ปราบดา ถึง วินทร์
14 กุมภาพันธ์ 2551
เห็นวันที่ที่ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงคุณวินทร์แล้วไม่ต้องหวาดเสียว ถึงจะเป็นวันวาเลนไทน์ ผมก็มิได้มีเจตนาจะสารภาพรักกับคุณวินทร์หรอกนะครับ
ทุกปีที่วันวาเลนไทน์เวียนมาถึง ทั้งที่ไม่ใช่วัฒนธรรมของไทย และไม่มีใครสนใจใคร่รู้ความเป็นมาของวันวาเลนไทน์ (ซึ่งความจริงไม่มีใครยืนยันประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดได้ นักวิชาการบางคนออกความเห็นว่าอาจเป็นเพียงวัฒนธรรมที่เกิดจากเนื้อหาของเรื่องแต่ง ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเซนต์วาเลนไทน์ ผู้เป็นที่มาของชื่อนี้ด้วยซ้ำ) แต่สื่อและคนในสังคมบางกลุ่มก็ให้ความสำคัญกับวันนี้อย่างเอิกเกริก ทุกปีเราต้องได้ฟังการถกเรื่องวิธีป้องกันไม่ให้วัยรุ่นยอมเสียตัว หรือต้องได้ฟังความคิดเห็นเกลื่อนๆทำนองว่า ถึงจะเป็นวันแห่งความรัก ก็ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นความรักแบบแฟนหรือแบบชู้สาวเท่านั้น เรายังสามารถมอบความรักแด่บุพการี แด่เพื่อน แด่ญาติมิตร แด่ครูบาอาจารย์ แต่สัตว์เลี้ยง แด่ตุ๊กตา แด่เชื้อจุลินทรีย์ แด่เสี่ยพระเครื่อง ฯลฯ
ไม่ยักมีใครออกมารณรงค์ตั้งคำถามว่า ทำไมจึงต้องเฉลิมฉลองวันที่ 14 กุมภาพันธ์ให้เป็นวันแห่งความรัก เราขาดแคลนน้ำใจ ไม่มีความต้องการแสดงความรักต่อกันและกันในชีวิตปกติประจำวัน จนถึงขั้นต้องกำหนดวัน “มอบความรัก” ขึ้นมาเป็นพิเศษเชียวหรือ
ที่สงสัยอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะขวางโลกไปเสียทุกเรื่องหรอกครับ (ต้องยอมรับว่ากับบางเรื่องดูเหมือนผมจะเป็นคนขวางโลกจริง เพราะไม่เห็นคนอื่นเขาจะรู้สึกอะไรเหมือนที่ผมรู้สึก) แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตว่า ธรรมเนียมและวัฒนธรรมหลายๆอย่างของคนเรา แม้ไม่มีเหตุผลหนักแน่น ไม่มีที่มาที่ไปน่าเชื่อถือ คนส่วนใหญ่รู้ว่าไม่ได้มีสาระอะไรหนักหนา แต่เราก็ยินยอมพร้อมใจปกปักษ์รักษามันไว้ แถมยังใส่อารมณ์ร่วมไปด้วยได้ เหมือนเป็นปัจจัยสำคัญของการมีชีวิตเลยทีเดียว
วันวาเลนไทน์เป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง คงไม่มีใครเชื่อมั่นชนิดไม่ลืมหูลืมตาว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์คือ “วันแห่งความรัก” ในลักษณะเดียวกับที่คนนับถือศาสนาปักใจเชื่อในวันสำคัญเกี่ยวกับศาสดาของพวกเขา เกือบทุกคนเข้าใจดีว่าวันวาเลนไทน์คือวันสมมติ เป็นเพียงวาระที่ถูก “ปั้น” ขึ้นเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก พูดง่ายๆคือไม่ต้องมีก็ได้ การมีวันวาเลนไทน์ไม่ได้ทำให้ชีวิตหรือสังคมดีขึ้นหรือแย่ลง กระทั่งการเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิด (ซึ่งผมว่าไม่เห็นจะเคยคล้ายสักเท่าไร) ยังดูมีตรรกะน่าคล้อยตามได้ง่ายกว่า แม้จะไม่ทราบเหตุผลที่ต้องกินเค้กและเป่าเทียนก็ตาม
