“หัว” คะแนน

วินทร์ ถึง ปราบดา

23 ธันวาคม 2550


วันนี้เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากปิดหีบบัตรคะแนนเสียงทั่วประเทศ และตัวเลขคะแนนเริ่มปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์แล้ว ผมก็ไปตัดผม

เปล่า! อย่าคิดมาก! นี่ไม่ใช่เป็นการล้างซวยสะเดาะเคราะห์อย่างที่พิธีกรรมโบราณนิยมทำโดยตัดผมตัดเล็บลอยน้ำหรอกครับ เพียงแต่ว่า ผมของผมยาวเลยกำหนดตัดมานานแล้ว ก็เท่านั้น!

ถึงจะไว้ผมทรงเรียบง่าย ผมก็มีร้านตัดผมประจำนะครับจะบอกให้! หลังจากตัดผมไม่เป็นที่เป็นทางมานานหลายปี ในที่สุดก็ (ตัดผม) เป็นฝั่งเป็นฝาจนได้ เป็นร้านตัดผมตึกแถวคูหาเดียว ไม่หรูหราเท่าร้านตัดผมตามศูนย์การค้า วันแรกที่ไปลองใช้บริการเมื่อหลายปีมาแล้วนั้น เห็นลีลาการตัดผมรวดเร็วฉับไวราวจอมกระบี่มือหนึ่งแห่งแผ่นดิน ผมก็ตกลงฝากกบาลไว้กับมือกระบี่ (ที่ถูกคือมือกรรไกร) ท่านนี้

แต่ไหนแต่ไรมา ผมกลัวช่างตัดผมประเภทที่ถามว่า “อยากได้ทรงไหนครับ?” หรือ “ด้านหน้าปล่อยยาวหรือสั้นดีครับ?” หรือ “จะปิดหูดีไหมครับ?” เพราะมันอาจหมายความว่าช่างตัดผมคนนั้นอาจจะยังไม่มั่นใจในตัวเอง ผมทำงานในวงการพาณิชย์ศิลป์มานานพอจนกล้าสรุปว่า การตามใจลูกค้ามักตามมาด้วยงานที่ดูไม่ค่อยดีนัก ผมชอบช่างตัดผมที่บอกลูกค้าตรงๆ ว่า “หน้าพี่ทุเรศมากหากไว้ผมทรงนี้” (โชคดีที่ช่างตัดผมของผมไม่ได้บอกผมอย่างนี้)

สมัยเด็ก ผมถูกจับตัดผมบ่อยเกินความจำเป็น อาทิตย์ละครั้งบ้าง สองอาทิตย์ครั้งบ้าง พ่อผมนิยมไว้ผมสั้นเกรียน คงเพราะรักษาความสะอาดง่ายกว่า หรือเปิดโอกาสให้ลมโกรกหัวง่ายขึ้น อันส่งผลให้สมองปลอดโปร่งกว่าเดิมก็เหลือเดา จะถามพ่อก็ไม่ได้ เพราะท่านพ่อเด๊ดไปแล้ว

สมัยนั้นผมไม่ชอบการตัดผมเลยครับ ช่างตัดผมเป็นอาแป๊ะมาให้บริการ delivery ถึงบ้าน ตัดผมให้สมาชิกผู้ชายทั้งครอบครัว เครื่องมือของแกมีชิ้นเดียว... อุ้ย! เอาใหม่! เครื่องมือตัดผมของแกมีชิ้นเดียวคือปัตตาเลี่ยนแบบไร้สาย (คือไม่ใช้ไฟฟ้า) ไม่รู้ว่าปราบดาเกิดทันยุคปัตตาเลี่ยนรุ่น Manual ไหม ตัดผมได้ทีละกระจุกเล็กๆ ไถหัวทีเจ็บหนังศีรษะไปหลายวัน ที่แย่ก็คือ กัลบกท่านนี้ทำงานช้ามาก ไถหัวทีละแกรกๆ ทรมานสุดทน โชคดีนะครับที่แกไม่ได้ประกอบอาชีพชาวนา ขืนไถนาช้าอย่างนี้ มีหวังปลูกข้าวไม่ทันกินแน่ น่าเสียดายที่แกเป็นคนจีน หากเป็นคนไทย อยากให้แกรับราชการหรือเป็นนักการเมืองจะเหมาะมาก เพราะไถไม่เป็น!

