CLOVERFIELD : ดวงตาส่วนตัวกับสัตว์ประหลาดสาธารณะ

แรกเริ่มเดิมที มันเป็นการแอบถ่ายภาพผู้คนในงานเลี้ยงส่งร๊อบบี้ที่กำลังจะไปญี่ปุ่น เจสัน น้องชาย เอากล้องวิดีโอไปให้ ฮัด หนุ่มเนิร์ดไล่เก็บภาพและข้อความจากคนที่มาร่วมงานเลี้ยง หวังจะทำให้ร๊อบบี้เซอร์ไพรส์ แล้วก็ได้เซอร์ไพรส์สมใจ เพราะ เบธ สาวที่ร๊อบบี้แอบหลงรักมานานและเพิ่งมีอะไรกุ๊กกิ๊กกัน ดันควงหนุ่มคนอื่นมาในงานนี้ ก่อนหน้านั้น ร๊อบบี้ถ่ายภาพตอนที่เขากับเบธไปเที่ยวโคนีย์ไอสแลนด์กันอย่างชื่นมื่น แต่เทปม้วนนั้นถูกบันทึกทับในคืนนี้

หลังจากเบธทะเลาะกับร๊อบบี้แล้วออกจากงานไป ร๊อบบี้ก็เซ็งสุดขีด ก่อนจะได้ยินเสียงตึงตัง โครมคราม และพบว่า หัวเทพีเสรีภาพขาดกระเด็นมาตกอยู่หน้าตึก!!!!!!

และหนังทั้งเรื่องที่เหลือคือการติดตามบันทึกภาพของกลุ่มคนที่หนีตายไปในเมืองนิวยอร์ก หลังจากสัตว์ประหลาดไม่รู้ที่มาจู่ๆ เข้าโจมตีนิวยอร์ก เพียงแต่ว่านี่ไม่ได้มองจากสายตาพระเจ้า แต่มองมาจากสายตาของมนุษย์นั่นเอง

หนังเรื่องนี้ถูกปิดเป็นความลับตลอดระยะเวลาการสร้าง จากฝีมือ produced ของ JJ. Abrams เจ้าของซีรีส์ทางโทรทัศน์สุดฮิตอย่าง LOST และยกหน้าที่กำกับให้เป็นหน้าใหม่อย่าง MATT REEVES หนังเปิดเผย trailer ชุดแรกเป็นภาพบันทึกจากกล้องวิดีโอของใครบางคนที่กำลังหนีตายโดยไม่รู้อะไรทั้งสิ้น กระตุ้นเร้าความสนใจผู้ชมเป็นอย่างดี แต่ใครจะคิดว่าหนังทั้งเรื่องจะใช้วิธีการเดียวกับที่เห็นในตัวอย่างหนัง

อันที่จริงวิธีการของ CLOVERFIELD ไม่ใช่วิธีการใหม่ ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี THE BLAIR WITCH PROJECT เคยใช้เทคนิคคล้ายๆ กันนี้ โดยการปิดตัวหนังไว้เป็นความลับ เผยแพร่ข้อมูลปลอมบนอินเทอร์เน็ตจนเกิดกระแสให้คนดูเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง ในขณะเดียวกันก็ถ่ายทำโดยการแจกกกล้องให้นักแสดงแต่ละคนเข้าไปถ่ายกันเองในป่า โดยมีทีมงานคอยเข้าไปซุ่มจู่โจมแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว จากนั้นจึงเอาฟุตเตจทั้งหมดมาตัดต่อให้กลายเป็นเรื่องเล่าของทีมนักสร้างหนังที่เข้าไปไปตามหาตำนานของแม่มดแบลร์ แต่กลับเจอเหตุการณ์ประหลาด จนในที่สุดหายตัวไปทั้งหมด เทปที่คนดูได้ดูเป็นเพียงหลักฐานชิ้นเดียวที่ถูกพบในที่เกิดเหตุ หนังไม่มีเครดิตคนทำแม้แต่น้อย มีแต่ตัวเทปที่เป็นเหมือนการถ่ายเล่นของทีมคนทำหนัง และภาพความกลัวที่ดูสมจริงสุดๆ (ขณะเดียวกัน กล้องก็หมุนเหวี่ยงสุดๆ จนหลายคนทนดูหนังเรื่องนี้ไม่จบ) และเอาเข้าจริง THE BLAIR WITCH PROJECT ก็ได้ความคิดนี้มาจากหนังปี 1998 เรื่อง THE LAST BROADCAST ที่ทำตัวเป็นสารคดีเทียมที่ว่าด้วยการติดตามคดีด้วยการสังหารทีมงานทีวีเจ้าหนึ่งที่มีวิดีโอม้วนหนึ่งซุกซ่อนความลับไว้ภายใน