ผมเพิ่งกลับมาจากการทำงานในญี่ปุ่น เพื่อนที่นั่นเล่าให้ฟังว่าการซื้อขายช็อกโกแลตก่อนวันวาเลนไทน์เป็นธุรกิจใหญ่โตมโหฬารยิ่งนักของคนญี่ปุ่น พวกเขาให้ความสำคัญกับวันแห่งความรักจริงจังถึงขั้นใช้เงินหลายล้านเยนไปกับการซื้อช็อกโกแลตให้กัน โตเกียวอาจเป็นเมืองที่ผมเห็นร้านช็อกโกแลตชุกชุมที่สุดก็ว่าได้ โดยเฉพาะในย่านช้อปปิ้ง บางหัวมุมมีร้านช็อกโกแลตเรียงรายหนาตายิ่งกว่าร้านอาหารเสียอีก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยคลั่งไคล้ “ของหวาน” ที่มีเอกลักษณ์ตรงความขมประเภทนี้ ขนาดยอมควักเงินมหาศาลให้โดยไม่รู้สึกเสียดาย ไม่อยากเปรียบเทียบให้คุณวินทร์และญาติน้ำหมึกคนอื่นๆต้องรู้สึกหดหู่หรอกนะครับ แต่อดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่าช็อกโกแลตพวกนั้นราคาแพงกว่าราคาหนังสือหลายเท่า กินแล้วก็ละลายหายไปในบัดดล แต่คนก็ยังคิดว่าหนังสือเป็นของแพงกว่าอยู่วันยังค่ำ
ธรรมเนียมหรือวัฒนธรรมหลายๆอย่างในสังคมมนุษย์ มักมีแนวโน้มที่จะได้รับการอนุรักษ์ไว้ ไม่ว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะมีความสำคัญหรือไม่มีความสำคัญ มีสาระหรือโมเมขึ้นมาเอง มากกว่าที่จะถูกนำมาวิเคราะห์คัดเลือกว่าธรรมเนียมไหนควรผ่อนคลายหรือยุติลงได้บ้าง
หลายครั้งเหตุผลของพฤติกรรมมนุษย์ จึงเกิดจากความไม่มีเหตุผล ไม่เป็นความจริง และไม่มีความหมายใดๆทั้งสิ้น มีแต่ความยึดติดและ “อยากทำ” ของเรากันเองล้วนๆ
สมัยก่อนที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนัก นักเดินทางผู้ต้องใช้เครื่องบินเป็นยานพาหนะหลายคนคงยังจำได้ว่าเมื่อเดินทางลงมาถึงสนามบินไทย นอกจากจะต้องกรอกเอกสารคนเข้าเมือง (สำหรับคนต่างชาติ) เพื่อยื่นให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจ ยังมีกระดาษอีกแผ่นหนึ่งที่ทุกคนต้องกรอก นั่นคือเอกสารสิ่งของต้องสำแดง เอกสารใบนี้มีสองตัวเลือกให้นักเดินทางกากบาท ระหว่าง “ไม่มีสิ่งของต้องสำแดง” กับ “มีสิ่งของต้องสำแดง” ซึ่งสำหรับนักเดินทางปกติส่วนใหญ่ที่ไม่ปรารถนาความยุ่งยากวุ่นวาย และที่สำคัญคือไม่ปรารถนาจะต้องเสียภาษีนำของเข้าประเทศ ต่างก็กากบาทช่อง “ไม่มีสิ่งของต้องสำแดง” กันทั้งนั้น เว้นแต่ว่าใครจะมีสิ่งของต้องสำแดงกันอย่างเห็นๆจะๆ ปกปิดลำบาก (เช่นหอบกล่องกระดาษขนาดมหึมาหลายสิบกล่องมาด้วย) จึงจำใจต้องยอมรับและยอมจ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในเมื่อคนส่วนใหญ่พร้อมใจกันกากบาท “ไม่มีสิ่งของต้องสำแดง” กระดาษแผ่นนี้ที่ทุกคนต้องกรอก จึงไม่มีความหมายอะไรนัก ยื่นให้เจ้าหน้าที่ก็ไม่เห็นมีใครตั้งใจอ่าน ได้แต่รับแล้วทิ้ง รับแล้วทิ้ง เป็นร้อยเป็นพันใบในแต่ละชั่วโมง แต่ก็ยังคงเป็นกฎบังคับให้ต้องกรอกสืบเนื่องกันมาช้านาน จนกระทั่งเมื่อมีการยกเลิกเอกสารใบนี้ในที่สุด ก็ไม่เห็นว่าจะเกิดผลกระทบต่อการรับคนเข้าเมืองที่สนามบินแต่อย่างไร ดีเสียอีกที่ไม่ต้องเสียเวลากรอก เสียเวลาเข้าแถวรอยื่นให้เจ้าหน้าที่ และสิ้นเปลืองกระดาษไปกับกิจกรรมไร้ความหมายอย่างนั้น