ตัดผมช้าเป็นเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญคือความหล่อของคนถูกตัดผมลดลงหลังตัดผมอย่างเห็นได้ชัด ผมเกรียนติดหนังหัว ผมส่วนหน้าสั้นราว 1-2 เซนติเมตร (ไม่รู้จะเหลือไว้ทำไม กันแดดกันฝนก็ไม่ได้) มองไกลๆ เหมือนลูกฟักที่ยังไม่สุกดี เมื่อไปโรงเรียน เพื่อนมักจะล้อว่า “เฮ้ย! วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นสองดวงว่ะ” ผมจึงเกลียดการตัดผมแบบ delivery นี่มั่กมั่ก เอ้ย! มากๆ

จนเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ห่างพ่อไปอยู่กรุงเทพฯแล้ว หมายมั่นว่าจะไว้ผมยาวตามใจชอบ ก็มีอุปสรรคมาขัดขวางการไว้ผมยาว นั่นคือต้องเรียน ร.ด. เส้นผมจึงต้องสั้นติดหนังกบาลไปนานอีกสามปี เมื่อถึงเวลาปิดเทอม แม้ไม่ต้องเรียน ร.ด. ก็ยังไว้ผมยาวไม่ได้ เนื่องจากท่านพ่อสั่งให้ไปตัดผม เป็นอย่างนี้จนเรียนจบมหาวิทยาลัย

ครั้นเริ่มทำงาน ก็ไว้ผมยาวปิดหูไปเสียเลย ซึ่งเป็นสไตล์ที่นิยมในสมัยนั้น แต่แปลกนะครับ พอมีโอกาสไว้ผมยาว กลับไม่ชอบ เนื่องจากพบว่าการไว้ผมยาวมีปัญหาจุกจิกน่ารำคาญกว่าการไว้ผมสั้น ยกตัวอย่างเช่นการสระผมต้องฟอกแชมพู ใส่คอนดิชั่นเนอร์ เป่าให้แห้ง หากหัวเกรียนหรือผมสั้น ก็แค่ราดน้ำ ฟอกสบู่ ก็จบ

ลองคิดดู สระผมทุกวัน ครั้งละสิบนาที (ถือว่าน้อยแล้ว) หนึ่งปีก็เท่ากับ 10 x 365 = 3,650 นาที เท่ากับหกสิบกว่าชั่วโมง ทำอะไรได้ตั้งมากมาย

มีช่วงหนึ่งเดียวในชีวิตที่ผมมีโอกาสไว้ผมยาว คือตอนที่อยู่เมืองนิวยอร์ก ปราบดาก็รู้ว่าค่าตัดผมไม่ถูกเลย เพื่อประหยัดเงินผมจึงไว้ผมยาว ปิดใบหูและหลังคอมิดจนเข้าข่ายน้องๆ ฮิปปี้ นานๆ ที เมื่อทนความรกรุงรังของเส้นผมไม่ได้ ก็ยอมจ่ายค่าตัดผมสักที โชคดีที่เวลานั้นยังมีทางออกอีกอย่างสำหรับคนเบี้ยน้อย นั่นคือโรงเรียนด้านแฟชั่นแห่งหนึ่งในนิวยอร์กจำเป็นต้องหาทางให้นักศึกษาฝึกตัดผมกับคนจริง จึงมักยกทีมนักศึกษาวิชาตัดผมไปฝึกจริง โดยการตัดผมให้ฟรีตามมหาวิทยาลัย แน่นอน ผมก็ยอมเป็นหนูตะเภาให้พวกนักเรียนแฟชั่นลองกรรไกร ไม่ต้องบอกก็คงเดาออกว่า ผมสั้นโดยไม่ต้องเสียเงินก็จริง แต่ดูไม่ค่อยได้ เพราะหากพวกนี้ตัดผมได้ดี คงไม่ต้องเข้าโรงเรียนหรอก จริงไหม?

ผมรู้จักนักศึกษาชาวต่างชาติคนหนึ่งที่ตัดผมเป็นงานไซด์ไลน์ให้ผมกับเพื่อนคนไทย เขาฉุนมากหากใครเรียกเขาว่า barber (ช่างตัดผม) เขาบอกว่า “กูเป็น hairdresser (ช่างแต่งผมหรือช่างออกแบบผม) โว้ย!”

ดูฝีมือของเขาที่ตัดให้ผมแล้ว ผมว่าบาร์เบอร์แถวปากซอยบ้านเราน่าจะเรียกว่า “ช่างออกแบบผม” มากกว่า!

ผมว่าบาร์เบอร์บ้านเรานี่ทำงานหนักนะครับ ขอบข่ายการให้บริการนี่กว้างขวางมาก กล่าวคือนอกจากจะตัดผมแล้ว ยังต้องโกนหนวด โกนเครา โกนหน้า แคะขี้หู เล็มขนจมูก นวด ฯลฯ โชคดีที่ยังไม่ต้องแคะขี้ฟันให้ลูกค้าด้วย

มาถึงตรงนี้ ต้องขออภัยที่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย ผมจำได้ว่า สมัยหนึ่งปราบดาก็ตัดผมสั้นเกรียน ผมไม่ค่อยเห็นคนหนุ่มๆ ที่ตัดผมสั้นขนาดนั้นบ่อยนัก ผมออกจะอิจฉาคนหัวโล้นนะครับ เพราะว่าคนที่โกนหัวโล้นได้นี่ต้องมีศีรษะสวย

ผมยังจำคำคมที่ฝรั่งที่ไหนไม่รู้เขียนไว้นานมาแล้วว่า

“Bald is beautiful! God only made so many perfect heads, the others He covered with hair!”

