ่งเงินก้อนใหม่ที่อัดเข้าไปอาจทำให้ผู้ผลิตบางส่วนยังประคับประคองตัวอยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องปิดตัวลง เมื่อผู้ผลิตไม่ปิดตัวการเลิกจ้างอย่างไม่จำเป็นก็ไม่เกิดขึ้น ผู้คนก็ยังคงมีเงินมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าที่จำเป็นอยู่ได้ ระบบเศรษฐกิจก็หดตัวน้อยลง
ด้วยเหตุนี้นโยบายการเงินที่มุ่งเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจก็อาจช่วยป้องกันหรืออย่างน้อยชะลอการเกิดการหดตัวเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะจิตใจของผู้คนลงไปได้
บทความในวารสาร The Economist เสนอว่าสัญญาณที่ชี้ได้ชัดว่าได้เกิดกลไกการหดตัวส่วนเพิ่มขึ้น ก็คือความแตกต่างระหว่างปริมาณธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ กับปริมาณเงินในความหมายกว้างที่นับรวมปริมาณเงินฝากรูปแบบต่างๆ เข้าไปด้วย เนื่องจากมันชี้ให้เห็นว่ากลไกการหมุนเวียนเงินสดเพื่อเพิ่มปริมาณเงินใน ระบบเศรษฐกิจได้มีการลดระดับลงหรือหยุดตัวลงไปแล้ว
และเนื่องจาก ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก ธนาคารกลางของประเทศก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลถึงเรื่องของอัตราเงินเฟ้อให้มาก จนเกินไป
ในประเทศสหรัฐอเมริกาและบางประเทศในยุโรปในช่วงนี้ เราเห็นสัญญาณนี้ได้ชัดเจนมากครับ ข่าวต่างๆ นำเสนอว่าธนาคารพาณิชย์หยุดการปล่อยกู้ให้กับภาคการผลิต หรือแม้แต่การปล่อยกู้ระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเอง ภาคการผลิตบ่นถึงการขาดสภาพคล่อง ในขณะที่ธนาคารกลางอัดฉีดปริมาณธนบัตรและเหรียญกษาปณ์เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่อง
เราคงต้องคอยติดตามกันต่อไปครับว่าการปรับลด อัตราดอกเบี้ยลงอย่างรุนแรงและการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบของประเทศ ต่างๆ ทั่วโลกในขณะนี้จะสามารถชะลอการหดตัวของระบบเศรษฐกิจจริงโดยไม่ส่งผลกระทบ ต่ออัตราเงินเฟ้อมากนักจริงหรือไม่ นอกจากนั้นเมื่อวิกฤตการณ์รอบนี้ผ่านพ้นไป นักเศรษฐศาสตร์ก็คงจะได้บทเรียนชิ้นสำคัญที่จะนำมาใช้ศึกษาถึงสาเหตุ รวมไปถึงการป้องกันและแก้ไขช่วงเวลาวิกฤตของระบบเศรษฐกิจต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปได้
สำหรับกรณีของประเทศไทยผมได้ ลองตรวจสอบข้อมูลปริมาณเงินต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจคร่าวๆ แล้ว ผมคิดว่าผมไม่พบสัญญาณผิดปกตินะครับ อย่างไรก็ตาม การกำหนดนโยบายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ซึ่งการบอกถึงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ก็เกินกว่าปัญญาและความสามารถ ของผมจริงๆ ครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551