ไม่เห็นต้องมีแต่แรก ไม่เห็นต้องอนุรักษณ์ไว้เสียเนิ่นนาน และไม่รู้ว่าทำไมเพิ่งมีคนคิดได้ว่าไม่ทำดีกว่า
เรื่องทำนองนี้ยังมีอยู่อีกมากมายในทุกๆด้านของสังคม และอาจมีกระทั่งในกิจวัตรประจำวันส่วนตัวของคนแต่ละคน หลายครั้งเรารักษากฎหรือทำตามธรรมเนียมไปเรื่อยๆโดยไม่เคยตั้งคำถามว่า “ไม่ทำดีกว่าไหม” หรือ “ทำไปแล้วได้อะไรขึ้นมา” “ทำแล้วเป็นจริงอย่างที่ถูกปลูกฝังให้เชื่อหรือไม่” ที่น่าแปลกใจคือบางทีที่มีคนชี้ให้เราเห็นถึงความไม่จำเป็น ความยึดติดแบบไร้เหตุผล และความสิ้นเปลือง กลับมีคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนกับการเปลี่ยนแปลง พยายามยัดเยียดคำประเภท “ลบหลู่” ให้กับผู้หวังดี ด้วยทัศนคติที่ว่าการยกเลิกหรือปรับปรุงธรรมเนียมไร้สาระในสังคมเป็นการ “ทำลาย” วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามที่สืบสานมาจากคนรุ่นก่อน
คนรุ่นก่อนนี่สบายนะครับ ทำอะไรไว้ จะดีจะเลวก็ได้รับการเคารพยกย่องว่าดีไปเสียหมด อาจเป็นเพราะการปลูกฝังให้หลับหูหลับตาสรรเสริญเยินยอการกระทำของคนรุ่นก่อนๆนี่เอง ที่ทำให้เราอยู่ในสังคมที่ไม่ค่อยกล้าคิดว่า “เอ...ธรรมเนียมนี้ช่างไม่เข้าท่าเอาเสียเลย”
เรามักได้ยินคนเปรยกันบ่อยๆว่า “คนโบราณนี่เก่งนะ...”
คนโบราณที่ “เก่งนะ” ก็มีอยู่จริงไม่น้อยครับ
แต่ผมเชื่อว่า “คนโบราณนี่มั่วว่ะ...” ก็มีอยู่ในปริมาณเท่าเทียมกัน
หากลองมาแยกแยะอย่างถี่ถ้วน ผมคิดว่าคงมีธรรมเนียม ประเพณี เทศกาล วันสำคัญ ความเชื่อ ฯลฯ จำนวนมากที่เข้าข่าย “มั่ว” และไม่ต้องมีหรือไม่ต้องทำก็ได้อยู่เต็มอารยธรรมมนุษย์จนน่าตกใจ แต่ผมก็คิดว่าเราคงไม่มีวันได้ทำการชำแหละวัฒนธรรมกันถึงขั้นนั้น เพราะเอาเข้าจริง คนเราอาจไม่ได้สนใจ “ความจริง” “ความถูกต้อง” หรือ “ความสมเหตุสมผล” กันสักเท่าไรนัก
เพราะถ้าเราสน เราอาจต้องสูญเสียความไร้สาระที่สนุกสนานไปพร้อมๆความไร้สาระที่ชวนพิศวงและน่ากลัดกลุ้ม
ไม่รู้เพราะอะไรนะครับ เมื่อตอนที่ผมไปญี่ปุ่นและทำงานอยู่ในญี่ปุ่นครั้งล่าสุด ผมได้ยินคำถามแปลกๆจากคนไทยรอบตัวผมบ่อยๆ ว่า “จะกลับเมืองไทยจริงหรือ” “อยากกลับไปตอนนี้หรือ” และเมื่อกลับมาแล้วก็เจอคำถามว่า “เซ็งมั้ยที่ต้องกลับมา” “ถ้าไม่ต้องกลับ จะกลับมั้ย”
คล้ายกับว่าตอนนี้ประเทศบ้านเกิดของผมมีบรรยากาศไม่น่าอยู่ขึ้นมากะทันหัน ผมสำรวจแล้วก็ไม่เห็นว่ามีอะไรแตกต่างไปจากเดิม ธรรมเนียมประเพณีทั้งที่มีสาระและไร้สาระก็ยังดำเนินไปตามปกติ คนก็เหมือนเดิม ทีวีก็เหมือนเดิม รัฐบาลก็ยิ่งเหมือนเดิม แถมคุ้นหูคุ้นตากับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเดิมๆ...