วิธีการของสารคดีหลอก ( MOCKUMENTARY / PSUEDO –DOCUMENTARY ) ที่จริงนั้นก็มีมาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1950 แม้ว่าโดยมากสารคดีเทียมมักเป็นหนังตลกขบขัน มีจุดมุ่งหมายไปในทางของล้อเลียนหรือเสียดสีความเป็นจริง (หรือคุณค่าของการยึดมั่นในความเป็นจริง) แต่บ่อยครั้งที่สารคดีเทียมก็ทำหน้าที่วิพากษ์ความเป็นจริงได้เสียยิ่งกว่าความเป็นจริง ด้วยท่าทีที่เข้มข้นชวนสะพรึงอย่างเช่น PUNISHMENT PARK ของ PETER WATKINS ที่วิพากษ์ค่านิยมคลั่งชาติได้อย่างรุนแรง (จนถูกห้ามฉาย)

ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยมากสารคดีเทียมมักมีตำแหน่งแห่งที่ในการจับจ้องมองบุคคลหรือเหตุการณ์ ตัวหนังของสารคดีเทียมนั้นมักถอยออกจากเหตุการณ์มาก้าวหนึ่ง หากพูดถึงบุคคล คนถ่ายทำจะถอยออกมาจ้องมองชีวิตบุคคลเหล่านั้น กระทั่งหากทำเรื่องของตัวเอง หนังก็ยังทำหน้าที่เล่าเรื่องของตัวเองในฐานะ subject

หากแต่ในยุคสิบยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ โลกหันมาให้ความสนใจกับ -เรื่องส่วนตัว- ในรูปแบบของ REALITY SHOW ที่ตอบสนองทั้งส่วนของความอยากรู้อยากเห็นเรื่องคนอื่นของสังคม และความอบยากโด่งดังของคนธรรมดาสักคนหนึ่ง ปรากฏการณ์ REALITY SHOW ทำให้พื้นที่ของเรื่องส่วนตัวและความเป็นสาธารณะเลือนจางลง เพราะกล้องที่ถูกติดตั้งจะทำหน้าที่ -จ้องมอง- แอบถ่ายผู้คน โดยที่ผู้คนรู้ว่าถูกถ่ายแต่ไม่รู้ว่ามีสิทธิ์ถูกจับจ้องมองตลอดเวลา ต่างจากสารคดีที่ยังมีขอบเขตของความเป็นส่วนตัว (ผ่านทางจริยธรรมของคนทำ ความเด็ดขาดของ subject และการตัดต่อเพื่อมุ่งประเด็นใดประเด็นหนึ่ง) REALITY SHOW มักไม่ได้มีจุดหมายพิเศษชัดเจน มันมีขึ้นเพื่อจุดประสงค์เดียวคือ การตื่นตากับการลอบสังเกตผู้อื่นอย่างตามติดชิดใกล้และถูกกฎหมาย อันเป็นสิ่งที่กระทั่งภาพยนตร์ยังให้ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้ REALITY SHOW จึงกลายเป็นหมุดหมายหนึ่งทางวัฒนธรรมในยุคสมัยปัจจุบัน

ขยับขึ้นมาใกล้กับเวลาปัจจุบันมากขึ้นอีกนิด REALITY SHOW ขยายและคลี่คลายตัวเอง จากผลของการที่กล้องถ่ายวิดีโอลดราคาลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใช้ได้ง่ายดายขึ้น และการถือกำเนิดของเว็บไซต์อย่าง YOUTUBE สำหรับแลกเปลี่ยนวิดีโอกันดูได้เองโดยไม่ต้องผ่านรายการโทรทัศน์หรือเครื่องฉายแต่อย่างใด ในวัฒนธรรม YOUTUBE ผู้ชมพร้อมจะกลายเป็นดารา พื้นที่ส่วนตัวพร้อมจะกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ ขอบเขตทั้งหมดเลือนเข้าหากัน