(พอแปลกล้อมแกล้มว่า : หัวล้านนั้นงามยิ่ง! พระเจ้าทรงสร้างศีรษะสมบูรณ์เพียงจำนวนหนึ่ง ที่เหลือพระองค์ทรงปกปิดด้วยเส้นผม!)

แปลกนะครับที่เมื่ออายุยิ่งมากขึ้น ผมกลับชอบผมสั้นหรือหัวเกรียนมากกว่า ไม่ต้องเสียเวลาดูแลรักษาเส้นผม และน่าจะประหยัดค่าแชมพู (แชมพูเดี๋ยวนี้ราคาไม่ถูกเลยครับ) ในบางชั่ววูบ ผมเองยังเคยคิดโกนผมด้วยซ้ำ

แต่เนื่องจากยังมีกิเลสติดตัว กล่าวคือยังเป็นห่วงหน้าตาของตัวเองอยู่บ้าง และยังจดจำสภาพศีรษะของตัวเองตอนเรียน ร.ด. ได้ดีว่า เวลาหัวเกรียนนี่ดูไม่ดีไม่เท่เหมือนดาราหัวโล้นอย่างเช่น ยูล บริลเนอร์ หรือ เทลลี ซาวาลาส จึงยังจำต้องมีผมไว้ประดับเป็นศรีแห่งกบาล

ตอนที่ผมเรียนชั้นประถม มัธยมศึกษา ครูมักจะถือไม้บรรทัดมาวัดผมด้านหน้าว่ายาวเท่าไร กฎของโรงเรียนกำหนดความยาวของ “ชายคา” ไว้ที่ 4 เซ็นติเมตร เกินกว่านี้ จะถูกไล่กลับบ้านไปตัด

อย่างที่เล่าคือ ตอนเด็กผมต้องอยู่ในสภาพหัวเกรียนมาตลอด และเกลียดสภาพผมสั้น เมื่อมีลูก ผมจึงไม่บังคับให้ลูกตัดผมหัวเกรียน

ผมว่าเด็กที่ตัดผมสั้นมากๆ ลดความน่ารักลงเยอะ บางคนบอกว่า การที่ให้เด็กตัดผมสั้นก็เพื่อให้ง่ายต่อการรักษาความสะอาด เพราะอากาศบ้านเราร้อน แต่ผมเห็นว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะทำไมเราไม่ตัดผมเด็กหญิงให้หัวเกรียนไปด้วย? ทำไมผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิงไม่ตัดผมสั้นด้วย? ถ้านี่เป็นเหตุผล ก็เป็น ดับเบิ้ล สแตนดาร์ด ชัดๆ! ดังนั้นจนป่านนี้ผมก็ยังไม่ทราบเหตุผลที่ทำไมเด็กนักเรียนชายบ้านเราจึงต้องตัดผมสั้น เหลือผมด้านหน้าไว้สองสามเซ็นติเมตรอย่างนั้น

ผมถือว่าการไว้ผมสั้นหรือยาวเป็นเสรีภาพส่วนตัว พูดง่ายๆ คือ มันไม่ได้หนักกบาลใคร เราแบกเส้นผมด้วยตัวเราเอง

ผมยังนึกสงสัยว่า ทำไมมนุษย์เราจึงต้องมีเส้นผม มันอาจเป็นวิวัฒนาการที่ไปได้เพียงครึ่งทางของมนุษย์ก็ได้ กินเวลาธรรมชาตินานนับแสนปีในการกำจัดขนทั้งร่างจนเกือบเกลี้ยงเกลาอย่างสภาพมนุษย์ปัจจุบัน แต่ยังเหลือกระจุกใหญ่บนกบาลที่ยังกำจัดไม่หมด เป็นไปได้ว่าในอนาคตกาลไกลออกไปราว 1-2 หมื่นปี มนุษย์อาจวิวัฒนาการไปถึงขั้นไร้เส้นผมก็ได้ ทุกคนก็คงหัวเลี่ยนเตียนอย่างเสมอภาคกันหมด มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทรงกลมแวววาว เป็นภาพปกติธรรมดา ไม่ต้องตัดผมให้วุ่นวายเหมือนมนุษย์ พ.ศ. นี้