...อ้อ!
วินทร์ ตอบ ปราบดา
16-2-2551
คงจะจริงอย่างที่ปราบดาว่าครับ ทุกสองสามวันก่อนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี สื่อบ้านเราจะถกกันเรื่อง ‘ทำอย่างไรไม่ให้วัยรุ่นเสียตัวในวันนั้น’ ก็คงไม่ต่างจากกรณีที่ทุกครั้งเมื่อมีรัฐบาลใหม่ หรือมีประชุมสภานัดถ่ายทอด สื่อก็มักเอาข่าวตัว silver ตัว gold (เออ! ก็เหี้ยนั่นแหละ!) เดินเพ่นพ่านไปมาแถวรัฐสภา ทั้งที่พวกมันก็เดินอยู่แถวนั้นมานานปีแล้ว ก็เป็นบ้านของพวกมันเหมือนกันนี่หว่า!
ผมเองแม้ไม่ค่อยอ่านหนังสือพิมพ์หรือดูโทรทัศน์ ก็ยังรู้เลยครับว่ามีการทำโพลวาเลนไทน์อะไรกันบ้าง ยังจำได้ว่ารายงานโพลเมื่อปีสองปีก่อนคือหญิงสาวบางคนเห็นว่าสมควรที่จะ 'ตอบแทน' เพื่อนชายบ้าง ในเมื่อเขามอบของขวัญแก่เธอในวันแห่งความรัก
สำหรับการทำโพลในปีนี้ได้ผลว่าวัยรุ่นหนึ่งในหกคนเลือกที่จะมีบทอัศจรรย์ในวันวาเลนไทน์
การอ่านโพลเหล่านี้ต้องระวังสักนิด เพราะไม่รู้ว่าเป็นการทำโพลที่มีเจตนาตั้งกระทู้แรงๆ ให้ฮือฮาเฉยๆ หรือเปล่า เพราะข่าวก็ไม่บอกว่าสุ่มตัวอย่างจากวัยรุ่นกี่คน กี่กลุ่ม กี่ภาค และก็อาจไม่เป็นธรรมนัก เพราะทำให้ คนอ่านข่าวมองภาพรวมของวัยรุ่นโดยเฉพาะผู้หญิงด้านเดียว
อีกข่าวหนึ่งที่ชอบเล่นกันในช่วงวาเลนไทน์ก็คือข่าวการจดทะเบียนสมรสกัน ณ ที่ว่าการเขตบางรัก เป็นกระแสว่า แต่งงานในวันวาเลนไทน์จะอยู่ยืดกว่า โดยเฉพาะหากจดทะเบียนสมรสกันที่ที่ว่าการเขตแห่งนี้ เพราะเป็น ‘บางรัก’ (แต่แปลกที่ไม่ยักมีใครตีความว่า บางรัก = thin love = รักน้อย)
ผมว่าหากจะเอาความหมายจากคำจริงๆ น่าจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่ที่ว่าการเขต ‘บางซื่อ’ จะดีกว่า เพราะความซื่อน่าจะทำให้ชีวิตสมรสยืนนานขึ้น
สำหรับผม วาเลนไทน์ปีนี้ต่างจากปีก่อนๆ ตรงที่ลูกชายของผมบอกพ่อแม่ว่า มีเพื่อนร่วมชั้นมอบดอกกุหลาบให้เขา ผมก็ถามว่า “เป็นชายหรือหญิงล่ะ?”