CLOVERFIELD คือผลผลิตหนึ่งจากวัฒนธรรมเกิดใหม่ทั้งหลายที่กล่าวไปแล้ว ตัวหนังทำหน้าที่เป็นเหมือนสารคดีเทียม ด้วยการสมอ้างตนเป็นภาพแทนความจริง (ส่วนหนึ่งผ่านทางเนื้อหาตรงหัวเรื่องที่ประกาศว่านี่คือวิดีโอที่เจอในที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งมีป้ายกำกับว่าเป็นสมบัติทางการทหารเสร็จสรรพ และเมื่อเทปเริ่มเล่น มันก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากเรียลิตี้โชว์ ที่ติดตามชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งในการ -หนีตาย- จากเหตุการณ์สัตว์ประหลาดบุกนิวยอร์ก โดยกล้องตามติดชิดใกล้ในทุกระยะ และยังทำหน้าที่ในฐานะเป็นตัวละครตัวหนึ่ง เนื่องจากผู้ถือกล้องเปลี่ยนจากมุมของพระเจ้า (ตามรูปแบบหนังทั่วไป) และไม่ใช่มุมของคนนอก (ตามแบบหนังสารคดีหรือเรียลิตี้โชว์) แต่มีมุมมองติดชิดใกล้จากสายตาของผู้อยู่ในเหตุการณ์ อันเป็นมุมมองที่ปรากฏในวัฒนธรรมยูทูบ เพราะในที่สุด ผู้ถ่ายกลายเป็นตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมาจริงๆ

แต่นี่ไม่ใช่หนังประเภทเสียดสีวิธีคิดของยุคสมัย หนังเรื่องนี้ได้รับหมุดหมายในฐานะที่เอาหมายเหตุแห่งยุคสมัยมาใช้เป็นลูกเล่นพิเศษสำหรับใส่ในหนังเพื่อสร้างความจริงร่วม (ในรูปแบบของสารคดี) ซึ่งน่าสะพรึงกว่าการมองในมุมของพระเจ้า ยิ่งมองผ่านมุมกล้องที่สั่นไหว ก็ยิ่งเข้าใกล้ความจริง จนชวนให้คิดถึงภาพข่าวที่เราเห็นกันจนเจนตา ภาพเครื่องบินชนตึกวันที่ 11 กันยา ภาพสงครามทะเลททราย ภาพศพผู้เสียชีวิต ภาพที่ทำให้เราเผลออุทานว่า อย่างกับในหนัง หากนั่นคือรูปแบบของการเลือนความจริง และความเกินจริงแบบ HYPEREAL (ดูเหมือนจริง โดยไม่ต้องมีการดำรงคงอยู่ของความจริงอีกต่อไป มีผู้ยกตัวอย่างว่า เหมียวคิตตี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของ HYPEREAL เพราะมันดำรงคงอยู่ได้ในฐานะความจริง (สิ่งนี้คือเหมียวคิตตี้) โดยไม่ต้องยึดโยงกับโลกแห่งความเป็นจริงอีกต่อไป ทีนี้ลองเปลี่ยนเหมียวคิตตี้เป็นฉากวินาศสันตะโรแทน)

ใน CLOVERFIELD หนังพยายามจะเลือนขอบเขตของความจริงเข้ามาหาตัวเอง เพื่อเสริมภาวะความสมจริงให้กับตัวหนัง เรานั่งดูหนังด้วยความรู้สึกถึงความสมจริง (ของตัวเหตุการณ์) ซึ่งอารมณ์ที่เราได้รับคืออารมณ์แบบเดียวกับการดูข่าววันที่ 11 กันยา แล้วรำพึงว่ามันช่างเหมือนภาพในหนังเสียนี่กระไร