มองในแง่ดีก็คือ มนุษย์เรายังโชคดีที่ไม่มีเส้นผมที่หัวเข่า ข้อศอก หรือบนปลายจมูก ไม่เช่นนั้นป่านนี้เราคงต้องใช้เวลาในร้านตัดผมนานกว่าเดิม อาจต้องวุ่นวายอยู่กับการเลือกไว้ผมทรงม้าที่จมูก ทรงบ็อบที่ข้อศอก และทรงผมฟูที่หัวเข่า อาจต้องกัดสีทำไฮไลท์บางส่วนให้ดูเด่น คงยุ่งน่าดู

การมีผมทำให้มนุษย์เสียเวลาชีวิตไปไม่น้อยเลยครับ เวลาที่ต้องฟอกแชมพู ขยี้คอนดิชั่นเนอร์ อีกทั้งการไปซื้อแชมพูก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ปัจจุบันมีแชมพู คอนดิชั่นเนอร์มากมาย ทั้งสูตรต่างๆ ตั้งแต่ทูอินวัน ทรีอินวัน ไปจนถึงชื่อสูตรใหม่ๆ ที่มักเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ (เหมือนพรรคการเมืองบ้านเรา) เอาไว้ทำให้ผู้บริโภคตื่นเต้นเล่น ผมเองไม่รู้จักแชมพูจนโตแล้ว สมัยผมยังเป็นเด็ก ก็ใช้สบู่ก้อนเดียวนี่แหละ ชำระล้างทุกส่วนของร่างกาย รวมไปถึงใช้ซักผ้าด้วย

เมื่อพูดถึงเรื่องการตลาดของแชมพูสระผม ก็อดเอ่ยถึงเรื่องโฆษณาแชมพูกับคอนดิชั่นเนอร์ไม่ได้ สินค้าตระกูลนี้ ไม่ว่าโฆษณากี่ปีๆ ก็ยังคงให้นางแบบสะบัดผมยาวเป็นลูกคลื่น เส้นผมของนางแบบพลิ้วไหวสวยอย่างไม่เป็นธรรมชาติมาก ผมเกิดมายังไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่มีผมสยายยาวเป็นแผงคลื่นที่เงางามอย่างนี้ นี่พอจะจัดเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคได้ไหมครับ คุณปราบดา? บางทีเป็นเพราะการไว้ผมเป็นภาระโดยไม่จำเป็นนี่เองที่ทำให้เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงออกปลีกวิเวก สิ่งแรกที่ทรงทำก็คือปลงพระเกศา

บางคนบอกว่า การปลงเกศาเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการตัดกิเลสทิ้ง แต่ดูจากหลักธรรมเรียบง่ายของพระพุทธเจ้าแล้ว ผมไม่อยากเชื่อว่า พระพุทธองค์จะทรงคิดอะไรให้ซับซ้อนเกินจำเป็น การโกนผมโกนคิ้วก็น่าจะเพื่อให้ดำเนินชีวิตง่ายขึ้น ทำให้ลดภาระดูแลร่างกายตัวเองลงหนึ่งอย่าง เพื่อให้สะดวกในการดำรงชีพ และดำเนินชีวิตให้ง่ายเข้าไว้ (และมีเวลาศึกษาธรรมมากขึ้น) ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่ง่ายกว่าความคิดที่ว่า “ผม” เป็นสัญลักษณ์ของ “กิเลส” ที่ต้องตัดทิ้ง

อย่างไรก็ตามมีอีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนมักสงสัย นั่นคือ ทำไมพระพุทธรูปจึงมีมวยพระเกศา บ้างก็ว่านั่นไม่ใช่มวยผม แต่เป็นคุณลักษณะของศีรษะของผู้มีบุญต่างหาก

หลังจากสอบถามผู้รู้ จึงได้ความว่า หลายร้อยปีหลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพาน โลกยังไม่มีพระพุทธรูปใดๆ จนต่อมาภายหลังจึงมีการสร้างปฏิมากรรมรูปพระพุทธขึ้นมาสักการะ โดยได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมกรีก พระพุทธรูปในสมัยแรกจึงมีพระพักตร์คล้ายชาวตะวันตก มีรูปลักษณ์ตามที่คนในสมัยนั้นเชื่อว่า เป็นหน้าตาของเอกบุรุษ รูปร่างหน้าตาของพระพุทธรูปก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามช่างสกุลต่างๆ


ผมใช้เวลาเขียนจดหมายฉบับนี้นานหลายวัน เพราะอยู่ดีๆ ก็เกิดอาการหมดอารมณ์เขียนขึ้นมาเฉยๆ หลังจากวินิจฉัยอาการของตัวเองแล้ว เชื่อว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากสองเรื่อง หนึ่งคือ ผลการเลือกตั้งที่ทำให้หงุดหงิดใจเล็กน้อย อีกหนึ่งคือข่าวการผสมพันธุ์ของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ ถึงแม้ว่าจะเข้าใจธรรมชาติของนักการเมืองบ้านเราดี แต่ก็อดรู้สึกรำคาญไม่ได้ เหมือนเจอช่างตัดผมฝีมือหยาบถือคันไถ เอ้ย! ปัตตาเลี่ยนอันใหญ่ ไถหัวเราอย่างไม่ปรานีปราศรัย

ทำไงได้ เราก็คงต้องทนอยู่กับ “ช่างไถ” พวกนี้ไปอีกสี่ปี...