คำตอบคือ หญิง
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ผมเองสมัยวัยละอ่อนก็ไม่เคยได้รับดอกกุหลาบจากใคร (สมัยนั้นแทบไม่มีใครเคยได้ยินคำว่าวาเลนไทน์) จึงไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี แต่มองโลกในแง่ดีคือ เพื่อนหญิงให้ก็น่าจะดีกว่าเพื่อนชายให้กระมัง!
อย่างไรก็ตาม ในฐานะพ่อแม่ ก็ต้องแอบสังเกตการณ์ห่างๆ ในเมื่อลูกชายของผมโตขึ้นเป็นหนุ่มน้อยแล้ว ต้องคอยสอดส่องระมัดระวังอย่าให้ลูกเป็น ‘หนึ่งในหกคน’ ในโพล กลัวจะเรียนไม่จบ
เป็นพ่อแม่ในยุควาเลนไทน์ก็น่าหวาดเสียวอย่างนี้ครับ
ผมไม่ได้ซื้อกุหลาบให้ใครในวันวาเลนไทน์ครับ มันแพงโดยใช่เหตุ ทั้งที่ปกติแล้วผมชอบไปเดินแถวปากคลองตลาด เพื่อซื้อดอกไม้เสมอๆ ทุกครั้งก็มักซื้อกุหลาบสีแดงเข้มจัด เปล่าครับ ไม่เกี่ยวกับความโรแมนติกอันใด (แปลกที่หลายคนชอบโยงการซื้อดอกกุหลาบให้เกี่ยวข้องกับความรัก) ผมเพียงแต่รู้สึกสดชื่นขึ้นเมื่อที่บ้านมีดอกไม้ นั่งทำงานที่โต๊ะที่มีดอกไม้แล้ว รู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น ก็เท่านั้นครับ
หลายคนมองว่า การรับวัฒนธรรมฝรั่งเป็นเรื่องแย่ แต่ในกรณีของวันวาเลนไทน์นี้อาจไม่เชิงเป็นการรุกทางวัฒนธรรม ดูเหมือนมันจะเป็นกระแสที่เกิดจากการตลาดมากกว่า พูดง่ายๆ คือ วันแห่งความรักกลายเป็นวันแห่งการตลาดไปแล้ว
ผมเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่า ในประเทศญี่ปุ่น วาเลนไทน์เป็นวันที่ผู้หญิงมอบของขวัญให้ชายเท่านั้น ส่วนผู้ชายจะให้ของขวัญแก่สตรีในวันที่ 14 มีนาคม ที่เรียกว่า White Day และที่น่าสนใจก็คือ White Day นี้เป็นประดิษฐกรรมของนักการตลาดชาวญี่ปุ่นในยุคซิกส์ตีส์ เริ่มโปรโมตการมอบมาร์ชเมลโลว์สีขาวแก่กัน ต่อมาก็ขยายวงไปมอบสิ่งอื่นๆ เช่น ดอกไม้ ช็อกโกแลต กลายเป็นกระแส ‘วันสีขาว’ ไป
นี่บอกเราว่า กระแสสร้างได้ไม่ยาก ถ้ารู้จักทำ และจะมีการขายสินค้าอะไรดีเท่าการใช้ความรักเป็นเครื่องมือ?