นอกจากการเลือนขอบเขตของภาพยนตร์เข้ากับความจริงแล้ว CLOVERFIELD ยังทำการไม่ต่างวัฒนธรรมยูทูป ด้วยการเลือนอาณาเขตระหว่างเรื่องส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะ ด้วยการให้ภาพซ้อน (ที่เกิดจากการอัดเทปไม่เป็น ) ทำให้ภาพลับเฉพาะส่วนตัวของร๊อบบี้กับเบธได้แสดงตัวขึ้นมาเป็นระยะ แน่นอน สำหรับหนัง ภาพเหล่านี้ทำหน้าที่แทนการเล่าเรื่องที่ไม่สามารถเล่าได้ด้วยการวางข้อจำกัดไว้กับเทปเพียงม้วนเดียว มันจึงเป็นวิธีการแยบยลในการเล่าเรื่องของหนังเพื่อเพิ่มน้ำหนักความเป็นมนุษย์ให้ตัวละครที่กำลังหนีตาย แต่การผุดโผล่ของความจริงนี้ รวมทั้งการให้ตัวละครที่ทำหน้าที่ถ่ายเหตุการณ์ทั้งหมด ยังเสไปแอบถ่ายสาวที่ตัวเองแอบชอบไว้เสมอก็ยิ่งทำให้ภาพในสถานะปัจเจกที่ทำหน้าที่บันทึกสังคม (ในที่นี้คือเหตุการณ์สัตว์ประหลาดบุกเมือง) ชัดเจนขึ้น ไม่ต่างจากที่นักประวัติศาสตร์เคยกล่าวติดตลกว่า หากเราค้นพบไดอารี่ของชาวบ้านในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง มันคงมีประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง ถึงที่สุดแล้ว ในทางหนึ่ง เรื่องส่วนตัวก็ทำหน้าที่เป็นภาพสะท้อนของสิ่งสาธารณะเข้าจนได้นั่นเอง

แต่แม้ว่าเราจะสามารถพูดถึงนัยยะทางวัฒนธรรมใน CLOVERFIELD ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้มันพ้นไปจากข้อที่ว่า ตัวของหนังเองเป็นหนังสัตว์ประหลาดเรื่องล่าสุดจากฮอลลีวูด ที่อาศัยเทคนิคการเล่าเรื่องแบบใหม่ ในการกระตุ้นเร้าความสนใจของผู้ชม เอาเข้าจริง หนังก็ประนีประนอมต่อวิธีการและการเล่าเรื่องอย่างยิ่ง เราจึงเห็นภาพที่คมชัด มีจังหวะพักหายใจ มีความตื่นระทึกระลอกแล้วระลอกเล่า สลับกับการนำเสนอปัญหาภายในตัวละครที่ต้องแก้ไข ที่จริงแล้วตัวเรื่องของหนังคือโครงเรื่องของหนังคนวิ่งหนีสัตว์ประหลาดที่เล่าผ่านมมุมมองพระเจ้าธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง แม้หนังจะใช้ความฉลาดในการเขียนบท ทำให้มันสามารถบรรจุอยู่ในเทปม้วนเดียวได้ แต่ความอิหลักอิเหลื่อของเรื่องเล่าและความเป็นขั้นเป็นตอนของสถานการณ์ก็ทำให้อดนึกขำในใจว่า ถ้านี่คือเรื่องจริง เราก็ไม่จำเป็นต้องเรียนการตัดต่ออีกต่อไป เพราะมันทำได้โดยใช้ตากล้องคนเดียวถ่ายจากเทปม้วนเดียว! ยิ่งในช่วงท้ายเรื่องเมื่อหนังเริ่มเคลื่อนเข้าหาการต่อสู้เพื่อสิ่งอันเป็นที่รักแม้ในยามคับขัน ทางออกที่หนังเลือกใช้ก็ยิ่งทำให้ดูเป็นหนังมากขึ้น จนในที่สุด หนังทิ้งข้อกังขาสำคัญ (ซึ่งอาจมีความหมายนัยยะทางวัฒนธรรมอยู่ด้วยเหมือนกัน) นั่นคือ ในช่วงเวลาวิกฤตขนาดนั้น จะยังมีการยกกล้องไปถ่ายต่อได้อีกหรือ (แม้ในความเป็นจริงผมจะเชื่อว่ามีก็ตาม แต่เมื่อมันกลายเป็นหนัง บางครั้งความจริงก็ใช้การไม่ได้ ถ้าความจริงไม่อยู่ระบบคิดเหตุผลเฉลี่ยของคนทั่วไป)

หากเราทดลองเปลี่ยนเหตุการณ์ใน CLOVERFIELD ไปเป็นเหตุการณ์สามัญ เช่น ภาพบันทึกของใครสักคน หรือเปลี่ยนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เช่น เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด หนังเรื่องนี้อาจเป็นหนังที่พูดนัยยะทางวัฒนธรรมที่น่าจับตามองมากที่สุดประเด็นหนึ่งในตอนนี้ก็เป็นได้