หลังจากนั้นก็คงชินไปเอง!

.......................

ปราบดา ตอบ วินทร์

11 มกราคม 2551


ขณะนี้ศีรษะของผมก็ยังโล่งเตียนอยู่ครับคุณวินทร์ สงสัยว่าเราจะไม่ได้พบกันนานเสียจนคุณวินทร์ “ไม่เห็นหัว” ผมแล้ว!

ผมโกนผม (ความจริงการตัดแบบนี้ไม่น่าจะมี “ทรง” อะไร แต่ใครๆก็ยังอุตส่าห์ตั้งชื่อให้ว่าทรง “สกินเฮด”) ติดต่อกันมาเป็นเวลาประมาณสิบห้าหรือสิบหกปี ตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่ง มีเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อสองสามปีที่แล้ว ผมเริ่มเบื่อหน่ายใบหน้าเดิมๆของตัวเองที่เห็นในกระจก ประกอบกับสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆว่าตัวเองตอนมีผมเป็นอย่างไร นึกอยากเห็นอีกครั้ง ลองกลับไปไว้ผมให้ยาวออกมากว่าปกติดูเล่นๆ

เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีครับว่า อดีตบางเรื่องก็ไม่สมควรรื้อฟื้นขึ้นอีก ผมทนเห็นตัวเองมีเส้นผมปรกหัวปรกหน้าได้ไม่กี่เดือน ก็ตัดสินใจโกนโล้นเหมือนเก่า อยู่เมืองไทยด้วยนี่ครับ ผมเป็นคนขี้ร้อน เหงื่อออกง่าย มีผมยาวๆแล้วรู้สึกรำคาญเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคอยเสยคอยปัด คอยปาดเหงื่อจากหน้าผากบ่อยๆ กลับไปเป็น “ทรงโล้น” ให้คนเขาหยอกล้อว่าแสงแดดสะท้อนจนแสบตาเสียดีกว่า สบายกว่ากันเยอะเลย ไม่ต้องเสยต้องสระ สบายกว่ากันเยอะ สบาย...สบาย...

โล้นแล้วอารมณ์ดีครับ

ทรงผมเป็นเรื่องที่ผมค่อนข้างหมกมุ่นมากเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น ตอนเป็นนักเรียนไทยหัวเกรียน ผมรู้สึกอึดอัดกับการถูกบังคับให้ตัดผม “ทรงนักเรียน” เคยตั้งข้อสงสัยว่า ในเมื่อนักเรียนต้องตัดผมทรงนักเรียน เหตุใดอาจารย์จึงไม่ต้องตัดผม “ทรงอาจารย์” มาด้วย

ความที่เป็นเด็กช่างสงสัย ช่างโต้แย้ง ผมไม่เคยเห็นเหตุผลแท้จริงของการตัดผมทรงนักเรียน นอกจากเพียงแค่เป็นกฎระเบียบที่มีการตั้งขึ้นในสมัยหนึ่ง และกลายเป็นธรรมเนียม เป็นกรอบที่ต้องทำตามกันมาทุกยุคสมัย ไม่มีใครกล้าเสนอให้เปลี่ยน ผมเชื่อว่ากระทั่งในยุคนี้ ลองมีใครใจฮึกเหิม ประกาศเสนอให้ยกเลิกกฎการบังคับทรงผมนักเรียนชาย ยังต้องมี “ผู้ใหญ่” หลายคนออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย พร้อมเหตุผลทำนอง “ทำให้ไม่เป็นระเบียบ” “ทำให้เด็กหันไปสนใจแฟชั่นทรงผมมากเกินไปจนเสียการเรียน” “ทำให้มีการเปรียบเทียบกันระหว่างชนชั้นในห้องเรียน ว่าใครตัดผมทรงได้แพงกว่ากัน” “ทำให้เสียภาพพจน์ของระบบการศึกษาอันดีของไทย” ฯลฯ