เชื่อว่ากระแสวาเลนไทน์นี้มีแต่จะแรงขึ้น ไม่ซาลงแน่นอน เหตุผลเพราะเมื่อระบอบบริโภคนิยมซึมแทรกเข้าไปในทุกระบบทุกมุมโลกอย่างนี้ ใครเลยจะปล่อยให้มันซาลงเล่า คิดเสียว่าขายช็อคโกแล็ตหวานๆ ยังไงๆ ก็ดีกว่าขายยาบ้าหรือลูกปืน ใช่ไหมครับ
ทุกช่วงคริสตมาส ผมออกจะรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อยที่เห็นต้นคริสตมาสในห้างสรรพสินค้า หากไม่ได้เรียนอยู่ในโรงเรียนคาทอลิกมาก่อน ผมก็อาจไม่งงนัก เพราะคริสตมาสเป็นเรื่องของศาสนา มันน่างงพอๆ กับการเห็นพระพุทธรูปติดป้ายมิดไนท์เซลส์ในห้างสรรพสินค้ายังไงยังงั้น การตลาดสามารถหลอมรวมศาสนาและวัฒนธรรมเป็นการซื้อขายสินค้าได้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะเราชาวไทยผู้รักสนุกสามารถโอบรับวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามาอย่างสบายใจ (ที่ว่ามานี้ ไม่มีโทนของการเสียดสีนะครับ) แม้แต่เทศกาลผี (ฮัลโลวีน) ก็เริ่มเป็นกระแสการตลาดที่แรงขึ้น ทั้งที่เมื่อ 20-30 ปีก่อน มีคนไทยสักกี่คนที่รู้จักคำว่าฮัลโลวีน
ผมไม่มีอะไรต่อต้านวันวาเลนไทน์นี้หรอกครับ ตรงกันข้าม การมีวันแห่งความรักก็ถือว่าเป็นสิ่งดีนะครับ และน่าจะดีขึ้นถ้าเราสามารถขยายความรักไปกว้างกว่าแค่ความรักของหนุ่มสาวหรือการเสียตัว
เราอาจถือโอกาสนี้ไปเยี่ยมพ่อแม่ ไปบอกรักพ่อแม่ บอกขอบคุณผู้มีพระคุณ เหมือนกับที่วันสงกรานต์เราไปรดน้ำใส่มือของผู้ใหญ่ และไหนๆ ก็เป็นกระแสโลกไปแล้ว ก็ตั้งให้เป็นวันรักสากลไปเลย นั่นคือเป็นวันที่เราหยุดทำร้ายกันสักวัน พ่อค้าขายยาบ้าหยุดขายยาหนึ่งวัน พ่อค้าอาวุธหยุดขายปืนสักวัน และพวก suicide bomber อย่าเลือกตายในวันนั้น ฯลฯ เขียนๆ ไปชักจะเลอะเทอะ ผมมีคำอธิบายครับ แต่ขอยกไปเล่าตอนท้ายฉบับ
เชื่อมั่นว่า ในอนาคตเราจะเห็นวัฒนธรรมอื่นๆ กลายเป็นธีมการตลาดมากขึ้น พูดก็พูดเถอะ หากเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ก็อาจประดิษฐ์เทศกาลใหม่ๆ มาขาย เฉพาะในเรื่องของความรักนี่ยังเล่นได้อีกหลายงาน ยกตัวอย่างเช่น ในเมื่อมีวันแห่งความรักแล้ว ก็ควรมีวันแห่งการเลิกรา (เรียกวันวาเลนรีไทร์) ใครจะเลิกกับใครก็ทำกันในวันนี้เลย มอบดอกไม้ดำให้ (ส่งเสริมธุรกิจดอกไม้) เปิดเพลงเศร้าๆ เช่น Kiss and Say Goodbye (ส่งเสริมธุรกิจเพลง) สินค้าอื่นๆ ที่โปรโมตในเทศกาลนี้ก็มี กระดาษทิชชู แว่นตาดำ (เอาไว้ปกปิดรอยช้ำที่ตา) ฯลฯ
ในวันวาเลนรีไทร์นี้ ที่ว่าการเขตจะรับบริการจดทะเบียนหย่าตลอด 24 ชั่วโมง ที่ว่าการเขตที่เหมาะที่สุดคงเป็นที่ ‘บางพลัด’ หรือ ‘บางจาก’ เชื่อมั่นว่าจะเป็นวันที่น่าจดจำแน่นอน
เมื่อเล่นกับ ‘ความรัก’ แล้วก็ควรเล่นกับอารมณ์อื่นๆ ด้วย เริ่มที่ ‘ความหลง’ เป็นไง ตั้งเป็น ‘วันแห่งความหลง’ หรือ ‘วันกิ๊กแห่งชาติ’ ก็ได้ จัดงานกันที่เขต ‘บางซ่อน’ ในงานมีการเล่นเกมซ่อนหา สินค้าที่โปรโมตในเทศกาลนี้ก็มีช็อคโกแล็ต สินค้ารูปหัวใจ โรงพยาบาลต่างๆ ลดราคาค่าผ่าตัดหัวใจ 30-50 เปอร์เซ็นต์ (ในรายที่ต้องกินยา ยาเม็ดจะทำเป็นรูปหัวใจสีชมพู) ฯลฯ
ถัดมาก็เป็น วันแห่งความอิจฉา จัดงานกันที่ ‘บางขวาง’ อาจให้นังอิจฉาในละครมาเปิดงาน ถ้าจะลงตัวขึ้นก็ควรมีฉากตบตีกันหน่อย (แต่ห้ามแต่งเครื่องแบบแอร์โฮสเตสส์) น่าจะสร้างสีสันให้กับงานมาก สินค้าที่โปรโมตในเทศกาลนี้ก็มี เล็บเทียม (เอาไว้จิก) นวมมวย (เอาไว้ชก) ไม้เบสบอล แร็กเก็ตเทนนิส สาก (เพื่อใช้ตีกัน) ฯลฯ
มี ‘รัก’ แล้ว มี ‘หลง’ แล้ว ก็สมควรมี ‘โลภ’ บ้าง ขอเสนอ ‘วันแห่งความโลภ’ เป็นวันเปิดบ่อนเสรี ผลิตล็อตเตอรี่เพิ่มสองเท่า เพิ่มหวยบนดินชุดพิเศษ (พร้อมแจ็คพ็อตรางวัลใหญ่เป็นพิเศษ) เทศกาลนี้มีการเปิดบ่อนเสรีกันที่เขต ‘บางโพ’ หรือ ‘บางจิก’
ตามมาด้วย ‘ความกลัว’ เป็นไง? คนไทยเราชอบดูหนังผีอยู่แล้ว เวลาเลือกตั้งก็ชอบเลือกพวกผีๆ ทำให้เป็น ‘วันผีแห่งชาติ’ ไปเลย หากิจกรรมต่างๆ ได้เล่นได้มากมาย เช่น ประกวดธิดาผี มอบช็อคโกแล็ตรูปผี มอบผีเสื้อต่อกัน (เอ้อ! ผีเสื้อ มีคำว่า ผี) วันจัดงานอย่าลืมเชิญพวกผีตองเหลืองมาด้วย เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยที่กำลังสูญหายไปด้วย ‘เพื่อสังคม’ ดีเนอะ!
ฯลฯ
ดังนี้จะเห็นว่า เราสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใช้ความบันเทิง โหย! ลงตัวมาก
ปราบดาอย่าเพิ่งคิดว่าผมเป็นบ้าไปแล้ว ถึงคิดเลอะเทอะอย่างนี้ ผมยังไม่บ้าครับ แม้จะยอมรับว่าช่วงนี้ผมมีอาการเพี้ยนอยู่บ้าง แต่หมอบอกว่าไม่ต้องรักษา ไม่ต้องกินยา หมอว่าช่วงนี้มีคนที่มีอาการเพี้ยนแบบนี้เยอะมาก ทั้งนี้เป็นเพราะการเมืองอย่างเดียว เยส! โปลิติก!
หมอ (ซึ่งมีหน้าตาเซียวมาก) บอกผมว่า ช่วงนี้ไม่ได้พักเลย เพราะรับคนไข้ไม่หวาดไม่ไหว โดยเฉพาะในวันที่ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีคนไข้เข้ามาตลอดทั้งคืน รวมทั้งผมด้วยซึ่งมีอาการนอนไม่หลับ
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมนอนไม่หลับหลังจากอ่านรายชื่อคณะรัฐมนตรี ไม่น่าเชื่อครับว่าการเมืองมีผลต่อการมุ้งได้ถึงขนาดนี้!
ปราบดาไม่อยู่เมืองไทยหลายวัน คงปลอดภัยจากการเสพมลพิษและอนุมูลอิสระทางสื่อสายการเมืองในรอบเดือนนี้ นั่นคือข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของเรา สรุปก็คือทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น เอวัง! เอ้ย! เอเมน!