ครั้งหนึ่งผมไม่เคยคิดว่า “กระเป๋านักเรียน” จะเปลี่ยนจากกระเป๋าหนังสีดำมาเป็นเป้สะพายหลัง แต่เมื่อมีการอนุญาตให้ใช้แล้ว ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ผมคิดว่าปัญหาของเด็กนักเรียนวัยแรกรุ่น มีอื่นๆมากมายที่ใหญ่โตและน่ากังวลกว่าเรื่องทรงผม เครื่องแบบ กระเป๋า หรืออะไรจุกจิกเล็กน้อยที่ผู้ใหญ่มักทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องสำคัญเหลือเกิน การที่เด็กคนหนึ่งต้องเครียดว่าทรงผมจะผิดระเบียบ ต้องถูกครูตี ต้องอับอายต่อหน้าเพื่อนๆในห้อง (หรือบางครั้งก็ต้องอับอายต่อหน้าเด็กทั้งโรงเรียนที่หน้าเสาธง) หรือต้องถูกด่าทอเสียๆหายๆเพียงเพราะชายเสื้อหลุดออกมานอกกางเกง ถุงเท้าสั้นกว่ากำหนด เข็มขัดผิดระเบียบ ฯลฯ ช่างเป็นการสร้างประสบการณ์และความทรงจำแย่ๆให้กับเด็กโดยไม่จำเป็นแม้แต่น้อย

ก่อนไปเรียนต่อที่อเมริกา ผมมีความใฝ่ฝันอย่างเดียวเท่านั้นคืออยากไว้ผมยาว ผมรอคอยวันเวลาที่จะมีอิสรภาพในการเลือกทรงผมด้วยตัวเองอย่างใจจอใจจ่อ ผมแทบจะจดลงสมุดระบุความฝันเอาไว้เลยว่า ข้อหนึ่ง ไม่ตัดผมอีกแล้วในชาติภพนี้ ข้อสอง ไว้ผมยาว ข้อสาม ไว้ผมยาวขึ้น ข้อสี่ ไว้ผมยาวต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนั้นผมไม่ค่อยสนใจหรอกครับว่าจะไปเรียนอะไร เรียนได้หรือเปล่า จะใช้เวลาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่นานไหม ความรู้สึกที่ทำให้ตื่นเต้นที่สุดคือ “เอาละโว้ย ผมกำลังจะได้ยาวแล้ว!”

ไม่ดีนะครับน้องๆ กรุณาอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ในที่สุดผมก็ได้ไว้ผมยาวสมใจ ไว้อยู่นานพอสมควรนะครับ ประมาณสี่ห้าปี ตอนไว้ก็ให้ความสนใจกับมันมากกว่ามนุษย์มนา เสยๆ ปัดๆ สะบัดๆ ทำทุกอย่างเพื่อให้คนรู้ว่ากูผมยาว แต่เมื่อโตขึ้นและหายโง่ไปบ้างแล้ว (ไปบ้างแล้วเท่านั้นนะครับ คาดว่ายังโง่อยู่จนถึงปัจจุบัน...แต่ผมก็ไม่รู้แน่ว่าโง่จริงหรือเปล่า เพราะผมโง่ไงครับ จะรู้ได้ยังไง) ผมก็เริ่มยอมรับความจริงว่าการไว้ผมยาวเป็นเรื่องค่อนข้างน่ารำคาญ สำหรับคนที่ไว้ผมยาวแล้วไม่ค่อยให้ความสนใจกับมันมากนัก เขาคงไม่รู้สึกอะไร แต่ผมเป็นคนชอบอาบน้ำ สระผม ไม่ชอบเก็บความสกปรกหมักหมมไว้นานๆ เมื่อสระเสร็จแล้วก็ไม่ชอบผมเปียก ชอบแห้งๆ หอมๆ ผลก็คือผมต้องเสียเวลาทั้งตอนเช้าและตอนเย็นไปมากกับการสระผม เป่าผม รอให้ผมแห้ง หวีผม จนพอใจจึงจะออกไปไหนต่อไหนได้ ตอนเป็นวัยรุ่นอาจจะไม่คิดว่าเป็นการเสียเวลา เพราะความหล่อความเท่ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด แต่เมื่อความสนใจของผมหันเหไปสู่เรื่องอื่นๆ มากขึ้น รายละเอียดของการดูแลตัวเองหรือการให้ความสำคัญกับทรงผม เสื้อผ้า หรือการตามกระแสแฟชั่น ก็กลายเป็นเรื่องน่ารำคาญมากขึ้นไปด้วย

ในที่สุด เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะ และเรียนไปประมาณสามสี่เดือน ผมจึงตัดสินใจโกนผมจนหมดในคืนเดียว

คืนที่ผมโกนผม เป็นคืนที่ผมต้องทำงานวาด “ภาพเหมือนตัวเอง” ส่งอาจารย์ ผมมักบอกเพื่อนๆว่าผมตัดสินใจโกนผมเพื่อจะได้ทำให้ใบหน้าผมวาดง่ายขึ้น แต่ความจริงผมอยากโกนมาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่กล้า นึกไม่ออกว่าตัวเองจะหน้าตาเป็นอย่างไรในรูปแบบ “โล่งเตียน” กลัวจะกลายเป็นตัวตลกในชั้นเรียนให้เพื่อนฝูงล้อเล่นสนุกปากไปมากกว่าที่เขาล้อผมกันอยู่แล้ว