เราได้คณะรัฐมนตรีใหม่ที่หัวหน้าคณะบอกเองว่า “ขี้เหร่นิดหน่อย” เราได้ ทีมเศรษฐกิจที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ เรา(อาจจะ)ได้ที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรีที่เป็นองคุลิมาลกลับใจ ฯลฯ
มาถึงวันนี้ เราคงไม่มีทางเลือกมากนอกจากเลือกมองโลกในทางที่สดใส นั่นคือมองทุกอย่างในด้านดีหมด
ลองคิดดูสิครับ เรื่องเหล่านี้เป็นสีสันที่วงการเมืองบ้านอื่นไม่มีหรอกครับ อย่าเครียด! นั่นคือเมื่ออ่านข่าวการเมืองเป็นอาหารจานหลัก ก็สมควรอ่านข่าวสนุกๆ เป็นขนมหวานไปด้วย เช่นจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับนี้ (ความจริงก็ลงแทบทุกฉบับนั่นแหละ)
“ฮือฮา! ตัวเงินตัวทองโชว์เลิฟซีนกลางสระในทำเนียบ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เกิดเหตุการณ์สร้างความฮือฮาให้กับข้าราชการและพนักงาน ลูกจ้าง ในทำเนียบรัฐบาลกันอย่างมาก เมื่อจู่ๆ ก็มีตัวเงินตัวทองสองตัวมาผสมพันธุ์กันบริเวณคลองด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นที่ทำงานของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ นานกว่าหนึ่งชั่วโมง
แม้จะมีช่างภาพและข้าราชการไปรุมล้อมถ่ายภาพ และถ่ายคลิปมือถือเป็นจำนวนมาก แต่ตัวเงินตัวทองก็ยังไม่แยกออกจากกัน ทั้งนี้สร้างความแปลกใจและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาแก่ผู้ที่พบเห็น เนื่องจากไม่เคยมีใครเห็นตัวเงินตัวทองผสมพันธุ์กันในทำเนียบรัฐบาลมาก่อน...”
อุ้ย! ข่าวบัดสีบัดเถลิงอะไรก็ไม่รู้!
อ่านข่าวนี้แล้ว ก็เผลอดูโทรทัศน์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ให้สัมภาษณ์ CNN ว่า เหตุการณ์หกตุลาฯ มีคนตายเพียงคนเดียว ไม่ยักรู้ว่า CNN ก็ทำรายการตลกคาเฟ่ด้วย บันเทิงกว่ารายการบันเทิงการเมือง The Daily Show ของนายจอน สจวร์ต อีกแน่ะ
เมื่อเลือกที่จะเสพข่าวการเมืองเพื่อความบันเทิง ชีวิตก็สดใสขึ้นอย่างน่าประหลาด! ทำตัวเป็นนกกระจอกเทศ เมื่อมีปัญหาก็เอาหัวมุดลงดิน สบายใจดี (เป็นการเปรียบเทียบนะครับ เพราะความจริงในชีวิตจริง นกกระจอกเทศคงไม่โง่ทำอย่างนั้นเหมือนมนุษย์หรอกครับ)
ครับ เฮฮาไปวันๆ ไม่ต้องไปหวังสาระอะไรมาก
ครับ ถ้าไม่เลือกที่จะหัวเราะหรืออย่างน้อยก็ยิ้มแห้งๆ ก็คงเฉาตายในประเทศนี้เป็นแน่
พูดถึงเรื่องบันเทิงแล้ว ผมอดนึกถึงหนังฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งที่เคยเล่าที่มาให้คุณฟังแล้ว คือเรื่อง The American President เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเกิดล้มเจ็บกะทันหันและอยู่ในอาการโคม่า คนรอบตัวจึงหาคนหน้าคล้ายกันมาเป็นประธานาธิบดีหุ่นเชิด เพื่อที่จะยังดำเนินนโยบายตามที่ตัวเองต้องการได้ เรื่องพลิกผันเมื่อประธานาธิบดีหุ่นเชิดยึดอำนาจจริงเสียเอง และไล่คนใกล้ตัวออก
คนเขาว่า นิยายไม่ต่างจากชีวิตจริงเท่าไร คงน่าแปลกนะครับหากมันเกิดขึ้นจริง
อย่าคิดมากครับ แค่เล่าให้ฟังขำขำ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนมีนาคม 2551