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผมเริ่มสนใจอ่านปรัชญาเซน ผมจึงคิดเรื่องการลด ละ เลิก ผมเริ่มเบื่อความสนใจในกระแสแฟชั่นและการหมกมุ่นเรื่องทรงผมของตัวเอง เริ่มรู้สึกว่าถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลายๆอย่างได้แล้ว (ในภาษาศิลปะมีศัพท์อย่าง “simplify” และ “minimize” ซึ่งปรากฏอยู่เสมอในรูปแบบศิลปะที่ผมสนใจเป็นพิเศษตอนนั้น) ผมไม่ค่อยชอบบอกใครว่าโกนผมเพื่อลดละบางอย่างของ “ตัวเอง” ออกไป เพราะมันฟังดูน่าหมั่นไส้ (โดยเฉพาะในสายตาของสังคมที่เห็นความคิด “จริงจัง” เป็นเรื่องน่าหมั่นไส้ น่ารำคาญ หรือเป็นเรื่อง “เครียด” ไปเสียหมด) เมื่อมีคนถาม ผมจึงเลือกให้เหตุผลง่ายๆ ตอบเอาฮามากกว่า เช่นที่บอกเพื่อนในวันแรกๆว่าโกนเพื่อให้วาดรูปง่าย หรือเมื่อกลับมาเมืองไทยก็บอกว่าโกนให้หัวเย็น โกนฝึกบวช หรืออะไรก็ได้ที่จะไม่ทำให้คนฟังต้องขมวดคิ้วหรือคิดว่า “ไอ้นี่คิดมากไปรึป่าววว”

การมีทรงผม ไม่ว่าเป็นทรงพิสดาร ทรงตามกระแส หรือทรงโล่งเตียนแบบของผม ล้วนถูกตีความหรือเชื่อมโยงไปสู่ภาพบางอย่างในสมองของคนพบเห็น ตอนแรกๆที่ผมกลับมาเมืองไทยพร้อมหัวโล้นๆ ยังไม่ค่อยมีใครนิยมไว้ผม “ทรงสกินเฮด” เท่าไรนัก คนไทยหลายคนที่พบเห็นมักทักมักถามผมว่า “ไปบวชมาเหรอ” ใครที่รู้จักแฟชั่นตะวันตกมากหน่อย ก็จะแสดงความเห็นประมาณ “ไว้ทรงสกินเฮด จ๊าบมาก” ทั้งๆที่ที่มาของการโกนผมของผม แตกต่างจากเหตุผลทั้งหมดนั้นโดยสิ้นเชิง

คนเรามักคิดหรือสรุปการกระทำของคนอื่นจากข้อมูลทางแฟชั่นหรือทางวัฒนธรรม มากกว่าจะคิดว่าเขาหรือเธออาจมีเหตุผลหรือความเชื่อส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนกว่า

อาจเป็นเพราะเราอยู่ในสังคมของการใส่กรอบ การตามกระแส และการตามกฎ จนเป็นเรื่องแปลกที่จะมีใครใช้เหตุผลอื่นนอกเหนือไปจากเหตุผลที่ทุกคนมีเหมือนๆกัน

เห็นเด็กนักเรียนชายไว้ผมสั้นทรงนักเรียน เราก็คิดว่าเป็นเพราะเขาทำตามระเบียบ ตัดตามคำสั่งของสถาบัน ไม่ได้ตัดเพราะ “ชอบ” ทรงผมนั้นอยู่เอง

ไม่เพียงแต่เฉพาะในสังคมไทย แต่ผมรู้สึกว่าในหลายๆสังคมทั่วโลก มนุษย์ไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนให้พยายามไตร่ตรองทุกอย่างรอบตัวด้วยตัวเองเท่าไรนัก เมื่อมีใครทำอะไรแตกต่างจากพรรคพวก และประกาศว่าทำเพราะชอบ ทำเพราะคิดแล้วว่าดีสำหรับตัวเอง แม้จะไม่เหมือนคนอื่น จึงกลายเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนหมู่มาก คนไหนทำแล้วดูดี น่าทึ่ง ก็จะกลายเป็นที่ยกย่องเชิดชู (และกลายเป็นผู้สร้างกระแสให้คนอื่นทำตาม) ใครทำแล้วคนไม่เข้าใจ รับไม่ได้ ก็จะกลายเป็นบุคคลพิลึก อันตราย น่าหวาดระแวง ทั้งๆที่ความเชื่อของเขาหรือเธออาจไม่ได้มีความ “เลวร้าย” อะไรเลย มีแต่ความ “แตกต่าง” เท่านั้น

ผมจำไม่ได้แล้วครับว่าเมื่อวันเลือกตั้งครั้งล่าสุด ผมโกนผมก่อนออกไปเลือกตั้งหรือเปล่า (ผมโกนผมเอง และโกนตอนไหนก็ได้ที่นึกอยาก จึงเลิกจำไปแล้วว่าโกนเมื่อไรบ้าง) แต่ที่แน่ๆคือนับวันผมจะยิ่งไม่แน่ใจกับคำป่าวประกาศรณรงค์ให้คนเลือกตั้ง ให้คนเชื่อมั่นในประชาธิปไตย ผมไม่แน่ใจกับคำพูดทำนอง “อย่าคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะการเมืองเกี่ยวข้องกับชีวิตคนในสังคมทุกคน” “คนที่ไม่สนใจการเมือง ไม่ไปเลือกตั้ง คือคนที่ไม่สนใจส่วนรวม” “แม้จะไม่มีนักการเมืองคนไหนดีที่สุด จงเลือกคนที่เลวน้อยที่สุด” ฯลฯ

ผมรู้สึกเสมอว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงคือการมีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อในประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

ผมไม่เชื่อในการปกครองแบบเผด็จการ แต่ความจริงแล้ว หลายๆครั้ง การปกครองแบบประชาธิปไตยก็คือการปกครองแบบเผด็จการในรูปแบบที่นุ่มนวลกว่าเท่านั้นเอง นักการเมืองหรือเจ้าพ่อคนไหนมีอำนาจเงินเพียงพอ ก็สามารถกลบเกลื่อนความเป็นเผด็จการด้วยภาพของประชาธิปไตยได้ ผมเห็นด้วยว่าการเมืองเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงถึงทุกคนในสังคม แต่กระบวนการหลายๆอย่างของมันซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกินกว่าที่คนทั่วไปอย่างเราๆจะล่วงรู้หรือแก้ไข กว่าที่มันจะกลายสภาพมาเป็นเศษกระดาษให้เราเลือกจิ้มปลายปากกาลงในช่องใดช่องหนึ่ง ชีวิตของเราก็ถูกโน้มน้าวบิดเบือนไปในทางที่ผู้มีอำนาจต้องการให้เป็นไปเรียบร้อยแล้ว

ก่อนเลือกตั้งไม่กี่วัน ผมนั่งแท็กซี่ผ่านป้ายหาเสียงข้างถนน คนขับส่ายหน้า ใส่อารมณ์เอือมระอาสุดขีด แล้วบ่นให้ผมฟังว่า “น่าเบื่อเหลือเกินไอ้พวกนี้ หลอกลวงปลิ้นปล้อนไปเรื่อยๆ คุณเห็นมันยืนด่ากันในสภาฯน่ะ พอมันออกมาข้างนอกมันก็ไปกินเหล้ากัน ไปเที่ยวผู้หญิงกัน ผมเคยเห็นมากับตา คนที่ไม่เคยเห็นคงไม่เชื่อหรอก ไอ้พวกนี้มันไม่เที่ยวในที่ทั่วไปที่จะเจอนักข่าว มันเที่ยวเล้าจ์ญี่ปุ่น พวกไนท์คลับแพงๆ ข้างนอกมันด่ากัน สร้างภาพ เสร็จแล้วมันก็นั่งหัวเราะฉลองความสำเร็จที่มันหลอกประชาชนได้...ส่วนใหญ่มันเลวกันทั้งนั้นแหละ มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่หมด ไม่รู้จะเลือกมันทำไม”

ผมเบื่อกับคำแนะนำประเภท “เลือกคนที่เลวน้อยที่สุด” เป็นอย่างยิ่ง สมมติมีคนมาบอกคุณวินทร์ว่า คุณวินทร์สามารถเลือกอาชญากรมาเยือนบ้านคุณวินทร์ได้หนึ่งคืน แต่คุณวินทร์มีสิทธิ์เลือกอาชญากรที่ “เลวน้อยที่สุด” หรือจะไม่เลือกใครเลยก็ได้ คุณวินทร์จะเลือกคนที่เลวน้อยที่สุดไหมครับ ผมอาจจะโง่หรือเซ่อก็ไม่ทราบ แต่ผมขอไม่เลือกเลยดีกว่า

คล้ายๆการไว้ผมทรงนักเรียนนะครับ มันเป็นกฎ เป็นระเบียบ เป็นกรอบและกติกาที่คนสร้างขึ้นและบอกว่าดี

แต่จะดีจริงหรือไม่ ผมว่าต้องคิดทบทวนเองมากกว่าที่จะฟังคำชวนเชื่อจากสื่อหรือผู้มีอำนาจ แล้วทึกทักเอาว่าถ้าเราไม่ทำตามนั้น เราจะเป็นคนไม่ดี เป็นคนไม่คิดถึงสังคม

ผมกลับคิดว่า ถ้าคนเราคิดถึงสังคมกันจริงๆ เราน่าจะลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มนักการเมืองเน่าๆให้สิ้นซาก มากกว่าที่จะลุกฮือกันไปเลือกตั้งด้วยซ้ำ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2551